Thursday, October 8, 2015

 

2 Kings 4 Elisha and the Widow's Oil and the Shunammite

2 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 4 เอลีชา และน้ำมันของหญิงม่าย และชาวชูเนม

1 Now the wife of one of the sons of the prophets cried to Elisha, “Your servant my husband is dead, and you know that your servant feared the LORD, but the creditor has come to take my two children to be his slaves.”

1 ภรรยาของคนหนึ่งในพวกผู้เผยพระวจนะร้องต่อเอลีชาว่า   “ผู้รับใช้ของท่าน คือสามีของดิฉันสิ้นชีวิตเสียแล้ว   และท่านก็ทราบอยู่แล้วว่าผู้รับใช้ของท่านเกรงกลัวพระเจ้า   แต่เจ้าหนี้ได้มา   เพื่อนำเอาบุตรสองคนของดิฉันไปเป็นทาสของเขา”

2 And Elisha said to her, “What shall I do for you? Tell me; what have you in the house?” And she said, “Your servant has nothing in the house except a jar of oil.”

2 และเอลีชาตอบนางว่า   “บอกฉันมาซิว่า จะให้ฉันทำอะไรให้   เจ้ามีอะไรอยู่ในบ้านบ้าง”   และนางตอบว่า   “สาวใช้ของท่านไม่มีอะไรในบ้านนอกจากน้ำมันหนึ่งไห”

3 Then he said, “Go outside, borrow vessels from all your neighbors, empty vessels and not too few.

3 แล้วท่านกล่าวว่า “จงออกไปนอกบ้าน   ขอยืมภาชนะจากเพื่อนบ้านทุกคนของเจ้ามา   เป็นภาชนะเปล่า อย่าให้น้อย

4 Then go in and shut the door behind yourself and your sons and pour into all these vessels. And when one is full, set it aside.”

4 แล้วจงเข้าไปในเรือน   ปิดประตูขังตัวเจ้าและลูกชายของเจ้าไว้   และจงเทน้ำมันใส่ภาชนะทั้งหมด   เมื่อลูกหนึ่งๆเต็มแล้วก็ตั้งไว้ต่างหาก”

The woman had faith in God and obeyed the prophet.

ผู้หญิงนั้นมีความเชื่อในพระเจ้าและเชื่อฟังผู้เผยพระวจนะ

5 So she went from him and shut the door behind herself and her sons. And as she poured they brought the vessels to her.

5 นางก็ลาไป และปิดประตูขังนางและบุตรของนางไว้   บุตรส่งภาชนะมาให้   และนางก็เทน้ำมัน

6 When the vessels were full, she said to her son, “Bring me another vessel.” And he said to her, “There is not another.” Then the oil stopped flowing.

6 และอยู่มาเมื่อภาชนะเต็มหมดแล้วนางจึงบอกบุตรว่า   “เอาภาชนะมาให้แม่อีกลูกหนึ่ง”   และเขาตอบนางว่า   “ไม่มีอีกแล้ว”   แล้วน้ำมันก็หยุดไหล

7 She came and told the man of God, and he said, “Go, sell the oil and pay your debts, and you and your sons can live on the rest.”

7 นางก็ไปเรียนให้คนของพระเจ้าทราบและท่านบอกว่า   “ไปซี   ขายน้ำมันเสียเอาเงินชำระหนี้ของเจ้า   ที่เหลือนอกนั้นเจ้าและบุตรของเจ้า จงใช้เลี้ยงชีวิต”

Elisha and the Shunammite Woman

เอลิชาและหญิงชาวซูเนม

8 One day Elisha went on to Shunem, where a wealthy woman lived, who urged him to eat some food. So whenever he passed that way, he would turn in there to eat food.

