Saturday, August 22, 2015

 

1 Kings 1 Solomon Becomes King

1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 1 ซาโลมอนทรงเสวยราชย์เป็นกษัตริย์

As we get into the book of the Kings, we continue the story of the history of the kings of Israel and Judah after David.

ขณะที่เรากำลังจะศึกษาหนังสือพงศ์กษัตริย์    เรายังคงศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของกษัตริย์ทั้งหลายแห่งอิสราเอลและยูดาห์หลังจากกษัตริย์ดาวิด

1 Now King David was old and advanced in years. And although they covered him with clothes, he could not get warm.

1 กษัตริย์ดาวิดมีพระชนมายุและทรงพระชรามากแล้ว   แม้เขาจะห่มผ้าให้พระองค์มากก็ยังไม่อบอุ่น

2 Therefore his servants said to him, “Let a young woman be sought for my lord the king, and let her wait on the king and be in his service. Let her lie in your arms, that my lord the king may be warm.”

2 เพราะฉะนั้นบรรดาข้าราชการของพระองค์จึงกราบทูลว่า   “ขอเสาะหาหญิงพรหมจารีมาถวายพระราชาเจ้านายของ ข้าพระบาท   และขอให้เธออยู่งานเฉพาะฝ่าพระบาท   และดูแลฝ่าพระบาท   ให้เธอนอนในพระทรวงของฝ่าพระบาท   เพื่อพระราชาเจ้านายของข้าพระบาทจะได้ทรงอบอุ่น”

3 So they sought for a beautiful young woman throughout all the territory of Israel, and found Abishag the Shunammite, and brought her to the king.

3 เขาจึงได้แสวงหานางสาวที่สวยงามตลอดดินแดนอิสราเอล   ได้พบนางสาวอาบีชากหญิงชาวชูเนม   จึงได้นำเธอมาเฝ้าพระราชา

4 The young woman was very beautiful, and she was of service to the king and attended to him, but the king knew her not.

4 หญิงสาวคนนั้นงามยิ่งนัก   เธอได้ดูแลพระราชาและอยู่ปรนนิบัติพระองค์   แต่พระราชาหาทรงร่วมกับเธอไม่

This woman helped and served David the king but did not become his wife.

ผู้หญิงคนนี้ได้คอยช่วยและถวายการรับใช้กษัตริย์ดาวิด แต่ไม่ได้กลายเป็นมเหสีของพระองค์


When David sinned with Bathsheba, some of the consequences of his sin was problems in his family.

เมื่อกษัตริย์ดาวิดกับนางบัทเชบากระทำบาป  ผลเสียที่เกิดจากความบาปของพระองค์ กลับเป็นปัญหาในราชวงศ์ของพระองค์

Adonijah was proud and rebellious against his father.  He decided himself, he would be the next king.   Though David did not choose him to be king.

อาโดนิยาห์มีความหยิ่งลำพองใจและกบฏต่อพระราชบิดา  เขาได้ตัดสินใจเอง ว่าเขาจะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป แต่กษัตริย์ดาวิดไม่ทรงเลือกให้เขาเป็นกษัตริย์

5 Now Adonijah the son of Haggith exalted himself, saying, “I will be king.” And he prepared for himself chariots and horsemen, and fifty men to run before him.

5 ฝ่ายอาโดนียาห์   โอรสของพระนางฮักกีทได้ยกตัวเองขึ้นกล่าวว่า   “เราเองจะเป็นพระราชา”   และท่านได้เตรียมรถรบและพลม้า   กับพลวิ่งนำหน้าห้าสิบคนไว้เพื่อตนเอง

6 His father had never at any time displeased him by asking, “Why have you done thus and so?” He was also a very handsome man, and he was born next after Absalom.

6 พระราชบิดาของท่านก็ไม่เคยขัดใจท่านด้วยถามว่า   “ทำไมเจ้ากระทำเช่นนี้เช่นนั้น”   ท่านเป็นชายงามด้วย   ท่านเกิดมาถัดอับซาโลม

When he did wrong his father David, did not correct him or question him.  

