Saturday, October 24, 2015

 

2 Kings 18

2 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 18

Hezekiah Reigns in Judah

เฮเซคียาห์ทรงปกครองแผ่นดินยูดาห์

1 In the third year of Hoshea son of Elah, king of Israel, Hezekiah the son of Ahaz, king of Judah, began to reign.

1 อยู่มาในปีที่สามแห่งรัชกาลโฮเชยาบุตรยาเอลาห์   พระราชาแห่งอิสราเอล   เฮเซคียาห์โอรสของอาหัสกษัตริย์แห่งยูดาห์ได้เริ่มครอบครอง

2 He was twenty-five years old when he began to reign, and he reigned twenty-nine years in Jerusalem. His mother's name was Abi the daughter of Zechariah.

2 เมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครองนั้น   พระองค์มีพระชนมายุยี่สิบห้าพรรษา   และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มยี่สิบเก้าปี   พระมารดาของพระองค์มีพระนามว่าอาบี   บุตรีของเศคาริยาห์

3 And he did what was right in the eyes of the LORD, according to all that David his father had done.

3 และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรพระเจ้า   ตามทุกอย่างซึ่งดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ได้ทรงกระทำ

Finally we have a champion king, a man who did right like King David.  He did not compromise but stood strong for righteousness.

ในที่สุดเรามีสุดยอดกษัตริย์   เป็นกษัตริย์ที่ทรงทำสิ่งถูกต้องเหมือนกษัตริย์ดาวิด พระองค์ไม่ทรงประนีประนอม แต่ยืนมั่นคงด้วยความชอบธรรม

4 He removed the high places and broke the pillars and cut down the Asherah. And he broke in pieces the bronze serpent that Moses had made, for until those days the people of Israel had made offerings to it (it was called Nehushtan).

4 พระองค์ทรงรื้อปูชนียสถานสูงทิ้งไป   และทรงพังเสาศักดิ์สิทธิ์เสีย   และตัดอาเชราห์ลงเสีย   และพระองค์ทรงหักงูทองสัมฤทธิ์ซึ่งโมเสสสร้างขึ้นนั้นเสีย   เพราะว่าประชาชนอิสราเอลได้เผาเครื่องหอมให้แก่งู นั้นจนถึงวันเหล่านั้น   เขาเรียกงูนั้นว่า เนหุชทาน

The bronze snake is told about in Numbers 21.  God has already made it clear that He doesn’t like complaining.  Yet, once again, there is water and food shortage, and rather than pray, the people complain about God and Moses. 

เรื่องงูทองสัมฤทธิ์มีบรรยายในหนังสือกันดารวิถีบทที่ 21   พระเจ้าได้ทรงกล่าวชัดเจนว่าไม่ทรงชอบคำบ่น แต่ครั้งหนึ่งเกิดขาดแคลนน้ำและเสบียงอาหาร    และแทนที่จะอธิษฐาน   ประชาชนบ่นต่อพระเจ้าและโมเสส

5And the people spoke against God and against Moses, “Why have you brought us up out of Egypt to die in the wilderness? For there is no food and no water, and we loathe this worthless food.”

5และประชาชนก็บ่นว่าพระเจ้าและว่าโมเสสว่า   “ทำไมพาเราออกจากอียิปต์มาตายในถิ่นทุรกันดาร   เพราะไม่มีอาหารและไม่มีน้ำ เราเบื่ออาหารอันไร้ค่านี้”

6Then the LORD sent fiery serpents among the people, and they bit the people, so that many people of Israel died.

6และพระเจ้าก็ทรงให้งูแมวเซามาในหมู่ประชาชน   งูก็กัดประชาชน   และคนอิสราเอลตายมาก

7And the people came to Moses and said, “We have sinned, for we have spoken against the LORD and against you. Pray to the LORD, that he take away the serpents from us.” So Moses prayed for the people.

7และประชาชนมาหาโมเสสกล่าวว่า   “เราทั้งหลายได้กระทำบาปเพราะเราทั้งหลายได้บ่น ว่าพระเจ้าและบ่นว่าท่าน   ขอทูลแด่พระเจ้าขอพระองค์ทรงนำงูไปจากเราเสีย”   ดังนั้นโมเสสจึงอธิษฐานเพื่อประชาชน

8And the LORD said to Moses, “Make a fiery serpent and set it on a pole, and everyone who is bitten, when he sees it, shall live.”

8และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า   “จงทำงูแมวเซาตัวหนึ่งติดไว้ที่เสา   ทุกคนที่ถูกงูกัด   เมื่อเขามองดู   เขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้”

9So Moses made a bronze serpent and set it on a pole. And if a serpent bit anyone, he would look at the bronze serpent and live.

9ดังนั้นโมเสสจึงทำงูทองสัมฤทธิ์ตัวหนึ่ง   และติดไว้ที่เสา   แล้วถ้างูกัดคนใด   ถ้าเขามองดูงูทองสัมฤทธิ์นั้น เขาก็มีชีวิตอยู่ได้

Maybe on a hospital, a pharmacy, or on an ambulance you have seen a picture of a snake on a pole.   This is where it comes from, the symbol for healing. 

อาจเป็นที่โรงพยาบาล   ร้านขายยาหรือในรถพยาบาล   ที่ท่านได้เห็นภาพของงูบนเสา นี่คือที่มาของสัญลักษณ์แห่งการเยียวยารักษา

In America many ambulance have that symbol on their back window. 

รถพยาบาลในอเมริกาจำนวนมากมีสัญลักษณ์นั้นที่กระจกหลังของรถพยาบาล

The people bitten by a poisonous snake were given a solution for their problem, a remedy was available if they would only believe and obey the Lord, and look with faith at the brass snake on the pole. 

คนที่ถูกพิษงูกัดได้รับการแก้ไขรักษาให้หายได้     มีการรักษาให้หายหากพวกเขาจะเชื่อเท่านั้น   และเชื่อฟังพระเจ้า     และมองดูที่งูทองสัมฤทธิ์บนเสาด้วยความเชื่อ

Jesus compares Himself to that brass snake on the pole in his conversation with Nicodemus in John chapter 3. 

พระเยซูทรงเปรียบเทียบพระองค์เองกับงูทองสัมฤทธิ์บนเสา   เมื่อทรงสนทนากับ นิโคเดมัส  ดูใน ยอห์นบทที่ 3

1Now there was a man of the Pharisees named Nicodemus, a ruler of the Jews.

1มีชายคนหนึ่งในพวกฟาริสีชื่อนิโคเดมัส   เป็นขุนนางของพวกยิว

2This man came to Jesus by night and said to him, “Rabbi, we know that you are a teacher come from God, for no one can do these signs that you do unless God is with him.”

2ชายผู้นี้ได้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืนทูลพระองค์ว่า   “ท่านอาจารย์เจ้าข้า   พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นครูที่มาจากพระเจ้า   เพราะไม่มีผู้ใดกระทำหมายสำคัญ   ซึ่งท่านได้กระทำนั้นได้นอกจากว่า   พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย”

3Jesus answered him, “Truly, truly, I say to you, unless one is born again he cannot see the kingdom of God.”

3พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่   ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้”

4Nicodemus said to him, “How can a man be born when he is old? Can he enter a second time into his mother's womb and be born?”

4นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า   “คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้   จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ”

5Jesus answered, “Truly, truly, I say to you, unless one is born of water and the Spirit, he cannot enter the kingdom of God.

5พระเยซูตรัสว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ   ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้

6That which is born of the flesh is flesh, and that which is born of the Spirit is spirit.

6ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง   และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ

7Do not marvel that I said to you, ‘You must be born again.’

7อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า   ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่

8The wind blows where it wishes, and you hear its sound, but you do not know where it comes from or where it goes. So it is with everyone who is born of the Spirit.”

8ลมใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น   และท่านได้ยินเสียงลมนั้น   แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน   คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณ7   ก็เป็นอย่างนั้นทุกคน”

9Nicodemus said to him, “How can these things be?”

9นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า   “เหตุการณ์อย่างนี้จะเป็นไปอย่างไรได้”

10Jesus answered him, “Are you the teacher of Israel and yet you do not understand these things?

10พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “ท่านเป็นอาจารย์ของชนอิสราเอล   และท่านยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือ

11Truly, truly, I say to you, we speak of what we know, and bear witness to what we have seen, but you do not receive our testimony.

11เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   พวกเราพูดสิ่งที่เรารู้   และเป็นพยานถึงสิ่งที่เราได้เห็น   แต่ท่านทั้งหลายหาได้รับคำพยานของเราไม่

12If I have told you earthly things and you do not believe, how can you believe if I tell you heavenly things?

12ถ้าเราบอกท่านทั้งหลายถึงสิ่งฝ่ายโลกและท่านไม่เชื่อ   ถ้าเราบอกท่านถึงสิ่งฝ่ายสวรรค์ท่านจะเชื่อได้อย่างไร

13No one has ascended into heaven except he who descended from heaven, the Son of Man.

13ไม่มีผู้ใดได้ขึ้นไปสู่สวรรค์   นอกจากท่านที่ลงมาจากสวรรค์คือบุตรมนุษย์

14And as Moses lifted up the serpent in the wilderness, so must the Son of Man be lifted up,

14โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด   บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น

15that whoever believes in him may have eternal life.

15เพื่อทุกคนที่วางใจในพระองค์จะได้ชีวิตนิรันดร์”  

16“For God so loved the world, that he gave his only Son, that whoever believes in him should not perish but have eternal life.

16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

17For God did not send his Son into the world to condemn the world, but in order that the world might be saved through him.

17เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก   มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก   แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น

18Whoever believes in him is not condemned, but whoever does not believe is condemned already, because he has not believed in the name of the only Son of God.

18ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ   ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว   เพราะเขามิได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า

This is the passage where the phrase “born again” comes from.  Jesus told Nicodemus that he must be born again, that he needed a spiritual birth.

นี้เป็นเนื้อความพระคัมภีร์ที่มาของวลี"บังเกิดอีกครั้ง"  พระเยซูตรัสบอกนิโคเดมัสว่าเขาจะต้องเกิดใหม่อีกครั้ง  เขาจำเป็นต้องบังเกิดฝ่ายวิญญาณ

I don’t think the people of Israel in that day were much different that people today. People today are offered a solution for their sin problem, “believe on the Lord Jesus and you will be saved.” 

ผมไม่คิดว่าคนอิสราเอลในสมัยนั้นแตกต่างกันมากว่าคนสมัยนี้  คนสมัยนี้ได้รับข้อเสนอทางออกสำหรับปัญหาบาปของเขา    "จงเชื่อในพระเยซูและท่านจะรอดได้”

But many will not believe.  The Son of Man, Jesus favorite title for Himself was lifted up, so that “whoever believes in Him should not perish but have everlasting life.”  

แต่คนมากมายไม่ศรัทธา   บุตรมนุษย์คือตำแหน่งที่ทรงโปรดของพระเยซูเอง   ทรงถูกยกขึ้นเพื่อว่า"ผู้ใดก็ตามที่เชื่อในพระองค์จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”

I am sure some of the people of Israel said, “I was just bit by a snake, I am not going to look at a snake on a pole, it won’t help, it won’t work.”  But those who looked with faith at the snake on the pole were healed.  

ผมแน่ใจว่าอิสราเอลบางคนกล่าวว่า"ผมเพียงถูกงูกัด ผมไม่ได้ไปดูงูบนเสา  มันไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย  เปล่าประโยชน์ แต่บรรดาผู้ที่มองดูงูบนเสาด้วยความเชื่อก็หายโรค

Those who will believe in Jesus who died on the cross are saved.

เหล่าคนที่จะเชื่อในพระเยซูผู้ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนจะรอดได้

So the brass snake was made by God’s command as a tool to challenge the people to live by faith, to look at if bit by a snake and then trust God to heal them. 

ดังนั้นงูทองสัมฤทธิ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระบัญชาของพระเจ้าเป็นเครื่องมือที่จะท้าทายผู้คนให้มีชีวิตอยู่โดยความเชื่อ  ให้มองดูงูนั้นถ้าถูกงูกัด แล้ววางใจในพระเจ้า เขาก็จะหายโรค

But now instead it was being worshipped so it had to be destroyed.

แต่ตอนนี้แทนที่เราจะบูชามัน   ดังนั้นมันจะต้องถูกทำลาย

Hezekiah stood strong for the Lord.

เฮเซคียาห์ยืนมั่นคงในพระเจ้า

5 He trusted in the LORD the God of Israel, so that there was none like him among all the kings of Judah after him, nor among those who were before him.

5 พระองค์ทรงวางพระทัยในพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่ง อิสราเอล   เพราะฉะนั้นในบรรดาพระราชาแห่งยูดาห์ต่อจากพระองค์มา   หรือในบรรดาผู้อยู่ก่อนพระองค์   ไม่มีผู้ใดเหมือนพระองค์

6 For he held fast to the LORD. He did not depart from following him, but kept the commandments that the LORD commanded Moses.

6 เพราะว่าพระองค์ทรงยึดพระเจ้าแน่น   พระองค์มิได้ทรงพรากจากการติดตามพระเจ้าเลย   แต่ได้รักษาพระบัญญัติซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาแก่โมเสส

7 And the LORD was with him; wherever he went out, he prospered. He rebelled against the king of Assyria and would not serve him.

7 และพระเจ้าทรงสถิตกับพระองค์ พระองค์ทรงออกไป ยังที่ใด   พระองค์ก็ทรงกระทำความสำเร็จที่นั่น   พระองค์ได้ทรงกบฏต่อพระราชาแห่งอัสซีเรีย   และไม่ยอมปรนนิบัติท่าน

8 He struck down the Philistines as far as Gaza and its territory, from watchtower to fortified city.

8 พระองค์ทรงโจมตีคนฟีลิสเตียไกลไปจนถึง เมืองกาซาและดินแดนเมืองนั้น   ตั้งแต่ที่ที่มีหอคอยเหตุกระทั่งถึงเมืองที่มีป้อม

9 In the fourth year of King Hezekiah, which was the seventh year of Hoshea son of Elah, king of Israel, Shalmaneser king of Assyria came up against Samaria and besieged it,

9 และอยู่มาในปีที่สี่แห่งรัชกาลกษัตริย์เฮเซคียาห์   ซึ่งเป็นปีที่เจ็ดแห่งรัชกาลโฮเชยาบุตรเอลาห์ พระราชาแห่งอิสราเอล   แชลมาเนเสอร์พระราชาแห่งอัสซีเรียได้ทรงยกขึ้น มารบสะมาเรีย   และล้อมเมืองไว้

10 and at the end of three years he took it. In the sixth year of Hezekiah, which was the ninth year of Hoshea king of Israel, Samaria was taken.

10 และเมื่อสิ้นสามปีเขาก็ยึดเมืองนั้นได้   ในปีที่หกแห่งรัชกาลเฮเซคียาห์ซึ่งเป็น ปีที่เก้าแห่งรัชกาลโฮเชยาพระราชาแห่งอิสราเอล   สะมาเรียก็ถูกยึดไป

11 The king of Assyria carried the Israelites away to Assyria and put them in Halah, and on the Habor, the river of Gozan, and in the cities of the Medes,

11 พระราชาแห่งอัสซีเรียได้กวาด เอาคนอิสราเอลไปยังอัสซีเรียไปไว้ที่ฮาลาห์   และข้างแม่น้ำฮาโบร์แม่น้ำเมืองโกซาน   และในหัวเมืองของคนมาดัย

12 because they did not obey the voice of the LORD their God but transgressed his covenant, even all that Moses the servant of the LORD commanded. They neither listened nor obeyed.

12 เพราะว่าเขาทั้งหลายมิได้เชื่อฟัง พระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของตน   แต่ได้กระทำผิดต่อพันธสัญญาของพระองค์   คือทุกอย่างซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าได้บัญชาไว้   และเขาทั้งหลายไม่ฟัง ไม่กระทำตาม

Sennacherib Attacks Judah

เซนนาเคอริบโจมตียูดาห์

13 In the fourteenth year of King Hezekiah, Sennacherib king of Assyria came up against all the fortified cities of Judah and took them.

13 ในปีที่สิบสี่แห่งรัชกาลกษัตริย์เฮเซคียาห์   เซนนาเคอริบพระราชาแห่งอัสซีเรียได้ทรง ยกขึ้นมาต่อสู้บรรดานครที่มีป้อมของยูดาห์   และยึดได้

14 And Hezekiah king of Judah sent to the king of Assyria at Lachish, saying, “I have done wrong; withdraw from me. Whatever you impose on me I will bear.” And the king of Assyria required of Hezekiah king of Judah three hundred talents of silver and thirty talents of gold.

