Sunday, August 23, 2015

 

1 Kings 2 Solomon Becomes King

1 พงศ์กษัตริย์บทที่ 2 ซาโลมอนทรงเสวยราชย์เป็นกษัตริย์

1 When David's time to die drew near, he commanded Solomon his son, saying,

1 เมื่อเวลาที่ดาวิดจะสิ้นพระชนม์ใกล้เข้ามา   พระองค์ทรงกำชับซาโลมอนราชโอรสของพระองค์ว่า

2 “I am about to go the way of all the earth. Be strong, and show yourself a man,

2 “ข้าพเจ้ากำลังจะเป็นไปตามทางของโลกแล้ว   จงเข้มแข็งและสำแดงตัวของเจ้าให้เป็นลูกผู้ชาย

3 and keep the charge of the LORD your God, walking in his ways and keeping his statutes, his commandments, his rules, and his testimonies, as it is written in the Law of Moses, that you may prosper in all that you do and wherever you turn,

3 และจงรักษาพระบัญชากำชับของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า   คือดำเนินในบรรดาพระมรรคาของพระองค์ และรักษากฎเกณฑ์ของพระองค์   พระบัญญัติของพระองค์   กฎหมายของพระองค์   และพระโอวาทของพระองค์   ดังที่ได้จารึกไว้ในธรรมบัญญัติของโมเสส   เพื่อเจ้าจะได้จำเริญในบรรดาการซึ่งเจ้าได้กระทำ   และในที่ใดๆที่เจ้าไป

What good instructions for us as well.  Be strong and courageous in the Lord.   Trust Him to help you when you are going to tell your friends and family about Jesus. 

เป็นคำแนะนำสิ่งที่ดีสำหรับเราเช่นกัน จงเข้มแข็งและกล้าหาญในพระเจ้า จงวางใจพระองค์ที่จะช่วยคุณเมื่อคุณกำลังจะเล่าให้เพื่อนๆ และครอบครัวทราบเรื่องของพระเยซู

Be faithful in doing what the Lord calls you to do.  Whatever work you believe God wants you to do when you are an adult, stay with it faithfully.   God may call you to be a missionary.

จงสัตย์ซื่อในการทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำ ไม่ว่างานอะไรที่คุณเชื่อว่าพระเจ้าทรงประสงค์ให้คุณทำ   เมื่อคุณเป็นผู้ใหญ่   จงอยู่อย่างซื่อสัตย์  พระเจ้าอาจทรงเรียกให้คุณเป็นมิชชันนารี

Live according to God’s ways and obey His commands.   You will know what He wants you to do and not do by reading the Bible.

จงมีชีวิตอยู่ตามทางของพระเจ้าและเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์  คุณจะรู้สิ่งที่ทรงต้องการให้คุณทำและไม่ให้ทำโดยการอ่านพระคัมภีร์


Psalm บทเพลงสดุดี 1:1-3 1 Blessed is the man who walks not in the counsel of the wicked, nor stands in the way of sinners, nor sits in the seat of scoffers;

1 ความสุขเป็นของบุคคล   ผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำของคนอธรรม   หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป  
หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย  

2 but his delight is in the law of the LORD, and on his law he meditates day and night.

2 แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า  
เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน  

3 He is like a tree planted by streams of water that yields its fruit in its season, and its leaf does not wither.  In all that he does, he prospers.

3 เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ   ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล  และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง  
การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญขึ้น  

Joshua โยชูวา 1:8 8 This Book of the Law shall not depart from your mouth, but you shall meditate on it day and night, so that you may be careful to do according to all that is written in it. For then you will make your way prosperous, and then you will have good success.

8 อย่าให้หนังสือธรรมบัญญัตินี้ห่างเหินไปจากปากของเจ้า   แต่เจ้าจงตรึกตรองตามนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน   เพื่อเจ้าจะได้ระวังที่จะกระทำตามข้อความที่เขียนไว้นั้น ทุกประการ   แล้วเจ้าจะมีความจำเริญ  และเจ้าจะสำเร็จผลเป็นอย่างดี

Notice that God's promise to David is conditional, saying that there will always be one of his descendants on the throne, if they are faithful to God.

