Friday, September 4, 2015

 

1 Kings 14 Kings of Judah and Israel

1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 14 กษัตริย์แห่งยูดาห์และอิสราเอล

1 At that time Abijah the son of Jeroboam fell sick.

1 ครั้งนั้นอาบียาห์โอรสของเยโรโบอัมประชวร

2 And Jeroboam said to his wife, “Arise, and disguise yourself, that it not be known that you are the wife of Jeroboam, and go to Shiloh. Behold, Ahijah the prophet is there, who said of me that I should be king over this people.

2 และเยโรโบอัมรับสั่งกับมเหสีของพระองค์ว่า   “จงลุกขึ้นปลอมตัวของเธอ   อย่าให้รู้ว่าเธอเป็นมเหสีของเยโรโบอัม   และจงไปยังชีโลห์   ดูเถิด   อาหิยาห์ผู้เผยพระวจนะอยู่ที่นั่น   ผู้ได้กล่าวเรื่องฉันว่า   ฉันจะได้เป็นกษัตริย์เหนือชนชาตินี้

3 Take with you ten loaves, some cakes, and a jar of honey, and go to him. He will tell you what shall happen to the child.”

3 เธอจงเอาขนมปังสิบก้อน  และ ขนมหวานบ้างและน้ำผึ้งไหหนึ่ง   ไปหาท่าน   ท่านจะบอกเธอว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเด็กนั้น”  

4 Jeroboam's wife did so. She arose and went to Shiloh and came to the house of Ahijah. Now Ahijah could not see, for his eyes were dim because of his age.

4 มเหสีของเยโรโบอัมก็กระทำดังนั้น   พระนางลุกขึ้น   เสด็จไปยังชีโลห์   เสด็จมาถึงบ้านของอาหิยาห์   ฝ่ายอาหิยาห์มองไม่เห็น   เพราะว่าตาของท่านแข็งด้วยอายุของท่าน

5 And the LORD said to Ahijah, “Behold, the wife of Jeroboam is coming to inquire of you concerning her son, for he is sick. Thus and thus shall you say to her.”  When she came, she pretended to be another woman.

5 พระเจ้าตรัสกับอาหิยาห์ว่า   “ดูเถิด   มเหสีของเยโรโบอัมกำลังมา เพื่อจะถามเจ้าถึงเรื่องโอรสของเขา   เพราะเด็กนั้นป่วย   เจ้าจงบอกเธออย่างนี้ๆ”  

เมื่อพระนางเสด็จไปถึง   พระนางก็แสร้งกระทำเป็นสตรีคนอื่น

6 But when Ahijah heard the sound of her feet, as she came in at the door, he said, “Come in, wife of Jeroboam. Why do you pretend to be another? For I am charged with unbearable news for you.

6 แต่เมื่ออาหิยาห์ได้ยินเสียงฝีพระบาทของพระนาง   เมื่อพระนางเสด็จมาถึงประตูท่านจึงพูดว่า   “ขอเชิญพระมเหสีของเยโรโบอัมเสด็จเข้ามาข้างใน   ไฉนพระองค์จึงทรงแสร้งกระทำเป็นคนอื่นเล่า   เพราะข้าพระบาทได้รับพระบัญชาให้ ทูลข่าวอันน่าสลดใจแก่พระนาง

You cannot hide yourself or disguise yourself from God.  

คุณไม่สามารถซ่อนตัวเองหรือปลอมตัวเองรอดพ้นจากพระเจ้า

1 Samuel 1 ซามูเอล 16:7 7 But the LORD said to Samuel, “Do not look on his appearance or on the height of his stature, because I have rejected him. For the LORD sees not as man sees: man looks on the outward appearance, but the LORD looks on the heart.”

