Wednesday, October 21, 2015

 

2 Kings 16 Ahaz Reigns in Judah and 2 Kings 17 The Fall of israel

2 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 16 อาหัสปกครองในยูดาห์และ 2 กษัตริย์ 17 ฤดูใบไม้ร่วงของอิสรเอล

1 In the seventeenth year of Pekah the son of Remaliah, Ahaz the son of Jotham, king of Judah, began to reign.

1 ในปีที่สิบเจ็ดแห่งรัชกาลเปคาห์บุตร เรมาลิยาห์   อาหัสโอรสของโยธามพระราชาแห่งยูดาห์ได้เริ่มครอบครอง

2 Ahaz was twenty years old when he began to reign, and he reigned sixteen years in Jerusalem. And he did not do what was right in the eyes of the LORD his God, as his father David had done,

2 อาหัสมีพระชนมายุยี่สิบพรรษา   เมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครองและพระองค์ ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสิบหกปี   และพระองค์มิได้ทรงกระทำสิ่งที่ชอบใน สายพระเนตรพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์   ดังดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ได้ทรงกระทำ

3 but he walked in the way of the kings of Israel. He even burned his son as an offering, according to the despicable practices of the nations whom the LORD drove out before the people of Israel.

3 แต่พระองค์ทรงดำเนินตามทางของพระราชาแห่งอิสราเอล   พระองค์ถึงกับทรงถวายโอรสของพระองค์ให้ลุยไฟเป็น เครื่องบูชา   ตามการกระทำอันพึงน่าเกลียดน่าชังของประชาชาติ   ซึ่งพระเจ้าทรงขับไล่เสียให้พ้นหน้าประชาชน อิสราเอล

What a terrible thing King Ahaz did, burning his son as an offering to a false god.

4 And he sacrificed and made offerings on the high places and on the hills and under every green tree.

4 และพระองค์ทรงถวายสัตวบูชา และเผา เครื่องหอมบนปูชนียสถานสูง   และในเนินสูงและใต้ต้นไม้สีเขียวทุกต้น  

5 Then Rezin king of Syria and Pekah the son of Remaliah, king of Israel, came up to wage war on Jerusalem, and they besieged Ahaz but could not conquer him.

5 แล้วเรซีน พระราชาแห่งซีเรียและเปคาห์บุตรเรมาลิยาห์   พระราชาแห่งอิสราเอลทรงยกขึ้นมาทำสงครามกับกรุง เยรูซาเล็ม   และพระราชาทั้งสองได้ล้อมอาหัสไว้แต่ทรงเอาชัยชนะยังไม่ได้

Remember to besiege means an enemy surrounds the city won’t allow food to come in until the opposing army surrenders.  But Jerusalem did not surrender.

จำไว้ว่าให้ล้อมหมายถึงศัตรูล้อมรอบเมืองจะไม่อนุญาตให้อาหารที่จะมาในจนกว่ากองทัพฝ่ายตรงข้ามยอมจำนน แต่เยรูซาเล็มไม่ยอมแพ้

7 So Ahaz sent messengers to Tiglath-pileser king of Assyria, saying, “I am your servant and your son. Come up and rescue me from the hand of the king of Syria and from the hand of the king of Israel, who are attacking me.”

7 อาหัสจึงทรงส่งผู้สื่อสารไปยังทิกลัทปิเลเสอร์   พระราชาแห่งอัสซีเรียว่า   “ข้าพเจ้าเป็นคนใช้ของท่าน   และเป็นบุตรของท่าน   ขอเชิญขึ้นมา ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากมือของพระราชาแห่งซีเรีย   และจากมือของพระราชาแห่งอิสราเอล   ผู้ซึ่งลุกขึ้นต่อสู้ข้าพเจ้า”

8 Ahaz also took the silver and gold that was found in the house of the LORD and in the treasures of the king's house and sent a present to the king of Assyria.

8 อาหัสทรงนำเอาเงินและ ทองคำซึ่งมีอยู่ในพระนิเวศแห่งพระเจ้า   และในคลังสำนักพระราชวัง   และส่งเป็นของกำนัลถวายแก่พระราชาแห่งอัสซีเรีย

9 And the king of Assyria listened to him. The king of Assyria marched up against Damascus and took it, carrying its people captive to Kir, and he killed Rezin. 

9 พระราชาแห่งอัสซีเรียก็ทรงฟังพระองค์   พระราชาแห่งอัสซีเรียก็ทรงยกทัพขึ้นไป ยังดามัสกัสและยึดได้   จับประชาชนเมืองนั้นไปเป็นเชลยยังเมืองคีร์และทรง ประหารเรซีนเสีย  

10 When King Ahaz went to Damascus to meet Tiglath-pileser king of Assyria, he saw the altar that was at Damascus. And King Ahaz sent to Uriah the priest a model of the altar, and its pattern, exact in all its details.

