Sunday, October 25, 2015

 

2 Kings 19

2 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 19

God gives the victory over Assyria

พระเจ้าทรงประทานชัยชนะเหนืออัสซีเรีย

1As soon as King Hezekiah heard it, he tore his clothes and covered himself with sackcloth and went into the house of the LORD.

1เมื่อกษัตริย์เฮเซคียาห์ทรงได้ยิน   พระองค์ก็ทรงฉีกฉลองพระองค์เสีย   และทรงเอาผ้ากระสอบคลุมพระองค์   และเสด็จเข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า

Why was King Hezekiah upset?  Because enemies from Assyria had come to the city wall and said to the people they couldn’t trust their king and the Lord. 

ทำไมกษัตริย์เฮเซคียาห์ไม่ทรงพอพระทัย? เพราะศัตรูจากอัสซีเรียยกทัพมาถึงกำแพงเมืองและพูดกับผู้คนว่าพวกเขาไม่สามารถไว้วางใจกษัตริย์ของเขาและพระเจ้าได้

Rabshakeh was boasting about the great things Assyria is going to do to Jerusalem, and he ridicules the idea that God can deliver them.

รับชาเคห์กำลังคุยโม้เกี่ยวกับงานสำคัญที่อัสซีเรียกำลังจะไปทำที่กรุงเยรูซาเล็ม   และเขาหัวเราะเยาะความคิดที่ว่าพระเจ้าทรงสามารถปลดปล่อยพวกเขาได้

Notice that he goes into the house of the Lord. That is a good place to go when you are in trouble. It is time to turn to God.

ขอให้สังเกตว่าเขาเข้าไปในวิหารของพระเจ้า นั่นคือสถานที่ที่ดีที่น่าไปเมื่อคุณเจอปัญหา มันเป็นเวลาที่จะหันเข้าหาพระเจ้า

We need God. This nation of Thailand needs God right now.

เราต้องการพระเจ้า ประเทศของไทยต้องการพระเจ้าในขณะนี้

Hezekiah called upon God in his hour of need! He sent a delegation to God's prophet, Isaiah.1

เฮเซคียาห์ทรงร้องเรียกพระเจ้าในยามที่พระองค์ทรงต้องการ! พระองค์ทรงส่งคณะผู้แทนไปพบผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าคืออิสยาห์

2And he sent Eliakim, who was over the household, and Shebna the secretary, and the senior priests, covered with sackcloth, to the prophet Isaiah the son of Amoz.

2และพระองค์ทรงใช้เอลียาคิม   ผู้บัญชาการราชสำนัก   และเชบนาห์ราชเลขาและมหาปุโรหิตคลุมตัวด้วยผ้ากระสอบ   ไปหาผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บุตรอามอส

3They said to him, “Thus says Hezekiah, This day is a day of distress, of rebuke, and of disgrace; children have come to the point of birth, and there is no strength to bring them forth.

3เขาทั้งหลายเรียนท่านว่า   “เฮเซคียาห์ตรัสดังนี้ว่า   'วันนี้เป็นวันทุกข์ใจ   วันถูกติเตียนและอดสู   เด็กก็ถึงกำหนดคลอดแต่ไม่มีกำลังเบ่งให้คลอด

4It may be that the LORD your God heard all the words of the Rabshakeh, whom his master the king of Assyria has sent to mock the living God, and will rebuke the words that the LORD your God has heard; therefore lift up your prayer for the remnant that is left.”

4ชะรอยพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านคงได้ยิน ถ้อยคำของรับชาเคห์   ผู้ซึ่งพระราชาแห่งอัสซีเรียนายของเขาได้สั่งมาให้ เย้ยพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์   และจะทรงขนาบถ้อยคำซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านได้ทรงสดับ   เพราะฉะนั้นขอท่านอธิษฐานเพื่อส่วนชนที่เหลืออยู่นี้' ”  

5When the servants of King Hezekiah came to Isaiah,

5เมื่อข้าราชการของกษัตริย์เฮเซคียาห์มาถึงอิสยาห์

6Isaiah said to them, “Say to your master, ‘Thus says the LORD: Do not be afraid because of the words that you have heard, with which the servants of the king of Assyria have reviled Me.