14 และเฮเซคียาห์พระราชาแห่งยูดาห์   ทรงใช้ให้ไปทูลพระราชาแห่งอัสซีเรียที่เมืองลาคีชว่า   “ข้าพเจ้าได้กระทำผิดขอถอนทัพไปเสียจากข้าพเจ้า   ท่านจะปรับสักเท่าใด   ข้าพเจ้าจะยอมทั้งสิ้น”   และพระราชาแห่งอัสซีเรียได้เรียกร้องเอาเงินสามร้อยตะลันต์   และทองคำสามสิบตะลันต์

15 And Hezekiah gave him all the silver that was found in the house of the LORD and in the treasuries of the king's house.

15 และเฮเซคียาห์ได้มอบเงินทั้งหมดซึ่งมีอยู่ใน พระนิเวศของพระเจ้า   และในคลังสำนักพระราชวัง

16 At that time Hezekiah stripped the gold from the doors of the temple of the LORD and from the doorposts that Hezekiah king of Judah had overlaid and gave it to the king of Assyria.

16 ในครั้งนั้น   เฮเซคียาห์ทรงลอกทองคำจากประตูทั้งหลายของ พระนิเวศแห่งพระเจ้า   และจากเสาประตูซึ่งเฮเซคียาห์พระราชาแห่งยูดาห์   ทรงบุทองคำไว้และทรงมอบให้แก่พระราชาแห่งอัสซีเรีย

17 And the king of Assyria sent the Tartan, the Rab-saris, and the Rabshakeh with a great army from Lachish to King Hezekiah at Jerusalem. And they went up and came to Jerusalem. When they arrived, they came and stood by the conduit of the upper pool, which is on the highway to the Washer's Field.

17 และพระราชาแห่งอัสซีเรียได้รับสั่งให้ทารทาน   รับสารีส   รับชาเคห์   ไปพร้อมกับกองทัพใหญ่จากเมือง ลาคีชถึงกรุงเยรูซาเล็มเข้าเฝ้ากษัตริย์เฮเซคียาห์   เขาก็ขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม   เมื่อเขาขึ้นมาเขาก็มายืนอยู่ทางรางระบายน้ำสระบน   ซึ่งอยู่ที่ถนนลานซักฟอก

18 And when they called for the king, there came out to them Eliakim the son of Hilkiah, who was over the household, and Shebnah the secretary, and Joah the son of Asaph, the recorder.

18 และเมื่อเขาเรียกหา พระราชาเอลียาคิมบุตรฮิลคียาห์ผู้บัญชาการราชสำนัก   พร้อมกับเชบนาห์ราชเลขา   และโยอาห์บุตรของอาสาฟเจ้ากรมสารบรรณ  

19 And the Rabshakeh said to them, “Say to Hezekiah, ‘Thus says the great king, the king of Assyria: On what do you rest this trust of yours?

19 และรับชาเคห์พูดกับเขาว่า   “จงทูลเฮเซคียาห์ว่า   'พระมหาราชาคือพระราชาแห่งอัสซีเรียตรัสดังนี้ว่า   ท่านวางใจในอะไร

20 Do you think that mere words are strategy and power for war? In whom do you now trust, that you have rebelled against me?

20 ท่านคิดว่าเพียงแต่ถ้อยคำก็เป็นยุทธศาสตร์และ แสนยานุภาพหรือ   เดี๋ยวนี้ท่านพึ่งใคร   ท่านจึงได้กบฏต่อเรา

21 Behold, you are trusting now in Egypt, that broken reed of a staff, which will pierce the hand of any man who leans on it. Such is Pharaoh king of Egypt to all who trust in him.

21 ดูเถิด เดี๋ยวนี้ท่านพึ่งไม้เท้าอ้อที่เดาะคือ   อียิปต์   ซึ่งจะตำมือคนใดๆที่ใช้ไม้เท้านั้นยัน   ฟาโรห์พระราชาแห่งอียิปต์เป็นเช่นนี้ต่อผู้ที่หวังพึ่งเขา

22 But if you say to me, “We trust in the LORD our God,” is it not He whose high places and altars Hezekiah has removed, saying to Judah and to Jerusalem, “You shall worship before this altar in Jerusalem”?

