God's Word for Today

 
 

Saturday, October 10, 2015

 

2 Kings 6 The axe head recovered and the horses and chariots of fire

2 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 6 หัวขวานกู้คืนได้และม้าและรถรบเพลิง

1 Now the sons of the prophets said to Elisha, “See, the place where we dwell under your charge is too small for us.

1 ฝ่ายพรรคผู้เผยพระวจนะกล่าวกับเอลีชาว่า   “ดูซิ   สถานที่ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายอยู่ใต้ความดูแลของ ท่านนั้นก็เล็กเกินไป   ไม่พอแก่พวกเรา

2 Let us go to the Jordan and each of us get there a log, and let us make a place for us to dwell there.” And he answered, “Go.”

2 ขอให้เราไปที่แม่น้ำจอร์แดน   ต่างคนต่างเอาไม้ท่อนหนึ่งมาสร้างที่อาศัยของเราที่นั่น”   และท่านตอบว่า “ไปเถอะ”

3 Then one of them said, “Be pleased to go with your servants.” And he answered, “I will go.”

3 แล้วคนหนึ่งกล่าวว่า   “ขอท่านโปรดไปกับผู้รับใช้ของท่านด้วย”   และท่านก็ตอบว่า   “ข้าจะไป”

4 So he went with them. And when they came to the Jordan, they cut down trees.

4 ท่านก็ไปกับเขาทั้งหลาย   และเมื่อเขามาถึงแม่น้ำจอร์แดนเขาก็โค่นต้นไม้

5 But as one was felling a log, his axe head fell into the water, and he cried out, “Alas, my master! It was borrowed.”

5 ขณะที่คนหนึ่งฟันไม้อยู่   หัวขวานของเขาตกลงไปในน้ำ   และเขาร้องขึ้นว่า   “อนิจจานายครับ   ขวานนั้นผมขอยืมเขามา”

The man realized how important it is to return what is borrowed in the same condition in which it was received. 

ชายคนนั้นตระหนักว่ามันสำคัญแค่ไหนที่ต้องคืนกลับสิ่งที่ยืมมาในสภาพเดิมเหมือนครั้งที่ได้เอามา

In other words if something you borrow breaks while you are using it, you should repair or replace it. 

ในอีกนัยหนึ่ง หากสิ่งที่คุณยืมแตกหักขณะที่คุณกำลังใช้มันอยู่  คุณควรซ่อมแซมหรือเปลี่ยนมันใหม่

In this case Elisha performed a miracle to recover the lost axe head.

ในกรณีนี้ เอลิชาสำแดงการอัศจรรย์ที่จะกู้เอาหัวขวานที่หายไปคืนกลับมา

6 Then the man of God said, “Where did it fall?” When he showed him the place, he cut off a stick and threw it in there and made the iron float.

6 แล้วคนแห่งพระเจ้าถามว่า   “ขวานนั้นตกที่ไหน”   เมื่อเขาชี้ที่ให้ท่านแล้ว   ท่านก็ตัดไม้อันหนึ่งทิ้งลงไปที่นั่น   ทำให้ขวานเหล็กนั้นลอยขึ้นมา

7 And he said, “Take it up.” So he reached out his hand and took it.

7 และท่านบอกว่า   “หยิบขึ้นมาซิ”   เขาก็เอื้อมมือไปหยิบขึ้นมา

All that the man had to do was to reach out his hand and take it. 

ทั้งหมดที่ชายนั้นต้องทำก็คือยื่นมือของเขาออกไปหยิบขวานนั้นไป

This reminds me of salvation.   Salvation is a free gift of God that just needs to be received. 

นี้ทำให้ผมนึกถึงความรอด   ความรอดเป็นของขวัญฟรีๆ จากพระเจ้าที่เพียงแค่อยากจะได้รับ

John ยอห์น1:12 12 But to all who did receive him, who believed in his name, he gave the right to become children of God,

12 แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์   ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์   พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า

The man who lost the axe head had not been careless and he took up the axe from the water.

คนที่สูญเสียหัวขวานไม่เคยประมาทและเขาก็หยิบขวานจากน้ำ


Horses and Chariots of Fire

ม้าและรถรบเพลิง

8 Once when the king of Syria was warring against Israel, he took counsel with his servants, saying, “At such and such a place shall be my camp.”