6อิสยาห์ก็บอกเขาทั้งหลายว่า   “จงทูลนายของท่านเถิดว่า   'พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า   อย่ากลัวเพราะถ้อยคำที่เจ้าได้ยินนั้น   ซึ่งข้าราชการของพระราชาของอัสซีเรีย ได้กล่าวหยาบช้าต่อเรา

7Behold, I will put a spirit in him, so that he shall hear a rumor and return to his own land, and I will make him fall by the sword in his own land.’”

7ดูเถิด เราจะบรรจุจิตใจอย่างหนึ่งในเขา   เพื่อเขาจะได้ยินข่าวลือและกลับไปยังแผ่นดินของเขา   และเราจะให้เขาล้มลงด้วยดาบในแผ่นดินของเขาเอง' ”

This prophecy was fulfilled literally. Notice the encouragement that Isaiah gives to the king. He says, "Don't worry about this man. He is not going to come to your city. He is just a boaster.

คำทำนายนี้ได้สำเร็จครบถ้วนอย่างแท้จริง ขอให้สังเกตคำหนุนใจที่อิสยาห์ทูลต่อกษัตริย์ เขาบอกว่า "ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับชายคนนี้. เขาจะไม่มาถึงเมืองของพระองค์ เขาเพียงแต่พูดจาโอ้อวด”

He is boasting and blaspheming, but God has heard him and will deal with him. There is no need for you to worry."

เขากำลังพูดโอ้อวดและหมิ่นประมาทพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงได้ยินเขาและจะจัดการกับเขา ไม่จำเป็นที่พระองค์จะต้องทรงกังวลพระทัย "

The Lord can handle enemies much better than we can, just as He did in this case.2

พระเจ้าทรงสามารถจัดการกับศัตรูได้ดีกว่าที่เราสามารถทำ   เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงกระทำในกรณีนี้

8The Rabshakeh returned, and found the king of Assyria fighting against Libnah, for he heard that the king had left Lachish.

8รับชาเคห์ได้กลับไป และได้พบพระราชา แห่งอัสซีเรียสู้รบเมืองลิบนาห์   เพราะเขาได้ยินว่าพระราชาออกจากลาคีชแล้ว

9Now the king heard concerning Tirhakah king of Cush, “Behold, he has set out to fight against you.” So he sent messengers again to Hezekiah, saying,

9และเมื่อพระราชาทรงทราบเกี่ยวกับทีรหะคาห์ พระราชาแห่งเอธิโอเปียว่า   “ดูเถิด เขาได้ยกออกมาสู้รบกับพระองค์แล้ว”   พระองค์จึงส่งผู้สื่อสารไปเฝ้าเฮเซคียาห์ทูลว่า

Rabshakeh returned to his master and found him carrying on a war with Libnah. And a threatening move of the king of Ethiopia kept him from returning to attack Jerusalem immediately. So he sends this letter of warning to Hezekiah.3

รับชาเคห์กลับไปหาเจ้านายของเขาและพบว่าเขากำลังทำสงครามกับลิบนาห์ และคำขู่คุกคามของกษัตริย์แห่งเอธิโอเปียยับยั้งเขาไว้จากการโจมตีกรุงเยรูซาเล็มทันที ดังนั้นเขาจึงส่งจดหมายนี้ไปเตือนเฮเซคียาห์

10“Thus shall you speak to Hezekiah king of Judah: ‘Do not let your God in whom you trust deceive you by promising that Jerusalem will not be given into the hand of the king of Assyria.

10“เจ้าจงพูดกับเฮเซคียาห์พระราชาแห่ง ยูดาห์ดังนี้ว่า   'อย่าให้พระเจ้าของท่านซึ่งท่านพึ่งนั้นลวงท่านว่า   เยรูซาเล็มจะมิได้ถูกมอบไว้ในมือของพระราชา แห่งอัสซีเรีย'

11Behold, you have heard what the kings of Assyria have done to all lands, devoting them to destruction.   And shall you be delivered?

11ดูเถิด ท่านได้ยินแล้วว่า   บรรดาพระราชาแห่งอัสซีเรียได้กระทำอะไร กับแผ่นดินทั้งสิ้นบ้าง   ทำลายเสียหมดอย่างสิ้นเชิง   ส่วนท่านเองจะช่วยกู้ให้พ้นหรือ

12Have the gods of the nations delivered them, the nations that my fathers destroyed, Gozan, Haran, Rezeph, and the people of Eden who were in Telassar?