เมื่อเขาทำผิดต่อพระราชบิดาคือดาวิด  พระองค์ไม่ได้ทรงแก้ไขหรือตรัสถามเขา

Parents are supposed to train up their children in the way they should go. 

พ่อแม่ควรจะฝึกให้ลูกหลานของพวกเขาเดินในทางที่พวกเขาควรจะเดินไป

7 He conferred with Joab the son of Zeruiah and with Abiathar the priest. And they followed Adonijah and helped him.

7 ท่านได้ปรึกษากับโยอาบบุตรนางเศรุยาห์ และกับอาบียาธาร์ปุโรหิต   เขาทั้งสองก็ติดตามและช่วยเหลืออาโดนียาห์

8 But Zadok the priest and Benaiah the son of Jehoiada and Nathan the prophet and Shimei and Rei and David's mighty men were not with Adonijah.

8 แต่ศาโดกปุโรหิต   และเบไนยาห์บุตรเยโฮยาดา และนาธันผู้เผยพระวจนะกับชิเมอี   และเรอี   และพวกทแกล้วทหารของดาวิดมิได้อยู่ฝ่ายอาโดนียาห์  

9 Adonijah sacrificed sheep, oxen, and fattened cattle by the Serpent's Stone, which is beside En-rogel, and he invited all his brothers, the king's sons, and all the royal officials of Judah,

9 อาโดนียาห์ได้ถวายแกะ   วัว   และสัตว์อ้วนพีเป็นเครื่องบูชา ณ โศเฮเลท   ซึ่งอยู่ข้างๆเอนโรเกล   และท่านได้เชิญพี่น้องทั้งสิ้นของท่าน   คือราชโอรสของพระราชา   และประชาชนทั้งสิ้นแห่งยูดาห์   ที่เป็นข้าราชการของพระราชา

Adonijah threw a big party, killing many sheep and oxen and fat cattle and made a pronouncement of himself as king over Judah, with the help of some of the leaders who previously had been loyal to King David.

อาโดนิยาห์จัดงานเลี้ยงใหญ่  สั่งฆ่าแกะและวัวจำนวนมากและวัวความอ้วนพี และทำการประกาศป่าวร้องว่าตัวเองเป็นกษัตริย์ปกครองยูดาห์   ด้วยความช่วยเหลือของผู้นำบางคนที่ก่อนหน้านี้ได้จงรักภักดีต่อกษัตริย์ดาวิด

10 but he did not invite Nathan the prophet or Benaiah or the mighty men or Solomon his brother.

10 แต่ท่านมิได้เชิญนาธันผู้เผยพระวจนะ   หรือบไนยาห์หรือพวกทแกล้วทหาร   หรือซาโลมอนอนุชาของท่าน  

11 Then Nathan said to Bathsheba the mother of Solomon, “Have you not heard that Adonijah the son of Haggith has become king and David our lord does not know it?

11 แล้วนาธันก็ทูลพระนางบัทเชบาพระชนนีของซาโลมอน   ว่า   “ฝ่าพระบาทไม่ทรงทราบหรือว่า   อาโดนียาห์โอรสของพระนางฮักกีทได้ทรงราชย์แล้ว   และดาวิดเจ้านายของข้าพระบาทก็มิได้ทรงทราบเรื่อง

12 Now therefore come, let me give you advice, that you may save your own life and the life of your son Solomon.

12 เพราะฉะนั้นขอข้าพระบาทถวายคำปรึกษา   เพื่อฝ่าพระบาทจะได้ทรงช่วยชีวิตของฝ่าพระบาท   และชีวิตของซาโลมอนโอรสของฝ่าพระบาทไว้

13 Go in at once to King David, and say to him, ‘Did you not, my lord the king, swear to your servant, saying, “Solomon your son shall reign after me, and he shall sit on my throne”? Why then is Adonijah king?’