7 แต่พระเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า   “อย่ามองดูที่รูปร่างภายนอกหรือที่ความสูงแห่งร่างกาย ของเขา   ด้วยเราไม่ยอมรับเขา   เพราะพระเจ้าทอดพระเนตรไม่เหมือนกับที่มนุษย์ดู   มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอกแต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ”

Jeremiah เยเรมีย์ 17:1010 “I the LORD search the heart and test the mind, to give every man according to his ways, according to the fruit of his deeds.”

10 “เราคือพระเจ้าตรวจค้นดูจิต   และทดลองดูใจ   เพื่อให้แก่ทุกคนตามพฤติการณ์ของเขา   ตามผลแห่งการกระทำของเขา”  

7 Go, tell Jeroboam, ‘Thus says the LORD, the God of Israel: “Because I exalted you from among the people and made you leader over my people Israel

7 ขอเสด็จกลับไปทูลเยโรโบอัมว่า   'พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า   “เพราะเราได้เชิดชูเจ้าขึ้นจากประชากร   และได้กระทำให้เจ้าเป็นประมุขเหนือ อิสราเอลประชากรของเรา

8 and tore the kingdom away from the house of David and gave it to you, and yet you have not been like my servant David, who kept my commandments and followed me with all his heart, doing only that which was right in my eyes,

8 และได้ฉีกราชอาณาจักรจากราชวงศ์ของดาวิดมา ให้แก่เจ้า   และถึงกระนั้นเจ้าก็ไม่เป็นเหมือนดาวิดผู้รับใช้ของเรา   ผู้ได้รักษาบัญญัติทั้งหลายของเรา   และติดตามเราด้วยสุดจิตใจของเขา   กระทำสิ่งซึ่งเป็นที่ถูกต้องพอตาของเรา

9 but you have done evil above all who were before you and have gone and made for yourself other gods and metal images, provoking me to anger, and have cast me behind your back,

9 แต่เจ้าได้กระทำชั่วยิ่งกว่าคนทั้งปวงที่อยู่ก่อนเจ้า   และได้ไปสร้างพระอื่นและรูปหล่อ   และได้กระทำให้เราโกรธ   และได้เหวี่ยงเราไว้เสียเบื้องหลังของเจ้า

10 therefore behold, I will bring harm upon the house of Jeroboam and will cut off from Jeroboam every male, both bond and free in Israel, and will burn up the house of Jeroboam, as a man burns up dung until it is all gone.

10 เพราะฉะนั้น   ดูเถิด  เราจะนำเหตุร้ายมาเหนือราชวงศ์ของเยโรโบอัม   และจะตัดชายทุกคนเสียจากเยโรโบอัม   ทั้งทาสและเสรีชนในอิสราเอล   และจะผลาญราชวงศ์เยโรโบอัมเสียอย่าง สิ้นเชิง   อย่างที่คนเผามูลสัตว์ให้ไหม้จนสิ้น

11 Anyone belonging to Jeroboam who dies in the city the dogs shall eat, and anyone who dies in the open country the birds of the heavens shall eat, for the LORD has spoken it.”’

11 ผู้ใดในวงศ์เยโรโบอัมที่ตายในเมือง   สุนัขจะกิน   และผู้ใดที่ตายในทุ่ง   นกในอากาศจะกิน   เพราะพระเจ้าทรงลั่นพระวาจาไว้” '

12 Arise therefore, go to your house. When your feet enter the city, the child shall die.

12 เพราะฉะนั้นขอเชิญเสด็จกลับไปยังพระตำหนักของพระนาง   เมื่อพระบาทของฝ่าพระบาทเหยียบเมือง   กุมารนั้นก็จะถึงแก่มรณา

13 And all Israel shall mourn for him and bury him, for he only of Jeroboam shall come to the grave, because in him there is found something pleasing to the LORD, the God of Israel, in the house of Jeroboam.