ขอให้สังเกตว่าพระสัญญาของพระเจ้าต่อดาวิดนั้นมีเงื่อนไข    กล่าวว่ามีจะมีคนหนึ่งในลูกหลานของพระองค์สืบสายได้ครองบัลลังก์  หากพวกเขามีความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า

4 that the LORD may establish His word that He spoke concerning me, saying, ‘If your sons pay close attention to their way, to walk before me in faithfulness with all their heart and with all their soul, you shall not lack a man on the throne of Israel.’

4 เพื่อพระเจ้าจะได้สถาปนาพระวจนะของพระองค์   ซึ่งพระองค์ตรัสเกี่ยวกับเราว่า   'ถ้าลูกหลานทั้งหลายของเจ้าระมัดระวังในวิถีทางทั้งหลาย ของเขา   ที่จะดำเนินต่อหน้าเราด้วยความซื่อสัตย์อย่างสุดจิต สุดใจของเขา   ราชวงศ์จะไม่ขาดชายที่จะนั่งบนบัลลังก์ของอิสราเอล' 

But Jesus is a descendant of David and He will always be on the throne at the right hand of God the Father.

แต่พระเยซูทรงเป็นลูกหลานเชื้อสายกษัตริย์ดาวิด   และพระองค์จะประทับบนบัลลังก์เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าพระบิดา

Some people had seriously wronged King David and Solomon and needed to be punished, even killed so they would not try to take over the leadership of the country again. 

บางคนทำผิดอย่างร้ายแรงต่อกษัตริย์ดาวิดและซาโลมอน   และจำเป็นต้องได้รับการลงโทษ แม้กระทั่งถูกฆ่าตาย  ดังนั้นพวกเขาจึงไม่พยายามที่จะแย่งราชบัลลังก์ของผู้นำประเทศอีก

5 “Moreover, you also know what Joab the son of Zeruiah did to me, how he dealt with the two commanders of the armies of Israel, Abner the son of Ner, and Amasa the son of Jether, whom he killed, avenging in time of peace for blood that had been shed in war, and putting the blood of war on the belt around his waist and on the sandals on his feet.

5 ยิ่งกว่านั้นอีก  เจ้าก็รู้อยู่แล้วว่า   โยอาบบุตรนางเศรุยาห์ได้กระทำอะไรแก่เรา   คือว่าเขาได้กระทำประการใดแก่ผู้บัญชา การทั้งสองแห่งกองทัพของอิสราเอล   คือกระทำแก่อับเนอร์บุตรเนอร์   และแก่อามาสาบุตรเยเธอร์ที่โยอาบได้ฆ่าเสีย   แก้แค้นในยามสันติแทนโลหิตที่ตกในยามสงคราม   และวางโลหิตที่ไม่มีความผิดลงบนเจียระบาดที่เอวของเรา   และลงบนรองเท้าที่อยู่ใต้เท้าของเรา

6 Act therefore according to your wisdom, but do not let his gray head go down to Sheol in peace.

6 เพราะฉะนั้นเจ้าจงกระทำให้เหมาะสมตามปัญญาของเจ้า   อย่าปล่อยให้ศีรษะหงอกของเขาลงไปสู่แดนคนตายอย่างสันติ

7 But deal loyally with the sons of Barzillai the Gileadite, and let them be among those who eat at your table, for with such loyalty they met me when I fled from Absalom your brother.

7 แต่จงปฏิบัติด้วยความซื่อตรงต่อบุตรชายทั้งหลายของ บารซิลลัยคนกิเลอาด   จงยอมให้เขาอยู่ในหมู่คนที่รับประทานอยู่ที่โต๊ะของเจ้า   เพราะว่าเมื่อเราหนีจากอับซาโลมพี่ชายของเจ้านั้น   เขาทั้งหลายได้มาพบกับเราด้วยความซื่อตรงดังนั้นแหละ

8 And there is also with you Shimei the son of Gera, the Benjaminite from Bahurim, who cursed me with a grievous curse on the day when I went to Mahanaim. But when he came down to meet me at the Jordan, I swore to him by the LORD, saying, ‘I will not put you to death with the sword.’

