Tuesday, September 1, 2015

 

1 Kings 11 Solomon turns from the Lord

1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 11 ซาโลมอนทรงหันไปจากพระเจ้า

1 Now King Solomon loved many foreign women, along with the daughter of Pharaoh: Moabite, Ammonite, Edomite, Sidonian, and Hittite women,

1 พระราชาซาโลมอนทรงรักหญิงต่างด้าวหลายคน   นอกจากธิดาของฟาโรห์   มีหญิงคนโมอับ   คนอัมโมน   คนเอโดม   คนไซดอน   และคนฮิตไทต์

2 from the nations concerning which the LORD had said to the people of Israel, “You shall not enter into marriage with them, neither shall they with you, for surely they will turn away your heart after their gods.” Solomon clung to these in love.

2 เป็นของประชาชาติซึ่งพระเจ้าตรัสกับคนอิสราเอลว่า   “เจ้าทั้งหลายอย่าเข้าไปแต่งงานกับเขาทั้งหลาย   หรืออย่าให้เขามาแต่งงานกับเจ้า   เพราะเขาจะหันจิตใจของเจ้าไปตามพระของ เขาเป็นแน่”   ซาโลมอนทรงติดพันกับหญิงเหล่านี้ด้วยความรัก

Four hundred years before the time of David, before the time of Solomon, God foresaw that the day would come when the people would demand a king.

สี่ร้อยปีก่อนที่รัชสมัยของดาวิด   ก่อนรัชสมัยของซาโลมอน  พระเจ้าทรงเล็งเห็นล่วงหน้าว่าวันหนึ่งจะมาเมื่อประชาชนจะเรียกร้องให้มีกษัตริย์

And so in the law, God gave certain commandments for the kings.

และดังนั้นในพระบัญญัติ พระเจ้าทรงประทานบทบัญญัติสำหรับกษัตริย์


Deuteronomy พระราชบัญญัติ 17:14-20 14 “When you come to the land that the LORD your God is giving you, and you possess it and dwell in it and then say, ‘we will set a king over us, like all the nations that are around us,’

14 “เมื่อท่านมาถึงแผ่นดินที่พระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านประทานแก่ท่าน   และท่านถือกรรมสิทธิ์อาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น   แล้วท่านจะกล่าวว่า   'เราจะตั้งกษัตริย์ไว้เหนือเราเหมือนประชาชาติอื่นซึ่งอยู่รอบ เรา'

15 you may indeed set a king over you whom the LORD your God will choose. One from among your brothers you shall set as king over you. You may not put a foreigner over you, who is not your brother.

15 ก็จงตั้งผู้ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือก ไว้ให้เป็นกษัตริย์เหนือท่าน   คือตั้งผู้หนึ่งผู้ใดในพวกพี่น้องของท่านให้เป็นกษัตริย์เหนือท่าน   ท่านอย่าตั้งคนต่างด้าวซึ่งมิใช่พี่น้องของท่านให้อยู่เหนือท่าน

16 Only he must not acquire many horses for himself or cause the people to return to Egypt in order to acquire many horses, since the LORD has said to you, ‘You shall never return that way again.’

16 แต่ว่าอย่าให้ผู้นั้นมีม้าของตนเองมากเกินไป   หรือเป็นเหตุให้ประชาชนกลับไปอียิปต์   เพื่อจะมีม้ามากๆ  เพราะพระเจ้าได้ตรัสกับท่านทั้งหลายแล้วว่า   'เจ้าทั้งหลายจะไม่ได้กลับไปทางนั้นอีกเลย'

17 And he shall not acquire many wives for himself, lest his heart turn away, nor shall he acquire for himself excessive silver and gold.

17 และอย่าให้ผู้นั้นมีภรรยามาก   เกรงว่าจิตใจของเขาจะหันเหไปเสีย   หรืออย่าให้มีเงินมีทองเป็นของตนอย่างมากมาย  

18 “And when he sits on the throne of his kingdom, he shall write for himself in a book a copy of this law, approved by the Levitical priests.