13 ขอเสด็จเข้าเฝ้าพระราชาดาวิดทันที   และกราบทูลพระองค์ว่า   'พระราชาเจ้านายของหม่อมฉัน   ฝ่าพระบาทได้ทรงปฏิญาณกับสาวใช้ของฝ่า พระบาทไว้มิใช่หรือว่า   “ซาโลมอนบุตรของเจ้าจะครองสมบัติต่อจากเรา   และจะนั่งบนบัลลังก์ของเรา   มิใช่หรือ”   ไฉน  อาโดนียาห์จึงทรงครองเล่าเพคะ'

14 Then while you are still speaking with the king, I also will come in after you and confirm your words.”

14 ดูเถิด  ขณะที่ฝ่าพระบาทกราบทูลพระราชาอยู่   ข้าพระบาทจะตามเข้าไปเฝ้า   และสนับสนุนพระเสาวนีย์ของฝ่าพระบาท”  

15 So Bathsheba went to the king in his chamber (now the king was very old, and Abishag the Shunammite was attending to the king).

15 แล้วพระนางบัทเชบา ก็เข้าไปเฝ้าพระราชาที่ห้องบรรทม   (พระราชาทรงพระชรามาก   และอาบีชากชาวชูเนมก็กำลังอยู่ปรนนิบัติพระราชา)

16 Bathsheba bowed and paid homage to the king, and the king said, “What do you desire?”

16 เมื่อพระนางบัทเชบากราบถวายบังคมแล้ว   พระราชาก็ตรัสถามว่า   “เจ้าประสงค์สิ่งใด”

17 She said to him, “My lord, you swore to your servant by the LORD your God, saying, ‘Solomon your son shall reign after me, and he shall sit on my throne.’

17 พระนางทูลพระองค์ว่า   “ข้าแต่เจ้านายของข้าพระบาท   ฝ่าพระบาทได้ทรงปฏิญาณในพระนามของพระเยโฮวาห์   พระเจ้าของฝ่าพระบาทต่อสาวใช้ของฝ่าพระบาทว่า   'ซาโลมอนบุตรของเจ้าจะครองสมบัติต่อจากเราแน่นอน   และเขาจะนั่งบนบัลลังก์ของเรา'

18 And now, behold, Adonijah is king, although you, my lord the king, do not know it.

18 ดูเถิด  บัดนี้อาโดนียาห์ทรงราชย์แล้ว   แม้ว่าพระองค์คือพระราชาเจ้านายของหม่อมฉัน ก็หาทรงทราบไม่

19 He has sacrificed oxen, fattened cattle, and sheep in abundance, and has invited all the sons of the king, Abiathar the priest, and Joab the commander of the army, but Solomon your servant he has not invited.

19 เธอได้ถวายวัวสัตว์อ้วนพีและแกะเป็นอันมาก   และได้เชิญบรรดาโอรสของพระราชากับอาบียาธาร์ปุโรหิต   กับโยอาบผู้บัญชาการกองทัพ   แต่ซาโลมอนผู้รับใช้ของพระองค์   เธอหาได้เชิญไม่

20 And now, my lord the king, the eyes of all Israel are on you, to tell them who shall sit on the throne of my lord the king after him.

20 ข้าแต่พระราชาเจ้านายของหม่อมฉัน   บัดนี้อิสราเอลทั้งสิ้นก็เพ่งดูฝ่าพระบาท   เพื่อฝ่าพระบาทจะตรัสแก่เขาว่า   จะทรงให้ผู้ใดนั่งบนบัลลังก์ของ พระราชาเจ้านายของหม่อมฉันแทนฝ่าพระบาท

21 Otherwise it will come to pass, when my lord the king sleeps with his fathers, that I and my son Solomon will be counted offenders.”

21 มิฉะนั้นจะเป็นดังนี้   คือเมื่อพระราชาเจ้านายของหม่อมฉันล่วงลับไปอยู่กับ บรรพบุรุษของพระองค์แล้ว   หม่อมฉันและซาโลมอนบุตรของหม่อมฉันก็จะตกเป็นฝ่ายผิด”  

22 While she was still speaking with the king, Nathan the prophet came in.

22 ขณะเมื่อพระนางกำลังกราบทูลพระราชาอยู่   นาธันผู้เผยพระวจนะก็เข้ามา

23 And they told the king, “Here is Nathan the prophet.” And when he came in before the king, he bowed before the king, with his face to the ground.

