Saturday, August 29, 2015

 

1 Kings 8 The Ark Brought into the Temple and Temple Dedication

1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 8 หีบถูกนำเข้ามาในพระวิหารและการมอบถวายพระวิหาร


1 Then Solomon assembled the elders of Israel and all the heads of the tribes, the leaders of the fathers' houses of the people of Israel, before King Solomon in Jerusalem, to bring up the ark of the covenant of the LORD out of the city of David, which is Zion

1 แล้วซาโลมอนทรงประชุมพวกผู้ใหญ่ของอิสราเอล   และหัวหน้าของเผ่า   คือบรรดาประมุขของตระกูลคนอิสราเอล   ต่อพระพักตร์พระราชาซาโลมอนในกรุงเยรูซาเล็ม   เพื่อจะนำหีบพันธสัญญาของพระเจ้าขึ้นมาจากนครดาวิด   คือเมืองศิโยน

3 And all the elders of Israel came, and the priests took up the ark.

3 พวกผู้ใหญ่ทั้งสิ้นของอิสราเอลมา  และพวกปุโรหิตก็ยกหีบ

4 And they brought up the ark of the LORD, the tent of meeting, and all the holy vessels that were in the tent; the priests and the Levites brought them up.

4 และเขาทั้งหลายนำหีบของพระเจ้า   และเต็นท์นัดพบ  และเครื่องใช้บริสุทธิ์ทั้งสิ้น   ซึ่งอยู่ในเต็นท์ขึ้นมา  ของเหล่านี้  บรรดาปุโรหิต   และชนเลวีหามขึ้นมา

5 And King Solomon and all the congregation of Israel, who had assembled before him, were with him before the ark, sacrificing so many sheep and oxen that they could not be counted or numbered.

5 และพระราชาซาโลมอน   และชุมนุมชนอิสราเอลทั้งสิ้นที่ได้ประชุมกันต่อพระองค์   อยู่กับพระองค์ต่อหน้าหีบได้ถวายแกะและวัวมากมาย   ซึ่งเขาจะนับหรือเอาจำนวนก็ไม่ได้

6 Then the priests brought the ark of the covenant of the LORD to its place in the inner sanctuary of the house, in the Most Holy Place, underneath the wings of the cherubim.

6 แล้วปุโรหิตก็นำหีบพันธสัญญาของพระเจ้ามายังที่ของหีบ   ที่อยู่ในห้องหลังของพระนิเวศ   คือในอภิสุทธิสถาน  ภายใต้ปีกเครูบ

7 For the cherubim spread out their wings over the place of the ark, so that the cherubim overshadowed the ark and its poles.

7 เพราะว่าเครูบนั้นกางปีกออกเหนือที่ของหีบ   เครูบจึงเป็นเครื่องคลุมเหนือหีบ  และไม้คานของหีบ

8 And the poles were so long that the ends of the poles were seen from the Holy Place before the inner sanctuary; but they could not be seen from outside. And they are there to this day.

8 คานหามของหีบนั้นยาวมาก   จึงเห็นปลายคานหามได้จากวิสุทธิสถาน   ซึ่งอยู่ข้างหน้าห้องหลัง   แต่เขาจะเห็นจากข้างนอกไม่ได้   และคานหามก็ยังอยู่ที่นั่นจนทุกวันนี้

9 There was nothing in the ark except the two tablets of stone that Moses put there at Horeb, where the LORD made a covenant with the people of Israel, when they came out of the land of Egypt.

9 ไม่มีสิ่งใดในหีบนอกจากศิลาสองแผ่น   ซึ่งโมเสสเก็บไว้  ณ โฮเรบ  เมื่อพระเจ้าทรงกระทำพันธสัญญากับชนอิสราเอล   เมื่อเขาทั้งหลายออกมาจากแผ่นดินอียิปต์

Only the Ten Commandments were in the Ark.

มีเพียงพระบัญญัติสิบประการเท่านั้นอยู่ในหีบ

10 And when the priests came out of the Holy Place, a cloud filled the house of the LORD,

10 และอยู่มาเมื่อปุโรหิตออกมาจากวิสุทธิสถาน   เมฆมาเต็มพระนิเวศของพระเจ้า

11 so that the priests could not stand to minister because of the cloud, for the glory of the LORD filled the house of the LORD.