22 แต่ถ้าท่านทั้งหลายจะบอกเราว่า   “เราพึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา”   ก็ปูชนียสถานสูงและแท่นบูชาของพระนั้นมิใช่หรือ   ที่เฮเซคียาห์รื้อทิ้งเสียแล้วพลางกล่าวแก่ยูดาห์ และเยรูซาเล็มว่า   “ท่านทั้งหลายจงนมัสการที่หน้าแท่นบูชานี้ใน เยรูซาเล็มเถิด”

The king of Assyria did not understand correctly what Hezekiah had done.  He had only destroyed the altars of idol worship not any altar for the worship of the Lord.

กษัตริย์แห่งอัสซีเรียไม่เข้าใจชัดเจนในสิ่งที่เฮเซคียาห์ได้ทรงทำ  พระองค์ได้ทรงทำลายเพียงแท่นบูชารูปเคารพ   ไม่ทำลายแท่นเคารพบูชาของพระเจ้า

23 Come now, make a wager with my master the king of Assyria: I will give you two thousand horses, if you are able on your part to set riders on them.

23 มาเถิดมาทำสัญญากันกับ พระราชาแห่งอัสซีเรียนายของข้าว่า   เราจะให้ม้าสองพันตัวแก่เจ้า   ถ้าฝ่ายเจ้าหาคนขี่ม้าเหล่านั้นได้

24 How then can you repulse a single captain among the least of my master's servants, when you trust in Egypt for chariots and for horsemen?

24 แล้วอย่างนั้นเจ้าจะขับไล่นายกองแต่ เพียงคนเดียวในหมู่ข้าราชการผู้น้อยที่สุดของนาย ของเราอย่างไรได้   แต่เจ้ายังวางใจพึ่งอียิปต์เพื่อรถรบและเพื่อพลม้า

25 Moreover, is it without the LORD that I have come up against this place to destroy it? The LORD said to me, Go up against this land, and destroy it.’”

25 ยิ่งกว่านั้นอีกที่เรามาต่อสู้สถานที่นี้เพื่อทำลายเสีย   ก็ขึ้นมาโดยปราศจากพระเจ้าหรือพระเจ้าตรัสแก่ข้าว่า   จงขึ้นไปต่อสู้กับแผ่นดินนี้และทำลายเสีย' ”  

26 Then Eliakim the son of Hilkiah, and Shebnah, and Joah, said to the Rabshakeh, “Please speak to your servants in Aramaic, for we understand it. Do not speak to us in the language of Judah within the hearing of the people who are on the wall.”

26 แล้วเอลียาคิมบุตรฮิลคียาห์และเชบนาห์และโยอาห์   เรียนรับชาเคห์ว่า   “ขอทีเถอะ ขอพูดกับผู้รับใช้ของท่านเป็นภาษาอารัมเถิด   เพราะเราเข้าใจภาษานั้น   ขออย่าพูดกับเราเป็นภาษายูดายให้ ประชาชนผู้อยู่บนกำแพงนั้นได้ยินเลย”

27 But the Rabshakeh said to them, “Has my master sent me to speak these words to your master and to you, and not to the men sitting on the wall, who are doomed with you to eat their own dung and to drink their own urine?”

27 แต่รับชาเคห์พูดกับเขาทั้งหลายว่า   “นายของข้าใช้ให้เรามาพูดถ้อยคำเหล่านี้แก่นายของเจ้า   และแก่เจ้าและไม่ให้พูดกับคนที่นั่งอยู่บนกำแพง   ผู้ที่จะต้องกินขี้และกินเยี่ยวของเขาพร้อมกับเจ้า อย่างนั้นหรือ”  

28 Then the Rabshakeh stood and called out in a loud voice in the language of Judah: “Hear the word of the great king, the king of Assyria!

28 แล้วรับชาเคห์ร้องตะโกนเสียงดังเป็นภาษายูดายว่า   “จงฟังพระวจนะของพระมหาราชา   คือพระราชาแห่งอัสซีเรีย

Rabshakeh really wanted to scare the people of Judah with his threats.

แท้จริงรับชาเคห์อยากจะทำให้ชาวยูดาห์แตกตื่นเพราะการคุกคามของเขา

Many people of Judah had strong faith in God like their good king Hezekiah.