13 และอิสราเอลทั้งปวงจะไว้ทุกข์ให้เธอ   และจะฝังศพเธอไว้   เพราะเธอผู้เดียวเท่านั้นในวงศ์เยโรโบอัม ที่จะไปถึงหลุมศพ   เพราะในตัวเธอนั้นยังเห็น บางสิ่งที่พอพระทัยพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล   ในราชวงศ์ของเยโรโบอัม

14 Moreover, the LORD will raise up for himself a king over Israel who shall cut off the house of Jeroboam today. And henceforth,

14 ยิ่งกว่านั้นอีก   พระเจ้าจะทรงตั้งกษัตริย์อีกองค์หนึ่งเหนืออิสราเอล   เพื่อพระองค์ผู้ซึ่งจะกำจัดราชวงศ์ของเยโรโบอัม เสียในวันนี้

15 the LORD will strike Israel as a reed is shaken in the water, and root up Israel out of this good land that he gave to their fathers and scatter them beyond the Euphrates, because they have made their Asherim, provoking the LORD to anger.

15 และแต่นี้ต่อไปพระเจ้าจะทรงตีอิสราเอล   ดุจไม้อ้อสั่นอยู่ในน้ำ   และจะทรงถอนรากอิสราเอลออกเสียจากแผ่นดินอันดีนี้   ซึ่งพระองค์ทรงยกให้แก่บรรพบุรุษของเขา   และกระจายเขาไปฟากตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส   เพราะเขาทั้งหลายได้สร้างอาเชริมของเขา   เป็นเหตุให้พระเจ้าทรงพระพิโรธ

16 And he will give Israel up because of the sins of Jeroboam, which he sinned and made Israel to sin.”

16 และพระองค์จะทรงมอบอิสราเอลไว้เพราะบาปของ เยโรโบอัม   ซึ่งเขาได้กระทำบาปและกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย”  

17 Then Jeroboam's wife arose and departed and came to Tirzah. And as she came to the threshold of the house, the child died.

17 แล้วมเหสีของเยโรโบอัมทรงลุกขึ้นเสด็จออกไป   และมาถึงเมืองทีรซาห์   และเมื่อพระนางเสด็จถึงธรณีทวารพระตำหนักกุมารก็ถึง แก่มรณา

18 And all Israel buried him and mourned for him, according to the word of the LORD, which he spoke by his servant Ahijah the prophet.

18 และอิสราเอลทั้งปวงก็ฝังศพเธอและไว้ทุกข์ให้เธอ   ตามพระวจนะของพระเจ้า   ซึ่งพระองค์ตรัสโดยอาหิยาห์ผู้เผย พระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์

The Death of Jeroboam

การสิ้นพระชนม์ของเยโรโบอัม

19 Now the rest of the acts of Jeroboam, how he warred and how he reigned, behold, they are written in the Book of the Chronicles of the Kings of Israel.

19 ฝ่ายราชกิจนอกนั้นของเยโรโบอัม   กล่าวถึงว่าพระองค์ทรงทำศึก   และทรงครอบครองอย่างไรนั้น   ดูเถิด  ก็บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งพระราชา ประเทศอิสราเอล

20 And the time that Jeroboam reigned was twenty-two years. And he slept with his fathers, and Nadab his son reigned in his place.

20 เวลาที่เยโรโบอัมครอบครองนั้นเป็นยี่สิบสองปี   และพระองค์ก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์   และนาดับราชโอรสของพระองค์ก็ขึ้นครองแทน

Rehoboam Reigns in Judah

เรโหโบอัมทรงขึ้นครองราชย์ในยูดาห์

21 Now Rehoboam the son of Solomon reigned in Judah. Rehoboam was forty-one years old when he began to reign, and he reigned seventeen years in Jerusalem, the city that the LORD had chosen out of all the tribes of Israel, to put his name there. His mother's name was Naamah the Ammonite.