11 ปุโรหิตจึงยืนปรนนิบัติอยู่ไม่ได้  เพราะเมฆนั้น   เพราะพระสิริของพระเจ้า เต็มพระนิเวศของพระเจ้า  

Solomon assembled the elders of Israel, and all the heads of the tribes, and they brought the ark of the covenant into the temple, and as they did, the glory of the Lord came and filled the temple and there was this glorious presence of God even as did take place at the time of the dedication of the tabernacle in the wilderness.

โซโลมอนประชุมพวกผู้ใหญ่ของอิสราเอลและบรรดาประมุขของตระกูล  และพวกเขาก็นำหีบพันธสัญญาเข้ามาในพระวิหาร   และในขณะที่พวกเขากำลังทำ  พระสิริขององค์พระเจ้าส่องเต็มพระวิหารและพระเจ้าทรงประทับอย่างมีพระสง่าราศี  เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาของการมอบถวายพลับพลาในถิ่นทุรกันดาร

12 Then Solomon said, “The LORD has said that he would dwell in thick darkness.

12 แล้วซาโลมอนตรัสว่า   “พระเจ้าได้ตรัสว่า  พระองค์จะประทับในความมืดทึบ  

13 I have indeed built you an exalted house, a place for you to dwell in forever.”

13 ข้าพระองค์ได้สร้างพระนิเวศ   อันเป็นที่ประทับสำหรับพระองค์   เป็นสถานที่เพื่อพระองค์จะทรงสถิตอยู่เป็นนิตย์”  

14 Then the king turned around and blessed all the assembly of Israel, while all the assembly of Israel stood.

14 แล้วพระราชาก็หันมาและทรงให้พรแก่ ชุมนุมชนอิสราเอลทั้งปวง   ขณะที่ชุมนุมชนอิสราเอลทั้งปวงยืนอยู่

15 And he said, “Blessed be the LORD, the God of Israel, who with His hand has fulfilled what he promised with his mouth to David my father, saying,

15 พระองค์ตรัสว่า   “สาธุการแด่พระเยโฮวาห์  พระเจ้าแห่งอิสราเอล   ผู้ทรงกระทำให้สำเร็จด้วยพระหัตถ์ของพระองค์   ตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ด้วยพระโอษฐ์ต่อดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้าว่า

16 ‘Since the day that I brought my people Israel out of Egypt, I chose no city out of all the tribes of Israel in which to build a house, that my name might be there. But I chose David to be over my people Israel.’

16 'ตั้งแต่วันที่เราได้นำอิสราเอลชนชาติ ของเราออกจากอียิปต์   เรามิได้เลือกเมืองหนึ่งเมืองใดในเผ่า อิสราเอลทั้งสิ้นเพื่อจะสร้างพระนิเวศ   เพื่อนามของเราจะอยู่ที่นั่น   แต่เราได้เลือกดาวิด   ให้อยู่เหนืออิสราเอลชนชาติของเรา'

17 Now it was in the heart of David my father to build a house for the name of the LORD, the God of Israel.

17 ดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้าทรงตั้งพระทัยแล้ว ที่จะสร้างพระนิเวศ   สำหรับพระนามแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล

18 But the LORD said to David my father, ‘Whereas it was in your heart to build a house for my name, you did well that it was in your heart.

18 แต่พระเจ้าตรัสกับดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้าว่า   'ที่เจ้าตั้งใจสร้างพระนิเวศสำหรับนามของเรานั้น   เจ้าก็ทำดีอยู่แล้ว   เพราะเรื่องความตั้งใจของเจ้า

19 Nevertheless, you shall not build the house, but your son who shall be born to you shall build the house for My name.’

19 อย่างไรก็ตาม  เจ้าจะไม่สร้างพระนิเวศ   แต่บุตรชายของเจ้าผู้ซึ่งจะเกิดแก่เจ้าจะสร้าง พระนิเวศเพื่อนามของข้าพระองค์'

God accounted it to David as having done it because it was in his heart to do, though David was not allowed to do it. God takes your motives many times above your actions.