23 เขาทั้งหลายจึงกราบทูลพระราชาว่า   “ดูเถิด  นาธันผู้เผยพระวจนะ”   เมื่อนาธันเข้ามาต่อพระพักตร์พระราชา   เขาก็ซบหน้าลงถึงพื้นถวายคำนับพระราชา

24 And Nathan said, “My lord the king, have you said, ‘Adonijah shall reign after me, and he shall sit on my throne’?

24 และนาธันกราบทูลว่า   “ข้าแต่พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท   ฝ่าพระบาทรับสั่งไว้หรือว่า   'อาโดนียาห์จะครองต่อจากเรา   และจะนั่งบนบัลลังก์ของเรา'

25 For he has gone down this day and has sacrificed oxen, fattened cattle, and sheep in abundance, and has invited all the king's sons, the commanders of the army, and Abiathar the priest. And behold, they are eating and drinking before him, and saying, ‘Long live King Adonijah!’

25 เพราะวันนี้เธอได้ลงไปถวายวัว   สัตว์อ้วนพีและแกะเป็นอันมาก   และได้เชื้อเชิญบรรดาโอรสของพระราชา   ทั้งผู้บัญชาการกองทัพและอาบียาธาร์ปุโรหิต   และดูเถิด   เขาทั้งหลายกำลังกินดื่มต่อหน้าเธอและกล่าวว่า   'ขอพระราชาอาโดนียาห์ทรงพระเจริญ'

26 But me, your servant, and Zadok the priest, and Benaiah the son of Jehoiada, and your servant Solomon he has not invited.

26 แต่ส่วนข้าพระบาทผู้รับใช้ของฝ่าพระบาท   และศาโดกปุโรหิตกับเบไนยาห์บุตรเยโฮยาดา และซาโลมอนผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทเธอหาได้เชิญไม่

27 Has this thing been brought about by my lord the king and you have not told your servants who should sit on the throne of my lord the king after him?”

27 เหตุการณ์ทั้งนี้บังเกิดขึ้นโดยพระราชาเจ้านาย ของข้าพระบาทหรือ   และฝ่าพระบาทมิได้ตรัสบอกแก่ผู้รับใช้ของฝ่า พระบาทว่า   จะทรงให้ผู้ใดนั่งบนบัลลังก์ของพระราชาเจ้านาย ของฝ่าพระบาท   ต่อจากฝ่าพระบาท”

28 Then King David answered, “Call Bathsheba to me.” So she came into the king's presence and stood before the king.

28 แล้วพระราชาดาวิดตรัสตอบว่า   “จงเรียกบัทเชบาให้มาหาเรา”   พระนางก็เสด็จเข้ามาเฝ้าต่อพระพักตร์พระราชา   และประทับยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระราชา

29 And the king swore, saying, “As the LORD lives, who has redeemed my soul out of every adversity,

29 แล้วพระราชาทรงปฏิญาณว่า   “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด   คือพระองค์ผู้ทรงไถ่ชีวิตของเราจากบรรดาความทุกข์ยาก

God had been with David through every trouble that he had.

พระเจ้าได้ทรงสถิตอยู่กับดาวิดตลอดเวลาที่พระองค์ทรงมีปัญหา

If you think now that you're a Christian you're not going to have any problems, that's not so.

ถ้าคุณคิดว่าตอนนี้ที่คุณเป็นคริสเตียน  คุณจะไม่เผชิญปัญหาใด ๆนั้น มันจะไม่เป็นดังนั้น

If you think that, you're going to get very discouraged when problems come.

ถ้าคุณคิดเช่นนั้น คุณกำลังจะท้อแท้หมดหวังมากเมื่อเผชิญปัญหา

But if you know that as a child of God I'm going to face problems just like everybody else, but the difference is the Lord will be with you and help you in your problems.

แต่ถ้าคุณรู้ว่าคุณเป็นบุตรพระเจ้า   ฉันกำลังจะประสบปัญหาเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ  แต่มีความแตกต่างคือพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับคุณและช่วยคุณในการแก้ปัญหา

30 as I swore to you by the LORD, the God of Israel, saying, ‘Solomon your son shall reign after me, and he shall sit on my throne in my place,’ even so will I do this day.”