8 วันหนึ่งเอลีชาเดินต่อไปถึงเมืองชูเนม   เป็นที่ที่หญิงมั่งมีคนหนึ่งอาศัยอยู่   และนางได้ชวนท่านให้รับประทานอาหาร   ฉะนั้นเมื่อท่านผ่านทางนั้นไปเมื่อไร   ท่านก็แวะเข้าไปรับประทานอาหาร

9 And she said to her husband, “Behold now, I know that this is a holy man of God who is continually passing our way.

9 และนางได้บอกสามีของนางว่า   “ดูเถิด   ดิฉันเห็นว่าชายคนนี้เป็นคนบริสุทธิ์ของพระเจ้า   เดินผ่านบ้านเราอยู่เนืองๆ

10 Let us make a small room on the roof with walls and put there for him a bed, a table, a chair, and a lamp, so that whenever he comes to us, he can go in there.”

10 ขอให้เราทำห้องเล็กไว้บนหลังคาสำหรับท่าน   วางเตียง   โต๊ะ เก้าอี้ และตะเกียงไว้ให้ท่าน เพื่อว่าเมื่อท่านมาหาเรา   ท่านจะได้เข้าไปพักในห้องนั้น”  

11 One day he came there, and he turned into the chamber and rested there.

11 วันหนึ่งท่านก็มาที่นั่น   และแวะเข้าไปในห้องนั้น   พักอยู่ที่นั่น

Elisha was very thankful for the Shunammite’s hospitality and wanted to do something for her.

เอลีชาขอบคุณความมีน้ำใจไมตรีของชาวชูเนม และต้องการที่จะทำบางสิ่งบางอย่างแก่เธอ

12 And he said to Gehazi his servant, “Call this Shunammite.” When he had called her, she stood before him.

12 ท่านจึงบอกเกหะซีคนใช้ของท่านว่า   “ไปเรียกหญิงชาวชูเนมคนนี้มา”   เมื่อเขาเรียกนาง   นางก็มายืนอยู่ต่อหน้าท่าน

13 And he said to him, “Say now to her, ‘See, you have taken all this trouble for us; what is to be done for you? Would you have a word spoken on your behalf to the king or to the commander of the army?’” She answered, “I dwell among my own people.”

13 ท่านจึงบอกแก่เกหะซีว่า   “จงบอกนางว่า ดูซิ เธอลำบากมากมายอย่างนี้เพื่อเรา จะ ให้เราทำอะไรให้เธอบ้าง   มีอะไรจะให้ทูลพระราชาเผื่อเธอหรือ   หรือให้พูดอะไรกับผู้บัญชาการกองทัพ”   นางตอบว่า   “ดิฉันอยู่ในหมู่พวกพี่น้องของดิฉันค่ะ”

14 And he said, “What then is to be done for her?” Gehazi answered, “Well, she has no son, and her husband is old.”

14 และท่านกล่าวว่า   “ถ้าอย่างนั้นจะให้ทำอะไรเพื่อนาง”   เกหะซีตอบว่า   “แท้จริงนางไม่มีบุตรและสามีของนางก็แก่แล้ว”

15 He said, “Call her.” And when he had called her, she stood in the doorway.

15 ท่านจึงบอกว่า   “ไปเรียกเธอมา”   และเมื่อเขาไปเรียกนาง   นางก็มายืนอยู่ที่ประตู

16 And he said, “At this season, about this time next year, you shall embrace a son.” And she said, “No, my lord, O man of God; do not lie to your servant.”

16 ท่านกล่าวว่า   “ในฤดูนี้เมื่อครบกำหนดอุ้มท้อง   เจ้าจะได้อุ้มบุตรชายคนหนึ่ง”   และนางตอบว่า   “ข้าแต่คนแห่งพระเจ้า   เจ้านายของดิฉัน   หามิได้อย่ามุสาแก่สาวใช้ของท่านเลย”

17 But the woman conceived, and she bore a son about that time the following spring, as Elisha had said to her.

17 แต่หญิงคนนั้นก็ตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง   ในฤดูนั้นเมื่อครบกำหนดจริงตามที่เอลีชาบอกแก่นางไว้  