8 และมีชิเมอี  บุตรเก-รา   คนเบนยามินจากบ้านบาฮูริมอยู่กับเจ้าด้วย   เขาเป็นผู้ด่าเราอย่างน่าสลดใจ   ในวันที่เราเดินไปยังมาหะนาอิม   แต่เขามาต้อนรับเราที่แม่น้ำจอร์แดน   และเราจึงได้ปฏิญาณต่อเขาในพระนามพระเจ้าว่า   'เราจะไม่ประหารชีวิตเจ้าด้วยดาบ'

9 Now therefore do not hold him guiltless, for you are a wise man. You will know what you ought to do to him, and you shall bring his gray head down with blood to Sheol.”

9 เพราะฉะนั้นเจ้าอย่าถือว่าเขาไม่มีความผิด   เพราะเจ้าเป็นคนมีปัญญา   เจ้าจะทราบว่าควรจะกระทำประการใดแก่เขา   และเจ้าจงนำศีรษะหงอกของเขาลงไปสู่แดนคน ตายพร้อมกับโลหิต”

10 Then David slept with his fathers and was buried in the city of David.

10 แล้วดาวิดก็บรรทมหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์   และเขาก็ฝังพระศพไว้ในนครดาวิด

11 And the time that David reigned over Israel was forty years. He reigned seven years in Hebron and thirty-three years in Jerusalem.

11 และเวลาที่ดาวิดทรงครอบครองอยู่เหนืออิสราเอลนั้น   เป็นสี่สิบปี   พระองค์ทรงครอบครองในเฮโบรนเจ็ดปี   และในกรุงเยรูซาเล็มสามสิบสามปี

12 So Solomon sat on the throne of David his father, and his kingdom was firmly established.

12 ดังนั้นแหละ   ซาโลมอนจึงประทับบนพระที่นั่งของดาวิดราชบิดาของพระองค์   และราชอาณาจักรของพระองค์ก็ดำรงมั่นคงอยู่

13 Then Adonijah the son of Haggith came to Bathsheba the mother of Solomon. And she said, “Do you come peacefully?” He said, “Peacefully.”

13 แล้วอาโดนียาห์โอรสของพระนางฮักกีท ได้เข้าเฝ้าพระนางบัทเชบา   พระชนนีของซาโลมอน   พระนางมีพระเสาวนีย์ว่า   “เจ้ามาอย่างสันติหรือ”  ท่านทูลว่า   “อย่างสันติขอรับกระหม่อม”

14 Then he said, “I have something to say to you.” She said, “Speak.”

14 แล้วท่านทูลว่า   “เกล้ากระหม่อมมีเรื่องที่จะทูลฝ่าพระบาท”   พระนางมีพระเสาวนีย์ว่า   “จงพูดไปเถิด”

15 He said, “You know that the kingdom was mine, and that all Israel fully expected me to reign. However, the kingdom has turned about and become my brother's, for it was his from the LORD.

15 ท่านจึงทูลว่า   “ฝ่าพระบาททรงทราบแล้วว่า   ราชอาณาจักรนั้นเป็นของกระหม่อม   และว่าบรรดาชนอิสราเอลทั้งสิ้นก็หมายใจว่า   กระหม่อมจะได้ครอบครอง   อย่างไรก็ดี   ราชอาณาจักรก็กลับกลายมาเป็นของพระอนุชาของกระหม่อม   ด้วยราชอาณาจักรเป็นของเธอจากพระเจ้า

16 And now I have one request to make of you; do not refuse me.” She said to him, “Speak.”

16 บัดนี้กระหม่อมทูลขอแต่ประการเดียว   ขอฝ่าพระบาทอย่าได้ปฏิเสธเลย”   พระนางมีพระเสาวนีย์ต่อเธอว่า   “จงพูดไปเถิด”

17 And he said, “Please ask King Solomon—he will not refuse you—to give me Abishag the Shunammite as my wife.”

17 และเธอทูลว่า   “ขอฝ่าพระบาททูลพระราชาซาโลมอน   ท่านคงไม่ปฏิเสธฝ่าพระบาท   คือทูลขออาบีชากชาวชูเนมให้เป็นชายาของกระหม่อม”

18 Bathsheba said, “Very well; I will speak for you to the king.”

18 พระนางบัทเชบามีพระเสาวนีย์ว่า   “ดีแล้ว   เราจะทูลพระราชาแทนเจ้า”  

19 So Bathsheba went to King Solomon to speak to him on behalf of Adonijah. And the king rose to meet her and bowed down to her. Then he sat on his throne and had a seat brought for the king's mother, and she sat on his right.