10 เมื่อพระราชาอาหัสเสด็จไปดามัสกัสเพื่อพบกับ ทิกลัทปิเลเสอร์ก็ทรงเห็นแท่นที่บูชาดามัสกัส   และกษัตริย์อาหัสทรงส่งหุ่นแท่นบูชาไปยังอุรียาห์ปุโรหิต   พร้อมทั้งแบบแปลนตามลักษณะการสร้าง

11 And Uriah the priest built the altar; in accordance with all that King Ahaz had sent from Damascus, so Uriah the priest made it, before King Ahaz arrived from Damascus.

11 และอุรียาห์ปุโรหิตก็ได้สร้างแท่นนั้นตามแบบทุกประการ   ซึ่งกษัตริย์อาหัสได้ส่งมาจากดามัสกัส   อุรียาห์ปุโรหิตจึงได้สร้างแท่นบูชานั้นก่อนที่กษัตริย์ อาหัสเสด็จจากดามัสกัสมาถึง

12 And when the king came from Damascus, the king viewed the altar. Then the king drew near to the altar and went up on it

12 และเมื่อพระราชาเสด็จจากดามัสกัสถึงแล้ว   พระราชาก็ทรงเห็นแท่นบูชาแล้วพระองค์ทรงเข้ามา ใกล้แท่นบูชา   เสด็จขึ้นบนนั้น

13 and burned his burnt offering and his grain offering and poured his drink offering and threw the blood of his peace offerings on the altar.

13 และทรงเผาเครื่องเผาบูชาของพระองค์   และธัญญบูชาของพระองค์และทรงเทเครื่องดื่มบูชาของพระองค์   และทรงพรมเลือดเครื่องศานติบูชาของพระองค์ลงบนแท่นนั้น

14 And the bronze altar that was before the LORD he removed from the front of the house, from the place between his altar and the house of the LORD, and put it on the north side of his altar.

14 และพระองค์ทรงย้ายแท่นบูชาทอง สัมฤทธิ์   ซึ่งอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า   ออกเสียจากข้างหน้าพระนิเวศ   จากสถานที่ระหว่างแท่นบูชาของพระองค์และพระนิเวศของพระเจ้า   และตั้งไว้ทางด้านเหนือแห่งแท่นบูชาของพระองค์

15 And King Ahaz commanded Uriah the priest, saying, “On the great altar burn the morning burnt offering and the evening grain offering and the king's burnt offering and his grain offering, with the burnt offering of all the people of the land, and their grain offering and their drink offering. And throw on it all the blood of the burnt offering and all the blood of the sacrifice, but the bronze altar shall be for me to inquire by.”

15 และกษัตริย์อาหัสทรงบัญชากับอุรียาห์ปุโรหิตว่า   “บนแท่นใหญ่นี้   ท่านจงเผาเครื่องเผาบูชาตอนเช้าและธัญญบูชาตอนเย็น   และเครื่องเผาบูชาของพระราชาและเครื่องธัญญบูชาของพระองค์   พร้อมกับเครื่องเผาบูชาของบรรดาราษฎรและธัญญบูชา ของเขาทั้งหลาย   และเครื่องดื่มบูชาของเขาทั้งหลาย และจงพรมเลือดทั้งหมดของเครื่องเผาบูชาบนนั้น   และเลือดทั้งหมดของเครื่องสัตวบูชา   แต่แท่นบูชาทองสัมฤทธิ์ให้เป็นที่ที่ข้าจะทูลถามพระเจ้า”

16 Uriah the priest did all this, as King Ahaz commanded.

16 อุรียาห์ได้กระทำการเหล่านี้ทั้งสิ้น   ตามพระบัญชาของกษัตริย์อาหัส  

17 And King Ahaz cut off the frames of the stands and removed the basin from them, and he took down the sea from off the bronze oxen that were under it and put it on a stone pedestal.

17 และกษัตริย์อาหัสทรงตัดแผงแท่นนั้นออก   และทรงยกขันออกไปจากแท่นเสีย   และพระองค์ทรงเอาขันสาครลงมาเสียจากวัวทองสัมฤทธิ์ที่รองอยู่นั้น      ทรงวางไว้บนพื้นดิน

When King Ahaz was up there in Damascus, the king of Assyria after taking Damascus, he invited him to come up and see Damascus.

เมื่อกษัตริย์อาหัสก็ขึ้นอยู่ที่นั่นในดามัสกัส, กษัตริย์แห่งอัสซีเรียหลังจากการดามัสกัสเขาเชิญเขาที่จะเกิดขึ้นและดูดามัสกัส

And when he got up there he saw an altar that attracted him.

และเมื่อเขาได้ไปอยู่ที่นั่นเขาเห็นแท่นบูชาที่ดึงดูดเขา

And so he drew it out, got the dimensions and then he went home and he said to the priest, "Now I want you to build an altar like this."