Elisha Raises the Shunammite's Son

เอลิชาได้ฟื้นชีวิตบุตรชายของหญิงชาวชูเนม

18 When the child had grown, he went out one day to his father among the reapers.

18 เมื่อเด็กนั้นโตขึ้น   วันหนึ่งเขาออกไปหาบิดาของเขาในหมู่คนเกี่ยวข้าว

19 And he said to his father, “Oh, my head, my head!” The father said to his servant, “Carry him to his mother.”

19 เขาบอกบิดาของเขาว่า “โอยหัวของฉัน   หัวของฉัน”   บิดาจึงสั่งคนใช้ของเขาว่า   “อุ้มเขาไปหาแม่ไป๊”

20 And when he had lifted him and brought him to his mother, the child sat on her lap till noon, and then he died.

20 และเมื่อเขาอุ้มมาให้มารดาของเด็ก   เด็กนั้นก็นั่งอยู่บนตักมารดาจนเที่ยงวัน   แล้วก็สิ้นชีวิต

21 And she went up and laid him on the bed of the man of God and shut the door behind him and went out.

21 นางจึงอุ้มขึ้นไปวางไว้บนที่นอนของคนแห่งพระเจ้า   และปิดประตูเสีย   แล้วไปข้างนอก

22 Then she called to her husband and said, “Send me one of the servants and one of the donkeys, that I may quickly go to the man of God and come back again.”

22 นางก็ไปเรียกสามีของนางกล่าวว่า   “ขอส่งคนใช้คนหนึ่งกับลาตัวหนึ่งมาให้ฉัน   เพื่อฉันจะได้รีบไปหาคนแห่งพระเจ้า   และกลับมาอีก”

23 And he said, “Why will you go to him today? It is neither new moon nor Sabbath.” She said, “All is well.”

23 และเขาถามว่า   “จะไปหาท่านทำไมใน วันนี้ไม่ใช่วันขึ้นค่ำหรือวันสะบาโต”   นางตอบว่า “ก็ดีอยู่แล้ว”

24 Then she saddled the donkey, and she said to her servant, “Urge the animal on; do not slacken the pace for me unless I tell you.”

24 นางก็ผูกอานลาและสั่งคนใช้ของนางว่า   “จงเร่งลาไปเร็วๆ   อย่าให้ฝีเท้าหย่อนลงได้นอกจากฉันสั่ง”

25 So she set out and came to the man of God at Mount Carmel.  When the man of God saw her coming, he said to Gehazi his servant, “Look, there is the Shunammite.

25 แล้วนางก็ออกเดิน   และมาถึงคนแห่งพระเจ้าที่ภูเขาคารเมล

เมื่อคนแห่งพระเจ้าเห็นนางมา   ท่านก็พูดกับเกหะซีคนใช้ของท่านว่า   “ดูแน่ะ   หญิงชาวชูเนมมาข้างโน้น

26 Run at once to meet her and say to her, ‘Is all well with you? Is all well with your husband? Is all well with the child?’” And she answered, “All is well.”

26 จงวิ่งไปรับนางทันที   และกล่าวแก่นางว่า   นางสบายดีหรือ   สามีสบายดีหรือ   เด็กสบายดีหรือ”   และนางได้ตอบว่า   “สบายดีค่ะ”

27 And when she came to the mountain to the man of God, she caught hold of his feet. And Gehazi came to push her away. But the man of God said, “Leave her alone, for she is in bitter distress, and the LORD has hidden it from me and has not told me.”

27 และเมื่อนางมายังภูเขาถึงคนแห่ง พระเจ้าแล้วนางก็เข้าไปกอดเท้าของท่าน   เกหะซีจึงเข้ามาจะจับนางออกไป   แต่คนแห่งพระเจ้าว่า   “ปล่อยเขาเถอะ   เพราะนางมีใจทุกข์หนักและพระเจ้าทรงซ่อนเรื่องนี้จากฉัน   หาได้ตรัสสำแดงแก่ฉันไม่”

28 Then she said, “Did I ask my lord for a son? Did I not say, ‘Do not deceive me?’”

28 แล้วนางจึงเรียนว่า   “ดิฉันขอบุตรจากเจ้านายของดิฉันหรือคะ   ดิฉันไม่ได้เรียนหรือว่า   อย่าลวงดิฉันเลย”

29 He said to Gehazi, “Tie up your garment and take my staff in your hand and go. If you meet anyone, do not greet him, and if anyone greets you, do not reply. And lay my staff on the face of the child.”