21 ฝ่ายเรโหโบอัมราชโอรสของ ซาโลมอนทรงครอบครองอยู่ในยูดาห์   เมื่อเรโหโบอัมขึ้นครองนั้น   มีพระชนม์มายุสี่สิบเอ็ดพรรษา   และทรงครองในเยรูซาเล็มสิบเจ็ดปี   เป็นนครซึ่งพระเจ้าได้ทรงเลือกจากเผ่าอิสราเอล   เพื่อจะสถาปนาพระนามของพระองค์ที่นั่น   พระชนนีของพระราชามีพระนามว่านาอามาห์คนอัมโมน

22 And Judah did what was evil in the sight of the LORD, and they provoked Him to jealousy with their sins that they committed, more than all that their fathers had done.

22 และยูดาห์ได้กระทำชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า   และเขาทั้งหลายกระทำให้พระองค์หวงแหน   เพราะบาปทั้งหลายซึ่งเขาได้กระทำนั้น มากเสียกว่าบรรพบุรุษของเขาได้กระทำ

23 For they also built for themselves high places and pillars and Asherim on every high hill and under every green tree,

23 เพราะเขาได้สร้างปูชนียสถานสูงด้วย   และเสาศักดิ์สิทธิ์และอาเชริมสำหรับตัวเขาไว้ บนเนินเขาสูงๆ   ทุกเนิน  และใต้ต้นไม้เขียวทุกต้น

24 and there were also male cult prostitutes in the land. They did according to all the abominations of the nations that the LORD drove out before the people of Israel.

24 และมีเทวทาส   ในแผ่นดินนั้นด้วย   และเขาได้กระทำตามบรรดาสิ่งน่าเกลียดน่าชังแห่ง ประชาชาติทั้งหลาย   ซึ่งพระเจ้าทรงขับไล่ออกไปให้พ้นหน้าประชาชนอิสราเอล

25 In the fifth year of King Rehoboam, Shishak king of Egypt came up against Jerusalem.

25 ในปีที่ห้าแห่งกษัตริย์เรโหโบอัมชิชักกษัตริย์อียิปต์ได้ ขึ้นมารบกรุงเยรูซาเล็ม

26 He took away the treasures of the house of the LORD and the treasures of the king's house. He took away everything. He also took away all the shields of gold that Solomon had made,

26 ท่านได้เก็บทรัพย์สมบัติในพระนิเวศของพระเจ้า   และทรัพย์สมบัติในพระราชวังของกษัตริย์   ท่านได้เก็บไปเสียทุกอย่าง   และท่านได้เก็บโล่ทองคำซึ่งซาโลมอนได้สร้างนั้นไปหมดด้วย

The king of Egypt stole all the great riches of Solomon.  

กษัตริย์แห่งอียิปต์ได้ขโมยทรัพย์สมบัติที่มั่งคั่งของโซโลมอน

27 and King Rehoboam made in their place shields of bronze, and committed them to the hands of the officers of the guard, who kept the door of the king's house.

27 และกษัตริย์เรโหโบอัมได้กระทำโล่ทองสัมฤทธิ์แทนไว้   และมอบไว้ในมือของพวกทหารรักษาพระองค์ผู้เฝ้าทวาร พระราชวัง

28 And as often as the king went into the house of the LORD, the guard carried them and brought them back to the guardroom.

28 เมื่อพระราชาเสด็จเข้าไปยังพระนิเวศของพระเจ้า   ทหารรักษาพระองค์ก็ถือโล่ออกแล้วนำกลับไปเก็บไว้ ในห้องทหารรักษาพระองค์ตามเดิม  

29 Now the rest of the acts of Rehoboam and all that he did, are they not written in the Book of the Chronicles of the Kings of Judah?

29 ฝ่ายพระราชกิจนอกนั้นของเรโหโบอัม   และสรรพสิ่งที่ทรงกระทำมิได้บันทึกไว้ในพงศาวดาร แห่งพระราชาประเทศยูดาห์หรือ

30 And there was war between Rehoboam and Jeroboam continually.

30 มีสงครามระหว่างเรโหโบอัมและเยโรโบอัมเสมอไป

31 And Rehoboam slept with his fathers and was buried with his fathers in the city of David. His mother's name was Naamah the Ammonite. And Abijam his son reigned in his place.