18 “เมื่อผู้นั้นนั่งบัลลังก์ในราชอาณาจักรก็ให้ผู้นั้นคัดลอกกฎหมายนี้ไว้ในหนังสือเพื่อประโยชน์แก่ตนเองจากหนังสือ ที่ปุโรหิตคนเลวีรักษาอยู่นั้น

19 And it shall be with him, and he shall read in it all the days of his life, that he may learn to fear the LORD his God by keeping all the words of this law and these statutes, and doing them,

19 ให้กฎหมายนั้นอยู่กับผู้นั้น   และให้เขาอ่านอยู่เสมอตลอดชีวิตของตน   เพื่อเขาจะได้เรียนรู้ที่จะยำเกรงพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเขา   โดยรักษาถ้อยคำในกฎหมายนี้  และกฎเกณฑ์เหล่านี้และ กระทำตาม

20 that his heart may not be lifted up above his brothers, and that he may not turn aside from the commandment, either to the right hand or to the left, so that he may continue long in his kingdom, he and his children, in Israel.

20 เพื่อว่าจิตใจของเขาจะมิได้พองขึ้นสูงกว่าพี่น้องของตน   และเพื่อเขาเองจะมิได้หันเหจากพระบัญญัติไปทางขวามือหรือทางซ้ายมือ   เพื่อเขาจะได้ปกครองราชอาณาจักรของเขาอยู่ได้นาน   ทั้งตนเองและลูกหลานของตนในอิสราเอล

Solomon had really disobeyed this law of God.

ซาโลมอนได้ฝ่าฝืนกฎหมายของพระเจ้านี้จริงๆ

He multiplied horses. He had forty thousand horses.

พระองค์ทรงเพิ่มจำนวนม้า ทรงมีม้าสี่หมื่นตัว

He began to go down to Egypt and had horses brought out of Egypt.  One of his wives was an Egyptian princess.

ทรงเริ่มลงไปยังอียิปต์และได้ทรงนำม้าออกมาจากอียิปต์ หนึ่งในภรรยาของพระองค์เป็นเจ้าหญิงอียิปต์

And he loved many foreign women.

และทรงรักผู้หญิงต่างชาติจำนวนมาก

We've been reading how he multiplied gold and silver around Jerusalem.

เราได้อ่านว่าพระองค์ทรงเพิ่มพูนทองคำและเงินรอบกรุงเยรูซาเล็ม

He did exactly those things that God said he should not do.

พระองค์ทรงกระทำสิ่งที่พระเจ้าตรัสห้ามว่าไม่ควรทำ

The reason why the Lord said the king shouldn't do these things was so that their hearts would not be turned away from the Lord.

เหตุผลว่าทำไมพระเจ้าตรัสห้ามไม่ให้กษัตริย์ทำสิ่งเหล่านี้ก็คือเพื่อไม่ให้พวกกษัตริย์หันพระทัยไปจากพระเจ้า

And what happened to Solomon? His heart was turned away from the Lord.1

และสิ่งที่เกิดขึ้นกับโซโลมอน  พระทัยพระองค์ได้หันไปจากพระเจ้า

3 He had 700 wives, princesses, and 300 concubines. And his wives turned away his heart.

3 พระองค์ทรงมีมเหสีเจ็ดร้อย   และนางห้ามสามร้อย   และบรรดามเหสีของพระองค์ก็ทรงหันพระทัยของพระองค์ไปเสีย

4 For when Solomon was old his wives turned away his heart after other gods, and his heart was not wholly true to the LORD his God, as was the heart of David his father.

4 เพราะอยู่มาเมื่อซาโลมอนทรงพระชราแล้ว   มเหสีของพระองค์ได้หันพระทัยของพระองค์ให้ไปตามพระอื่น   และพระทัยของพระองค์หาได้ตรงทีเดียวต่อพระเยโฮวาห์   พระเจ้าของพระองค์   ดังพระทัยของดาวิดราชบิดาของพระองค์ไม่

5 For Solomon went after Ashtoreth the goddess of the Sidonians, and after Milcom the abomination of the Ammonites.

5 เพราะซาโลมอนทรงดำเนินตามพระอัชโทเรท   พระแม่เจ้าของคนไซดอน   และตามพระมิลโคม  สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของคนอัมโมน

6 So Solomon did what was evil in the sight of the LORD and did not wholly follow the LORD, as David his father had done.