12บรรดาพระของบรรดาประชาชาติได้ช่วยกู้เขาให้พ้นหรือ   คือประชาชาติซึ่งบรรพบุรุษของเราได้ทำลาย   คือโกซาน ฮาราน เรเซฟ  และประชาชนของเอเดนซึ่งอยู่ในเทลอัสสาร์

13Where is the king of Hamath, the king of Arpad, the king of the city of Sepharvaim, the king of Hena, or the king of Ivvah?’”

13พระราชาของฮามัท พระราชาของอารปัด   พระราชาของเมืองเสฟารวาอิม   เฮนาและอิฟวาห์อยู่ที่ไหน' ”  

Hezekiah's Prayer

อธิษฐานของเฮเซคียาห์

14Hezekiah received the letter from the hand of the messengers and read it; and Hezekiah went up to the house of the LORD and spread it before the LORD.

14เฮเซคียาห์ทรงรับจดหมายจากมือของผู้ สื่อสารและทรงอ่าน   และเฮเซคียาห์ได้ขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเจ้า   และทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า

15And Hezekiah prayed before the LORD and said: “O LORD the God of Israel, who is enthroned above the cherubim, you are the God, you alone, of all the kingdoms of the earth; you have made heaven and earth.

15และเฮเซคียาห์ทรงอธิษฐานต่อเบื้องพระพักตร์ พระเจ้าว่า   “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลผู้ทรง ประทับเหนือเครูบ   พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งบรรดาราชอาณา จักรของแผ่นดินโลก พระองค์แต่องค์เดียว พระองค์ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก

16Incline your ear, O LORD, and hear; open your eyes, O LORD, and see; and hear the words of Sennacherib, which he has sent to mock the living God.

16ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับ   ข้าแต่พระเจ้า   ขอทรงเบิกพระเนตรทอดพระเนตร   และขอทรงฟังถ้อยคำของเซนนาเคอริบซึ่งเขาได้ใช้มา เย้ยพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์

17Truly, O LORD, the kings of Assyria have laid waste the nations and their lands

17ข้าแต่พระเจ้าเป็นความจริงที่พระราชาแห่งอัสซีเรีย   ได้กระทำแก่ประชาชาติทั้งหลายและแผ่นดินของ ประชาชาตินั้นร้างเปล่า

18and have cast their gods into the fire, for they were not gods, but the work of men's hands, wood and stone. Therefore they were destroyed.

18และได้เหวี่ยงพระของประชาชาตินั้นเข้าไฟ   เพราะเขามิใช่พระ   เป็นแต่ผลงานของมือมนุษย์   เป็นไม้และหิน   เพราะฉะนั้นเขาจึงถูกทำลายเสีย

19So now, O LORD our God, save us, please, from his hand, that all the kingdoms of the earth may know that you, O LORD, are God alone.”

19ฉะนั้นบัดนี้ข้าแต่พระเยโฮวาห์   พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย   ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นมือของเขา   เพื่อราชอาณาจักรทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินโลก   จะทราบว่าพระองค์   ข้าแต่พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแต่พระองค์เดียว”  

God’s answer through the prophet Isaiah, prophesies Sennacherib's Fall

คำตอบของพระเจ้าผ่านทางผู้พยากรณ์อิสยาห์  ทำนายว่าเซนนาเคอริบจะวิบัติ

20Then Isaiah the son of Amoz sent to Hezekiah, saying, “Thus says the LORD, the God of Israel: Your prayer to me about Sennacherib king of Assyria I have heard.

20แล้วอิสยาห์บุตรอามอสได้ใช้ให้ไปเฝ้า เฮเซคียาห์ทูลว่า   “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า   เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าเรื่องเซนนาเคอริบ   พระราชาแห่งอัสซีเรียแล้ว

21This is the word that the LORD has spoken concerning him: “She despises you, she scorns you—the virgin daughter of Zion; she wags her head behind you— the daughter of Jerusalem.

21ต่อไปนี้เป็นพระวจนะที่พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับท่านนั้นว่า    'ธิดาพรหมจารีแห่งศิโยน ดูถูกเจ้าและเย้ยเจ้า   ธิดาแห่งเยรูซาเล็มสั่นศีรษะตามหลังใส่เจ้า  

22“Whom have you mocked and reviled?  Against whom have you raised your voice

and lifted your eyes to the heights?  Against the Holy One of Israel!