19 พระนางบัทเชบาจึงเข้าเฝ้าพระราชาซาโลมอน   เพื่อทูลพระองค์ให้อาโดนียาห์   และพระราชาทรงลุกขึ้นต้อนรับพระนาง   และทรงคำนับพระนาง   แล้วก็เสด็จประทับบนพระที่นั่งของพระองค์   รับสั่งให้นำพระเก้าอี้มาถวายพระชนนี   พระนางก็เสด็จประทับที่เบื้องขวาของพระองค์

20 Then she said, “I have one small request to make of you; do not refuse me.” And the king said to her, “Make your request, my mother, for I will not refuse you.”

20 แล้วพระนางทูลว่า   “แม่จะขอจากเธอสักประการหนึ่ง   ขออย่าปฏิเสธแม่เลย”   และพระราชาทูลพระนางว่า   “ขอมาเถิด  ผมจะไม่ปฏิเสธเสด็จแม่”

21 She said, “Let Abishag the Shunammite be given to Adonijah your brother as his wife.”

21 พระนางทูลว่า   “ขอยกอาบีชากชาวชูเนมให้กับอาโดนียาห์เชษฐา ของเธอให้เป็นชายาเถิด”

22 King Solomon answered his mother, “And why do you ask Abishag the Shunammite for Adonijah? Ask for him the kingdom also, for he is my older brother, and on his side are Abiathar the priest and Joab the son of Zeruiah.”

22 พระราชาซาโลมอนตรัสตอบพระชนนีของพระองค์ว่า   “ไฉนเสด็จแม่จึงขออาบีชากชาวชูเนมให้แก่อาโดนียาห์เล่า   น่าจะขอราชอาณาจักรให้เขาเสียด้วย   เพราะเขาเป็นพระเชษฐาของผม   และฝ่ายเขามีอาบียาธาร์ปุโรหิตและโยอาบบุตรนาง เศรุยาห์”

23 Then King Solomon swore by the LORD, saying, “God do so to me and more also if this word does not cost Adonijah his life!

23 แล้วพระราชาซาโลมอนทรงปฏิญาณในพระนามของ พระเจ้าว่า   “ถ้าถ้อยคำนี้ไม่เป็นเหตุให้อาโดนียาห์เสียชีวิตของเขาแล้ว   ก็ขอพระเจ้าทรงลงโทษผม   และยิ่งหนักกว่า

By marrying Abishag, King David’s nurse, Adonijah was trying to still make a claim for the throne.

ด้วยการอภิเษกสมรสกับอาบีฮัค พยาบาลของกษัตริย์ดาวิด, อาโดนิยาห์พยายามที่จะหาทางเรียกร้องราชบัลลังก์ให้ได้

24 Now therefore as the LORD lives, who has established me and placed me on the throne of David my father, and who has made me a house, as he promised, Adonijah shall be put to death this day.”

24 เพราะฉะนั้นพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใดพระองค์   ผู้ทรงสถาปนาผมไว้   และตั้งผมไว้บนบัลลังก์ของดาวิดราชบิดาของผม   และทรงตั้งไว้เป็นราชวงศ์   ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้   อาโดนียาห์จะต้องตายในวันนี้ฉันนั้น”

25 So King Solomon sent Benaiah the son of Jehoiada, and he struck him down, and he died.

25 ดังนั้นพระราชาซาโลมอนจึงรับสั่ง ใช้เบไนยาห์บุตรเยโฮยาดา   เขาก็ไปประหารชีวิตอาโดนียาห์เสีย   และท่านก็ตาย  

26 And to Abiathar the priest the king said, “Go to Anathoth, to your estate, for you deserve death. But I will not at this time put you to death, because you carried the ark of the Lord GOD before David my father, and because you shared in all my father's affliction.”

26 ส่วนอาบียาธาร์ปุโรหิตนั้น   พระราชารับสั่งว่า  “จงไปอยู่ที่อานาโธท   ไปสู่ไร่นาของเจ้าเพราะเจ้าควรที่จะตาย   แต่ในเวลานี้เราจะไม่ประหารชีวิตเจ้า   เพราะว่าเจ้าหามหีบของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าไปข้างหน้าดาวิดราชบิดาของเรา   และเพราะเจ้าได้เข้าส่วนในบรรดาความทุกข์ใจราชบิดา ของเรา”

27 So Solomon expelled Abiathar from being priest to the LORD, thus fulfilling the word of the LORD that He had spoken concerning the house of Eli in Shiloh.