และเพื่อให้เขาดึงมันออกมาได้ขนาดและแล้วเขาก็กลับบ้านและเขากล่าวแก่ปุโรหิต "ตอนนี้ฉันต้องการให้คุณสร้างแท่นบูชาเช่นนี้"

And so they built another altar. They took away the altar out of the temple and replaced it with this altar that was fashioned like unto the pagan altar that he had seen in Damascus.

ดังนั้นพวกเขาจึงสร้างแท่นบูชาอีก พวกเขาเอาไปแท่นบูชาจากวัดและแทนที่มันด้วยแท่นบูชาที่เหมือนพระบูชาป่าเถื่อนที่เขาเคยเห็นในเมืองดามัสกัส

Also this great brass laver that was set upon these twelve brass oxen out in front of the temple, he took it off and set it on the ground and desecrated the temple of God and fashioned it after some of the pagan temples that he had seen there in Damascus.

นอกจากนี้ขันทองเหลืองที่ดีที่ตั้งอยู่บนเหล่านี้สิบสองทองเหลืองวัวออกไปข้างหน้าของวัดเขาเอามันออกและวางมันลงบนพื้นดินและทำลายพระวิหารของพระเจ้าและความทันสมัยได้หลังจากที่บางส่วนของวัดที่ป่าเถื่อนที่เขาเคยเห็นมี ในดามัสกัส

And his death is recorded in the last couple of verses here.1

และการตายของเขาถูกบันทึกไว้ในคู่สุดท้ายของบทที่นี่

19 Now the rest of the acts of Ahaz that he did, are they not written in the Book of the Chronicles of the Kings of Judah?

19 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของอาหัส   ซึ่งพระองค์ทรงกระทำ   มิได้บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งพระราชา ประเทศยูดาห์หรือ

20 And Ahaz slept with his fathers and was buried with his fathers in the city of David, and Hezekiah his son reigned in his place.

20 และอาหัสทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์   และเขาฝังไว้กับบรรพบุรุษของพระองค์ในนคร ดาวิด   และเฮเซคียาห์โอรสของพระองค์ขึ้นครอบครองแทนพระองค์

As we get into chapter seventeen we'll find the reasons why Israel fell.

ในฐานะที่เราได้รับเป็นบทที่สิบเจ็ดเราจะหาเหตุผลว่าทำไมอิสราเอลลดลง

God lists to us the reasons why Israel went into captivity.

พระเจ้าจะแสดงให้เราเหตุผลที่อิสราเอลไปเป็นเชลย

For we come to the end of the nation Israel.

เพราะเรามาถึงจุดสิ้นสุดของประเทศอิสราเอล

All the reasons are listed. Their failure to follow God and worship God.2

เหตุผลที่มีการระบุไว้ ความล้มเหลวของพวกเขาที่จะปฏิบัติตามพระเจ้าและนมัสการพระเจ้า

Proverbs สุภาษิต 14:34 34 Righteousness exalts a nation, but sin is a reproach to any people.

34 ความชอบธรรมเชิดชูประชาชาติหนึ่งๆ   แต่บาปเป็นเหตุให้ชนชาติหนึ่งๆ
ถูกตำหนิ  

1 Kings พงศ์กษัตริย์ 17

1 In the twelfth year of Ahaz king of Judah, Hoshea the son of Elah began to reign in Samaria over Israel, and he reigned nine years.

1 ในปีที่สิบสองแห่งรัชกาลอาหัสพระราชาแห่งยูดาห์   โฮเชยาบุตรเอลาห์ได้เริ่มครอบครองในกรุงสะมาเรีย เหนืออิสราเอล   และพระองค์ทรงครอบครองเก้าปี

2 And he did what was evil in the sight of the LORD, yet not as the kings of Israel who were before him.

2 และพระองค์ทรงกระทำสิ่ง ที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเจ้า   แต่ก็ไม่เหมือนกับบรรดาพระราชา แห่งอิสราเอลที่อยู่ก่อนพระองค์

Israel did not have one single king of which it was not testified that he did evil in the sight of the Lord.

Not one king of Israel followed after the Lord from the very beginning of King Jeroboam, when the kingdom was divided into the northern and southern kingdoms.

ไม่ได้เป็นหนึ่งกษัตริย์แห่งอิสราเอลตามหลังจากที่พระเจ้าจากจุดเริ่มต้นมากของกษัตริย์เยโรโบอัมเมื่อราชอาณาจักรถูกแบ่งออกเป็นก๊กภาคเหนือและภาคใต้

From Jeroboam onward, all of the kings did evil in the sight of the Lord. It is interesting that as the king goes, so went the nation so often.3

จากเยโรโบอัมเป็นต้นไปทั้งหมดของพระมหากษัตริย์ทำชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า เป็นที่น่าสนใจว่าเป็นกษัตริย์ไปเพื่อไปประเทศจึงมักจะ

3 Against him came up Shalmaneser king of Assyria. And Hoshea became his vassal and paid him tribute.

3 แชลมาเนเสอร์พระราชาแห่งอัสซีเรียได้ยกทัพ มารบกับพระองค์   และโฮเชยาทรงยอมเป็นเมืองขึ้นและถวายเครื่องบรรณาการ

4 But the king of Assyria found treachery in Hoshea, for he had sent messengers to the king of Egypt, and offered no tribute to the king of Assyria, as he had done year by year. Therefore the king of Assyria shut him up and bound him in prison.