8 ฝ่ายพระราชาแห่งซีเรียรบพุ่งกับอิสราเอล   พระองค์ตรัสปรึกษากับข้าราชการของพระองค์ว่า   “เราจะตั้งค่ายของเราที่นั่น

9 But the man of God sent word to the king of Israel, “Beware that you do not pass this place, for the Syrians are going down there.”

9 แต่คนแห่งพระเจ้าส่งข่าวไปยังพระราชา แห่งอิสราเอลว่า   'ขอพระองค์ทรงระวังอย่าผ่านมาทางนั้น   เพราะคนซีเรียกำลังยกลงไปที่นั่น' ”

God is all knowing, He knows everything.

พระเจ้าทรงรอบรู้  พระองค์ทรงรู้ทุกอย่าง

God knew the plans of the king of Syria, God told Elisha, and Elisha told the king of Israel.  So Israel was kept safe from surprise attacks.

พระเจ้าทรงรู้แผนการของกษัตริย์แห่งซีเรีย, พระเจ้าทรงตรัสแก่เอลิชา  และเอลิชาได้ทูลกษัตริย์แห่งอิสราเอล ดังนั้นอิสราเอลจึงรอดปลอดภัยจากการโจมตีที่ไม่ทันรู้ตัว

10 And the king of Israel sent to the place about which the man of God told him. Thus he used to warn him, so that he saved himself there more than once or twice.

10 และพระราชาแห่งอิสราเอล ทรงใช้ให้ไปยังสถานที่ซึ่งคนแห่งพระเจ้าบอกให้   ท่านเคยเตือนพระองค์ดังนี้แหละ   พระองค์จึงทรงระวังตัวได้ที่นั่นมิใช่เพียงครั้งสองครั้ง  

11 And the mind of the king of Syria was greatly troubled because of this thing, and he called his servants and said to them, “Will you not show me who of us is for the king of Israel?”

11 พระราชาแห่งซีเรียก็ไม่สบายพระทัยมากเพราะเรื่องนี้   พระองค์จึงทรงเรียกข้าราชการมาตรัสว่า   “พวกท่านจะไม่บอกเราหรือว่าคนใดใน พวกเราที่อยู่ฝ่ายพระราชาแห่งอิสราเอล”

12 And one of his servants said, “None, my lord, O king; but Elisha, the prophet who is in Israel, tells the king of Israel the words that you speak in your bedroom.”

12 ข้าราชการคนหนึ่งของพระองค์ทูลว่า   “ข้าแต่พระราชา   เจ้านายของข้าพระบาท   ไม่มีผู้ใดพระเจ้าข้า   แต่เอลีชาผู้เผยพระวจนะซึ่งอยู่ในอิสราเอล ทูลบรรดาถ้อยคำ   ซึ่งพระองค์ตรัสในห้องบรรทมของพระองค์แก่ พระราชาแห่งอิสราเอล”

13 And he said, “Go and see where he is, that I may send and seize him.” It was told him, “Behold, he is in Dothan.”

13 พระองค์จึงตรัสว่า   “จงไปหาดูว่า   เขาอยู่ที่ไหน   เพื่อเราจะใช้คนไปจับเขามา”   มีคนทูลพระองค์ว่า   “ดูเถิด เขาอยู่ในโดธาน”

14 So he sent there horses and chariots and a great army, and they came by night and surrounded the city.

14 พระองค์จึงทรงส่งม้า รถรบ และกองทัพใหญ่   เขาไปกันในกลางคืนและล้อมเมืองนั้นไว้  

15 When the servant of the man of God rose early in the morning and went out, behold, an army with horses and chariots was all around the city. And the servant said, “Alas, my master! What shall we do?”