31 และเรโหโบอัมก็ทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของ พระองค์และเขาก็ฝังไว้กับบรรพบุรุษของพระองค์ในนครดาวิด   พระนามของชนนีของพระองค์คือ   นาอามาห์คนอัมโมนและอาบียัมราชโอรสก็ขึ้นครองแทน

I Kings 15Abijam Reigns in Judah

1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 15 อาบียัมทรงชึ้นครองราชย์ในยูดาห์

1 Now in the eighteenth year of King Jeroboam the son of Nebat, Abijam began to reign over Judah.

1  ในปีที่สิบแปดแห่งรัชกาลเยโรโบอัมบุตรเนบัท   อาบียัมได้ขึ้นครองเหนือประเทศยูดาห์

2 He reigned for three years in Jerusalem. His mother's name was Maacah the daughter of Abishalom.

2  พระองค์ทรงครองในเยรูซาเล็มสามปี   พระนามของพระชนนีคือ  มาอาคาห์ธิดาของอาบีชาโลม

3 And he walked in all the sins that his father did before him, and his heart was not wholly true to the LORD his God, as the heart of David his father.

3  พระองค์ดำเนินตามการบาปทุกอย่าง   ซึ่งราชบิดาของพระองค์ได้กระทำต่อพระพักตร์พระองค์   และพระทัยของพระองค์ก็ไม่บริสุทธิ์ต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของพระองค์   ดังพระทัยของดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์

4 Nevertheless, for David's sake the LORD his God gave him a lamp in Jerusalem, setting up his son after him, and establishing Jerusalem,

4  อย่างไรก็ดี   เพื่อทรงเห็นแก่ดาวิด   พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ทรงประทานประทีปแก่พระองค์ในเยรูซาเล็ม   คือทรงตั้งราชโอรสแทน   และเพื่อทรงสถาปนาเยรูซาเล็ม

5 because David did what was right in the eyes of the LORD and did not turn aside from anything that he commanded him all the days of his life, except in the matter of Uriah the Hittite.

5  เพราะว่าดาวิดทรงกระทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า   และมิได้ทรงหันไปจากสิ่งใด   ซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์   นอกจากเรื่องอุรีอาห์คนฮิตไทต์

6 Now there was war between Rehoboam and Jeroboam all the days of his life.

6  มีศึกระหว่างเรโหโบอัมกับเยโรโบอัม ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์

7 The rest of the acts of Abijam and all that he did, are they not written in the Book of the Chronicles of the Kings of Judah? And there was war between Abijam and Jeroboam.

7 ราชกิจนอกนั้นของอาบียัมและสรรพสิ่งซึ่งพระองค์ ทรงกระทำ   มิได้บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งพระราชา ประเทศยูดาห์หรือ   และมีการศึกระหว่างอาบียัมและเยโรโบอัม

8 And Abijam slept with his fathers, and they buried him in the city of David. And Asa his son reigned in his place.

8  และอาบียัมก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษและ เขาทั้งหลายก็ฝังพระศพพระองค์ไว้ในนครดาวิด   และอาสาราชโอรสของพระองค์ก็ขึ้นครองแทน

Asa Reigns In Judah

อาสาทรงขึ้นครองราชย์ในยูดาห์

9 In the twentieth year of Jeroboam king of Israel, Asa began to reign over Judah,

9  ในปีที่ยี่สิบแห่งรัชกาลเยโรโบอัม พระราชาของอิสราเอล   อาสาได้ขึ้นครองเหนือประเทศยูดาห์

10 and he reigned forty-one years in Jerusalem. His mother's name was Maacah the daughter of Abishalom.