4 แต่พระราชาอัสซีเรียได้ทรงพบความทรยศใน โฮเชยา   เพราะพระองค์ทรงใช้ผู้สื่อสารไปยังโสพระราชาแห่งอียิปต์   และไม่ถวายเครื่องบรรณาการแก่พระราชาอัสซีเรีย   ตามซึ่งพระองค์ทรงเคยกระทำทุกปี   เพราะฉะนั้นพระราชาแห่งอัสซีเรียจึงขังพระองค์ไว้   และจำพระองค์ไว้ในคุก

5 Then the king of Assyria invaded all the land and came to Samaria, and for three years he besieged it.

5 แล้วพระราชาแห่งอัสซีเรียก็ทรงบุกเข้าทั่วแผ่นดิน   และมายังสะมาเรียและพระองค์ทรงล้อมเมืองไว้สามปี

The Fall of Israel

การล่มสลายของอิสราเอล

6 In the ninth year of Hoshea, the king of Assyria captured Samaria, and he carried the Israelites away to Assyria and placed them in Halah, and on the Habor, the river of Gozan, and in the cities of the Medes.

6 ในปีที่เก้าแห่งรัชกาลโฮเชยา   พระราชาแห่งอัสซีเรียยึดได้เมืองสะมาเรีย   และพระองค์ทรงนำชนอิสราเอลไปยัง อัสซีเรียให้เขาอยู่ที่ฮาลาห์   และข้างแม่น้ำฮาโบร์  แม่น้ำเมืองโกซาน   และในหัวเมืองแห่งชาวมาดัย  

Exile Because of Idolatry

ถูกเนรเทศเพราะรูปปั้น

The people who were once known as the people of God and have been a strong and powerful nation.

คนที่เป็นที่รู้จักกันครั้งหนึ่งเคยเป็นคนของพระเจ้าและได้รับประเทศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ

But God lists His indictment against them, the reasons why they became weak.

แต่รายการพระเจ้าคำฟ้องของเขากับพวกเขาด้วยเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขากลายเป็นคนอ่อนแอ

The reasons why they were defeated and fell to their enemies., the reason was idolatry.4

เหตุผลว่าทำไมพวกเขาพ่ายแพ้และล้มลงกับศัตรูของพวกเขา. เหตุผลที่เป็นรูปปั้น

7 And this occurred because the people of Israel had sinned against the LORD their God, who had brought them up out of the land of Egypt from under the hand of Pharaoh king of Egypt, and had feared other gods

7 ที่เป็นอย่างนั้น   ก็เพราะประชาชนอิสราเอลได้ กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของตน   ผู้ทรงนำเขาออกจากแผ่นดินอียิปต์   จากพระหัตถ์ของฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์   และได้เกรงกลัวพระอื่นๆ

They began to reverence and worship and serve other gods.

พวกเขาเริ่มที่จะเคารพและนมัสการและปรนนิบัติพระอื่น

This was caused partially by a misinterpreting of their history.

มีสาเหตุบางส่วนจากการตีความของประวัติศาสตร์ของพวกเขา

They failed to realize that it was God that made them great.

พวกเขาล้มเหลวที่จะรู้ว่ามันเป็นพระเจ้าที่ทำให้พวกเขาดี

It was their relationship to God that made them strong.

มันเป็นความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้าที่ทำให้พวกเขาแข็งแกร่ง

It was God who brought them out of Egypt.

มันเป็นพระเจ้าที่นำพวกเขาออกจากอียิปต์

It was God who brought them through the wilderness.

มันเป็นพระเจ้าที่นำพวกเขาผ่านถิ่นทุรกันดาร

It was God who brought them into the land.

มันเป็นพระเจ้าที่นำพวกเขาในแผ่นดิน

It was God who caused them to possess the land and to defeat their enemies.

มันเป็นพระเจ้าที่ทำให้พวกเขามีที่ดินและที่จะเอาชนะศัตรูของพวกเขา

But they began to misinterpret their history and they began to attribute their greatness and their victories to other things: to other gods.

แต่พวกเขาเริ่มที่จะตีความผิดประวัติศาสตร์ของพวกเขาและพวกเขาก็เริ่มที่จะเชื่อความยิ่งใหญ่และชัยชนะของพวกเขาไปสู่สิ่งอื่น ๆ ของพวกเขาไปยังพระอื่น

They built the golden calf, two of them. Set one in Dan and one in Bethel, and the king said, "These are the gods that brought you out of Israel."

พวกเขาสร้างลูกวัวสีทองสองของพวกเขา ตั้งหนึ่งในแดนและเป็นหนึ่งในเบ ธ เอลและพระมหากษัตริย์กล่าวว่า "เหล่านี้เป็นเทพเจ้าที่นำคุณออกจากอิสราเอล."