15 เมื่อคนใช้ของคนแห่งพระเจ้าตื่นขึ้นเวลาเช้าตรู่ และออกไป   ดูเถิด กองทัพพร้อมกับม้าและรถรบก็ล้อมเมืองไว้   และคนใช้นั้นบอกท่านว่า “อนิจจา นายของข้าพเจ้า   เราจะทำอย่างไรดี”

16 He said, “Do not be afraid, for those who are with us are more than those who are with them.”

16 ท่านตอบว่า   “อย่ากลัวเลย   เพราะฝ่ายเรามีมากกว่าฝ่ายเขา”

17 Then Elisha prayed and said, “O LORD, please open his eyes that he may see.” So the LORD opened the eyes of the young man, and he saw, and behold, the mountain was full of horses and chariots of fire all around Elisha.

17 แล้วเอลีชาก็อธิษฐานว่า   “ข้าแต่พระเจ้า   ขอทรงเบิกตาของเขาเพื่อเขาจะได้เห็น”   และพระเจ้าทรงเบิกตาของชายหนุ่มคนนั้น   และเขาก็ได้เห็นและดูเถิด   ที่ภูเขาก็เต็มไปด้วยม้า   และรถรบเพลิงอยู่รอบเอลีชา


There is a spiritual world which we cannot see.  We are surrounded by God’s angels.

มีโลกทางจิตวิญญาณที่เราไม่สามารถมองเห็น    เราถูกล้อมรอบด้วยทูตสวรรค์ของพระเจ้า

If we look only at the flesh and at the physical, we are prone many times to be filled with fear and with despair, hopelessness, because it looks like things are hopeless.

ถ้าเรามองเฉพาะเนื้อหนังและทางฝ่ายกาย  หลายครั้งที่เรามีแนวโน้มที่จะเต็มไปด้วยความกลัวและความสิ้นหวัง   เพราะดูเหมือนว่าหลายสิ่งไร้ความหวัง

That's only because we're looking at the things which are seen.1

นั่นเป็นเพียงเพราะเรากำลังมองหาสิ่งมองเห็นด้วยตา

2 Corinthians 2โครินธ์4:18 18 as we look not to the things that are seen but to the things that are unseen. For the things that are seen are transient, but the things that are unseen are eternal.

18 เพราะว่าเราไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่   แต่เห็นแก่สิ่งของที่มองไม่เห็น   เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่ยั่งยืน   แต่สิ่งซึ่งมองไม่เห็นนั้นก็ถาวรนิรันดร์

1 John 1ยอห์น4:4 4 Little children, you are from God and have overcome them, for he who is in you is greater than he who is in the world.

4 ลูกทั้งหลายเอ๋ย   ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้า   และได้ชนะเขาเหล่านั้น   เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก

18 And when the Syrians came down against him, Elisha prayed to the LORD and said, “Please strike this people with blindness.” So he struck them with blindness in accordance with the prayer of Elisha.

18 และเมื่อคนซีเรียลงมารบกับท่าน   เอลีชาก็อธิษฐานพระเจ้าว่า   “ขอทรงโปรดให้คนเหล่านี้ตาบอดไปเสีย”   พระองค์จึงทรงให้เขาทั้งหลายตาบอดไป ตามคำอธิษฐานของเอลีชา

19 And Elisha said to them, “This is not the way, and this is not the city. Follow me, and I will bring you to the man whom you seek.” And he led them to Samaria.

19 และเอลีชาบอกคนเหล่านั้นว่า   “ไม่ใช่ทางนี้   และไม่ใช่เมืองนี้   จงตามข้ามา   และข้าจะพาไปยังคนนั้น   ซึ่งเจ้าแสวงหา”   และท่านก็พาเขาไปกรุงสะมาเรีย

20 As soon as they entered Samaria, Elisha said, “O LORD, open the eyes of these men, that they may see.” So the LORD opened their eyes and they saw, and behold, they were in the midst of Samaria.

20 และอยู่มาพอเข้าไปในกรุงสะมาเรีย   เอลีชาก็ทูลว่า   “ข้าแต่พระเจ้า   ขอทรงเบิกตาของคนเหล่านี้   เพื่อเขาจะเห็นได้”   พระเจ้าจึงทรงเบิกตาของเขาทั้งหลายและเขาทั้งหลายก็เห็น   และนี่แน่ะ   เขามาอยู่กลางกรุงสะมาเรีย


He led them to the city of Samaria, where they were surrounded by the army of Israel.

