Tuesday, August 25, 2015

 

1 Kings 3 Solomon asks for wisdom

1 พงศ์กษัตริย์บทที่ 3 ซาโลมอนทูลขอสติปัญญา

1 Solomon made a marriage alliance with Pharaoh king of Egypt. He took Pharaoh's daughter and brought her into the city of David until he had finished building his own house and the house of the LORD and the wall around Jerusalem.

1 ซาโลมอนได้ทรงกระทำให้เป็น ทองแผ่นเดียวกันกับฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์   โดยได้ทรงรับราชธิดาของฟาโรห์   และทรงนำพระนางมาไว้ในนครของดาวิด   จนพระองค์ทรงสร้างพระราชวังของพระองค์   และทรงสร้างพระนิเวศของพระเจ้า   และกำแพงรอบกรุงเยรูซาเล็มสำเร็จ

2 The people were sacrificing at the high places, however, because no house had yet been built for the name of the LORD.

2 อย่างไรก็ตาม  ประชาชนได้ถวายสัตวบูชา ณ ปูชนียสถานสูง   เพราะยังไม่ได้สร้างพระนิเวศเพื่อพระนามของพระเจ้า

3 Solomon loved the LORD, walking in the statutes of David his father, only he sacrificed and made offerings at the high places.

3 ซาโลมอนทรงรักพระเจ้า   ทรงดำเนินตามกฎเกณฑ์ของดาวิดราชบิดาของพระองค์   เว้นแต่พระองค์ทรงถวายสัตวบูชาและเผาเครื่องหอม   ณ ปูชนียสถานสูง

4 And the king went to Gibeon to sacrifice there, for that was the great high place. Solomon used to offer a thousand burnt offerings on that altar.

4 และพระราชาเสด็จไปที่เมือง กิเบโอนเพื่อถวายเครื่องสัตวบูชาที่นั่น   เพราะที่นั่นเป็นมหาปูชนียสถานสูง   ซาโลมอนทรงถวายเครื่องเผาบูชาพันตัวบนแท่นบูชานั้น

5 At Gibeon the LORD appeared to Solomon in a dream by night, and God said, “Ask what I shall give you.”

5 พระเจ้าทรงปรากฏแก่ซาโลมอนที่เมืองกิเบโอน เป็นพระสุบินในกลางคืน   และพระเจ้าตรัสว่า   “เจ้าอยากให้ข้าพระองค์ให้อะไรเจ้าก็จงขอเถิด”

6 And Solomon said, “You have shown great and steadfast love to your servant David my father, because he walked before you in faithfulness, in righteousness, and in uprightness of heart toward you. And you have kept for him this great and steadfast love and have given him a son to sit on his throne this day.

6 และซาโลมอนตรัสว่า   “พระองค์ได้ทรงสำแดงความรักมั่นคง   และยิ่งใหญ่แก่ดาวิดพระราชบิดาผู้รับใช้ของพระองค์   เพราะว่าเสด็จพ่อดำเนินต่อพระพักตร์พระองค์   ด้วยความสัตย์ซื่อและความชอบธรรม   ด้วยจิตใจเที่ยงตรงต่อพระองค์   และพระองค์ทรงรักษาความรักมั่นคงและใหญ่ยิ่ง นี้ไว้เพื่อเสด็จพ่อ   และได้ทรงประทานบุตรชายคนหนึ่งแก่เสด็จพ่อ ให้นั่งบนราชบัลลังก์ของท่านในวันนี้

7 And now, O LORD my God, you have made your servant king in place of David my father, although I am but a little child. I do not know how to go out or come in.

7 ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์   ถึงแม้ว่าข้าพระองค์เป็นแต่เด็ก   บัดนี้พระองค์ทรงกระทำให้ผู้รับใช้ของพระองค์เป็นกษัตริย์แทนดาวิดเสด็จพ่อของข้าพระองค์   ข้าพระองค์ไม่ทราบว่าจะเข้านอกออกในอย่างไรถูก

8 And your servant is in the midst of your people whom you have chosen, a great people, too many to be numbered or counted for multitude.

