Thursday, September 24, 2015

 

1 Kings 18 Elijah Confronts Ahab

1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 18 เอลียาห์เผชิญหน้ากษัตริย์อาหับ  

1 After many days the word of the LORD came to Elijah, in the third year, saying, “Go, show yourself to Ahab, and I will send rain upon the earth.”

1 และอยู่ต่อมาหลายวัน   พระวจนะของพระเจ้ามาถึงเอลียาห์ในปีที่สามว่า   “ไปซี   และแสดงตัวของเจ้าต่ออาหับ   และเราจะส่งฝนมาเหนือพื้นดิน”

2 So Elijah went to show himself to Ahab. Now the famine was severe in Samaria.

2 เอลียาห์ก็ไปแสดงตัวต่ออาหับ   การกันดารอาหารนั้นสาหัสมากในสะมาเรีย

3 And Ahab called Obadiah, who was over the household. (Now Obadiah feared the LORD greatly,

3 และอาหับรับสั่งเรียกโอบาดีห์ผู้เป็นอธิบดีกรมวัง   (ฝ่ายโอบาดีห์นั้นเคารพพระเจ้ายิ่งนัก

Obadiah was in charge over all the servants working in King Ahab’s house.

โอบาดีห์มีหน้าที่ควบคุมดูแลข้าราชการในพระราชวังของกษัตริย์อาหับ

King Ahab was an evil man who chose not to believe in God, to obey Him or to worship Him.

กษัตริย์อาหับเป็นคนชั่วร้ายผู้ทรงเลือกที่จะไม่เชื่อพระเจ้า   ไม่เชื่อฟังพระองค์หรือไม่นมัสการพระองค์

Obadiah was courageous in living for the Lord in this situation.

โอบาดีห์เป็นคนกล้าหาญในการมีชีวิตเพื่อพระเจ้าในสถานการณ์เช่นนี้

4 and when Jezebel cut off the prophets of the LORD, Obadiah took a hundred prophets and hid them by fifties in a cave and fed them with bread and water.)

4 และเมื่อเยเซเบลกำจัดผู้เผยพระวจนะ ของพระเจ้าออกไป   โอบาดีห์ได้นำผู้เผยพระวจนะหนึ่งร้อย คนซ่อนไว้ตามถ้ำแห่งละห้าสิบคน   และเลี้ยงเขาทั้งหลายด้วยขนมปังและน้ำ)

5 And Ahab said to Obadiah, “Go through the land to all the springs of water and to all the valleys. Perhaps we may find grass and save the horses and mules alive, and not lose some of the animals.”

5 และอาหับรับสั่งโอบาดีห์ว่า   “จงไปให้ทั่วพื้นแผ่นดินไปหาธารน้ำพุ   และไปให้ทั่วทุกหุบเขา   ชะรอยเราจะพบหญ้า   และรักษาชีวิตม้าและล่อให้คงอยู่ได้   และไม่ต้องสูญเสียสัตว์ไปบ้าง”

6 So they divided the land between them to pass through it. Ahab went in one direction by himself, and Obadiah went in another direction by himself.

6 ดังนั้นเขาก็แบ่งดินแดนกันเพื่อจะออกไปค้น   อาหับเสด็จไปทางหนึ่ง   ฝ่ายโอบาดีห์ไปอีกทางหนึ่ง  

7 And as Obadiah was on the way, behold, Elijah met him. And Obadiah recognized him and fell on his face and said, “Is it you, my lord Elijah?”

7 เมื่อโอบาดีห์กำลังไปตามทาง ดูเถิด เอลียาห์ได้พบท่าน   และโอบาดีห์ก็จำท่านได้   จึงซบหน้าลงพูดว่า   “เอลียาห์ เจ้านายของข้าพเจ้า   เป็นตัวท่านเองจริงหรือ”

8 And he answered him, “It is I. Go, tell your lord, ‘Behold, Elijah is here.’”

8 และท่านก็ตอบเขาว่า   “ตัวฉันเอง จงไปบอกเจ้านายของท่านว่า   'ดูเถิด เอลียาห์อยู่ที่นี่' ”

9 And he said, “How have I sinned, that you would give your servant into the hand of Ahab, to kill me?

9 และเขากล่าวว่า   “ข้าพเจ้าได้กระทำผิดประการใด   ท่านจึงจะมอบผู้รับใช้ของท่านไว้ในพระหัตถ์ของอาหับ ให้ประหารข้าพเจ้าเสีย

10 As the LORD your God lives, there is no nation or kingdom where my lord has not sent to seek you. And when they would say, ‘He is not here,’ he would take an oath of the kingdom or nation, that they had not found you.