ท่านได้พาพวกเขาไปยังเมืองสะมาเรีย   ที่นั่นพวกเขาถูกล้อมรอบไปด้วยกองทัพอิสราเอล

21 As soon as the king of Israel saw them, he said to Elisha, “My father, shall I strike them down? Shall I strike them down?”

21 และเมื่อพระราชาแห่งอิสราเอลเห็นเขาเข้า   จึงตรัสแก่เอลีชาว่า   “บิดาของข้าพเจ้าจะให้ข้าพเจ้าฆ่าเขาเสียหรือ   จะให้ข้าพเจ้าฆ่าเขาเสียหรือ”

22 He answered, “You shall not strike them down. Would you strike down those whom you have taken captive with your sword and with your bow? Set bread and water before them, that they may eat and drink and go to their master.”

22 ท่านก็ทูลตอบว่า   “ขอพระองค์อย่าทรงประหารเขาเสีย   พระองค์จะประหารคนที่จับมาเป็นเชลยเสียด้วยดาบ   และด้วยธนูของพระองค์หรือ   ขอทรงโปรดจัดอาหารและน้ำให้เขารับประทานและดื่ม   แล้วปล่อยให้เขาไปหาเจ้านายของเขาเถิด”


Elisha was very merciful to the army of Syria.

เอลีชามีเมตตามากต่อทหารกองทัพของซีเรีย

Ephesians เอเฟซัส4:32 32 Be kind to one another, tenderhearted, forgiving one another, as God in Christ forgave you.

32 และท่านจงเมตตาต่อกัน   มีใจเอ็นดูต่อกัน   และอภัยโทษให้กัน   เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น

23 So he prepared for them a great feast, and when they had eaten and drunk, he sent them away, and they went to their master. And the Syrians did not come again on raids into the land of Israel.

23 พระองค์จึงทรงจัดการเลี้ยงใหญ่ให้เขา   และเมื่อเขาได้กินและดื่มแล้วก็ทรงปล่อยเขาไป   และเขาทั้งหลายได้กลับไปหาเจ้านายของตน   และพวกซีเรียมิได้มาปล้นในแผ่นดินอิสราเอลอีกเลย

Ben-hadad's Siege of Samaria

การจัดล้อมสะมาเรียของกษัตริย์เบนฮาดัด

24 Afterward Ben-hadad king of Syria mustered his entire army and went up and besieged Samaria.

24 และอยู่มาภายหลัง   เบนฮาดัดพระราชาแห่งซีเรียทรง จัดกองทัพทั้งสิ้นของพระองค์แล้วได้เสด็จขึ้นไป ล้อมกรุงสะมาเรีย

That means the army surrounded the city and didn’t allow people to go out from the city and bring in food so slowly they would starve or give up.

นั่นหมายความว่ากองทัพได้โอบล้อมรอบเมืองและไม่อนุญาตให้ผู้คนออกไปจากเมืองและนำอาหารเข้ามาได้ นานจนพวกเขาจะอดหยากอาหารหรือยอมแพ้

25 And there was a great famine in Samaria, as they besieged it, until a donkey's head was sold for eighty shekels of silver, and the fourth part of a kab of dove's dung for five shekels of silver.

25 มีการกันดารอาหารอย่างหนักในสะมาเรีย   ขณะเมื่อเขาล้อมอยู่จนหัวลาตัวหนึ่งเขาขายกัน เป็นเงินแปดสิบเชเขล   และแห้วไทยครึ่งลิตรเป็นเงินห้าเชเขล

26 Now as the king of Israel was passing by on the wall, a woman cried out to him, saying, “Help, my lord, O king!”

26 ขณะที่พระราชาแห่งอิสราเอลทรงผ่านไปบนกำแพง   มีผู้หญิงคนหนึ่งร้องทูลพระองค์ว่า   “ข้าแต่พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท ขอทรงช่วย”

27 And he said, “If the LORD will not help you, how shall I help you? From the threshing floor, or from the winepress?”

27 พระองค์ตรัสว่า   “ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงช่วยเจ้าเราจะช่วยเจ้าได้จากไหน   จากลานนวดข้าวหรือจากบ่อย่ำองุ่นหรือ”

28 And the king asked her, “What is your trouble?” She answered, “This woman said to me, ‘Give your son, that we may eat him today, and we will eat my son tomorrow.’

