Search the site

Calvary Chapel at the Bridge Phuket ThailandCalvary Chapel at the Bridge

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, October 5, 2016

 

Genesis 23 Sarah's Death and Burial

ปฐมกาล 23 ตายและ ศพของซาราห์

Genesis 22 took Abraham on a test of faith and obedience, when he was asked to sacrifice his son Isaac, and we saw in that a connection to sacrifice God made for us, by sending Jesus Christ to die as our substitute.

ปฐมกาล 22 เอาอิบรอฮีทดสอบของความเชื่อและการเชื่อฟังเมื่อเขาถูกขอให้เสียสละบุตรอิสหาก ของเขาและเราเห็นในที่เชื่อมต่อไปยังพระเจ้าเสียสละทำเพื่อเราโดยส่งพระเยซู คริสต์ตายแทนเรา

This chapter takes into the depths of the valley of the shadow of death. Here, we watch him say goodbye to his wife Sarah, and we see a man who has learned to walk by faith as he goes through the storms of life.

บทนี้ จะลงลึกของหุบเขาเงาความตาย นี่เราดูเขาบอก ลาซาราห์ภรรยาของเขาและเราเห็นคนที่ได้เรียนรู้เดินตามความเชื่อที่เขาต้องผ่านพายุ ของชีวิต

We are told that Abraham's wife of some 70 years has died. This kind of separation is part of everyone's life, as it says in Hebrews ฮีบรู

เรา บอกว่าภรรยาของอับราฮัมบาง 70 ปีตาย ชนิดของการแยกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของทุก คนเนื่องจากว่าในฮีบรู

Hebrews ฮีบรู9:27 And just as it is appointed for man to die once, and after that comes judgment,

มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว   และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด  

When death comes, we are never quite prepared for the hurt it brings. We look forward to Heaven and no more dying for the Christian.

เมื่อ ความตายมาเราไม่เคยเตรียมทีเดียวสำหรับการบาดเจ็บที่จะนำ เราหวังว่าจะไปสวรรค์ไม่มากกว่าตายสำหรับคริสเตียน

Revelation วิวรณ์ 21:4 He will wipe away every tear from their eyes, and death shall be no more, neither shall there be mourning nor crying nor pain anymore, for the former things have passed away.”

พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของเขา   ความตายจะไม่มีอีกต่อไป   การคร่ำครวญ   การร้องไห้   และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป   เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว”  

1 Corinthians โครินธ์15:26 The last enemy to be destroyed is death.

26ศัตรูตัวสุดท้ายที่พระองค์จะทรงทำลายนั้นก็คือความตาย

Genesis ปฐมกาล 23:1-2

1Sarah lived 127 years; these were the years of the life of Sarah.

1ซาราห์มีอายุหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดปี  ซาราห์มีชีวิตถึงอายุนี้

2And Sarah died at Kiriath-arba (that is, Hebron) in the land of Canaan, and Abraham went in to mourn for Sarah and to weep for her.

2แล้วซาราห์ก็สิ้นชีวิตที่เมืองคีริยาทอารบา  (คือเฮโบรน)   ในแคว้นคานาอัน   อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์และร้องไห้คิดถึงนาง

Sarah's age is given as 127 years old. She was 90 when Isaac was born, which means that at the time of her death, which took place after the offering of Isaac by several years, I believe, Isaac was 37 years old. 

อายุซาราห์คือให้เป็น 127 ปี เธอ 90 เมื่อ Isaac เกิดซึ่งหมายความว่าในเวลาที่ตายซึ่งจัดขึ้นหลังจากเสนอของอิสหากโดยหลายปีเธอผมเชื่อว่าอิสหากคืออายุ 37 ปี

We are told that Sarah died in Kirjath-arba, which is Hebron. Abraham had to buy a cave in which to bury his wife in the land that God had given to him.