10 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด   ไม่มีประชาชาติหรือราชอาณาจักรใด   ที่เจ้านายของข้าพเจ้ามิได้ส่งคนไปเสาะหาท่าน   และเมื่อเขาทั้งหลายกราบทูลว่า   'เขาไม่อยู่ที่นี่ พระเจ้าข้า'   พระองค์ก็ให้ประชาชาติหรือราชอาณาจักรสาบานว่า   เขาทั้งหลายมิได้พบท่าน

11 And now you say, ‘Go, tell your lord, “Behold, Elijah is here.”’

11 และคราวนี้ท่านกล่าวว่า   'จงไปบอกเจ้านายของท่านว่า   “ดูเถิด เอลียาห์อยู่ที่นี่” '

12 And as soon as I have gone from you, the Spirit of the LORD will carry you I know not where. And so, when I come and tell Ahab and he cannot find you, he will kill me, although I your servant have feared the LORD from my youth.

12 พอข้าพเจ้าไปจากท่านแล้ว   พระวิญญาณของพระเจ้าจะมาพาท่านไป ณ ที่ใดข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ   ฉะนั้น   เมื่อข้าพเจ้าไปทูลกษัตริย์อาหับ   และพระองค์หาท่านไม่พบ   พระองค์ก็จะทรงประหารข้าพเจ้าเสีย   ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านยำเกรงพระเจ้าตั้งแต่หนุ่มๆมา

Obadiah believed in God and honored him since he was a child, just like you.

โอบาดีห์เชื่อในพระเจ้าและถวายเกียรติพระองค์ตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็กเหมือนพวกคุณ

13 Has it not been told my lord what I did when Jezebel killed the prophets of the LORD, how I hid a hundred men of the LORD's prophets by fifties in a cave and fed them with bread and water?

13 ไม่มีผู้ใดเรียนเจ้านายของข้าพเจ้าดอกหรือว่า   ข้าพเจ้าได้กระทำสิ่งใดเมื่อเยเซเบลประหาร ศาสดาพยากรณ์ของพระเจ้าเสีย   และข้าพเจ้าได้ซ่อนผู้เผยพระวจนะ หนึ่งร้อยคนของพระเจ้าไว้ตามถ้ำแห่งละห้าสิบคน   และเลี้ยงเขาด้วยขนมปังและน้ำ

14 And now you say, ‘Go, tell your lord, “Behold, Elijah is here”’; and he will kill me.”

14 และคราวนี้ท่านบอกว่า   'จงไปบอกเจ้านายของท่านว่า   “ดูเถิด   เอลียาห์อยู่ที่นี่” '   พระองค์จะทรงประหารข้าพเจ้าเสีย”

15 And Elijah said, “As the LORD of hosts lives, before whom I stand, I will surely show myself to him today.”

15 และเอลียาห์กล่าวว่า   “พระเจ้าจอมโยธาผู้ซึ่งข้าพเจ้าปฏิบัติอยู่ทรงพระชนม์ อยู่แน่ฉันใด   ข้าพเจ้าจะแสดงตัวของข้าพเจ้าแก่อาหับในวันนี้แน่”

16 So Obadiah went to meet Ahab, and told him. And Ahab went to meet Elijah.

16 โอบาดีห์จึงไปเฝ้าอาหับและทูลพระองค์   อาหับก็เสด็จไปพบเอลียาห์  

17 When Ahab saw Elijah, Ahab said to him, “Is it you, you troubler of Israel?”

17 และอยู่มาเมื่ออาหับทอดพระเนตรเห็นเอลียาห์   อาหับก็ตรัสกับท่านว่า   “นี่ตัวเจ้าหรือ   เจ้าผู้ทำความลำบากให้อิสราเอล”

The one really causing trouble for Israel was not Elijah, it was King Ahab.

บุคคลที่ทำให้อิสราเอลเกิดความลำบากไม่ใช่เอลียาห์   แต่เป็นกษัตริย์อาหับ

18 And he answered, “I have not troubled Israel, but you have, and your father's house, because you have abandoned the commandments of the LORD and followed the Baals.

18 และท่านจึงทูลว่า   “ข้าพระบาทมิได้กระทำความลำบากแก่อิสราเอล   แต่ฝ่าพระบาทได้กระทำ   และราชวงศ์บิดาของฝ่าพระบาท   เพราะว่าพวกฝ่าพระบาทได้ทอดทิ้งพระบัญญัติของพระเจ้า   และติดตามบรรดาพระบาอัล

19 Now therefore send and gather all Israel to me at Mount Carmel, and the 450 prophets of Baal and the 400 prophets of Asherah, who eat at Jezebel's table.”