27 ซาโลมอนจึงทรงขับไล่อาบียาธาร์เสียจากหน้าที่ ปุโรหิตของพระเจ้า   กระทำให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเจ้าซึ่งพระองค์ตรัส เกี่ยวกับเชื้อสายของเอลีที่เมืองชีโลห์  

28 When the news came to Joab—for Joab had supported Adonijah although he had not supported Absalom—Joab fled to the tent of the LORD and caught hold of the horns of the altar.

28 เมื่อข่าวนี้ทราบไปถึงโยอาบ   (เพราะแม้ว่าโยอาบมิได้สนับสนุนอับซาโลม   ท่านได้สนับสนุนอาโดนียาห์)   โยอาบก็หนีไปที่เต็นท์ของพระเจ้าและจับเชิงงอนแท่นบูชาไว้

Adonijah has been killed and Abiathar has been sent out to the banished from the capital city and serving as a priest. So Joab ran in and grabbed hold of the horns on the altar, hoping God would protect him.

อาโดนิยาห์ถูกประหารชีวิตและอาบียาธาได้ถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวงและทำหน้าที่รับใช้เป็นปุโรหิต   ดังนั้นโยอาบวิ่งเข้าไปในห้องและคว้าแตรบนแท่นบูชามาถือไว้ หวังว่าพระเจ้าจะทรงปกป้องเขา

29 And when it was told King Solomon, “Joab has fled to the tent of the LORD, and behold, he is beside the altar,” Solomon sent Benaiah the son of Jehoiada, saying, “Go, strike him down.”

29 เมื่อมีคนไปกราบทูลพระราชาซาโลมอนว่า   “โยอาบได้หนีไปที่เต็นท์ของพระเจ้าและดูเถิด   เขาอยู่ข้างแท่นบูชานั้น”   ซาโลมอนรับสั่งเบไนยาห์บุตรเยโฮยาดาตรัสว่า   “จงไป  ประหารชีวิตเขาเสีย”

30 So Benaiah came to the tent of the LORD and said to him, “The king commands, ‘Come out.’” But he said, “No, I will die here.” Then Benaiah brought the king word again, saying, “Thus said Joab, and thus he answered me.”

30 เบไนยาห์ก็มายังเต็นท์ของพระเจ้าพูดกับท่านว่า   “พระราชามีรับสั่งว่า   จงออกมาเถิด”   ท่านตอบว่า   “ไม่ออกไป   ข้าจะตายที่นี่”   แล้วเบไนยาห์ก็นำความไปกราบทูลพระราชาอีกว่า   “โยอาบพูดอย่างนี้   และเขาตอบข้าพระบาทอย่างนี้”

31 The king replied to him, “Do as he has said, strike him down and bury him, and thus take away from me and from my father's house the guilt for the blood that Joab shed without cause.

31 พระราชาตรัสตอบเขาว่า   “จงกระทำตามที่เขาบอก   จงประหารเขาเสียและฝังเขาไว้   ทั้งนี้จะได้เอาโทษของความผิด   ซึ่งโยอาบได้กระทำให้เขาตาย ด้วยไร้เหตุสมควรนั้นไปเสียจากเรา   และจากเชื้อสายบิดาของเรา

32 The LORD will bring back his bloody deeds on his own head, because, without the knowledge of my father David, he attacked and killed with the sword two men more righteous and better than himself, Abner the son of Ner, commander of the army of Israel, and Amasa the son of Jether, commander of the army of Judah.

32 พระเจ้าทรงนำการกระทำอันนองเลือดของเขา กลับมาตกบนศีรษะของเขาเอง   เพราะว่าเขาได้โจมตีและฆ่าชายสองคนที่ชอบธรรม   และดีกว่าตัวเขาด้วยดาบโดยที่ดาวิดราชบิดาของ เราหาทรงทราบไม่   คืออับเนอร์บุตรเนอร์ผู้บัญชาการกองทัพของอิสราเอล   และอามาสาบุตรเยเธอร์ผู้บัญชาการกองทัพของยูดาห์

33 So shall their blood come back on the head of Joab and on the head of his descendants forever. But for David and for his descendants and for his house and for his throne there shall be peace from the LORD forevermore.”