เราบอก ว่าซาราห์ ตายใน เมืองคีริยาทอารบา  (คือเฮโบรน) อับราฮัมได้ซื้อถ้ำที่จะฝังศพภรรยาของเขาในดินแดนที่พระเจ้าให้กับเขา

Why didn't he take Sarah somewhere else to bury her? It is because the hope they had of the future is in that land.  God promised them that land. 

ทำไม ไม่เขาจะซาราห์ ที่อื่นที่จะฝังศพเธอ? เป็นเพราะหวัง ว่าพวกเขาได้ในอนาคตอยู่ในที่ดินที่ พระเจ้าสัญญากับพวกเขาว่าที่ดิน

Years later, the descendants of Abraham would live in that very area.  But at this time the Hittites lived there, and Abraham is a foreigner.

ปีต่อ มาลูกหลานของอับราฮัมจะอาศัยอยู่ในพื้นที่มากว่า แต่ในขณะคนฮิตไทต์ อาศัยอยู่มีนี้และอับราฮัมเป็นชาวต่างชาติ


Genesis ปฐมกาล 23:3-6

3And Abraham rose up from before his dead and said to the Hittites,

3อับราฮัมยืนขึ้นหน้าศพพูดกับคนฮิตไทต์ว่า

4“I am a sojourner and foreigner among you; give me property among you for a burying place, that I may bury my dead out of my sight.”

4“ข้าพเจ้าเป็นคนต่างด้าวและเป็นคนมาอาศัยอยู่ ท่ามกลางท่าน   ขอท่านให้ที่ดินท่ามกลางท่านเป็นสุสาน   เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฝังผู้ตายของข้าพเจ้าให้พ้นสายตาไป”

5The Hittites answered Abraham,

5คนฮิตไทต์ตอบอับราฮัมว่า

6“Hear us, my lord; you are a prince of God among us. Bury your dead in the choicest of our tombs. None of us will withhold from you his tomb to hinder you from burying your dead.”

6“นายโปรดฟังพวกเรา  ท่านเป็นเจ้านายของพระเจ้าท่ามกลางเรา   ขอให้ฝังผู้ตายของท่านในอุโมงค์ฝังศพที่ดีที่สุดของเราเถิด   ไม่มีผู้ใดในพวกเราที่จะหวงสุสานของเขาไว้ไม่ให้ท่าน   หรือขัดขวางท่านมิให้ฝังผู้ตายของท่าน”

The Hittites were gracious to Abraham, they recognized God at work in His life, and said he could have any tomb in their land in order to bury his wife.

คนฮิตไทต์ได้ทรงโปรดปรานแก่อับราฮัมจะได้รับการยอมรับพระเจ้าทำงานในชีวิตของ พระองค์และกล่าวว่าเขาอาจมีสุสานในที่ดินใด ๆ เพื่อฝังศพภรรยาของเขา

The location of Sarah’s and later Abraham’s burying place is at Hebron, about twenty five kilometers south of Jerusalem.  

สถานที่ ตั้งของซาราห์ และภายหลังที่อิบรอฮีของฝังอยู่ที่เฮบรอนประมาณ 25 กิโลเมตรทางใต้ของเยรูซาเล็ม

Today there is a Moslem mosque built over that spot, it is a very important place to the Moslems, probably second in importance to Mecca. 

วันนี้ มีมัสยิดอิสลามสร้างอยู่เหนือจุดที่จะเป็นสถานที่ที่สำคัญมากที่จะ Moslems ที่อาจสองในความสำคัญกับเมืองเมกกะ

You can look through a hole in the floor to see the cave where Abraham and Sarah are buried, as well as Isaac and Rebekah, Jacob and Leah.

คุณสามารถดูผ่านหลุมในชั้นเพื่อดูถ้ำที่อับราฮัมและซาราห์เป็นฝังเป็นอิสหากและรีเบ็คก้า เจ'คับและลีอา 


Genesis ปฐมกาล 23:7-20

7Abraham rose and bowed to the Hittites, the people of the land.