19 เพราะฉะนั้นขอทรงสั่งให้บรรดาชนอิสราเอล มาพบข้าพระบาทที่ภูเขาคารเมล   ทั้งผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลสี่ร้อยห้าสิบคนนั้น   และผู้เผยพระวจนะของพระอาเชราห์สี่ร้อยคนนั้น   ผู้ซึ่งรับประทานที่โต๊ะเสวยของพระนางเยเซเบล”

The Priests of Baal Defeated at Mount Carmel

พวกพระของพระบาอัลพ่ายแพ้ที่ภูเขาคาร์เมล

20 So Ahab sent to all the people of Israel and gathered the prophets together at Mount Carmel.

20 อาหับจึงทรงส่งไปยังคนอิสราเอลทั้งปวง   และชุมนุมผู้เผยพระวจนะที่ภูเขาคารเมล

21 And Elijah came near to all the people and said, “How long will you go limping between two different opinions? If the LORD is God, follow him; but if Baal, then follow him.” And the people did not answer him a word.

21 และเอลียาห์ก็เข้ามาใกล้ประชาชนทั้งปวงกล่าวว่า   “ท่านทั้งหลายจะขยักขย่อนอยู่ระหว่างสองฝ่ายนี้นานสักเท่าใด   ถ้าพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้า   จงติดตามพระองค์   แต่ถ้าพระบาอัลเป็น   ก็จงตามท่านไปเถิด”   และประชาชนไม่ตอบท่านสักคำเดียว

22 Then Elijah said to the people, “I, even I only, am left a prophet of the LORD, but Baal's prophets are 450 men.

22 แล้วเอลียาห์พูดกับประชาชนว่า   “ตัวข้าพเจ้า คือข้าพเจ้าแต่ผู้เดียวเป็นผู้เผย พระวจนะของพระเจ้าที่เหลืออยู่   แต่ผู้เผยพระวจนะพระบาอัลมีสี่ร้อยห้าสิบคน

23 Let two bulls be given to us, and let them choose one bull for themselves and cut it in pieces and lay it on the wood, but put no fire to it. And I will prepare the other bull and lay it on the wood and put no fire to it.

23 ขอให้เขามอบวัวผู้แก่เราสองตัว   แล้วขอให้เขาทั้งหลายเลือกวัวเป็นของเขาตัวหนึ่ง   ฟันเป็นท่อนๆวางไว้บนกองฟืนแต่อย่าใส่ไฟ   และข้าพเจ้าจะเตรียมวัวผู้อีกตัวหนึ่งนั้นวางไว้บนฟืน   และไม่ใส่ไฟ

24 And you call upon the name of your god, and I will call upon the name of the LORD, and the God who answers by fire, he is God.” And all the people answered, “It is well spoken.”

24 และท่านทั้งหลายจงร้องออกพระนามพระเจ้าของท่าน   และข้าพเจ้าจะร้องออกพระนามพระเยโฮวาห์   พระเจ้าองค์ที่ทรงตอบด้วยไฟ   พระองค์นั้นแหละทรงเป็นพระเจ้า”   และประชาชนทั้งปวงก็ตอบว่า   “อย่างที่พูดก็ดีแล้ว”

25 Then Elijah said to the prophets of Baal, “Choose for yourselves one bull and prepare it first, for you are many, and call upon the name of your god, but put no fire to it.”

25 แล้วเอลียาห์พูดกับผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลว่า   “จงเลือกวัวผู้ตัวหนึ่งสำหรับท่านและตระเตรียมเสียก่อน   เพราะพวกท่านมากคนด้วยกัน   จงร้องออกพระนามพระเจ้าของท่าน   แต่อย่าใส่ไฟ”

26 And they took the bull that was given them, and they prepared it and called upon the name of Baal from morning until noon, saying, “O Baal, answer us!” But there was no voice, and no one answered. And they limped around the altar that they had made.

26 เขาทั้งหลายก็เอาวัวผู้ที่เขานำมาให้   และเขาทั้งหลายก็จัดเตรียมและร้องออกพระนามพระบาอัล   ตั้งแต่เวลาเช้าจนเที่ยงกล่าวว่า   “ข้าแต่พระบาอัล   ขอตอบพวกข้าพเจ้าเถิด”   แต่ก็ไม่มีเสียงและไม่มีใครตอบ   และเขาก็โขยกเขยกอยู่รอบแท่นซึ่งเขาได้สร้างขึ้นนั้น

27 And at noon Elijah mocked them, saying, “Cry aloud, for he is a god. Either he is musing, or he is relieving himself, or he is on a journey, or perhaps he is asleep and must be awakened.”