30 เราได้ปฏิญาณต่อเจ้าในพระนามพระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งอิสราเอลว่า   'ซาโลมอนบุตรของเจ้าจะครองสมบัติต่อจากเราแน่นอน   และเธอจะนั่งบนบัลลังก์ของเราแทนเรา'   เราก็จะกระทำอย่างนั้นวันนี้แหละ”

31 Then Bathsheba bowed with her face to the ground and paid homage to the king and said, “May my lord King David live forever!”

31 แล้วพระนางบัทเชบาก็ซบพระพักตร์ลงถึงดิน ถวายบังคมพระราชา  และกราบทูลว่า   “ขอพระราชาดาวิดเจ้านายของหม่อมฉันจงทรง พระเจริญเป็นนิตย์”  

32 King David said, “Call to me Zadok the priest, Nathan the prophet, and Benaiah the son of Jehoiada.” So they came before the king.

32 พระราชาดาวิดรับสั่งว่า   “จงเรียกศาโดกปุโรหิต   และนาธันผู้เผยพระวจนะ   กับเบไนยาห์บุตรเยโฮยาดามาหาเรา”   เขาทั้งหลายจึงเข้ามาเฝ้าพระราชา

33 And the king said to them, “Take with you the servants of your lord and have Solomon my son ride on my own mule, and bring him down to Gihon.

33 และพระราชาตรัสสั่งเขาทั้งหลายว่า   “จงพาข้าราชการของเจ้านายของเจ้า ไปจัดให้ซาโลมอนโอรสของเราขึ้นขี่ล่อของเรา   และนำเขาลงไปที่น้ำพุกีโฮน

34 And let Zadok the priest and Nathan the prophet there anoint him king over Israel. Then blow the trumpet and say, ‘Long live King Solomon!’

34 และให้ศาโดกปุโรหิต   และนาธันผู้เผยพระวจนะเจิม ตั้งเขาไว้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล   แล้วท่านทั้งหลายจงเป่าเขาสัตว์   และประกาศว่า   'ขอพระราชาซาโลมอนทรงพระเจริญ'

35 You shall then come up after him, and he shall come and sit on my throne, for he shall be king in my place. And I have appointed him to be ruler over Israel and over Judah.”

35 แล้วท่านทั้งหลายจงติดตามเขาขึ้นมา   และเขาจะมานั่งบนบัลลังก์ของเรา   เพราะว่าเขาจะได้เป็นกษัตริย์แทนเรา   เราได้กำหนดตั้งเขาไว้ให้เป็นผู้ ครอบครองเหนืออิสราเอลและเหนือยูดาห์”

36 And Benaiah the son of Jehoiada answered the king, “Amen! May the LORD, the God of my lord the king, say so.

36 และเบไนยาห์บุตรเยโฮยาดาได้ กราบทูลตอบพระราชาว่า   “อาเมน   ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งพระราชา เจ้านายของข้าพระบาท   ตรัสดังนั้นเทอญ

37 As the LORD has been with my lord the king, even so may he be with Solomon, and make his throne greater than the throne of my lord King David.”

37 พระเจ้าได้ทรงสถิตกับพระราชาเจ้านาย ของข้าพระบาทมาแล้วฉันใด   ก็ขอทรงสถิตกับซาโลมอนฉันนั้น   และขอทรงกระทำให้พระที่นั่งของพระองค์ใหญ่ยิ่งกว่า พระที่นั่งของพระราชาดาวิดเจ้านายของข้าพระบาท”  

38 So Zadok the priest, Nathan the prophet, and Benaiah the son of Jehoiada, and the Cherethites and the Pelethites went down and had Solomon ride on King David's mule and brought him to Gihon.

38 ดังนั้นศาโดกปุโรหิต  นาธันผู้เผยพระวจนะ   และเบไนยาห์บุตรเยโฮยาดาและคนเคเรธีกับ คนเปเลทได้ลงไปจัดให้ซาโลมอนประทับบนล่อพระที่นั่งของพระราชาดาวิด   และได้นำท่านมาถึงน้ำพุกีโฮน

39 There Zadok the priest took the horn of oil from the tent and anointed Solomon. Then they blew the trumpet, and all the people said, “Long live King Solomon!”