พระเจ้าทรงนับว่ากษัตริย์ดาวิดได้ทรงสร้างพระวิหาร   เพราะมันอยู่ในพระทัยของพระองค์ที่อยากจะทำ แต่ดาวิดไม่ได้รับอนุญาตที่จะสร้างมัน  หลายครั้งพระเจ้าทรงใช้แรงจูงใจของคุณเหนือการกระทำของคุณ

It is possible to have the right actions with the wrong motives.

มันเป็นไปได้ที่จะมีการดำเนินการที่เหมาะสมแม้มีแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้อง

That is not acceptable by God. You may have the right motives, but not carry through an action. The fact that the motive, the desire is there is acceptable by God.

นั่นไม่ได้เป็นที่ยอมรับโดยพระเจ้า คุณอาจจะมีแรงจูงใจที่ถูกต้อง แต่กระทำการไม่สำเร็จ เป็นความจริงที่ว่าแรงจูงใจ   ความปรารถนาจะเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า

Man looks on the outward appearance; God looks on the heart. God looks upon that which motivates you. And that which is in your heart to do and that's what God counts. What is in your heart to do.

มนาย์มองดูที่รูปลักษณ์ภายนอก  พระเจ้าทรงทอดพระเนตรที่จิตใจ พระเจ้าทอดพระเนตรดูสิ่งที่กระตุ้นใจคุณ และสิ่งที่อยู่ในใจของคุณที่จะทำและนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงนับ อะไรคือสิ่งภายในใจของคุณที่อยากจะทำ

20 Now the LORD has fulfilled His promise that He made. For I have risen in the place of David my father, and sit on the throne of Israel, as the LORD promised, and I have built the house for the name of the LORD, the God of Israel.

20 บัดนี้พระเจ้าทรงให้พระสัญญาของพระองค์   ซึ่งพระองค์ทรงกระทำนั้นสำเร็จ   เพราะข้าพเจ้าได้ขึ้นมาแทนดาวิด   ราชบิดาของข้าพเจ้า   และนั่งอยู่บนบัลลังก์ของอิสราเอล   ดังที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้และข้าพเจ้าได้สร้างพระนิเวศ สำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล

21 And there I have provided a place for the ark, in which is the covenant of the LORD that He made with our fathers, when He brought them out of the land of Egypt.”

21 ข้าพเจ้าได้กำหนดที่ไว้สำหรับหีบที่นั่นแล้ว   ซึ่งพันธสัญญาของพระเจ้าอยู่ในนั้น  ซึ่งพระองค์ได้ทรง กระทำไว้กับบรรพบุรุษของเรา   เมื่อพระองค์ทรงนำเขาทั้งหลายออกมาจากแผ่นดินอียิปต์”  

22 Then Solomon stood before the altar of the LORD in the presence of all the assembly of Israel and spread out his hands toward heaven,

22 แล้วซาโลมอนประทับยืนหน้าแท่นบูชาของพระเจ้า   ต่อหน้าชุมนุมชนอิสราเอลทั้งปวง   และกางพระหัตถ์ของพระองค์ออกสู่ฟ้าสวรรค์

23 and said, “O LORD, God of Israel, there is no God like you, in heaven above or on earth beneath, keeping covenant and showing steadfast love to your servants who walk before you with all their heart,

23 และทูลว่า   “ข้าแต่พระเยโฮวาห์  พระเจ้าแห่งอิสราเอล   ไม่มีพระเจ้าองค์ใดเหมือนพระองค์   ในฟ้าสวรรค์เบื้องบน   หรือที่แผ่นดินเบื้องล่าง   ผู้ทรงรักษาพันธสัญญา   และทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่ผู้รับใช้ของพระองค์   ซึ่งดำเนินอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ด้วยสิ้นสุดใจของเขา

24 who have kept with your servant David my father what you declared to him. You spoke with your mouth, and with your hand have fulfilled it this day.