22'เจ้าเย้ยและกล่าวหยาบช้าต่อผู้ใด   เจ้าขึ้นเสียงของเจ้าต่อผู้ใด   แล้วเบิ่งตาของเจ้าอย่างเย่อหยิ่งต่อผู้ใด   ต่อองค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอลน่ะซิ  

23By your messengers you have mocked the Lord, and you have said, ‘With my many chariots I have gone up the heights of the mountains, to the far recesses of Lebanon;

I felled its tallest cedars, its choicest cypresses; I entered its farthest lodging place, its most fruitful forest.

23เจ้าได้เย้ยพระผู้เป็นเจ้าด้วยผู้สื่อสารของเจ้า และเจ้าได้ว่า 'ด้วยรถรบเป็นอันมากของข้า  
ข้าได้ขึ้นไปที่สูงของภูเขา   ถึงที่ไกลสุดของเลบานอน   ข้าโค่นต้นสนสีดาร์ที่สูงที่สุดของมันลง   ทั้งต้นสนสามใบที่ดีที่สุดของมัน   ข้าเข้าไปยังที่ยอดลิบที่สุดของมัน   ที่ป่าไม้ที่ทึบที่สุดของมัน  

24I dug wells and drank foreign waters, and I dried up with the sole of my foot all the streams of Egypt.’

24ข้าขุดบ่อและดื่มน้ำต่างด้าว ข้าเอาฝ่าเท้าของข้ากวาดธารน้ำทั้งสิ้นของอียิปต์ให้แห้งไป'  

25“Have you not heard that I determined it long ago?  I planned from days of old what  now I bring to pass, that you should turn fortified cities into heaps of ruins,

25'เจ้าไม่ได้ยินหรือ   เราได้จัดไว้นานแล้ว เราได้กะแผนงานไว้แต่ดึกดำบรรพ์  ณ บัดนี้  เราให้เป็นไปแล้ว   คือเจ้าจะทำเมืองที่มีป้อมให้พังลง   ให้เป็นกองสิ่งปรักหักพัง  

26while their inhabitants, shorn of strength, are dismayed and confounded, and have become like plants of the field and like tender grass, like grass on the housetops, blighted before it is grown.

26ส่วนชาวเมืองนั้นถูกตัดมือตัดตีน    ก็แย่และอับอาย   และกลายเป็นเหมือนต้นไม้ที่ทุ่งนา   และเหมือนหญ้าอ่อน เหมือนหญ้าที่บนยอ หลังคาเรือน เหมือนข้าวเกรียมไป ก่อนที่มันจะงอกงามอย่างนั้น  

27“But I know your sitting down and your going out and coming in, and your raging against Me.

27'แต่เราได้รู้จักการที่เจ้านั่งลงกับการออกไปและเข้ามาของเจ้า   และการเกรี้ยวกราดของเจ้าต่อเรา  

28Because you have raged against Me and your complacency has come into my ears,

I will put my hook in your nose and my bit in your mouth, and I will turn you back on the way by which you came.

28เพราะเจ้าได้เกรี้ยวกราดต่อเรา   และความจองหองของเจ้าได้มาเข้าหูของเรา ฉะนั้นเราจะเอาขอของเราเกี่ยวจมูกเจ้า   และบังเหียนของเราใส่ปากเจ้า และเราจะหันเจ้ากลับไปตามทางซึ่งเจ้ามานั้น  

29“And this shall be the sign for you: this year eat what grows of itself, and in the second year what springs of the same. Then in the third year sow and reap and plant vineyards, and eat their fruit.

29“และนี่จะเป็นหมายสำคัญแก่เจ้าคือ   ปีนี้เจ้าจะกินสิ่งที่งอกขึ้นเอง   และในปีที่สองสิ่งที่ผลิจากเดิม   แล้วในปีที่สามจงหว่านและเกี่ยวและทำสวนองุ่น   และกินผลของมัน

The Lord now addresses Hezekiah. Apparently the presence of the Assyrian army had prevented the farmers around Jerusalem from sowing their land.

ขณะนี้พระเจ้าทรงเรียกเฮเซคียาห์  เห็นได้ชัดว่าการที่กองทัพอัสซีเรียยกทัพมา   ได้กีดกันไม่ให้เกษตรกรที่อยู่รอบ ๆ กรุงเยรูซาเล็มทำการหว่านเมล็ดพืชในที่ดินของพวกเขา

God promised that there would be enough growth to feed them, and even in the third year they would be able to sow their crops and reap them in peace.