10  และพระองค์ทรงครองอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มสี่สิบเอ็ดปี   พระอัยกีของพระองค์คือมาอาคาห์   ธิดาของอาบีชาโลม

11 And Asa did what was right in the eyes of the LORD, as David his father had done.

11  และอาสาทรงกระทำสิ่งที่ถูกต้องใน สายพระเนตรพระเจ้า   ดั่งดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ได้ทรงกระทำนั้น

12 He put away the male cult prostitutes out of the land and removed all the idols that his fathers had made.

12  พระองค์ทรงกวาดล้างเทวทาสเสียจากแผ่นดิน   และรื้อถอนรูปเคารพทั้งสิ้น   ซึ่งบรรพบุรุษได้กระทำไว้นั้นเสีย

13 He also removed Maacah his mother from being queen mother because she had made an abominable image for Asherah. And Asa cut down her image and burned it at the brook Kidron.

13  และพระองค์ทรงถอดมาอาคาห์พระอัยกีเสียจากตำแหน่ง   เพราะพระนางมีรูปเคารพน่าเกลียดน่าชังสร้างไว้เพื่อ อาเชราห์   และอาสาทรงฟันรูปเคารพของพระนางลง   และทรงเผาเสียที่ลำธารขิดโรน

14 But the high places were not taken away. Nevertheless, the heart of Asa was wholly true to the LORD all his days.

14  แต่มิได้ทรงรื้อปูชนียสถานสูงเหล่านั้น   ถึงอย่างนั้นพระทัยของอาสาก็บริสุทธิ์ต่อ พระเจ้าตลอดรัชสมัยของพระองค์

15 And he brought into the house of the LORD the sacred gifts of his father and his own sacred gifts, silver, and gold, and vessels.

15  พระองค์ทรงนำ  เงิน  ทองคำ   และเครื่องใช้ต่างๆ   อันเป็นสัญญาถวายของราชบิดาของพระองค์   และของสัญญาถวายของพระองค์เองมายังพระนิเวศของพระเจ้า

16 And there was war between Asa and Baasha king of Israel all their days.

16  มีการศึกระหว่างอาสา  และบาอาชา   พระราชาแห่งอิสราเอล   ตลอดสมัยของพระองค์ทั้งสอง

17 Baasha king of Israel went up against Judah and built Ramah, that he might permit no one to go out or come in to Asa king of Judah.

17  บาอาชาพระราชาแห่ง อิสราเอลได้ทรงยกไปต่อสู้กับยูดาห์   และได้สร้างเมืองรามาห์   เพื่อมิให้ผู้ใดเข้าไปเฝ้าหรือออกมา จากอาสาพระราชาแห่งยูดาห์

18 Then Asa took all the silver and the gold that were left in the treasures of the house of the LORD and the treasures of the king's house and gave them into the hands of his servants. And King Asa sent them to Ben-hadad the son of Tabrimmon, the son of Hezion, king of Syria, who lived in Damascus, saying,

18  แล้วอาสาทรงนำเงินและทองคำ   ซึ่งเหลืออยู่ในทรัพย์สินแห่งพระนิเวศ ของพระเจ้าและทรัพย์สินของพระราชวัง มอบไว้ในมือของข้าราชการของพระองค์   และกษัตริย์อาสาทรงใช้เขาไปเฝ้า เบนฮาดัดโอรสของทับริมโมน   ผู้เป็นโอรสของเฮซีโอนกษัตริย์แห่งซีเรีย   ผู้อยู่ในเมืองดามัสกัสว่า

19 “Let there be a covenant between me and you, as there was between my father and your father. Behold, I am sending to you a present of silver and gold. Go, break your covenant with Baasha king of Israel, that he may withdraw from me.”

19  “มีพันธมิตรระหว่างข้าพระบาท   และฝ่าพระบาทระหว่างพระชนกของข้าพระบาท   และของฝ่าพระบาท   ดูเถิด   ข้าพระบาทได้ส่งบรรณาการเป็นเงิน   และทองคำมายังฝ่าพระบาท   ขอฝ่าพระบาทเสด็จไปเลิก พันธมิตรกับบาอาชาพระราชาแห่งอิสราเอลเสีย   เพื่อเขาจะได้ยกทัพกลับไปเสียจากข้าพระบาท”

20 And Ben-hadad listened to King Asa and sent the commanders of his armies against the cities of Israel and conquered Ijon, Dan, Abel-beth-maacah, and all Chinneroth, with all the land of Naphtali.