24 พระองค์ได้ทรงกระทำกับดาวิดบิดาของข้าพระองค์   ผู้รับใช้ของพระองค์   ตามบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้แก่ท่าน   พระองค์ตรัสด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์   และพระองค์ได้ทรงกระทำให้สำเร็จในวันนี้ ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์

25 Now therefore, O LORD, God of Israel, keep for your servant David my father what you have promised him, saying, ‘You shall not lack a man to sit before me on the throne of Israel, if only your sons pay close attention to their way, to walk before me as you have walked before me.’

25 ข้าแต่พระเยโฮวาห์  พระเจ้าแห่งอิสราเอล   เพราะฉะนั้นขอทรงธำรงอยู่กับผู้รับใช้ของพระองค์   คือดาวิดราชบิดาของข้าพระองค์   ตามซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้กับท่านว่า   'ถ้าเพียงแต่ลูกหลานทั้งหลายของเจ้าระมัดระวังในทาง ดำเนินของเขาที่จะดำเนินไปต่อหน้าเรา   อย่างที่เจ้าได้ดำเนินต่อหน้าเรานั้น   เจ้าจะไม่ขาดชายผู้หนึ่งต่อหน้าเราที่จะนั่งบน บัลลังก์ของอิสราเอล'

26 Now therefore, O God of Israel, let your word be confirmed, which you have spoken to your servant David my father.

26 เพราะฉะนั้น   ข้าแต่พระเจ้าแห่งอิสราเอล   ขอพระวจนะของพระองค์จงดำรงอยู่   ซึ่งพระองค์ได้ตรัสกับผู้รับใช้ของพระองค์   คือดาวิดบิดาของข้าพระองค์  

27 “But will God indeed dwell on the earth? Behold, heaven and the highest heaven cannot contain you; how much less this house that I have built!

27 “แต่พระเจ้าจะทรงประทับที่แผ่นดินโลกหรือ   ดูเถิด   ฟ้าสวรรค์และฟ้าสวรรค์อันสูงที่สุดยังรับพระองค์อยู่ไม่ได้   พระนิเวศซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างขึ้น   จะรับพระองค์ไม่ได้ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด

28 Yet have regard to the prayer of your servant and to his plea, O LORD my God, listening to the cry and to the prayer that your servant prays before you this day,

28 แต่ขอพระองค์สนพระทัยในคำอธิษฐาน ของผู้รับใช้ของพระองค์   และในคำวิงวอนนี้   ข้าแต่พระเยโฮวาห์   พระเจ้าของข้าพระองค์   ขอทรงสดับเสียงร้องและคำอธิษฐานซึ่งผู้รับใช้ของพระองค์   อธิษฐานต่อพระองค์ในวันนี้


Aren’t you glad that we too can pray to God?   We can thank Him, we can praise Him, we can ask for His help.

คุณไม่ดีใจหรือที่เราก็สามารถอธิษฐานต่อพระเจ้าได้   เราขอบคุณพระองค์ได้  เราสรรเสริญพระองค์ได้    เรากราบทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์ได้

29 that your eyes may be open night and day toward this house, the place of which you have said, ‘My name shall be there,’ that you may listen to the prayer that your servant offers toward this place.

29 เพื่อว่าพระเนตรของพระองค์ จะทรงลืมอยู่เหนือพระนิเวศนี้ทั้งกลางคืนและกลางวัน   คือสถานที่ซึ่งพระองค์ได้ตรัสว่า   'นามของเราจะอยู่ที่นั่น'   เพื่อว่าพระองค์จะทรงสดับคำอธิษฐาน   ซึ่งผู้รับใช้ของพระองค์จะได้อธิษฐานตรงต่อสถานที่นี้

30 And listen to the plea of your servant and of your people Israel, when they pray toward this place. And listen in heaven your dwelling place, and when you hear, forgive.