6 ซาโลมอนจึงทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเจ้า   และมิได้ทรงติดตามพระเจ้าอย่างเต็มพระทัย   ดังดาวิดราชบิดาของพระองค์ได้ทรงกระทำมาแล้วนั้น

Be careful who your friends are. 

ระวังหน่อยว่าเพื่อนของคุณเป็นใคร

2 Corinthians 2โครินธ์ 6:14 14 Do not be unequally yoked with unbelievers. For what partnership has righteousness with lawlessness? Or what fellowship has light with darkness?

14 ท่านอย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ   เพราะว่าความชอบธรรมจะมีหุ้นส่วนอะไรกับความอธรรม   และความสว่างจะเข้าสนิทกับความมืดได้อย่างไร

Solomon had many wives and they were not believers and followers of God. 

ซาโลมอนทรงมีภรรยาหลายคนและพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้เชื่อและผู้ติดตามพระเจ้า

They believed in other gods and worshipped idols. 

พวกเขาเชื่อในพระอื่นๆ และรูปเคารพ

To make them happy Solomon built things for them to worship and joined them, going away from God.

เพื่อทรงทำให้พวกเขามีความสุขซาโลมอนทรงสร้างสิ่งที่พวกเขาไปนมัสการและทรงร่วมสมทบกับพวกเขาหันออกไปจากพระเจ้า

We are to be friendly to all people but not close friends with them if they don’t believe in God.  They can draw our hearts away from God.

เรามีความเป็นมิตรกับทุกคน แต่ไม่เป็นเพื่อนสนิทกับพวกเขาถ้าพวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาสามารชักนำจิตใจของเราออกไปจากพระเจ้า

7 Then Solomon built a high place for Chemosh the abomination of Moab, and for Molech the abomination of the Ammonites, on the mountain east of Jerusalem.

7 แล้วซาโลมอนได้ทรงสร้างปูชนียสถานสูงสำหรับ พระเคโมช   สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของโมอับ   ในภูเขาที่อยู่ตรงข้ามเยรูซาเล็ม   และสำหรับพระโมเลค   สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของคนอัมโมน

8 And so he did for all his foreign wives, who made offerings and sacrificed to their gods.

8 และพระองค์จึงทรงกระทำดังนั้นเพื่อมเหสีต่างด้าวของ พระองค์ทั้งสิ้น   ผู้ที่ได้เผาเครื่องหอมและถวายเครื่องสัตวบูชาแก่บรรดา พระของเขา 

9 And the LORD was angry with Solomon, because his heart had turned away from the LORD, the God of Israel, who had appeared to him twice

9 พระเจ้าทรงกริ้วต่อซาโลมอน เพราะพระทัยของท่านได้หันไปเสียจากพระเยโฮวาห์   พระเจ้าแห่งอิสราเอล   ผู้ได้ทรงปรากฏแก่ท่านสองครั้งแล้ว

10 and had commanded him concerning this thing, that he should not go after other gods. But he did not keep what the LORD commanded.

10 และได้ทรงบัญชาท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้   ว่าท่านไม่ควรไปติดตามพระอื่น   แต่ท่านมิได้รักษาพระบัญชาของพระเจ้า

11 Therefore the LORD said to Solomon, “Since this has been your practice and you have not kept my covenant and my statutes that I have commanded you, I will surely tear the kingdom from you and will give it to your servant.