39 แล้วศาโดกปุโรหิตได้นำเขาสัตว์ที่บรรจุน้ำมันมาจากเต็นท์ของพระเจ้า   และเจิมตั้งซาโลมอนไว้   และเขาทั้งหลายก็เป่าเขาสัตว์   และประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า   “ขอพระราชาซาโลมอน  ทรงพระเจริญ”

40 And all the people went up after him, playing on pipes, and rejoicing with great joy, so that the earth was split by their noise.

40 และประชาชนทั้งปวงก็ตามเสด็จ ไปเป่าขลุ่ยและเปรมปรีดิ์ด้วยความชื่นบานยิ่งนัก   แผ่นดินก็แยกด้วยเสียงของเขาทั้งหลาย  


David ordered that they take his mule and set Solomon upon it and take him through the street and  the people proclaim, "Long live Solomon the king."

ดาวิดได้ทรงรับสั่งให้บริวารเตรียมล่อของพระองค์มา  และทรงให้ซาโลมอนประทับบนล่อนั้นและนำเสด็จผ่านไปตามถนนและประชาชนร้องประกาศว่า "ขอกษัตริย์ซาโลมอนทรงพระเจริญ"

Take him down to the spring of Gihon and there let him be anointed as king over Israel by Zadok the priest.

นำเขาลงไปในริมธารน้ำแห่งกิโฮนและที่นั่นมีการเจิมซาโลมอนเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอลโดยปุโรหิตศาโดก

And let Benaiah go before him and the mighty men and announce the reign of Solomon with David's blessing, that David has declared Solomon to be the king.

และปล่อยให้เบไนยาห์ยืนต่อหน้าระองค์  และเหล่าคนที่มีอำนาจและประกาศการครองราชย์ของซาโลมอน ตามด้วยคำอวยพรของดาวิด  ซึ่งดาวิดทรงประกาศแต่งตั้งซาโลมอนเป็นกษัตริย์

41 Adonijah and all the guests who were with him heard it as they finished feasting. And when Joab heard the sound of the trumpet, he said, “What does this uproar in the city mean?”

41 อาโดนียาห์และบรรดาแขกที่อยู่กับท่าน   เมื่อรับประทานเสร็จแล้วก็ได้ยินเสียงนั้น   และเมื่อโยอาบได้ยินเสียงเขาสัตว์ก็พูดว่า   “เสียงอึกทึกครึกโครมนี้ที่ในกรุงหมายความว่ากระไร”

42 While he was still speaking, behold, Jonathan the son of Abiathar the priest came. And Adonijah said, “Come in, for you are a worthy man and bring good news.”

42 ขณะที่เขากำลังพูดอยู่  ดูเถิด   โยนาธานบุตรอาบียาธาร์ปุโรหิตก็มาถึง   และอาโดนียาห์ก็กล่าวว่า   “เข้ามาเถิดเพราะเจ้าเป็นคนดีแท้ๆ   นำข่าวดีมา”

43 Jonathan answered Adonijah, “No, for our lord King David has made Solomon king,

43 โยนาธานกราบเรียนอาโดนียาห์ว่า   “หามิได้   เพราะพระราชาดาวิดเจ้านายของเราทั้งปวงได้ทรง กระทำให้ซาโลมอนเป็นกษัตริย์

44 and the king has sent with him Zadok the priest, Nathan the prophet, and Benaiah the son of Jehoiada, and the Cherethites and the Pelethites. And they had him ride on the king's mule.

44 และพระราชาได้รับสั่งให้ศาโดกปุโรหิต  นาธันผู้ เผยพระวจนะ   และเบไนยาห์บุตรเยโฮยาดากับคนเคเรธีและคน เปเลทตามซาโลมอนไป   และเขาทั้งหลายก็ได้จัดให้ซาโลมอนประทับบนล่อพระที่นั่งของพระราชา

45 And Zadok the priest and Nathan the prophet have anointed him king at Gihon, and they have gone up from there rejoicing, so that the city is in an uproar. This is the noise that you have heard.