28 และพระราชาทรงถามนางว่า “เจ้าเป็นอะไรไป”   นางทูลตอบว่า “หญิงคนนี้บอกข้าพระบาทว่า   'เอาลูกของเจ้ามาให้เรากินเสียวันนี้เถิด   และเราจะกินลูกของฉันวันพรุ่งนี้'

29 So we boiled my son and ate him. And on the next day I said to her, ‘Give your son, that we may eat him.’ But she has hidden her son.”

29 เราจึงต้มลูกของข้าพระบาทและกิน   และรุ่งขึ้นข้าพระบาทก็พูดกับนางว่า 'เอาลูกของเจ้ามา   เพื่อเราจะกินเสีย และนางก็ซ่อนลูกของนางเสีย' ”

30 When the king heard the words of the woman, he tore his clothes—now he was passing by on the wall—and the people looked, and behold, he had sackcloth beneath on his body—

30 และเมื่อพระราชาทรงได้ยินถ้อยคำของหญิงนั้น   พระองค์ก็ฉีกฉลองพระองค์  (พระองค์กำลังดำเนินอยู่บนกำแพง)   ประชาชนก็มองดู   ดูเถิด   พระองค์ทรงฉลองพระองค์ผ้ากระสอบอยู่แนบเนื้อ

31 and he said, “May God do so to me and more also, if the head of Elisha the son of Shaphat remains on his shoulders today.”

31 และพระองค์ตรัสว่า   “ถ้าศีรษะของเอลีชาบุตรชาฟัทยังอยู่บนบ่า ของเขาในวันนี้   ก็ขอพระเจ้าทรงลงโทษแก่เราและยิ่งหนักกว่า”

The king of Israel blamed Elisha for the troubles they were having with the Syrians surrounding and besieging the city of Samaria.

กษัตริย์แห่งอิสราเอลทรงตำหนิเอลิชาสำหรับความยุ่งยากที่พวกเขามีกับคนซีเรียที่ล้อมรอบเพื่อยึดครองเมืองสะมาเรีย

It was because of the fact that this king was leading the people into idolatry that they were having these problems.

มันเป็นเพราะความจริงที่ว่าพระมหากษัตริย์นี้นำผู้คนไปนับถือรูปปั้น   และพวกเขากำลังมีปัญหาในสิ่งเหล่านี้

And yet, he wants to blame God and the servant of God for the problem.2

และกระนั้นเขาต้องการที่จะตำหนิพระเจ้าและผู้รับใช้ของพระเจ้าสำหรับปัญหา 

32 Elisha was sitting in his house, and the elders were sitting with him. Now the king had dispatched a man from his presence, but before the messenger arrived Elisha said to the elders, “Do you see how this murderer has sent to take off my head? Look, when the messenger comes, shut the door and hold the door fast against him. Is not the sound of his master's feet behind him?”

32 แต่เอลีชานั่งอยู่ในบ้านของท่าน   และพวกผู้ใหญ่ก็นั่งอยู่ด้วย   พระราชาทรงใช้คนมาจากต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์   แต่ก่อนที่ผู้สื่อสารจะมาถึง   เอลีชาก็พูดกับพวกผู้ใหญ่ว่า   “ท่านทั้งหลายเห็นหรือไม่เล่า   ที่ผู้กระทำฆาตกรรมคนนี้ใช้คนมาเอาศีรษะของข้าพเจ้า   ดูซิเมื่อผู้สื่อสารมา จงปิดประตู และยึดประตูให้แน่น   กันเขาไว้   เสียงเท้าของนายของเขาตามเขามามิใช่หรือ”

33 And while he was still speaking with them, the messenger came down to him and said, “This trouble is from the LORD! Why should I wait for the LORD any longer?”

33 ขณะที่ท่านยังพูดกับเขาทั้งหลายอยู่ ดูเถิด   ผู้สื่อสารลงมาหาท่าน   และพระราชาตรัสว่า   “เหตุร้ายนี้มาจากพระเจ้า   ข้าพเจ้าจะรอคอยพระเจ้าอีกทำไม”


 

2 Kings Chapter 6