30 และขอพระองค์ทรงสดับคำวิงวอนของผู้รับใช้ของ พระองค์   และของอิสราเอลชนชาติของพระองค์   เมื่อเขาอธิษฐานตรงต่อสถานที่นี้   ขอพระองค์ทรงสดับอยู่ในฟ้าสวรรค์ อันเป็นที่ประทับของพระองค์   และเมื่อพระองค์ทรงสดับแล้ว   ก็ขอพระองค์ทรงประทานอภัย  

31 “If a man sins against his neighbor and is made to take an oath and comes and swears his oath before your altar in this house,

31 “เมื่อชายคนใดกระทำบาปต่อเพื่อนบ้านของเขา   และถูกบังคับให้ทำสัตย์สาบาน   และเขามาให้คำสาบานต่อหน้าแท่นบูชาของพระองค์   ในพระนิเวศนี้

32 then hear in heaven and act and judge your servants, condemning the guilty by bringing his conduct on his own head, and vindicating the righteous by rewarding him according to his righteousness.

32 ขอพระองค์ทรงสดับในฟ้าสวรรค์   และขอทรงกระทำและทรงพิพากษาผู้รับใช้ทั้งหลายของพระองค์   กล่าวโทษผู้กระทำความผิด   และทรงนำความประพฤติของเขาให้กลับตกบนศีรษะของตัวเขาเอง   และขอทรงประกาศความบริสุทธิ์ของผู้ชอบธรรม   สนองแก่เขาตามความชอบธรรมของเขา  

33 “When your people Israel are defeated before the enemy because they have sinned against you, and if they turn again to you and acknowledge your name and pray and plead with you in this house,

33 “เมื่ออิสราเอลชนชาติของพระองค์พ่ายแพ้ต่อศัตรู   เพราะเขาได้กระทำบาปต่อพระองค์   ถ้าเขาหันกลับมาหาพระองค์อีก   และยอมรับพระนามของพระองค์   และอธิษฐานและกระทำการวิงวอนต่อพระองค์ในพระนิเวศนี้

34 then hear in heaven and forgive the sin of your people Israel and bring them again to the land that you gave to their fathers.

34 ก็ขอพระองค์ทรงสดับในฟ้าสวรรค์   และประทานอภัยแก่บาปของอิสราเอลชนชาติของพระองค์   และขอทรงนำเขากลับมายังแผ่นดิน   ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชทานแก่บรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย  

35 “When heaven is shut up and there is no rain because they have sinned against you, if they pray toward this place and acknowledge your name and turn from their sin, when you afflict them,

35 “เมื่อฟ้าสวรรค์ปิดอยู่  และไม่มีฝน   เพราะเขาทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์   ถ้าเขาทั้งหลายได้อธิษฐานต่อสถานที่นี้   และยอมรับพระนามของพระองค์   และหันกลับเสียจากบาปของเขาทั้งหลาย   เมื่อพระองค์ทรงให้เขาทั้งหลายรับความทุกข์ใจ

36 then hear in heaven and forgive the sin of your servants, your people Israel, when you teach them the good way in which they should walk, and grant rain upon your land, which you have given to your people as an inheritance.

36 ก็ขอพระองค์ทรงสดับในฟ้าสวรรค์   และขอทรงประทานอภัยบาปของผู้รับใช้ของพระองค์   และของอิสราเอลประชากรของพระองค์   เมื่อพระองค์ทรงสอนทางดีแก่เขา  ซึ่งเขาควรจะดำเนิน   และขอทรงประทานฝนบนแผ่นดินของพระองค์   ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชทานแก่ชนชาติของ พระองค์เป็นมรดกนั้น  

38 whatever prayer, whatever plea is made by any man or by all your people Israel, each knowing the affliction of his own heart and stretching out his hands toward this house,

38 ไม่ว่าคำอธิษฐานอย่างใด   หรือคำวิงวอนประการใดซึ่งประชาชนคนใด   หรืออิสราเอลประชากรของพระองค์ทั้งสิ้นทูล   ต่างก็สำนึกในใจของเขาในเรื่องภัยพิบัติอันจะตกแก่เขา   และได้กางมือของเขาสู่พระนิเวศนี้

39 then hear in heaven your dwelling place and forgive and act and render to each whose heart you know, according to all his ways (for you, you only, know the hearts of all the children of mankind),

39 ขอพระองค์ทรงสดับในฟ้าสวรรค์   อันเป็นที่ประทับของพระองค์   และพระราชทานอภัย   และทรงกระทำ  และทรงประทานแก่ทุกคน   ซึ่งพระองค์ทรงทราบจิตใจตามการประพฤติทั้งสิ้นของเขา   (เพราะพระองค์คือพระองค์เท่านั้นที่ทรงทราบจิตใจของ มนุษยชาติทั้งสิ้น)

40 that they may fear you all the days that they live in the land that you gave to our fathers.