11 เพราะฉะนั้นพระเจ้าตรัสกับซาโลมอนว่า   “เนื่องด้วยความคิดของเจ้าเป็นอย่างนี้   และเจ้ามิได้รักษาพันธสัญญาของเราและกฎเกณฑ์ของเรา   ซึ่งเราได้บัญชาเจ้าไว้   เราจะฉีกอาณาจักรเสียจากเจ้าเป็นแน่   และให้แก่ข้าราชการของเจ้า

12 Yet for the sake of David your father I will not do it in your days, but I will tear it out of the hand of your son.

12 กระนั้นก็ดีเพราะเห็นแก่ดาวิดบิดาของเจ้า   เราจะไม่กระทำในวันเวลาของเจ้า   แต่เราจะฉีกออกจากมือบุตรชายของเจ้า

13 However, I will not tear away all the kingdom, but I will give one tribe to your son, for the sake of David my servant and for the sake of Jerusalem that I have chosen.”

13 อย่างไรก็ดี  เราจะไม่ฉีกเสียหมดอาณาจักร   แต่เราจะให้เผ่าหนึ่งแก่บุตรชายของเจ้า   เพื่อเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเรา   และเพื่อเห็นแก่เยรูซาเล็มซึ่งเราได้เลือกไว้”  

14 And the LORD raised up an adversary against Solomon, Hadad the Edomite. He was of the royal house in Edom.

14 พระเจ้าทรงให้ปฏิปักษ์เกิดขึ้นต่อสู้ซาโลมอน   คือฮาดัดคนเอโดม  ท่านเป็นเชื้อสายราชวงศ์แห่งเอโดม

15 For when David was in Edom, and Joab the commander of the army went up to bury the slain, he struck down every male in Edom

15 เพราะเมื่อดาวิดอยู่ในเอโดม   และโยอาบผู้บัญชาการกองทัพได้ขึ้นไปฝังผู้ที่ถูกฆ่า   เขาได้ฆ่าผู้ชายทุกคนในเอโดมเสีย

16 (for Joab and all Israel remained there six months, until he had cut off every male in Edom).

16 (เพราะโยอาบและคนอิสราเอลทั้งสิ้นยังอยู่ที่นั่นหกเดือน   จนกว่าเขาจะได้ฆ่าผู้ชายทุกคนในเอโดม)

17 But Hadad fled to Egypt, together with certain Edomites of his father's servants, Hadad still being a little child.

17 แต่ฮาดัดได้หนีไปอียิปต์  พร้อมกับคนเอโดมบางคนผู้เป็นข้าราชการของบิดาของท่าน   ครั้งนั้นฮาดัดยังเป็นเด็กเล็กๆอยู่

18 They set out from Midian and came to Paran and took men with them from Paran and came to Egypt, to Pharaoh king of Egypt, who gave him a house and assigned him an allowance of food and gave him land.

18 เขาทั้งหลายยกออกจากมีเดียนมายังปาราน   และพาคนจากปารานมากับเขาและมาถึงอียิปต์   เฝ้าฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์ผู้ประทานเรือนหลังหนึ่งแก่เขา   และกำหนดให้ได้รับปันเสบียงอาหาร   และประทานที่ดินให้เขาด้วย

19 And Hadad found great favor in the sight of Pharaoh, so that he gave him in marriage the sister of his own wife, the sister of Tahpenes the queen.

19 และฮาดัดเป็นที่ชอบมากในสายตาของฟาโรห์   ฟาโรห์จึงประทานน้องสาวของมเหสีของท่านเอง   คือขนิษฐาของพระราชินีทาเปเนสให้แต่งงานกับเขา

20 And the sister of Tahpenes bore him Genubath his son, whom Tahpenes weaned in Pharaoh's house. And Genubath was in Pharaoh's house among the sons of Pharaoh.

20 และขนิษฐาของทาเปเนสก็ประสูติเกนูบัทให้ท่าน   เป็นบุตรชาย  ผู้ซึ่งทัฆพเนสให้หย่านมในวังของฟาโรห์   และเกนูบัทอยู่ในวังของฟาโรห์ในหมู่ราชโอรสของฟาโรห์

21 But when Hadad heard in Egypt that David slept with his fathers and that Joab the commander of the army was dead, Hadad said to Pharaoh, “Let me depart, that I may go to my own country.”