And they began to forsake the true and the living God and worshipped the gods that they had made with their own hands.

และพวกเขาก็เริ่มที่จะละทิ้งความจริงและพระเจ้าที่อยู่อาศัยและได้นมัสการพระเจ้าที่พวกเขาได้ทำด้วยมือของตัวเอง

A person has to worship something. It's just innate within us; you've got to worship something.

คนมีบางสิ่งบางอย่างที่จะบูชา มันเป็นเพียงธรรมชาติภายในตัวเรา; คุณได้มีการนมัสการบางสิ่งบางอย่าง

There is an emptiness within that you are seeking to fill. It is a spiritual emptiiness.

มีความว่างเปล่าภายในที่คุณกำลังมองหาคือการกรอกข้อมูล มันเป็นจิตวิญญาณ emptiiness

That’s why there are many religions in the world.

นั่นเป็นเหตุผลที่มีหลายศาสนาในโลก

You've got to fill it with something. And if you don't fill it with the true and the living God, I'm going to fill it with garbage, the garbage of idol worship.5

คุณได้มีการเติมเต็มกับสิ่งที่ และถ้าคุณไม่ได้เติมด้วยความจริงและชีวิตพระเจ้าที่ฉันกำลังจะไปเติมด้วยขยะขยะของการเคารพบูชาไอดอล

8 and walked in the customs of the nations whom the LORD drove out before the people of Israel, and in the customs that the kings of Israel had practiced.

8 และได้ดำเนินตามกฎเกณฑ์แห่งประชาชาติทั้งหลาย   ซึ่งพระเจ้าได้ทรงขับไล่ไปเสียให้พ้นหน้าประชาชน อิสราเอล   และตามกฎเกณฑ์ซึ่งพระราชาแห่งอิสราเอลทรงนำเข้ามา

9 And the people of Israel did secretly against the LORD their God things that were not right. They built for themselves high places in all their towns, from watchtower to fortified city.

9 และประชาชนอิสราเอลได้กระทำสิ่งที่ไม่ชอบต่อ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของตนอย่างลับๆ   เขาได้สร้างปูชนียสถานสูงทั่วบ้านทั่วเมืองสำหรับตน   ตั้งแต่ที่ที่มีหอคอยเหตุ กระทั่งถึงเมืองที่มีป้อม

10 They set up for themselves pillars and Asherim on every high hill and under every green tree,

10 เขาได้ตั้งเสาศักดิ์สิทธิ์และอาเชริมบนเนินเขาสูงทุกแห่ง   และใต้ต้นไม้เขียวทุกต้น

11 and there they made offerings on all the high places, as the nations did whom the LORD carried away before them. And they did wicked things, provoking the LORD to anger,

11 ณ ที่นั่นเขาได้เผาเครื่องหอมบนปูชนียสถานสูงทั้งหมดนั้น   ตามอย่างประชาชาติซึ่งพระเจ้าทรงกวาดไปเสียต่อหน้า เขาทั้งหลาย   และเขาทั้งหลายได้กระทำสิ่งชั่วร้าย   กระทำให้พระเจ้าทรงพระพิโรธ

12 and they served idols, of which the LORD had said to them, “You shall not do this.”

12 และเขาทั้งหลายปรนนิบัติรูปเคารพ   ซึ่งพระเจ้าได้ตรัสแก่เขาแล้วว่า   “เจ้าอย่ากระทำอย่างนี้”

There are absolutes as far as morals are concerned.

มีความสมบูรณ์เท่าที่ศีลธรรมมีความกังวล

God has laid down the absolutes, but the men of Israel, the people of Israel had made the mistake of following the customs of the society around them, and following the customs of that society, they became corrupted before God. And being corrupted before God, they were destroyed.6

พระเจ้าได้ทรงวางไว้ตายตัว แต่คนอิสราเอลคนอิสราเอลได้ทำผิดพลาดต่อไปนี้ศุลกากรของสังคมรอบตัวพวกเขาและทำตามประเพณีของสังคมที่พวกเขากลายเป็นที่เสียหายก่อนที่พระเจ้า และการเสียหายก่อนที่พระเจ้าพวกเขาถูกทำลาย

13 Yet the LORD warned Israel and Judah by every prophet and every seer, saying, “Turn from your evil ways and keep my commandments and my statutes, in accordance with all the Law that I commanded your fathers, and that I sent to you by my servants the prophets.”