33 ดังนั้นที่เขาทั้งสองต้องตายนั้น   โยอาบและพงศ์พันธุ์ของเขาต้องรับผิดชอบเป็นนิตย์   แต่ส่วนดาวิดและพงศ์พันธุ์ของพระองค์และราชวงศ์ ของพระองค์   และราชบัลลังก์ของพระองค์จะมีสวัสดิภาพจากพระเจ้าอยู่ เป็นนิตย์”

34 Then Benaiah the son of Jehoiada went up and struck him down and put him to death. And he was buried in his own house in the wilderness.

34 แล้วเบไนยาห์บุตรเยโฮยาดาก็ขึ้นไปประหารชีวิต เขาเสีย   และฝังเขาไว้ในบ้านของเขาเองซึ่งอยู่ในถิ่นทุรกันดาร

35 The king put Benaiah the son of Jehoiada over the army in place of Joab, and the king put Zadok the priest in the place of Abiathar.

35 พระราชาได้ทรงแต่งตั้งเบไนยาห์บุตรเยโฮยาดา เหนือกองทัพแทนโยอาบ   และพระราชาก็ทรงแต่งตั้งศาโดกผู้เป็นปุโรหิตไว้ใน ตำแหน่งของอาบียาธาร์ 

36 Then the king sent and summoned Shimei and said to him, “Build yourself a house in Jerusalem and dwell there, and do not go out from there to any place whatever.

36 แล้วพระราชาทรงใช้คนไปเรียกชิเมอีให้เข้ามาเฝ้า   และตรัสกับเขาว่า   “ท่านจงสร้างบ้านอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มและอาศัยอยู่ที่นั่น   อย่าออกจากที่นั่นไปที่ไหนเลย

Shimei had been an enemy of King David, saying many evil things against him.

ชิเมอีได้เป็นศัตรูของกษัตริยดาวิด   กล่าวว่าสิ่งชั่วร้ายมากมายมาต่อต้านเขา

Solomon was willing to let him live if he would stay in Jerusalem.

ซาโลมอนก็เต็มใจที่จะปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ถ้าเขาอยากจะอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม

37 For on the day you go out and cross the brook Kidron, know for certain that you shall die. Your blood shall be on your own head.”

37 เพราะในวันที่ท่านออกไป   และข้ามลำธารขิดโรนนั้น   ท่านจงรู้เป็นแน่เถิดว่า   ท่านจะต้องตาย  ที่ท่านต้องตายนั้น   ท่านเองก็รับผิดชอบ”

38 And Shimei said to the king, “What you say is good; as my lord the king has said, so will your servant do.” So Shimei lived in Jerusalem many days.

38 และชิเมอีทูลพระราชาว่า   “ที่ฝ่าพระบาทตรัสนั้นก็ดีแล้ว   ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทจะกระทำตามที่พระราชา เจ้านายของข้าพระบาทตรัสนั้น”   ชิเมอีจึงได้อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มเป็นเวลานาน  

39 But it happened at the end of three years that two of Shimei's servants ran away to Achish, son of Maacah, king of Gath. And when it was told Shimei, “Behold, your servants are in Gath,”

39 เมื่อล่วงไปสามปีก็เกิดเรื่อง ขึ้นคือทาสสองคนของชิเมอีได้หลบหนีไปยังอาคีช   โอรสของมาอาคาห์กษัตริย์เมืองกัท   และเมื่อเขามาบอกชิเมอีว่า   “ดูเถิด  ทาสของท่านอยู่ในเมืองกัท”

40 Shimei arose and saddled a donkey and went to Gath to Achish to seek his servants. Shimei went and brought his servants from Gath.