ชาวยูดาห์หลายคนมีความเชื่อที่เข้มแข็งในพระเจ้าเหมือนกษัตริย์เฮเซคียาห์ที่ดีของพวกเขา

Sometime perhaps you will have someone speak mean to you and mock your faith in God.  Stand strong with the Lord.

บางครั้งท่านอาจจะเจอใครบางคนที่พูดจาถ่อยใส่คุณและเยาะเย้ยความเชื่อในพระเจ้าของท่าน จงยืนหยัดมั่นคงต่อพระเจ้า

29 Thus says the king: ‘Do not let Hezekiah deceive you, for he will not be able to deliver you out of my hand.

29 พระราชาตรัสดังนี้ว่า   'อย่าให้เฮเซคียาห์ลวงเจ้า   เพราะเขาจะไม่สามารถช่วยกู้เจ้าจากพระหัตถ์ของพระองค์

30 Do not let Hezekiah make you trust in the LORD by saying, The LORD will surely deliver us, and this city will not be given into the hand of the king of Assyria.’

30 อย่าให้เฮเซคียาห์กระทำให้เจ้าพึ่งพระเจ้าโดย กล่าวว่า   'พระเจ้าจะทรงช่วยกู้เราแน่   และจะไม่ทรงมอบเมืองนี้ไว้ ในมือของพระราชาแห่งอัสซีเรีย'

31 Do not listen to Hezekiah, for thus says the king of Assyria: ‘Make your peace with me and come out to me. Then each one of you will eat of his own vine, and each one of his own fig tree, and each one of you will drink the water of his own cistern,

31 อย่าฟังเฮเซคียาห์   เพราะพระราชาแห่งอัสซีเรียตรัสดังนี้ว่า   'ดีกันเถอะน่ะ   และออกมาหาเรา   แล้วทุกคนจะได้กินจากเถาองุ่นของตน   และทุกคนจะกินจากต้นมะเดื่อของตน และทุกคนจะดื่มน้ำจากที่ขังน้ำของตน

32 until I come and take you away to a land like your own land, a land of grain and wine, a land of bread and vineyards, a land of olive trees and honey, that you may live, and not die. And do not listen to Hezekiah when he misleads you by saying, The LORD will deliver us.

32 จนเราจะมานำเจ้าไปยังแผ่นดิน ที่เหมือนแผ่นดินของเจ้าเอง   เป็นแผ่นดินที่มีข้าวและเหล้าองุ่น   เป็นแผ่นดินที่มีขนมปังและสวนองุ่น   แผ่นดินที่มีมะกอกเทศและน้ำผึ้ง   เพื่อเจ้าทั้งหลายจะมีชีวิตอยู่และไม่ตาย   และอย่าฟังเฮเซคียาห์เมื่อเขานำเจ้าผิดไปโดยกล่าวว่า   พระเจ้าจะทรงช่วยกู้เราทั้งหลาย

33 Has any of the gods of the nations ever delivered his land out of the hand of the king of Assyria?

33 มีพระแห่งประชาชาติองค์ใดเคยช่วยกู้แผ่นดินของตน   ให้พ้นจากพระหัตถ์ของพระราชาแห่งอัสซีเรียได้หรือ

34 Where are the gods of Hamath and Arpad? Where are the gods of Sepharvaim, Hena, and Ivvah? Have they delivered Samaria out of my hand?

34 พระของเมืองฮามัทและเมืองอารปัดอยู่ที่ไหน   พระของเมืองเสฟารวาอิม   เฮนาและอิฟวาห์อยู่ที่ไหน   เขาได้ช่วยกู้สะมาเรียจากมือของเราหรือ

35 Who among all the gods of the lands have delivered their lands out of my hand, that the LORD should deliver Jerusalem out of my hand?’”

35 พระองค์ใดในบรรดาพระทั้งหมดของประเทศทั้งหลาย   ได้ช่วยกู้ประเทศของตนจากมือของเราหรือ   พระเจ้าจึงช่วยกู้เยรูซาเล็มจากมือของเราได้' ”  

36 But the people were silent and answered him not a word, for the king's command was, “Do not answer him.”

36 แต่ประชาชนนิ่งไม่ตอบเขาสักคำเดียว   เพราะพระบัญชาของพระราชามีว่า   “อย่าตอบเขาเลย” ฟัง   แต่เขายังกระทำตามอย่างเดิมของเขา  

 

2 Kings Chapter 18