20  แล้วเบนฮาดัดก็ทรงเชื่อฟังกษัตริย์อาสาและส่งผู้บังคับ บัญชาทหารของพระองค์ไปรบหัวเมืองอิสราเอล   และได้โจมตีเมืองอิโยน   ดาน  เอเบลเบธ  มาอาคาห์  และหมดท้องถิ่นคินเนโรท   และหมดดินแดนนัฟทาลี

21 And when Baasha heard of it, he stopped building Ramah, and he lived in Tirzah.

21  และอยู่มาเมื่อบาอาชาทรงทราบ   พระองค์ก็ทรงหยุดสร้างเมืองรามาห์   และพระองค์ประทับที่เมืองทีรซาห์

23 Now the rest of all the acts of Asa, all his might, and all that he did, and the cities that he built, are they not written in the Book of the Chronicles of the Kings of Judah? But in his old age he was diseased in his feet.

23  พระราชกิจนอกนั้นของกษัตริย์อาสา   ทั้งยุทธพลังทั้งสิ้นของพระองค์   และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ   และหัวเมืองซึ่งพระองค์ทรงสร้าง   มิได้บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารของพระราชาประเทศยูดาห์หรือ   แต่เมื่อทรงพระชราแล้วก็เกิดพระโรคขึ้นที่พระบาท

24 And Asa slept with his fathers and was buried with his fathers in the city of David his father, and Jehoshaphat his son reigned in his place.

24  และอาสาก็ทรงล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์   และเขาฝังไว้กับบรรพบุรุษของพระองค์ที่ในนครดาวิด ราชบิดาของพระองค์และเยโฮชาฟัทราชโอรสของพระองค์ ก็ขึ้นครองแทน

Nadab Reigns in Israel

นาดับทรงขึ้นครองราชย์ในอิสราเอล

25 Nadab the son of Jeroboam began to reign over Israel in the second year of Asa king of Judah, and he reigned over Israel two years.

25  นาดับราชโอรสของเยโรโบอัม   ได้เริ่มครองเหนืออิสราเอลในปีที่สองแห่ง รัชกาลอาสาพระราชาแห่งยูดาห์   และพระองค์ทรงครองเหนืออิสราเอลสองปี

26 He did what was evil in the sight of the LORD and walked in the way of his father, and in his sin which he made Israel to sin.

26  พระองค์ทรงกระทำชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า   และทรงดำเนินในทางแห่งราชบิดาของพระองค์   และในบาปซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย  

27 Baasha the son of Ahijah, of the house of Issachar, conspired against him. And Baasha struck him down at Gibbethon, which belonged to the Philistines, for Nadab and all Israel were laying siege to Gibbethon.

27  บาอาชาบุตรอาหิยาห์   เชื้อสายของยิสสาคาร์คิดกบฏต่อพระองค์   และบาอาชาทรงประหารพระองค์เสียที่กิบเบโธน   ซึ่งเป็นแดนเมืองของฟีลิสเตีย   เพราะนาดับและคนอิสราเอลทั้งสิ้นกำลังล้อมเมือง กิบเบโธนอยู่

28 So Baasha killed him in the third year of Asa king of Judah and reigned in his place.

28  ดังนั้นบาอาชาจึงสำเร็จโทษพระองค์เสียในปีที่สามแห่งรัชกาลอาสากษัตริย์แห่งยูดาห์  และขึ้นครองแทน

29 And as soon as he was king, he killed all the house of Jeroboam. He left to the house of Jeroboam not one that breathed, until he had destroyed it, according to the word of the LORD that he spoke by his servant Ahijah the Shilonite.