21 แต่เมื่อฮาดัดอยู่ในอียิปต์ได้ยินว่า   ดาวิดได้ล่วงลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์แล้ว   และโยอาบผู้บัญชาการกองทัพก็สิ้นชีวิตแล้ว   ฮาดัดจึงทูลฟาโรห์ว่า   “ขอข้าพระบาททูลลา   เพื่อข้าพระบาทจะกลับไปยังประเทศของข้าพระบาทเอง”

22 But Pharaoh said to him, “What have you lacked with me that you are now seeking to go to your own country?” And he said to him, “Only let me depart.”

22 แต่ฟาโรห์ตรัสกับท่านว่า   “ท่านอยู่กับเราขาดสิ่งใดหรือ   บัดนี้ท่านจึงเสาะหาที่จะกลับไปยังประเทศของท่าน”   และท่านก็ทูลพระองค์ว่า   “ไม่ขาดสิ่งใดพระเจ้าข้า  แต่ขอให้ข้าพระบาทไปเถิด”  

23 God also raised up as an adversary to him, Rezon the son of Eliada, who had fled from his master Hadadezer king of Zobah.

23 พระเจ้าได้ทรงให้ปฏิปักษ์เกิดขึ้นต่อสู้ท่านอีกคนหนึ่ง   คือเรโซนบุตรของเอลียาดา  ผู้ที่หนีไปจาก ฮาดัดเอเซอร์กษัตริย์แห่งโศบาห์เจ้านายของตน

24 And he gathered men about him and became leader of a marauding band, after the killing by David. And they went to Damascus and lived there and made him king in Damascus.

24 เมื่อดาวิดเข่นฆ่าชาวโศบาห์เขาก็รวบรวม ผู้คนให้อยู่กับเขา   กลายเป็นหัวหน้าของกองปล้น   และเขาทั้งหลายก็ไปยังเมืองดามัสกัสอาศัยอยู่ที่นั่น และครอบครองเมืองดามัสกัส

Hadad was a man from Edom who lived in Egypt and married the sister of the Pharaoh’s wife. 

ฮาดัดเป็นคนจากเมืองเอโดมที่อาศัยอยู่ในอียิปต์และแต่งงานกับน้องสาวของมเหสีของฟาโรห์

He moved to Damascus (the country of Syria) where he was made king.

เขาได้ย้ายไปดามัสกัส (ประเทศซีเรีย) ที่ซึ่งแต่งตั้งเขาเป็นกษัตริย์

He and his men made attacks against Israel. 

เขาและคนของเขาได้ทำการโจมตีอิสราเอล

25 He was an adversary of Israel all the days of Solomon, doing harm as Hadad did. And he loathed Israel and reigned over Syria.

25 ท่านเป็นปฏิปักษ์ของอิสราเอลตลอดวันเวลาของซาโลมอน   ก่อเหตุร้ายดังที่ฮาดัดได้กระทำ  และท่านเกลียดชังอิสราเอล   และได้ปกครองอยู่เหนือซีเรีย  

26 Jeroboam the son of Nebat, an Ephraimite of Zeredah, a servant of Solomon, whose mother's name was Zeruah, a widow, also lifted up his hand against the king.

26 เยโรโบอัมบุตรเนบัท  คนเอฟราอิม  ชาวเมืองเศเรดาห์   ข้าราชการคนหนึ่งของซาโลมอน  มารดาชื่อเศรุวาห์เป็นหญิงม่าย   ได้ยกมือขึ้นต่อสู้พระราชาด้วย

27 And this was the reason why he lifted up his hand against the king. Solomon built the Millo, and closed up the breach of the city of David his father.

27 ต่อไปนี้เป็นสาเหตุที่ท่านยกมือขึ้นต่อสู้พระราชา   คือซาโลมอนทรงสร้างป้อมมิลโล   และอุดช่องกำแพงนครของดาวิดราชบิดาของพระองค์

28 The man Jeroboam was very able, and when Solomon saw that the young man was industrious he gave him charge over all the forced labor of the house of Joseph.