40 เพื่อว่าเขาทั้งหลายจะได้ยำเกรงพระองค์ตลอดวันเวลาที่เขาทั้งหลายอาศัยในแผ่นดิน   ซึ่งพระองค์ทรงประทานแก่บรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลาย  

46 “If they sin against you—for there is no one who does not sin—and you are angry with them and give them to an enemy, so that they are carried away captive to the land of the enemy, far off or near,

46 “ถ้าเขาทั้งหลายกระทำบาปต่อพระองค์   (เพราะไม่มีมนุษย์สักคนหนึ่งซึ่งมิได้กระทำบาป)   และพระองค์ทรงกริ้วต่อเขา  และทรงมอบเขาไว้กับศัตรู   เขาจึงถูกจับไปเป็นเชลยยังแผ่นดินของศัตรูนั้น   ไม่ว่าไกลหรือใกล้

47 yet if they turn their heart in the land to which they have been carried captive, and repent and plead with you in the land of their captors, saying, ‘We have sinned and have acted perversely and wickedly,’

47 แต่ถ้าเขาสำนึกผิดในใจในแผ่นดิน ซึ่งเขาได้ถูกจับไปเป็นเชลยและได้กลับใจ   และได้ทำการวิงวอนต่อพระองค์ใน แผ่นดินของผู้จับเขาไปเป็นเชลย   ทูลว่า  'ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาป   และได้ประพฤติชั่วร้ายและอย่างอธรรม'

48 if they repent with all their mind and with all their heart in the land of their enemies, who carried them captive, and pray to you toward their land, which you gave to their fathers, the city that you have chosen, and the house that I have built for your name,

48 ถ้าเขาทั้งหลายกลับมาหาพระองค์ ด้วยสุดจิตสุดใจของเขาในแผ่นดินแห่งศัตรู ทั้งหลายของเขาผู้ซึ่งจับเขาไปเป็นเชลย   และอธิษฐานต่อพระองค์ตรงต่อแผ่นดินของเขา   ซึ่งพระองค์ทรงประทานแก่บรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย   คือเมืองซึ่งพระองค์ได้ทรงเลือกสรรไว้   และพระนิเวศซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างไว้ เพื่อพระนามของพระองค์

49 then hear in heaven your dwelling place their prayer and their plea, and maintain their cause

49 ขอพระองค์ทรงสดับคำ อธิษฐานและคำวิงวอนของเขาในฟ้าสวรรค์   อันเป็นที่ประทับของพระองค์   และขอทรงให้สิทธิอันชอบธรรมของเขาคงอยู่

50 and forgive your people who have sinned against you, and all their transgressions that they have committed against you, and grant them compassion in the sight of those who carried them captive, that they may have compassion on them

50 และขอทรงประทานอภัยแก่ประชากรของ พระองค์ผู้ได้กระทำบาปต่อพระองค์   และทรงประทานอภัยต่อการทรยศของเขาทั้งหลาย   ซึ่งเขาได้กระทำต่อพระองค์และให้เขาเป็นที่ เมตตาของคนเหล่านั้นที่จับเขาทั้งหลายไปเป็นเชลย   เพื่อเขาทั้งหลายจะได้รับความเมตตาจากเขา

51 (for they are your people, and your heritage, which you brought out of Egypt, from the midst of the iron furnace).

51 (เพราะว่าเขาทั้งหลายเป็น ประชากรของพระองค์และเป็นมรดกของพระองค์   ซึ่งพระองค์ทรงนำออกมาจากอียิปต์   จากท่ามกลางเตาเหล็ก)

52 Let your eyes be open to the plea of your servant and to the plea of your people Israel, giving ear to them whenever they call to you.