29  พอพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ก็ทรงประหารราชวงศ์ ของเยโรโบอัมเสียสิ้น   ไม่มีผู้ใดรอดมาสักคนเดียวเลย   พระองค์ทำลายเสียสิ้นตามพระดำรัสแห่งพระเจ้าซึ่ง พระองค์ตรัสโดยอาหิยาห์ชาวชีโลห์ผู้รับใช้ของ พระองค์

30 It was for the sins of Jeroboam that he sinned and that he made Israel to sin, and because of the anger to which he provoked the LORD, the God of Israel.

30  เป็นเพราะบาปซึ่งเยโรโบอัมได้ทรงกระทำ   และซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย   และเพราะพระองค์ทรงกระทำให้พระเยโฮวาห์พระเจ้า ของอิสราเอลทรงพระพิโรธ  

31 Now the rest of the acts of Nadab and all that he did, are they not written in the Book of the Chronicles of the Kings of Israel?

31  ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของนาดับ   และบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ทรงกระทำ   มิได้บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารของพระราชาแห่ง อิสราเอลหรือ

32 And there was war between Asa and Baasha king of Israel all their days.

32  มีศึกระหว่างอาสาและบาอาชาพระราชาแห่ง อิสราเอลตลอดสมัยของพระองค์ทั้งสอง

Baasha Reigns in Israel

บาอาชาทรงขึ้นครองราชย์ในอิสราเอล

33 In the third year of Asa king of Judah, Baasha the son of Ahijah began to reign over all Israel at Tirzah, and he reigned twenty-four years.

33  ในปีที่สามแห่งรัชกาลอาสาพระราชาแห่งยูดาห์   บาอาชาบุตรอาหิยาห์ได้ทรงเริ่มครอบครองเหนือ อิสราเอลทั้งสิ้นที่เมืองทีรซาห์   และได้ทรงครอบครองอยู่ยี่สิบสี่ปี

34 He did what was evil in the sight of the LORD and walked in the way of Jeroboam and in his sin which he made Israel to sin.

34  พระองค์ทรงกระทำชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า   และดำเนินในมรรคาของเยโรโบอัม   และในบาปซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย

Review questions:

ทบทวนคำถาม

What did Jeroboam’s wife do when her son Abijah was sick? 

1. มเหสีของเยโรโบอัมทำอะไรเมื่ออาบียาห์โอรสของพระนางทรงประชวร

She disguised herself and went to inquire of the prophet Ahijah.

พระนางทรงปลอมตัวเองและเสด็จเข้าไปทูลถามท่านผู้พยากรณ์อาหิยาห์

What did the prophet Ahijah tell her?

ผู้เผยพระวจนะอาหิยาห์ได้ทูลอะไรแก่พระนาง

That he knew who she was, that her son would die, and other male members of Jeroboam’s family would die too, because of his sin.

ทูลว่าท่านทราบแล้วว่าพระนงเป็นผู้ใด และว่าพระนางจะสิ้นพระชนม์ และสมาชิกในราชวงศ์ของเยโรโบอัมจะสินพะชนมืด้ย เพราะความบาปของกษัตริย์

What king stole all the great riches of Solomon?

3. กษัตริย์องค์ใดที่ทรงขโมยสมบัติอันมั่งคั่งของโซโลมอน

The king of Egypt

กษัตริย์แห่งอียิปต์

King Asa was a good king, like king David, how many years was Asa the king of Judah?

4. กษัตริย์อาสาก็ทรงเป็นกษัตริย์ที่ดี เช่นเดียวกับกษัตริย์ดาวิด อาสาทรงเป็นกษัตริย์ปกครองยูดาห์กี่ปีหรือ

41 years

41 ปี

King Baasha was an evil king, how many years was he king of Israel?

5. กษัตริย์บาอาชาเป็นกษัตริย์ที่ชั่วร้าย  ทรงเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอลกี่ปี

Twenty four years.

ยี่สิบสี่ปี

1 Kings 14 and 15