28 เยโรโบอัมเป็นทแกล้วทหาร   เมื่อซาโลมอนทรงเห็นว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนขยัน   พระองค์จึงให้ท่านดูแลเหนือแรงงานเกณฑ์ทั้งสิ้น ของพงศ์พันธุ์โยเซฟ

29 And at that time, when Jeroboam went out of Jerusalem, the prophet Ahijah the Shilonite found him on the road. Now Ahijah had dressed himself in a new garment, and the two of them were alone in the open country.

29 และอยู่มาในคราวนั้นเมื่อเยโรโบอัม ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม   อาหิยาห์ผู้เผยพระวจนะชาวชีโลห์ ได้พบท่านที่กลางทาง   อาหิยาห์สวมเสื้อใหม่ตัวหนึ่ง   และคนทั้งสองก็อยู่ลำพังในทุ่งนา

30 Then Ahijah laid hold of the new garment that was on him, and tore it into twelve pieces.

30 แล้วอาหิยาห์ก็จับเสื้อใหม่ที่ สวมอยู่ฉีกออกเป็นสิบสองชิ้น

31 And he said to Jeroboam, “Take for yourself ten pieces, for thus says the LORD, the God of Israel, ‘Behold, I am about to tear the kingdom from the hand of Solomon and will give you ten tribes

31 และท่านพูดกับเยโรโบอัมว่า   “ท่านจงเอาไปสิบชิ้นเพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่ง อิสราเอลตรัสดังนี้ว่า   'ดูเถิด   เรากำลังจะฉีกอาณาจักรจากมือของซาโลมอน   และจะให้เจ้าสิบเผ่า

32 (but he shall have one tribe, for the sake of my servant David and for the sake of Jerusalem, the city that I have chosen out of all the tribes of Israel),

32 (แต่เขาจะมีเผ่าหนึ่งเพื่อเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเรา   และเพื่อเห็นแก่เยรูซาเล็มเมืองซึ่งข้าพระองค์เลือกจาก ท่ามกลางเผ่าทั้งปวงของอิสราเอล)

33 because they have forsaken Me and worshiped Ashtoreth the goddess of the Sidonians, Chemosh the god of Moab, and Milcom the god of the Ammonites, and they have not walked in My ways, doing what is right in My sight and keeping My statutes and My rules, as David his father did.

33 เพราะเขาได้ทอดทิ้งเรา  และได้นมัสการพระอัชโทเรท   พระนางเจ้าของชาวไซดอน   เคโมชพระของโมอับและมิลโคมพระของคนอัมโมน   และมิได้ดำเนินในทางของเรา   มิได้กระทำการเที่ยงธรรมในสายตาของเรา   และรักษากฎเกณฑ์ของเรา และกฎหมายของเรา   อย่างกับดาวิดบิดาของเขาได้กระทำนั้น



That is, one tribe outside of Judah. And so the Southern Kingdom was Judah and Benjamin.

นั่นคือชนเผ่าหนึ่งที่ไม่อยู่ในอาณาจักรของยูดาห์ และดังนั้นราชอาณาจักรทางใต้เป็นยูดาห์และเบนจามิน

And the Northern Kingdom were the other ten tribes.

และราชอาณาจักรทางเหนือประกอบด้วยชนเผ่าอีกสิบเผ่า

They comprise the kingdom that became known as Israel and the southern two became known as Judah.

พวกเขาประกอบเป็นราชอาณาจักรที่กลายเป็นที่รู้จักในนามอิสราเอล  และอาณาจักรตอนใต้ทั้งสองกลายเป็นที่รู้จักในนามยูดาห์

So here is the prophecy of Ahijah to Jeroboam.

ดังนั้นนี่คือคำพยากรณ์ที่อาหิยาห์ทูลต่อเยโรโบอัม

The fact that he is going to become the ruler and the king over ten of the tribes of Israel.

ความจริงที่ว่าท่านกำลังจะกลายเป็นผู้ปกครองและกษัตริย์ปกครองชนเผ่าสิบตระกูลของอิสราเอล

34 Nevertheless, I will not take the whole kingdom out of his hand, but I will make him ruler all the days of his life, for the sake of David my servant whom I chose, who kept my commandments and my statutes.