13 พระเจ้ายังทรงตักเตือน อิสราเอลและยูดาห์โดยผู้เผยวจนะทุกคน   และโดยผู้ทำนายทุกคนว่า   “จงหันกลับจากทางชั่วร้ายทั้งหลายของเจ้า   และรักษาพระบัญญัติของเราและกฎเกณฑ์ของเรา   ตามธรรมบัญญัติซึ่งเราได้บัญชาแก่บรรพบุรุษของเจ้า   และซึ่งเราได้ส่งมายังเจ้าโดยผู้เผยพระวจนะผู้ รับใช้ของเรา”

14 But they would not listen, but were stubborn, as their fathers had been, who did not believe in the LORD their God.

14 เขาไม่ฟังแต่ดื้อดึง   ดังบรรพบุรุษของเขาได้เป็นมาแล้ว   ผู้ซึ่งมิได้เชื่อถือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา

God sent his servants, the prophets.

พระเจ้าได้ส่งข้าราชการของผู้เผยพระวจนะ

They cried out against the way the people were living. But they were accused of being bigoted, narrow-minded, old fashioned, prudent, and the people would not listen. 

พวกเขาร้องออกมากับวิธีที่ผู้คนอาศัยอยู่ แต่พวกเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นมานะใจแคบเก่าแบบระมัดระวังและคนที่ไม่ยอมฟัง

God had given them other warnings; God had allowed them to fall, in the battles even against small nations.7

พระเจ้าได้ให้แก่พวกเขาเตือนอื่น ๆ พระเจ้าทรงอนุญาตให้พวกเขาตกอยู่ในการต่อสู้แม้กับประเทศเล็ก ๆ

  Then they would rise again, but not this time.

แล้วพวกเขาก็จะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่ได้เวลานี้

15 They despised his statutes and his covenant that he made with their fathers and the warnings that he gave them. They went after false idols and became false, and they followed the nations that were around them, concerning whom the LORD had commanded them that they should not do like them.

15 เขาทอดทิ้งกฎเกณฑ์ของพระองค์ และพันธสัญญาของพระองค์   ซึ่งได้ทรงกระทำไว้กับบรรพบุรุษของเขา   และพระโอวาทซึ่งพระองค์ได้ทรงประทานแก่เขา   เขาทั้งหลายติดตามรูปเคารพเท็จและกลายเป็นเท็จไป   และเขาติดตามประชาชาติที่อยู่รอบๆ   เขา ซึ่งพระเจ้าได้ทรงบัญชาเขามิให้เขากระทำตาม

16 And they abandoned all the commandments of the LORD their God, and made for themselves metal images of two calves; and they made an Asherah and worshiped all the host of heaven and served Baal.

16 และเขาทั้งหลายได้ละทิ้งพระบัญญัติทั้งสิ้น ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของตน   และได้หล่อรูปเคารพสำหรับตนเป็นลูกโคสองตัว      และเขาได้สร้างอาเชราห์   และนมัสการบรรดาบริวารของฟ้าสวรรค์ และปรนนิบัติพระบาอัล

17 And they burned their sons and their daughters as offerings and used divination and omens and sold themselves to do evil in the sight of the LORD, provoking him to anger.

17 และเขาทั้งหลาย ได้ถวายบุตรชายหญิงของเขาให้ลุยไฟเป็นเครื่องบูชา   และจับยามดูลาง   และขายตัวเอง   ในการกระทำความชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเจ้า   กระทำให้พระองค์ทรงพระพิโรธ

18 Therefore the LORD was very angry with Israel and removed them out of his sight. None was left but the tribe of Judah only.

18 เพราะฉะนั้นพระเจ้าทรงพระพิโรธต่ออิสราเอลยิ่งนัก   และทรงให้เขาออกไปเสียจากสายพระเนตรของพระองค์   ไม่มีผู้ใดเหลืออยู่นอกจากเผ่ายูดาห์เท่านั้น  

19 Judah also did not keep the commandments of the LORD their God, but walked in the customs that Israel had introduced.

19 ยูดาห์มิได้รักษาพระบัญญัติของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเขาด้วย   แต่ดำเนินตามกฎเกณฑ์ซึ่งอิสราเอลนำเข้ามา

20 And the LORD rejected all the descendants of Israel and afflicted them and gave them into the hand of plunderers, until he had cast them out of his sight.

20 และพระเจ้าทรงปฏิเสธไม่รับเชื้อสายทั้งสิ้น ของอิสราเอล   และได้ให้เขาทั้งหลายทุกข์ใจ   และทรงมอบเขาไว้ในมือของผู้ปล้น   จนกว่าพระองค์ได้ทรงเหวี่ยงเขาเสีย จากสายพระเนตรของพระองค์  

21 When he had torn Israel from the house of David, they made Jeroboam the son of Nebat king. And Jeroboam drove Israel from following the LORD and made them commit great sin.

21 เพราะพระองค์ทรงฉีกอิสราเอลจากราชวงศ์ของดาวิด   และเขาได้ตั้งเยโรโบอัมบุตรเนบัทให้เป็นพระราชา   และเยโรโบอัมทรงชักนำอิสราเอลไปจากการที่ติดตามพระเจ้า   และกระทำให้เขาทำบาปอย่างใหญ่หลวง

22 The people of Israel walked in all the sins that Jeroboam did. They did not depart from them,

22 ประชาชนอิสราเอลได้ดำเนินในความบาปทั้งสิ้น   ซึ่งเยโรโบอัมได้ทรงกระทำ   เขาทั้งหลายไม่พรากจากบาปเหล่านั้นเลย

23 until the LORD removed Israel out of his sight, as he had spoken by all his servants the prophets. So Israel was exiled from their own land to Assyria until this day.