29 ท่านจึงสั่งเกหะซีว่า   “คาดเอวของเจ้าเข้า   และถือไม้เท้าของเรา   และไปเถอะ ถ้าเจ้าพบใคร   อย่าสวัสดีกับเขา   และถ้าใครสวัสดีกับเจ้าก็อย่าตอบ   และจงวางไม้เท้าของเราบนหน้าของเด็กนั้น”

30 Then the mother of the child said, “As the LORD lives and as you yourself live, I will not leave you.” So he arose and followed her.

30 แล้วมารดาของเด็กนั้นเรียนว่า   “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่และตัวท่านเองมีชีวิตอยู่แน่ฉันใด   ดิฉันจะไม่พรากจากท่านไป”   ดังนั้นท่านจึงลุกขึ้นตามนางไป

31 Gehazi went on ahead and laid the staff on the face of the child, but there was no sound or sign of life. Therefore he returned to meet him and told him, “The child has not awakened.”

31 เกหะซีได้ล่วงหน้าไปก่อน   และวางไม้เท้าบนหน้าของเด็กนั้น   แต่ไม่มีเสียงหรืออาการเป็น   เขาจึงกลับมาพบท่านและเรียนท่านว่า   “เด็กนั้นยังไม่ตื่น”  

32 When Elisha came into the house, he saw the child lying dead on his bed.

32 เมื่อเอลีชาเข้ามาในเรือน   ท่านเห็นเด็กนอนตายอยู่บนเตียงของท่าน

33 So he went in and shut the door behind the two of them and prayed to the LORD.

33 ท่านจึงเข้าไปข้างในปิดประตู   ให้ทั้งสองอยู่ข้างในและได้อธิษฐานต่อพระเจ้า

34 Then he went up and lay on the child, putting his mouth on his mouth, his eyes on his eyes, and his hands on his hands. And as he stretched himself upon him, the flesh of the child became warm.

34 แล้วท่านขึ้นไปนอนทับเด็ก   ให้ปากทับปาก ตาทับตา   และมือทับมือ   และเมื่อท่านเหยียดตัวของท่านบนเขา   เนื้อของเด็กนั้นก็อุ่นขึ้นมา

35 Then he got up again and walked once back and forth in the house, and went up and stretched himself upon him. The child sneezed seven times, and the child opened his eyes.

35 แล้วท่านก็ลุกขึ้นอีกเดินไปเดินมาในเรือนนั้นครั้งหนึ่ง   แล้วขึ้นไปเหยียดตัวของท่านบนเขา   เด็กนั้นก็จามเจ็ดครั้ง   และเด็กนั้นก็ลืมตาของตน

36 Then he summoned Gehazi and said, “Call this Shunammite.” So he called her. And when she came to him, he said, “Pick up your son.”

36 แล้วท่านก็เรียกเกหะซีมาสั่งว่า   “ไปเรียกหญิงชาวชูเนมคนนี้มา”   เขาจึงไปเรียกนาง   และเมื่อนางมาถึงท่านแล้ว ท่านว่า   “จงอุ้มบุตรของเจ้าขึ้นเถิด”

Remember God used Elijah to do a similar miracle in bringing a boy back to life, the son of the widow who fed him. จำได้ว่าพระเจ้าทรงใช้เอลียาห์ทำการอัศจรรย์ทำนองเดียวกันที่ฟื้นชีวิตใหม่เด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรหญิงม่ายที่ได้ส่งอาหารบำรุงเลี้ยงท่าน

37 She came and fell at his feet, bowing to the ground. Then she picked up her son and went out.

37 นางจึงเข้ามาซบหน้าลงที่เท้าของท่านกราบลงถึงดิน   แล้วนางก็อุ้มเด็กของนางขึ้นออกไปข้างนอก

Elisha Purifies the Deadly Stew

เอลิชาชำระสตูที่เน่าเสียแล้วให้บริสุทธิ์

38 And Elisha came again to Gilgal when there was a famine in the land. And as the sons of the prophets were sitting before him, he said to his servant, “Set on the large pot, and boil stew for the sons of the prophets.”