34 ถึงกระนั้นก็ดี  เราจะไม่เอาอาณาจักรทั้งหมดออก

จากมือของเขา   แต่เราจะกระทำให้เขาเป็นผู้ครอบครองอยู่ตลอดวันเวลา แห่งชีวิตของเขา   เพราะเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเราผู้ซึ่งเราได้เลือกไว้   ผู้รักษาบัญญัติของเรา  และกฎเกณฑ์ของเรา

35 But I will take the kingdom out of his son's hand and will give it to you, ten tribes.

35 แต่เราจะเอาอาณาจักรออกจากมือบุตรชายของเขา   และจะมอบให้เจ้าสิบเผ่า

36 Yet to his son I will give one tribe, that David my servant may always have a lamp before me in Jerusalem, the city where I have chosen to put my name.

36 เรายังจะให้เผ่าหนึ่งแก่บุตรชายของเขา   เพื่อดาวิดผู้รับใช้ของเราจะมีประทีปดวงหนึ่งต่อหน้า ข้าพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็มเสมอ   เป็นเมืองซึ่งเราได้เลือกเพื่อประดิษฐานชื่อของเราไว้ที่นั่น

37 And I will take you, and you shall reign over all that your soul desires, and you shall be king over Israel.

37 เราจะเอาตัวเจ้า  เจ้าจะปกครอง ให้กว้างขวางตามชอบใจของเจ้า   และเจ้าจะเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล

38 And if you will listen to all that I command you, and will walk in My ways, and do what is right in My eyes by keeping My statutes and My commandments, as David My servant did, I will be with you and will build you a sure house, as I built for David, and I will give Israel to you.

38 และถ้าเจ้าเชื่อฟังทุกสิ่งที่เราบัญชาแก่เจ้า   และจะดำเนินในทางทั้งหลายของเรา   และกระทำการเที่ยงธรรมในสายตาของเรา   โดยรักษากฎเกณฑ์ของเรา  และบัญญัติของเราดังดาวิด ผู้รับใช้ของข้าพระองค์ได้กระทำ   เราจะอยู่กับเจ้า   และจะสร้างเจ้าให้เป็นราชวงศ์ที่มั่นคง   ดังที่เราได้สร้างเพื่อดาวิด   และเราจะให้อิสราเอลแก่เจ้า

39 And I will afflict the offspring of David because of this, but not forever.’”

39 ด้วยเหตุนี้เราจะให้ความทุกข์ใจแก่ราชวงศ์ของดาวิด   แต่ไม่เป็นนิตย์' ”

40 Solomon sought therefore to kill Jeroboam. But Jeroboam arose and fled into Egypt, to Shishak king of Egypt, and was in Egypt until the death of Solomon.

40 ฉะนั้นซาโลมอนจึงทรงหาช่องจะประหารเยโรโบอัมเสีย   แต่เยโรโบอัมได้ลุกขึ้นหนีเข้าไปในอียิปต์   ไปยังชิชักกษัตริย์อียิปต์  และอยู่ในอียิปต์จนถึง ซาโลมอนสิ้นพระชนม์

41 Now the rest of the acts of Solomon, and all that he did, and his wisdom, are they not written in the Book of the Acts of Solomon?

41 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของซาโลมอน   และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำและพระสติปัญญา ของพระองค์   มิได้บันทึกไว้ในหนังสือพระราชกิจของซาโลมอนหรือ

42 And the time that Solomon reigned in Jerusalem over all Israel was forty years.

42 และเวลาที่ซาโลมอนทรงครอบครองในเยรูซาเล็ม   เหนืออิสราเอลทั้งสิ้นนั้น  เป็นสี่สิบปี

43 And Solomon slept with his fathers and was buried in the city of David his father. And Rehoboam his son reigned in his place.

43 และซาโลมอนก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์   และเขาฝังพระศพพระองค์ไว้ในนครของดาวิดราชบิดา ของพระองค์   และเรโหโบอัม   ราชโอรสของพระองค์ก็ขึ้นครองแทน

จะได้เป็นกษัตริย์ของชนเผ่าทั้งสิบในอาณาจักรตอนเหนือ

1 Kings 11