23 จนพระเจ้าทรงให้อิสราเอลออกไปเสียจากสายพระเนตร ของพระองค์   ตามที่พระองค์ตรัสโดยผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์   อิสราเอลจึงถูกกวาดไปเป็นเชลยจากแผ่นดินของตนยัง ประเทศอัสซีเรียจนทุกวันนี้

Assyria Resettles Samaria

อัสซีเรีย Resettles สะมาเรีย

In 721 BC, the northern kingdom fell to Assyria. And the king of Assyria had a practice of taking the people, all of them, out of the land, and taking them to other places, scattering them, and then re-populating them in strange places.

ใน 721 BC, ราชอาณาจักรภาคเหนือลดลงไปยังอัสซีเรีย และกษัตริย์แห่งอัสซีเรียมีการปฏิบัติของการที่ผู้คนทั้งหมดของพวกเขาออกมาจากแผ่นดินและพาพวกเขาไปยังสถานที่อื่น ๆ ที่กระจายพวกเขาและจากนั้นอีกครั้งประชากรของพวกเขาในสถานที่แปลก

24 And the king of Assyria brought people from Babylon, Cuthah, Avva, Hamath, and Sepharvaim, and placed them in the cities of Samaria instead of the people of Israel. And they took possession of Samaria and lived in its cities.

24 และพระราชาแห่งอัสซีเรีย ได้นำประชาชนมาจากบาบิโลน   คูธาห์  อัฟวา  ฮามัท   เสฟารวาอิมและบรรจุเขาไว้ในหัวเมือง สะมาเรียแทนประชาชนอิสราเอล   เขาทั้งหลายก็เข้าถือกรรมสิทธิ์สะมาเรีย   และอาศัยอยู่ในหัวเมืองของประเทศนั้น

25 And at the beginning of their dwelling there, they did not fear the LORD. Therefore the LORD sent lions among them, which killed some of them.

25 และตั้งแต่ต้นที่เขามาอาศัยอยู่ที่นั่น   เขามิได้ยำเกรงพระเจ้า   ฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงใช้สิงห์มาท่ามกลางเขา   ซึ่งได้ฆ่าเขาเสียบ้าง

And so, thus happened with the nation Israel by Assyria, and they became scattered, the ten tribes of the northern kingdom.

และดังนั้นจึงเกิดขึ้นกับประเทศอิสราเอลโดยอัสซีเรียและพวกเขากลายเป็นที่กระจัดกระจายสิบเผ่าของอาณาจักรทางตอนเหนือ

The Assyrians then took other nations that they had conquered and they brought the people from those other nations and they established them in this strange area to them, the area of Samaria.

อัสซีเรียแล้วเอาประเทศอื่น ๆ ที่พวกเขาจะสามารถเอาชนะได้และพวกเขานำผู้คนจากประเทศอื่น ๆ เหล่านั้นและพวกเขาก็ยอมรับพวกเขาในพื้นที่นี้แปลกที่พวกเขาพื้นที่สะมาเรีย

Totally uprooted them, brought them into an area that they were totally unfamiliar with. And they set them in the area of Samaria.”

ทั้งหมดถอนรากถอนโคนพวกเขานำพวกเขาเข้าไปในพื้นที่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคยโดยสิ้นเชิงกับ เขาได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสะมาเรีย"

26 So the king of Assyria was told, “The nations that you have carried away and placed in the cities of Samaria do not know the law of the god of the land. Therefore he has sent lions among them, and behold, they are killing them, because they do not know the law of the god of the land.

26 เพราะฉะนั้นมีผู้ไปทูลพระราชาแห่งอัสซีเรียว่า   “ประชาชาติซึ่งพระองค์ได้ทรงพาเอาไปให้อยู่ใน หัวเมืองสะมาเรียนั้น   ไม่รู้กฎหมายของพระของแผ่นดินนั้น   ฉะนั้นพระจึงส่งสิงห์มาท่ามกลางเขา   และดูเถิด   สิงห์นั้นได้ฆ่าเขาเสีย   เพราะเขาไม่รู้กฎหมายแห่งพระของแผ่นดินนั้น”

27 Then the king of Assyria commanded, “Send there one of the priests whom you carried away from there, and let him go and dwell there and teach them the law of the god of the land.”

27 แล้วพระราชาแห่งอัสซีเรียจึงบัญชาว่า   “จงส่งปุโรหิตสักคนหนึ่งไปที่นั่น   จากบรรดาที่เจ้ากวาดเอามาจงให้เขาไปอยู่ที่นั่น   และให้สั่งสอนกฎหมายแห่งพระของแผ่นดินนั้น”

28 So one of the priests whom they had carried away from Samaria came and lived in Bethel and taught them how they should fear the LORD.