38 เอลีชามาถึงกิลกาลอีก   เมื่อแผ่นดินเกิดกันดารอาหาร   และเมื่อพวกผู้เผยพระวจนะนั่งอยู่ต่อหน้าท่าน   ท่านก็บอกกับคนใช้ของท่านว่า   “จงตั้งหม้อลูกใหญ่และต้มข้าวให้แก่พวกผู้เผยพระวจนะ”

39 One of them went out into the field to gather herbs, and found a wild vine and gathered from it his lap full of wild gourds, and came and cut them up into the pot of stew, not knowing what they were.

39 คนหนึ่งในพรรคออกไปเก็บผักที่ในทุ่งนา   และพบไม้เถาป่าเถาหนึ่ง   เขาเก็บได้น้ำเต้าป่าจนเต็มตัก   กลับมาหั่นใส่ในหม้อข้าวต้มโดยไม่ทราบว่าเป็นผลอะไร

40 And they poured out some for the men to eat. But while they were eating of the stew, they cried out, “O man of God, there is death in the pot!” And they could not eat it.

40 เขาก็เทออกให้คนเหล่านั้นรับประทาน   ขณะที่เขากำลังรับประทานข้าวต้มอยู่นั้น   เขาร้องขึ้นว่า   “ข้าแต่คนแห่งพระเจ้า มีความตายอยู่ในหม้อนี้”   และเขาก็รับประทานกันไม่ได้

41 He said, “Then bring flour.” And he threw it into the pot and said, “Pour some out for the men, that they may eat.” And there was no harm in the pot.

41 ท่านก็ว่า   “จงเอาแป้งมา”   ท่านก็ใส่แป้งลงในหม้อ   และบอกว่า   “จงเทออกให้คนเหล่านั้นรับประทาน”   และไม่มีอันตรายอยู่ในหม้อนั้น  

42 A man came from Baal-shalishah, bringing the man of God bread of the firstfruits, twenty loaves of barley and fresh ears of grain in his sack. And Elisha said, “Give to the men, that they may eat.”

42 มีชายคนหนึ่งมาจากบ้านบาอัลชาลิชาห์   นำของมาให้คนแห่งพระเจ้ามีขนมปังเป็นผลแรกคือ   ขนมบารลียี่สิบก้อน   และรวงข้าวใหม่ใส่กระสอบของเขามาและเอลีชาว่า   “จงให้แก่คนเหล่านั้นรับประทาน”

43 But his servant said, “How can I set this before a hundred men?” So he repeated, “Give them to the men, that they may eat, for thus says the LORD, ‘They shall eat and have some left.’”

43 แต่คนใช้คนนี้ตอบว่า   “ข้าพเจ้าจะตั้งอาหารเท่านี้ ให้คนหนึ่งร้อยรับประทานได้อย่างไร”   ท่านจึงสั่งซ้ำว่า   “จงให้คนเหล่านั้นรับประทานเถิด   เพราะพระเจ้าตรัสสั่งดังนี้ว่า   'เขาทั้งหลายจะได้รับประทานและยังเหลืออีก' ”

44 So he set it before them. And they ate and had some left, according to the word of the LORD.

44 เขาจึงตั้งอาหารไว้ต่อหน้าเขาทั้งหลาย   เขาทั้งหลายก็รับประทาน   และยังเหลืออยู่จริงตามพระวจนะของพระเจ้า

This reminds me of when Jesus took five loaves and two fish and fed more than 5,000. 

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเมื่อพระเยซูทรงหยิบขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวและเลี้ยงคนมากกว่า 5,000 คน

We can trust God to supply our needs.

เราสามารถไว้วางใจในพระเจ้าว่าพระองค์จะทรงจัดเตรียมสิ่งที่เราต้องการ

The food was multiplied, 100 people were fed and there was left over.

อาหารได้ทวีเพิ่มพูน จนคน 100 คนกินจนอิ่มและยังมีเหลืออีก

 

2 Kings Chapter 4