7อับราฮัมก็ลุกขึ้นคำนับคนฮิตไทต์ชาวแคว้นนั้น

8And he said to them, “If you are willing that I should bury my dead out of my sight, hear me and entreat for me Ephron the son of Zohar,

8และพูดกับพวกเขาว่า   “ถ้าท่านยินยอมให้ข้าพเจ้าฝังผู้ตายของข้าพเจ้า ให้พ้นสายตาไปแล้ว   ขอท่านฟังข้าพเจ้าเถิด   และวิงวอนเอโฟรนบุตรโศหาร์เพื่อข้าพเจ้า

9that he may give me the cave of Machpelah, which he owns; it is at the end of his field. For the full price let him give it to me in your presence as property for a burying place.”

9ขอให้เขาให้ถ้ำมัคเป-ลาห์  ซึ่งเขาถือกรรมสิทธิ์นั้นแก่ข้าพเจ้า   มันอยู่ที่ปลายนาของเขา   ขอให้เขาขายให้ข้าพเจ้าเต็มตามราคาต่อหน้าท่าน   ให้เป็นกรรมสิทธิ์สำหรับใช้เป็นสุสาน”

10Now Ephron was sitting among the Hittites, and Ephron the Hittite answered Abraham in the hearing of the Hittites, of all who went in at the gate of his city,

10ฝ่ายเอโฟรนนั่งอยู่ระหว่างคนฮิตไทต์   เอโฟรนคนฮิตไทต์จึงตอบอับราฮัม ให้บรรดาคนฮิตไทต์ผู้ที่เข้าไปที่ประตูเมืองฟังว่า

11“No, my lord, hear me: I give you the field, and I give you the cave that is in it. In the sight of the sons of my people I give it to you. Bury your dead.”

11“อย่าเลย   นายโปรดฟังข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าให้นานั้นแก่ท่านและให้ถ้ำที่อยู่ในนานั้นแก่ท่านด้วย   ข้าพเจ้าให้แก่ท่านต่อหน้าประชาชนของข้าพเจ้า   ขอเชิญฝังผู้ตายของท่านเถิด”

12Then Abraham bowed down before the people of the land.

12อับราฮัมก็คำนับชาวแคว้นนั้น

13And he said to Ephron in the hearing of the people of the land, “But if you will, hear me: I give the price of the field. Accept it from me, that I may bury my dead there.”

13และท่านพูดกับเอโฟรนให้ชาวแคว้นนั้นฟังว่า   “แต่ถ้าท่านยินยอม  ขอฟังข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าเต็มใจให้ค่าของนานั้น  ขอรับเงินจากข้าพเจ้าเถิด   เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฝังผู้ตายของข้าพเจ้าที่นั่น”

14Ephron answered Abraham,

14เอโฟรนตอบอับราฮัมว่า

15“My lord, listen to me: a piece of land worth four hundred shekels of silver, what is that between you and me? Bury your dead.”

15“นายขอฟังข้าพเจ้า   ที่ดินแปลงหนึ่งมีราคาเป็นเงินสี่ร้อย เชเขล  สำหรับท่านกับข้าพเจ้าก็ไม่เท่าไร   ฝังผู้ตายของท่านเถิด”

16Abraham listened to Ephron, and Abraham weighed out for Ephron the silver that he had named in the hearing of the Hittites, four hundred shekels of silver, according to the weights current among the merchants.

16อับราฮัมก็ตกลงกับเอโฟรน   แล้วอับราฮัมก็ชั่งเงินให้เอโฟรน ตามจำนวนที่เขาบอกให้คนฮิตไทต์ฟังแล้ว   คือเงินสี่ร้อยเชเขล   ตามน้ำหนักที่พวกพ่อค้าใช้กันในเวลานั้น  

17So the field of Ephron in Machpelah, which was to the east of Mamre, the field with the cave that was in it and all the trees that were in the field, throughout its whole area, was made over

17นาของเอโฟรนในมัคเป-ลาห์ซึ่งอยู่หน้ามัมเร   มีนากับถ้ำซึ่งอยู่ในนั้น   และต้นไม้ทั้งสิ้นซึ่งอยู่ในนาตลอดทั่วบริเวณนั้น  เอโฟรนก็โอน

18to Abraham as a possession in the presence of the Hittites, before all who went in at the gate of his city.