27 ครั้นถึงเวลาเที่ยงเอลียาห์ก็เย้ยเขาทั้งหลายว่า   “ร้องให้ดังๆซี   เพราะท่านเป็นพระเจ้าองค์หนึ่ง   ท่านกำลังติดธุระอยู่   หรือท่านกำลังไปทุ่ง หรือท่านไปเที่ยว   หรือชะรอยท่านกำลังหลับอยู่ และจะต้องปลุก”

28 And they cried aloud and cut themselves after their custom with swords and lances, until the blood gushed out upon them.

28 เขาทั้งหลายก็ร้องเสียงดัง   และเชือดเฉือนตัวเองตามธรรมเนียมของเขาด้วยดาบและหลาว   จนโลหิตไหลพุ่งออกมาตามตัว

29 And as midday passed, they raved on until the time of the offering of the oblation, but there was no voice. No one answered; no one paid attention.

29 และเมื่อผ่านเที่ยงวันไปแล้ว   เขาก็พร่ำต่อไปจนถึงเวลาถวายบูชา   แต่ไม่มีเสียง   ไม่มีใครตอบ   ไม่มีใครฟัง  

30 Then Elijah said to all the people, “Come near to me.” And all the people came near to him. And he repaired the altar of the LORD that had been thrown down.

30 แล้วเอลียาห์พูดกับประชาชนทั้งปวงว่า   “จงเข้ามาใกล้ข้าพเจ้า”   และประชาชนทั้งปวงก็เข้ามาใกล้ท่าน   และท่านก็ซ่อมแท่นบูชาของพระเจ้าที่ถูกทำลายลงนั้น

31 Elijah took twelve stones, according to the number of the tribes of the sons of Jacob, to whom the word of the LORD came, saying, “Israel shall be your name,”

31 เอลียาห์นำศิลาสิบสองก้อนมาตามจำนวนเผ่า ของบุตรชายของยาโคบ   ผู้ซึ่งพระวจนะของพระเจ้ามาถึงว่า   “อิสราเอลจะเป็นชื่อของเจ้า”

32 and with the stones he built an altar in the name of the LORD. And he made a trench about the altar, as great as would contain two seahs of seed.

32 และท่านได้สร้างแท่นบูชาด้วยศิลาในพระนามของพระเจ้า   และท่านได้ขุดร่องรอบแท่นใหญ่พอจุเมล็ดพืชได้สองถัง

33 And he put the wood in order and cut the bull in pieces and laid it on the wood. And he said, “Fill four jars with water and pour it on the burnt offering and on the wood.”

33 และท่านก็วางฟืนไว้เป็นระเบียบและฟันวัวผู้นั้นเป็นท่อนๆ และวางไว้บนกองฟืน และท่านกล่าวว่า   “จงเติมน้ำให้เต็มสี่ไหและเทลงบนเครื่องเผาบูชา   และบนกองฟืน”

34 And he said, “Do it a second time.” And they did it a second time. And he said, “Do it a third time.” And they did it a third time.

34 และท่านกล่าวว่า   “จงกระทำครั้งที่สอง”   และเขาก็กระทำครั้งที่สอง   และท่านกล่าวว่า   “จงกระทำครั้งที่สาม”   และเขาก็กระทำครั้งที่สาม

35 And the water ran around the altar and filled the trench also with water.

35 และน้ำไหลรอบแท่นบูชา   และท่านใส่น้ำเต็มร่อง  

36 And at the time of the offering of the oblation, Elijah the prophet came near and said, “O LORD, God of Abraham, Isaac, and Israel, let it be known this day that you are God in Israel, and that I am your servant, and that I have done all these things at your word.

36 และอยู่มาเมื่อถึงเวลาถวายบูชา   เอลียาห์ผู้เผยพระวจนะก็เข้ามาใกล้ทูลว่า   “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอับราฮัม   อิสอัคและอิสราเอล   ขอให้ทราบเสียทั่วกันในวันนี้ว่า   พระองค์คือพระเจ้าในอิสราเอล   และข้าพระองค์เป็นผู้รับใช้ของพระองค์   และข้าพระองค์ได้กระทำบรรดาสิ่งเหล่านี้ ตามพระดำรัสของพระองค์

37 Answer me, O LORD, answer me, that this people may know that you, O LORD, are God, and that you have turned their hearts back.”