45 และศาโดกปุโรหิต   กับนาธันผู้เผยพระวจนะได้เจิมตั้งท่านไว้ให้เป็นกษัตริย์   ณ  น้ำพุกีโฮน   และเขาทั้งหลายก็ขึ้นมาจากที่นั่นด้วยความเปรมปรีดิ์   เพราะฉะนั้นในกรุงจึงอึกทึกครึกโครม   นี่เป็นเสียงที่ท่านทั้งหลายได้ยิน

46 Solomon sits on the royal throne.

46 ซาโลมอนได้ทรงประทับบนพระราชบัลลังก์ด้วย

47 Moreover, the king's servants came to congratulate our lord King David, saying, ‘May your God make the name of Solomon more famous than yours, and make his throne greater than your throne.’ And the king bowed himself on the bed.

47 ยิ่งกว่านั้นอีก   บรรดาข้าราชการของพระราชาก็เข้าไปถวายพระพร แด่พระราชาดาวิด   เจ้านายของเราว่า   'ขอพระเจ้าของฝ่าพระบาททรงกระทำให้พระนาม ของซาโลมอนบันลือไป   ยิ่งกว่าพระนามของฝ่าพระบาท   และขอทรงกระทำให้บัลลังก์ของพระองค์ใหญ่ยิ่งกว่า บัลลังก์ของฝ่าพระบาท'   แล้วพระราชาก็ทรงโน้มพระกายลงบนแท่นที่บรรทม

48 And the king also said, ‘Blessed be the LORD, the God of Israel, who has granted someone to sit on my throne this day, my own eyes seeing it.’”

48 และพระราชาก็ตรัสด้วยว่า   'สาธุการแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล   ผู้ได้ทรงประทานให้มีคนหนึ่งนั่งบนบัลลังก์ของเราในวันนี้   ด้วยตาของเราเองได้เห็นแล้ว' ”  

49 Then all the guests of Adonijah trembled and rose, and each went his own way.

49 แล้วบรรดาแขกทั้งปวงของอาโดนียาห์ก็กลัว   และลุกขึ้นต่างคนต่างไปตามทางของตน

50 And Adonijah feared Solomon. So he arose and went and took hold of the horns of the altar.

50 ฝ่ายอาโดนียาห์ก็กลัวซาโลมอน   จึงลุกขึ้นไปจับเชิงงอนของแท่นบูชา

51 Then it was told Solomon, “Behold, Adonijah fears King Solomon, for behold, he has laid hold of the horns of the altar, saying, ‘Let King Solomon swear to me first that he will not put his servant to death with the sword.’”

51 มีคนไปกราบทูลซาโลมอนว่า   “ดูเถิด   อาโดนียาห์กลัวพระราชาซาโลมอน   เพราะนี่แน่ะเธอจับเชิงงอนที่แท่นบูชาอยู่กล่าวว่า   'ขอพระราชาซาโลมอนได้ปฏิญาณแก่ข้าพเจ้าก่อนว่า   ท่านจะไม่ประหารผู้รับใช้ของท่านเสียด้วยดาบ' ”

52 And Solomon said, “If he will show himself a worthy man, not one of his hairs shall fall to the earth, but if wickedness is found in him, he shall die.”

52 และซาโลมอนตรัสว่า   “ถ้าแม้เขาสำแดงตัวได้ว่าเป็นคนดี   ผมสักเส้นเดียวของเขาจะไม่ตกลงยังพื้นดิน   แต่ถ้าพบความอธรรมอยู่ในตัวเขา   เขาจะต้องถึงแก่ความตาย”

53 So King Solomon sent, and they brought him down from the altar. And he came and paid homage to King Solomon, and Solomon said to him, “Go to your house.”

53 พระราชาซาโลมอนตรัสสั่งให้คนไปนำท่านลง มาจากแท่นบูชา   และท่านก็มากราบลงต่อพระราชาซาโลมอนและ ซาโลมอนตรัสแก่ท่านว่า   “จงกลับไปวังของท่านเถิด”

 

1 Kings 1