52 ขอพระเนตรของพระองค์จงลืมอยู่ต่อคำวิงวอน ของผู้รับใช้ของพระองค์   และต่อคำวิงวอนของอิสราเอลประชากรของพระองค์   ขอทรงเงี่ยพระกรรณฟังเมื่อเขาทั้งหลายร้องต่อพระองค์

53 For you separated them from among all the peoples of the earth to be your heritage, as you declared through Moses your servant, when you brought our fathers out of Egypt, O Lord GOD.”

53 เพราะพระองค์ทรงแยกเขาจากท่ามกลางชนชาติ ทั้งหลายของแผ่นดินโลกให้เป็นมรดกของพระองค์   ตามซึ่งพระองค์ตรัสทางโมเสส   ผู้รับใช้ของพระองค์   ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้า   ในเมื่อพระองค์ทรงนำบรรพบุรุษ ของข้าพระองค์ทั้งหลายออกจากอียิปต์”  


Now when Solomon prayed this prayer, God answered Solomon. And the answer of Solomon is oftentimes quoted by itself.

เมื่อซาโลมอนทรงกราบทูลคำอธิษฐานนี้   พระเจ้าทรงตอบโซโลมอน  และคำตอบแก่ซาโลมอนได้ถูกยกมากล่าวถึงบ่อยครั้ง

2 Chronicles 2 พงศาวดาร 7:14 14 if my people who are called by my name humble themselves, and pray and seek my face and turn from their wicked ways, then I will hear from heaven and will forgive their sin and heal their land.

14 ถ้าประชากรของเราผู้ซึ่งเขา เรียกกันโดยชื่อของเรานั้นจะถ่อมตัวลง   และอธิษฐานและแสวงหาหน้าของเรา   และหันเสียจากทางชั่วของเขา   เราก็จะฟังจากสวรรค์   และจะให้อภัยแก่บาป ของเขาและจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย


54 Now as Solomon finished offering all this prayer and plea to the LORD, he arose from before the altar of the LORD, where he had knelt with hands outstretched toward heaven.

54 ครั้นซาโลมอนทรงจบคำอธิษฐาน   และคำวิงวอนทั้งสิ้นนี้ต่อพระเจ้าแล้ว   ก็ทรงลุกขึ้นจากหน้าแท่นบูชาของพระเจ้า   ที่ซึ่งทรงคุกเข่าพร้อมกับกางพระหัตถ์สู่ฟ้าสวรรค์

55 And he stood and blessed all the assembly of Israel with a loud voice, saying,

55 และพระองค์ทรงประทับยืน   และทรงให้พรแก่ชุมนุมชนอิสราเอลด้วยเสียงดังว่า

56 “Blessed be the LORD who has given rest to His people Israel, according to all that He promised. Not one word has failed of all his good promise, which He spoke by Moses His servant.

56 “สาธุการแด่พระเจ้า   ผู้ทรงพระราชทานการหยุดพักแก่อิสราเอล ประชากรของพระองค์   ตามซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้ทุกประการ   พระสัญญาอันดีทั้งสิ้นของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงสัญญาทาง โมเสสผู้รับใช้ของพระองค์นั้นไม่ล้มเหลวสักคำเดียว

57 The LORD our God be with us, as he was with our fathers. May he not leave us or forsake us,

57 ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายสถิตกับเรา   ดังที่พระองค์ได้สถิตกับบรรพบุรุษของเรา   ขอพระองค์อย่าทรงละเราหรือทอดทิ้งเราเสีย

58 that He may incline our hearts to Him, to walk in all His ways and to keep His commandments, His statutes, and His rules, which He commanded our fathers.

58 เพื่อพระองค์ทรงโน้มจิตใจของเราให้มาหาพระองค์   ที่จะดำเนินในทางทั้งสิ้นของพระองค์  และรักษาบรรดา พระบัญญัติของพระองค์   กฎเกณฑ์ของพระองค์  และกฎหมายของพระองค์   ซึ่งพระองค์ทรงบัญญัติไว้แก่บรรพบุรุษของเรา

59 Let these words of mine, with which I have pleaded before the LORD, be near to the LORD our God day and night, and may he maintain the cause of His servant and the cause of His people Israel, as each day requires,

59 ขอให้ถ้อยคำเหล่านี้ของข้าพเจ้า   ซึ่งข้าพเจ้าได้วิงวอนขอต่อพระเจ้าให้อยู่ใกล้ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเราทั้งวันและคืน   และขอให้สิทธิอันชอบธรรมของผู้รับใช้ของพระองค์คงอยู่   และให้สิทธิอันชอบธรรมของอิสราเอลประชากรของ พระองค์คงอยู่   ตามต้องการแต่ละวัน

60 that all the peoples of the earth may know that the LORD is God; there is no other.