37 ข้าขอแต่พระเจ้า   ขอทรงฟังข้าพระองค์   ทรงฟังข้าพระองค์   เพื่อชนชาตินี้จะทราบว่าพระองค์คือพระเยโฮวาห์   ทรงเป็นพระเจ้า   และพระองค์ทรงหันจิตใจของเขาทั้งหลายกลับมาอีก”

38 Then the fire of the LORD fell and consumed the burnt offering and the wood and the stones and the dust, and licked up the water that was in the trench.

38 แล้วไฟของพระเจ้าก็ตกลงมาและไหม้เครื่องเผาบูชา และฟืนและหิน และผงคลี และเลียน้ำซึ่งอยู่ในคู

39 And when all the people saw it, they fell on their faces and said, “The LORD, He is God; the LORD, He is God.”

39 และเมื่อประชาชนทั้งปวงได้เห็น   เขาก็ซบหน้าลงและร้องว่า   “พระเยโฮวาห์พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า   พระเยโฮวาห์พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า”

40 And Elijah said to them, “Seize the prophets of Baal; let not one of them escape.” And they seized them. And Elijah brought them down to the brook Kishon and slaughtered them there.

40 และเอลียาห์บอกเขาว่า   “จงจับผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล   อย่าให้หนีไปได้สักคนเดียว”   และเขาทั้งหลายก็ไปจับเขามา   และเอลียาห์ก็นำเขามาที่ลำธารคีโชน   และฆ่าเขาเสียที่นั่น

Elijah instructed the people who were now going to follow God to seize the prophets and then slaughter them.

เอลียาห์ได้ออกคำสั่งคนที่ตอนนี้กำลังจะติดตามพระเจ้า   ให้ไปจับผู้เผยพระวจนะแล้วฆ่าพวกเขา

The Lord Sends Rain

พระเจ้าทรงประทานฝน

41 And Elijah said to Ahab, “Go up, eat and drink, for there is a sound of the rushing of rain.”

41 เอลียาห์ทูลอาหับว่า   “ขอเชิญเสด็จขึ้นไปเสวยและดื่มเถิด   เพราะมีเสียงฝนกระหึ่มมา”

42 So Ahab went up to eat and to drink. And Elijah went up to the top of Mount Carmel. And he bowed himself down on the earth and put his face between his knees.

42 อาหับก็เสด็จขึ้นไปเสวยและดื่ม   และเอลียาห์ก็ขึ้นไปที่ยอดภูเขาคารเมล ท่านก็โน้มตัวลงถึงดิน ซบหน้าระหว่างเข่า

43 And he said to his servant, “Go up now, look toward the sea.” And he went up and looked and said, “There is nothing.” And he said, “Go again,” seven times.

43 และท่านสั่งคนใช้ของท่านว่า   “จงลุกขึ้นมองไปทางทะเล”   เขาก็ลุกขึ้นมองและตอบว่า   “ไม่มีอะไรเลย”   และท่านบอกว่า   “จงไปดูอีกเจ็ดครั้ง”

44 And at the seventh time he said, “Behold, a little cloud like a man's hand is rising from the sea.” And he said, “Go up, say to Ahab, ‘Prepare your chariot and go down, lest the rain stop you.’”

44 และอยู่มาเมื่อถึงครั้งที่เจ็ดเขาบอกว่า   “ดูเถิด   มีเมฆก้อนหนึ่งเล็กเท่าฝ่ามือคนขึ้นมาจากทะเล   และท่านก็บอกว่า   'จงไปทูลอาหับว่า   'ขอทรงเตรียมราชรถและเสด็จลงไปเพื่อพระองค์จะไม่ ติดฝน' ”

45 And in a little while the heavens grew black with clouds and wind, and there was a great rain. And Ahab rode and went to Jezreel.

45 และอยู่มาอีกครู่หนึ่ง   ท้องฟ้าก็มืดไปด้วยเมฆและลม   และมีฝนหนัก   อาหับก็ทรงรถเสด็จไปยังเมืองยิสเรเอล

46 And the hand of the LORD was on Elijah, and he gathered up his garment and ran before Ahab to the entrance of Jezreel.

46 และพระหัตถ์ของพระเจ้าหนุนกำลังเอลียาห์   และท่านก็คาดเอวของท่านไว้และวิ่งขึ้นหน้าอาหับไปถึงทางเข้าเมืองยิสเรเอล

 

1 Kings Chapter 18