พระเจ้าได้ทรงสัญญาว่าจะมีบริบูรณ์เพียงพอที่จะเลี้ยงพวกเขา    และแม้กระทั่งในปีที่สามพวกเขาสามารถที่จะหว่านพืชและเก็บเกี่ยวมันได้อย่างสันติสุข

Sennacherib and his army would not be around to destroy their crops.

4เซนนาเคอริบและกองทัพของเขาจะไม่ล้อมรอบเพื่อทำลายพืชพันธุ์ของพวกเขา

30And the surviving remnant of the house of Judah shall again take root downward and bear fruit upward.

30ส่วนที่รอดและเหลือแห่งเชื้อวงศ์ของยูดาห์จะหยั่งรากลงไป   และเกิดผลขึ้นบน

31For out of Jerusalem shall go a remnant, and out of Mount Zion a band of survivors. The zeal of the LORD will do this.

31เพราะว่าส่วนคนที่เหลือจะออกไปจากเยรูซาเล็ม   และส่วนที่จะรอดมาจากภูเขาศิโยน   ความกระตือรือร้นของพระเจ้าจะกระทำการนี้  

32“Therefore thus says the LORD concerning the king of Assyria: He shall not come into this city or shoot an arrow there, or come before it with a shield or cast up a siege mound against it.

32“เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงตรัสเกี่ยวกับพระราชา แห่งอัสซีเรียดังนี้ว่า   ท่านจะไม่เข้าในนครนี้หรือยิงลูกธนูไปที่นั่น   หรือถือโล่เข้ามาข้างหน้านคร   หรือสร้างเชิงเทินสู้มัน

33By the way that he came, by the same he shall return, and he shall not come into this city, declares the LORD.

33ท่านมาทางใด ท่านจะต้องกลับไปทางนั้น   ท่านจะไม่เข้ามาในนครนี้ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ

Isaiah is making a very bold statement, but it is the Word of the Lord.

อิสยาห์ได้บอกกล่าวอย่างกล้าหาญมาก แต่มันเป็นคำตรัสของพระเจ้า

I am sure the people of Jerusalem are wondering if Isaiah is a true prophet.

ผมมั่นใจว่าคนในกรุงเยรูซาเล็มกำลังสงสัยว่าอิสยาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่แท้จริงหรือไม่

When Isaiah had made the prophecy that "a virgin shall conceive and bear a son," the people probably said, "My, that is a great prophecy. When will it take place?"

เมื่ออิสยาห์ได้ให้คำทำนายว่า "สาวพรหมจารีย์จะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย" คนอาจจะบอกว่า " แหม เป็นคำทำนายที่ดี. เมื่อไหร่มันจะเกิดขึ้น?"

Well, it wouldn't take place for seven hundred years, and none of them would be around to see its fulfillment.  The birth of Jesus.

คือว่ามันจะไม่เกิดขึ้นเป็นเวลาเจ็ดร้อยปี    และไม่มีพวกเขาสักคนที่จะได้เห็นความสำเร็จของคำพยากรณ์  การบังเกิดของพระเยซู

But now Isaiah is making a prophecy in a local situation, and they will see its fulfillment within days.

แต่ตอนนี้อิสยาห์กำลังให้คำทำนายในสถานการณ์ท้องถิ่น   และพวกเขาจะได้เห็นความสำเร็จภายในระยะเวลา

Here is the Assyrian army camped outside the gates of Jerusalem.

ที่นี่กองทัพอัสซีเรียตั้งค่ายอยู่นอกประตูเมืองเยรูซาเล็ม

This great army had swept everything before them. They were feared and dreaded in the ancient world.

กองทัพยิ่งใหญ่นี้ได้กวาดทุกอย่างไปต่อหน้าพวกเขา พวกเขากลัวและขวัญผวาในสมัยโบราณ



Now God says through Isaiah that they will not besiege the city of Jerusalem and that they will not even shoot an arrow into the city!

ตอนนี้พระเจ้าตรัสผ่านทางอิสยาห์ว่าพวกเขาจะไม่ได้ยึดครองกรุงเยรูซาเล็ม   และว่าพวกเขาจะไม่มีวันยิงแม้แต่ลูกศรดอกเดียวเข้ามาในเมืองได้!