28 ฉะนั้นปุโรหิตผู้หนึ่งในบรรดาซึ่งเขากวาดมา จากสะมาเรีย   จึงมาอาศัยอยู่ที่เบธเอลและสั่งสอนเขาทั้งหลายว่า   เขาจะต้องยำเกรงพระเจ้าอย่างไร  

29 But every nation still made gods of its own and put them in the shrines of the high places that the Samaritans had made, every nation in the cities in which they lived.

29 แต่ว่าทุกๆประชาชาติยังสร้างรูปพระของตนเอง   และตั้งไว้ในนิเวศแห่งปูชนียสถานสูงซึ่ง ชาวสะมาเรียได้สร้างไว้   ทุกๆประชาชาติในหัวเมืองที่เขาอาศัยอยู่

32 They also feared the LORD and appointed from among themselves all sorts of people as priests of the high places, who sacrificed for them in the shrines of the high places.

32 เขาทั้งหลายเกรงกลัวพระเจ้าด้วยและได้กำหนด ประชาชนจากท่ามกลางเขาให้เป็นปุโรหิตของปูชนียสถานสูงนั้น

33 So they feared the LORD but also served their own gods, after the manner of the nations from among whom they had been carried away.

33 เขาจึงเกรงกลัวพระเจ้า   แต่ปรนนิบัติพระของเขาเองด้วย   ตามอย่างประชาชาติซึ่งเขาได้ถูกนำให้จากออกมาเสียนั้น

The new people living in Samaria learned to fear the Lord but they continued to worship their false gods. 

ผู้คนใหม่ ๆ ที่อาศัยอยู่ในสะมาเรียได้เรียนรู้ที่จะเกรงกลัวพระเจ้า แต่พวกเขายังคงบูชาเทพเจ้าเท็จของพวกเขา

God wants us to turn our lives completely over to Him.

พระเจ้าต้องการให้เราเปิดชีวิตของเราสมบูรณ์กว่ากับพระองค์

34 To this day they do according to the former manner. They do not fear the LORD, and they do not follow the statutes or the rules or the law or the commandment that the LORD commanded the children of Jacob, whom he named Israel.

34 ทุกวันนี้เขาก็กระทำตามอย่างเดิม   เขาทั้งหลายไม่ยำเกรงพระเจ้า   และเขาทั้งหลายไม่กระทำตามกฎเกณฑ์หรือกฎหมาย   หรือธรรม หรือพระบัญญัติ ซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาแก่ลูกหลานของ ยาโคบ   ผู้ซึ่งพระองค์ทรงประทานนามว่าอิสราเอล

35 The LORD made a covenant with them and commanded them, “You shall not fear other gods or bow yourselves to them or serve them or sacrifice to them,

35 ซึ่งพระเจ้าทรงกระทำพันธสัญญากับเขาทั้งหลาย   และบัญชาแก่เขาว่า   “เจ้าอย่ายำเกรงพระอื่นๆ   หรือกราบนมัสการพระนั้น   หรือปรนนิบัติ หรือถวายสัตวบูชาแก่พระนั้น

36 but you shall fear the LORD, who brought you out of the land of Egypt with great power and with an outstretched arm. You shall bow yourselves to him, and to him you shall sacrifice.

36 แต่เจ้าจงยำเกรงพระเจ้า   ผู้ซึ่งนำเจ้าออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ด้วยกำลังอันยิ่งใหญ่   และด้วยพระหัตถ์ที่เหยียดออก   เจ้าจงโน้มตัวลงต่อพระองค์   และเจ้าจงถวายสัตวบูชาต่อพระองค์

37 And the statutes and the rules and the law and the commandment that he wrote for you, you shall always be careful to do. You shall not fear other gods,

37 และกฎเกณฑ์ และกฎหมายและธรรม   และพระบัญญัติซึ่งพระองค์ทรงจารึกให้แก่เจ้า   เจ้าทั้งหลายจงระวังที่จะกระทำตามเสมอ   เจ้าอย่ายำเกรงพระอื่นเลย

38 and you shall not forget the covenant that I have made with you. You shall not fear other gods,

38 เจ้าทั้งหลายอย่าลืมพันธสัญญา   ซึ่งเราได้กระทำไว้กับเจ้าและอย่ายำเกรงพระอื่นเลย

39 but you shall fear the LORD your God, and he will deliver you out of the hand of all your enemies.”

39 แต่เจ้าทั้งหลายจงยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า   และพระองค์จะทรงช่วยกู้เจ้าให้พ้นมือศัตรูทั้งสิ้นของเจ้า”

40 However, they would not listen, but they did according to their former manner.

40 ถึงอย่างนั้นเขาทั้งหลายก็มิได้ฟัง   แต่เขายังกระทำตามอย่างเดิมของเขา  

 

2 Kings Chapter 16 and 17