8 และผู้รับใช้ของพระองค์ก็อยู่ท่ามกลางประชากร ของพระองค์   ผู้ซึ่งพระองค์ทรงเลือกไว้   เป็นชนชาติใหญ่  ซึ่งจะนับหรือคำนวณประชาชนก็ไม่ได้




9 Give your servant therefore an understanding mind to govern your people, that I may discern between good and evil, for who is able to govern this your great people?”

9 เพราะฉะนั้นขอพระองค์ทรงประทานความคิดความ เข้าใจแก่ผู้รับใช้ของพระองค์   เพื่อจะวินิจฉัยประชากรของพระองค์   เพื่อข้าพระองค์จะประจักษ์ในความผิดแผกระหว่างดีและชั่ว   เพราะว่าผู้ใดเล่าจะสามารถวินิจฉัยประชากรใหญ่ของ พระองค์นี้ได้”  

10 It pleased the Lord that Solomon had asked this.

10 ที่ซาโลมอนทูลขอเช่นนี้ก็เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า

11 And God said to him, “Because you have asked this, and have not asked for yourself long life or riches or the life of your enemies, but have asked for yourself understanding to discern what is right,

11 พระเจ้าจึงตรัสกับซาโลมอนว่า   “เพราะเจ้าได้ขอสิ่งนี้และมิได้ขอชีวิตยืนยาว   หรือความมั่งคั่งหรือชีวิตของบรรดาศัตรูของเจ้าเพื่อตัวเจ้าเอง   แต่เจ้าขอความเข้าใจเพื่อตัวเจ้าเอง   เพื่อให้ประจักษ์ว่าสิ่งใดถูกต้องและเป็นธรรม

12 behold, I now do according to your word. Behold, I give you a wise and discerning mind, so that none like you has been before you and none like you shall arise after you.

12 ดูเถิด  ข้าพระองค์จะกระทำตามคำของเจ้า  ดูเถิด   ข้าพระองค์ให้จิตใจอันประกอบด้วยปัญญาและความเข้าใจ   เพื่อว่าจะไม่มีใคร  ที่เป็นอยู่ก่อนเจ้าเหมือนเจ้า   และจะไม่มีใครที่ขึ้นมาภายหลังเจ้าเหมือนเจ้า

1 Kings 1พงศ์กษัตริย์ 4:29-34 29 And God gave Solomon wisdom and understanding beyond measure, and breadth of mind like the sand on the seashore,

29 และพระเจ้าทรงประทานสติปัญญา   และความเข้าใจแก่ซาโลมอนอย่างเหลือประมาณ   ทั้งพระทัยอันกว้างขวางดุจทะเลทรายที่ชายทะเล

30 so that Solomon's wisdom surpassed the wisdom of all the people of the east and all the wisdom of Egypt.

30 และสติปัญญาของซาโลมอนล้ำกว่าสติปัญญาทั้งสิ้นของ ชาวตะวันออกและกว่าบรรดาสติปัญญาของอียิปต์

31 For he was wiser than all other men, wiser than Ethan the Ezrahite, and Heman, Calcol, and Darda, the sons of Mahol, and his fame was in all the surrounding nations.

31 เพราะพระองค์ทรงมีสติปัญญาฉลาดกว่าคนอื่นทุกคน   ทรงฉลาดกว่าเอธานตระกูลเอสราห์      และเฮมาน  คาลโคล์  และดารดา   บรรดาบุตรของมาโฮลและพระนามของพระองค์ก็เลื่องลือ ไปในทุกประชาชาติที่อยู่ล้อมรอบ

32 He also spoke 3,000 proverbs, and his songs were 1,005.

32 พระองค์ตรัสสุภาษิตสามพันข้อด้วย   และบทเพลงของพระองค์มีหนึ่งพันห้าบท

33 He spoke of trees, from the cedar that is in Lebanon to the hyssop that grows out of the wall. He spoke also of beasts, and of birds, and of reptiles, and of fish.

33 พระองค์ตรัสถึงต้นไม้ตั้งแต่ต้นสนสีดาร์ซึ่งอยู่ ในเลบานอน   จนถึงต้นหุสบ   ซึ่งงอกออกมาจากกำแพง   พระองค์ตรัสถึงสัตว์ป่าด้วย   ทั้งบรรดานกและสัตว์เลื้อยคลานและปลา

34 And people of all nations came to hear the wisdom of Solomon, and from all the kings of the earth, who had heard of his wisdom.