Now, you think that over for a moment. There are 185,000 soldiers around the walls of Jerusalem.

ตอนนี้คุณคิดถึงเรื่องนั้นสักครู่ มีทหาร 185,000 คนมาล้อมรอบกำแพงเยรูซาเล็ม

Out of that number you would certainly find some trigger-happy soldier with a bow and arrow who would shoot at least one arrow over the wall.

นอกจากตัวเลขจำนวนนั้น   แน่นอนคุณจะพบทหารสักคนมีความสบายใจเป็นตัวนำ   ยืนถือคันธนูและลูกศรที่อาจจะยิงอย่างน้อยหนึ่งดอกข้ามกำแพงมา

If he does that, Isaiah is not a true prophet of God. God says that not an arrow is going to fall in that city, and He says it by the mouth of Isaiah.

ถ้าเขาทำเช่นนั้น   อิสยาห์ไม่ได้เป็นผู้เผยพระวจนะที่แท้จริงของพระเจ้า   พระเจ้าตรัสว่าไม่มีลูกศรสักดอกจะถูกยิงให้ตกอยู่ในเมืองนั้น   และพระองค์ทรงตรัสผ่านทางปากของอิสยาห์

That is the way the people of his day would know that he is a true prophet of God.5

นั่นคือวิธีที่ผู้คนในยุคของเขาจะได้รู้ว่าเขาเป็นผู้เผยพระวจนะที่แท้จริงของพระเจ้า

God will save the city for two reasons:

พระเจ้าจะทรงช่วยปกป้องเมืองไว้ด้วยเหตุผลสองประการ:

34For I will defend this city to save it, for My own sake and for the sake of My servant David.”

34เพราะเราจะป้องกันนครนี้ไว้เพื่อให้รอด เพื่อเห็นแก่เราเอง   และเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเรา”

He will do it for His name's sake -- God does many things for His name's sake -- and for David's sake.

พระองค์จะทรงกระทำเพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ - พระเจ้าทรงกระทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ - และเพื่อเห็นแก่ดาวิด

God loved David. He did many things for David's sake.

พระเจ้าทรงรักดาวิด พระองค์ได้ทรงกระทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อเห็นแก่ดาวิด

David had a greater Son, a virgin-born Son, the Lord Jesus Christ.

ดาวิดมีราชบุตรที่ยิ่งใหญ่ ราชบุตรที่เกิดจากสาวพรหมจารีย์  คือองค์พระเยซูคริสต์

He will save sinners who trust Him -- for Christ's sake.

พระองค์จะทรงช่วยคนบาปผู้ที่ไว้วางใจในพระองค์ - เพื่อเห็นแก่พระคริสต์

And when a believer prays to the Father in Jesus' name, the Father answers for Christ's sake.6

และเมื่อผู้เชื่ออธิษฐานต่อพระบิดาในพระนามของพระเยซู     พระบิดาทรงตอบเพราะเห็นแก่พระคริสต์

35And that night the angel of the LORD went out and struck down 185,000 in the camp of the Assyrians. And when people arose early in the morning, behold, these were all dead bodies.

35และอยู่มาในคืนนั้นทูตของพระเจ้าได้ออกไป   และได้ประหารคนในค่ายแห่งคนอัสซีเรียเสีย หนึ่งแสนแปดหมื่นห้าพันคน   และเมื่อคนลุกขึ้นในเวลาเช้ามืด   ดูเถิด พวกเหล่านี้เป็นศพทั้งนั้น

36Then Sennacherib king of Assyria departed and went home and lived at Nineveh.

36แล้วเซนนาเคอริบพระราชาแห่งอัสซีเรียก็ได้ยกไป   และกลับบ้าน   และอยู่ในนีนะเวห์

37And as he was worshiping in the house of Nisroch his god, Adrammelech and Sharezer, his sons, struck him down with the sword and escaped into the land of Ararat. And Esarhaddon his son reigned in his place.

37และอยู่มาเมื่อท่านนมัสการใน นิเวศของพระนิสรคพระเจ้าของท่าน   อัดรัมเมเลคและชาเรเซอร์ โอรสของท่านประหารท่านเสียด้วยดาบ   และหนีไปยังแผ่นดินอารารัต   และเอสารฮัดโดนโอรสของท่านขึ้นครอบครองแทนท่าน

 

2 Kings Chapter 19