40 ชิเมอีก็ลุกขึ้นผูกอานขี่ลาไปเฝ้าอาคีชที่เมืองกัท   เพื่อเสาะหาทาสของตน   ชิเมอีได้ไปนำทาสของตนมาจากเมืองกัท

41 And when Solomon was told that Shimei had gone from Jerusalem to Gath and returned,

41 และเมื่อมีผู้กราบทูลซาโลมอนว่าชิเมอีได้ไปจาก กรุงเยรูซาเล็มถึงเมืองกัท   และกลับมาแล้ว

42 the king sent and summoned Shimei and said to him, “Did I not make you swear by the LORD and solemnly warn you, saying, ‘Know for certain that on the day you go out and go to any place whatever, you shall die’? And you said to me, ‘What you say is good; I will obey.’

42 พระราชาก็ทรงใช้ให้เรียกชิเมอีมาเฝ้าและตรัส กับเขาว่า   “เราได้ให้ท่านสาบานในพระนามของพระเจ้ามิใช่หรือ   และได้ตักเตือนท่านแล้วว่า   'ท่านจงรู้เป็นแน่ว่า   ในวันที่ท่านออกไป   ไม่ว่าไปที่ใดๆ   ท่านจะต้องตาย'   และท่านก็ได้ตอบเราว่า   'ที่ฝ่าพระบาทตรัสนั้นก็ดีแล้วข้าพระบาทจะเชื่อฟัง'

43 Why then have you not kept your oath to the LORD and the commandment with which I commanded you?”

43 ทำไมท่านจึงไม่รักษาคำสาบานไว้ต่อพระเจ้า และรักษาคำบัญชาซึ่งเราได้กำชับท่านนั้น”

44 The king also said to Shimei, “You know in your own heart all the harm that you did to David my father. So the LORD will bring back your harm on your own head.

44 พระราชาตรัสกับชิเมอีว่า   “ท่านเองรู้เรื่องเหตุร้ายทั้งสิ้น   ซึ่งท่านได้กระทำต่อดาวิดราชบิดาของเรา   เพราะฉะนั้นพระเจ้าจะทรงนำ เหตุร้ายมาสนองเหนือศีรษะของท่านเอง

45 But King Solomon shall be blessed, and the throne of David shall be established before the LORD forever.”

45 แต่พระราชาซาโลมอนจะได้รับพระพร และพระที่นั่งของดาวิดจะตั้งมั่นคงต่อพระเจ้าอยู่เป็นนิตย์”

46 Then the king commanded Benaiah the son of Jehoiada, and he went out and struck him down, and he died.  So the kingdom was established in the hand of Solomon.

46 แล้วพระราชาทรงบัญชาเบไนยาห์บุตรเยโฮยาดา   และเขาก็ออกไปประหารชีวิตชิเมอีเสีย  

ดังนั้นราชอาณาจักรก็ตั้งมั่นคงอยู่ในพระหัตถ์ของซาโลมอน


Review questions.

คำถามทบทวน

God wants us to be strong and courageous in the Lord.   What are some ways that would show?

1 พระเจ้าทรงต้องการให้เราเข้มแข็งและกล้าหาญในพระเจ้า   เราควรจะแสดงออกโดยวิธีใด

Telling others about Jesus.

โดยการบอกเล่าคนอื่นเรื่องของพระเยซู

Be faithful in doing what the Lord calls you to do.  What might God call you to do?

2 จงซื่อสัตย์ในการทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำ   อะไรคือสิ่งที่พระเจ้าอาจทรงเรียกให้คุณทำ

Be a missionary

เป็นมิชชันนารี

Live according to God’s ways and obey His commands.   How can we know more about God’s ways and His commands? 

3 จงมีชีวิตอยู่ตามทางของพระเจ้าและเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์   เราสามารถรู้จักทางของพระเจ้าและพระบัญชาของพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร

Studying the Bible

โดยการศึกษาพระคัมภีร์

Why did King Solomon order the execution of Adonijah?

4 ทำไมกษัตริย์ซาโลมอนทรงสั่งให้ประหารชีวิตของอาโดนิยาห์

Because he knew that Adonijah was still wanting to be the king.

เพราะทรงรู้ว่าอาโดนิยาห์ยังคงต้องการที่จะเป็นกษัตริย์

To remain alive what did Shimei promise King Solomon he would do?

5 เพื่อจะรักษาชีวิตให้รอด   ชิเมอีสัญญากษัตริย์ซาโลมอนว่าเขาจะทำอะไร

He promised to live in Jerusalem and not go out.

เขาสัญญาว่าจะอาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มและไม่ออกไปข้างนอก

1 Kings 2