34 และคนมาจากชนชาติทั้งหลาย   เพื่อฟังสติปัญญาของซาโลมอน   และมาจากบรรดาพระราชาแห่งแผ่นดินโลก   ผู้ได้ยินถึงสติปัญญาของพระองค์

James ยากอบ 1:5 5 If any of you lacks wisdom, let him ask God, who gives generously to all without reproach, and it will be given him.

5 ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา   ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า   ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ   แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ

So you and I can ask God for wisdom too.  

ดังนั้นคุณและผมสามารถทูลขอสติปัญญาจากพระเจ้าได้ด้วย

13 I give you also what you have not asked, both riches and honor, so that no other king shall compare with you, all your days.

13 ข้าพระองค์จะให้สิ่งที่เจ้าไม่ได้ขอแก่เจ้าด้วย   ทั้งความมั่งคั่งและเกียรติยศ  เพื่อว่าตลอดวันเวลาทั้งสิ้นของเจ้า   จะไม่มีกษัตริย์องค์อื่นเปรียบเทียบกับเจ้าได้

Matthew มัทธิว 6:33 33But seek first the kingdom of God and His righteousness, and all these things will be added to you. _

33 แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า   และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน   แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้  

14 And if you will walk in My ways, keeping My statutes and My commandments, as your father David walked, then I will lengthen your days.”

14 และถ้าเจ้าจะดำเนินตามทางของข้าพระองค์   รักษากฎเกณฑ์ของข้าพระองค์  และบัญญัติของข้าพระองค์   ดังดาวิดบิดาของเจ้าได้ดำเนินนั้น   ข้าพระองค์ก็จะให้วันเวลาของเจ้ายืนยาว”  

15 And Solomon awoke, and behold, it was a dream. Then he came to Jerusalem and stood before the ark of the covenant of the LORD, and offered up burnt offerings and peace offerings, and made a feast for all his servants.

15 และซาโลมอนก็ตื่นบรรทม  และ  ดูเถิด  เป็นพระสุบิน   แล้วพระองค์ก็เสด็จมาที่กรุงเยรูซาเล็ม   และประทับยืนอยู่หน้าหีบพันธสัญญาของพระเจ้า   และถวายเครื่องเผาบูชาและเครื่องศานติบูชา   และพระราชทานเลี้ยงแก่บรรดาข้าราชการของพระองค์

Solomon's Wisdom

พระสติปัญญาของซาโลมอน

16 Then two prostitutes came to the king and stood before him.

16 แล้วหญิงแพศยาสองคนมาเฝ้าพระราชา   และยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์

17 The one woman said, “Oh, my lord, this woman and I live in the same house, and I gave birth to a child while she was in the house.

17 หญิงคนหนึ่งทูลว่า   “ข้าแต่เจ้านายของข้าพระบาท   ข้าพระบาทและผู้หญิงคนนี้อาศัยอยู่ในเรือนเดียวกัน   และข้าพระบาทก็คลอดบุตรคนหนึ่ง  ขณะที่นางนั้นอยู่ในเรือน

18 Then on the third day after I gave birth, this woman also gave birth. And we were alone. There was no one else with us in the house; only we two were in the house.

18 เมื่อข้าพระบาทคลอดบุตรได้สามวันแล้ว   นางคนนี้ก็คลอดบุตรด้วย  และข้าพระบาททั้งสองอยู่ด้วยกัน   ไม่มีผู้ใดอยู่กับข้าพระบาททั้งสองในเรือนนั้น   ข้าพระบาททั้งสองเท่านั้นอยู่ในเรือนนั้น

19 And this woman's son died in the night, because she lay on him.

19 แล้วบุตรของหญิงคนนี้ก็ตายเสียในกลางคืน   ด้วยเขานอนทับ

20 And she arose at midnight and took my son from beside me, while your servant slept, and laid him at her breast, and laid her dead son at my breast.

20 พอเที่ยงคืนนางก็ลุกขึ้น   และเอาบุตรของข้าพระบาทไปเสียจากข้างข้าพระบาท   ขณะที่สาวใช้ของฝ่าพระบาทหลับอยู่   และวางเขาไว้ในอกของเธอ   และเธอเอาบุตรของเธอที่ตาย แล้วนั้นไว้ในอกของข้าพระบาท

21 When I rose in the morning to nurse my child, behold, he was dead. But when I looked at him closely in the morning, behold, he was not the child that I had borne.”