60 เพื่อบรรดาชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลก   จะทราบว่าพระเยโฮวาห์นั้นเป็นพระเจ้า   ไม่มีองค์อื่นเลย

61 Let your heart therefore be wholly true to the LORD our God, walking in His statutes and keeping His commandments, as at this day.”

61 เพราะฉะนั้นขอให้จิตใจของท่านทั้งหลายบริสุทธิ์ต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา   คือที่จะดำเนินอยู่ในกฎเกณฑ์ของพระองค์   และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ดังในเวลานี้”  

62 Then the king, and all Israel with him, offered sacrifice before the LORD.

62 แล้วพระราชาและชนอิสราเอล ทั้งปวงที่อยู่กับพระองค์ได้ถวายเครื่องสัตวบูชาแด่พระเจ้า

63 Solomon offered as peace offerings to the LORD 22,000 oxen and 120,000 sheep. So the king and all the people of Israel dedicated the house of the LORD.

63 และซาโลมอนได้ถวายสัตว์ต่อไปนี้   ซึ่งพระองค์ทรงถวายเป็นเครื่องศานติบูชาแด่พระเจ้า   คือวัวสองหมื่นสองพันตัว   และแกะหนึ่งแสนสองหมื่นตัว   พระราชาและคนอิสราเอลทั้งปวง จึงอุทิศถวายพระนิเวศแห่งพระเจ้า

We don’t sacrifice animals to God anymore because Jesus sacrificed Himself to God once for all, no more sacrifices are required.  

เราไม่ถวายสัตว์เพื่อเป็นเครื่องบูชาพระเจ้าอีกต่อไป  เพราะพระเยซูทรงสละพระชนม์แด่พระเจ้าครั้งเดียวตลอดไป  จึงไม่ต้องมีการถวายเครื่องบูชาอีกแล้ว

Often we give and sacrifice money to the Lord because we love God and want to see His kingdom advance and grow. 

บ่อยครั้งที่เราให้และเสียสละเงินถวายแด่พระเจ้า  เพราะเรารักพระเจ้าและต้องการที่จะเห็นราชอาณาจักรของพระองค์ก้าวหน้าและเติบโต

Giving so church can be built or rented, church staff can be paid, and so more people can know the Lord.

ถวายเพื่อคริสตจักรสามารถที่จะสร้างขึ้นหรือเช่า    เจ้าหน้าที่คริสตจักรจะได้รับค่าตอบแทน และเพื่อให้ผู้คนมากมายมารู้จักพระเจ้า

65 So Solomon held the feast at that time, and all Israel with him, a great assembly, from Lebo-hamath to the Brook of Egypt, before the LORD our God, seven days.

65 ซาโลมอนจึงทรงฉลองเทศกาลในเวลานั้น   พร้อมกับอิสราเอลทั้งปวงเป็นชุมนุมมโหฬาร   มีคนมาตั้งแต่ทางเข้าเมืองฮามัทจนถึงลำธารอียิปต์   ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราเป็นเจ็ด และเจ็ดวันคือสิบสี่วัน

66 On the eighth day he sent the people away, and they blessed the king and went to their homes joyful and glad of heart for all the goodness that the LORD had shown to David His servant and to Israel His people.

66 ในวันที่แปดพระองค์ทรงให้ประชาชนกลับ   เขาทั้งหลายก็ถวายพระพรแด่พระราชา   และกลับไปสู่บ้านของตนด้วยจิตใจชื่นบานและยินดี   เนื่องด้วยความดีทั้งสิ้น   ซึ่งพระเจ้าทรงสำแดงแก่ดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์   และแก่อิสราเอลประชากรของพระองค์

 

1 Kings 8