21 เมื่อข้าพระบาทตื่นขึ้นในตอนเช้าเพื่อให้บุตรของข้าพระบาทกินนม   ดูเถิด  เขาตายเสียแล้ว   แต่เมื่อข้าพระบาทพินิจดูในตอนเช้า   ดูเถิด  เด็กนั้นไม่ใช่บุตรที่ข้าพระบาทได้คลอดมา”

22 But the other woman said, “No, the living child is mine, and the dead child is yours.” The first said, “No, the dead child is yours, and the living child is mine.” Thus they spoke before the king.

22 แต่หญิงอีกคนหนึ่งพูดว่า   “ไม่ใช่  เด็กที่เป็นเป็นบุตรของฉัน   เด็กที่ตายเป็นของเจ้า”   หญิงคนที่หนึ่งพูดว่า   “ไม่ใช่   เด็กที่ตายเป็นของเจ้า   และเด็กที่เป็น  เป็นของฉัน”   เขาทั้งสองพูดกันดังนี้ต่อพระพักตร์พระราชา  

23 Then the king said, “The one says, ‘This is my son that is alive, and your son is dead’; and the other says, ‘No; but your son is dead, and my son is the living one.’”

23 แล้วพระราชาตรัสว่า   “คนหนึ่งพูดว่า   'คนนี้เป็นบุตรของฉัน   คือเด็กที่เป็นอยู่   และบุตรของเจ้าตายเสียแล้ว'   และอีกคนหนึ่งพูดว่า   'ไม่ใช่  แต่บุตรของเจ้าตายเสียแล้ว   และบุตรของฉันเป็นคนที่มีชีวิต' ”

24 And the king said, “Bring me a sword.” So a sword was brought before the king.

24 และพระราชาตรัสว่า   “เอาดาบมาให้เราเล่มหนึ่ง”   เขาจึงเอาพระแสงดาบมาไว้ต่อพระพักตร์พระราชา

25 And the king said, “Divide the living child in two, and give half to the one and half to the other.”

25 และพระราชาตรัสว่า   “จงแบ่งเด็กที่มีชีวิตนั้นออกเป็นสองท่อน   และให้คนหนึ่งครึ่งหนึ่ง   และอีกคนหนึ่งครึ่งหนึ่ง”

26 Then the woman whose son was alive said to the king, because her heart yearned for her son, “Oh, my lord, give her the living child, and by no means put him to death.” But the other said, “He shall be neither mine nor yours; divide him.”

26 แล้วหญิงคนที่บุตรของตนยังมีชีวิตอยู่นั้นทูลพระราชา   เพราะว่าจิตใจของเธออาลัยในบุตรของเธอ  เธอว่า   “ข้าแต่เจ้านายของข้าพระบาท   ขอทรงมอบเด็กที่มีชีวิตนั้นให้เขาไป   และถึงอย่างไรก็ดีอย่าทรงฆ่าเสีย”   แต่หญิงอีกคนหนึ่งว่า   “อย่าให้ฉันเป็นเจ้าของ   หรือของฉัน   ขอทรงแบ่งเถิดเพคะ”

27 Then the king answered and said, “Give the living child to the first woman, and by no means put him to death; she is his mother.”

27 แล้วพระราชาตรัสตอบเขาว่า   “จงให้เด็กที่มีชีวิตนั้นแก่หญิงคนแรก   อย่าฆ่าเสียเลย   นางเป็นมารดาของเด็กนั้น”

28 And all Israel heard of the judgment that the king had rendered, and they stood in awe of the king, because they perceived that the wisdom of God was in him to do justice.

28 อิสราเอลทั้งปวงทราบเรื่องการพิพากษา   ซึ่งพระราชาประทานการพิพากษานั้น   และเขาทั้งหลายก็เกรงกลัวพระราชา   เพราะเขาทั้งหลายประจักษ์ว่า   พระสติปัญญาของพระเจ้าอยู่ในพระองค์   ที่จะทรงวินิจฉัยให้ความยุติธรรม

 

1 Kings 3