18ให้แก่อับราฮัมเป็นกรรมสิทธิ์ต่อหน้าคนฮิตไทต์   คือต่อหน้าบรรดาผู้ที่เข้าไปที่ประตูเมืองของเขา

19After this, Abraham buried Sarah his wife in the cave of the field of Machpelah east of Mamre (that is, Hebron) in the land of Canaan.

19ต่อมาอับราฮัมก็ฝังศพซาราห์     ภรรยาของตนในถ้ำที่นามัคเป-ลาห์หน้ามัมเร   (คือเฮโบรน)  ในแคว้นคานาอัน

20The field and the cave that is in it were made over to Abraham as property for a burying place by the Hittites.

20นาและถ้ำซึ่งอยู่ในนั้น   คนฮิตไทต์โอนให้แก่อับราฮัมเป็นกรรมสิทธิ์เพื่อใช้เป็นสุสาน

Abraham did not accept the generous sounding offer of the Hittites to simply give the field to Abraham.

อับรา ฮัมไม่ยอมรับข้อเสนอของคนฮิตไทต์ มีเสียงใจกว้างเพื่อเพียงให้ข้อมูลที่อับราฮัม

Abraham, acting in faith, viewed the land as being his permanent possession. 

อับรา ฮัมทำหน้าที่ในศรัทธาดูที่ดินที่ถูกครอบครองถาวรของเขา

He paid a high price for the property. Abraham wanted to bury in his wife Sarah in the Promised Land. 

เขาจ่าย ราคาสูงคุณสมบัติ อับราฮัมต้องการฝังใน ภรรยาซาราห์ในแผ่นดินสัญญา

Abraham had been promised the land, but so far he was just a foreign traveler passing through, now he actually owns a fairly large piece of land in the Promised Land. 

อับรา ฮัมได้รับสัญญาที่ดิน แต่จนถึงขณะนี้เขาเป็นเพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านตอนนี้เขาเป็นเจ้าของ จริงชิ้นใหญ่เป็นธรรมที่ดินในที่ดินของสัญญา

Again thinking of Abraham’s great faith let’s look at Hebrews

ดูอีก ครั้งคิดความเชื่อของอับราฮัมดีขอที่ฮีบรู

Hebrews ฮีบรู 11:8-13

8By faith Abraham obeyed when he was called to go out to a place that he was to receive as an inheritance. And he went out, not knowing where he was going.

8เพราะอับราฮัมมีความเชื่อ   ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านออกเดินทางไปยังที่ซึ่งท่านจะรับเป็นมรดก   ท่านได้เชื่อฟังและได้เดินทางออกไปโดยหารู้ไม่ว่าจะไปทางไหน

9By faith he went to live in the land of promise, as in a foreign land, living in tents with Isaac and Jacob, heirs with him of the same promise.

9เพราะความเชื่อของท่าน   ท่านได้พำนักในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้นั้น   คือได้พำนักในเต็นท์เป็นคนต่างด้าว   ดังอิสอัคและยาโคบซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน   ตามพระสัญญาอันเดียวกันนั้น

10For he was looking forward to the city that has foundations, whose designer and builder is God.

10ท่านได้เฝ้ารอคอยนครที่ตั้งบนรากฐาน   ซึ่งพระเจ้าทรงเป็นนายช่างและทรงเป็นผู้สร้าง

11By faith Sarah herself received power to conceive, even when she was past the age, since she considered him faithful who had promised.

11เพราะนางซาราห์มีความเชื่อ   นางจึงได้รับพลังตั้งครรภ์เมื่อชรามากแล้ว   เพราะนางถือว่าพระองค์ผู้ได้ทรงประทานพระสัญญานั้นทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อ

12Therefore from one man, and him as good as dead, were born descendants as many as the stars of heaven and as many as the innumerable grains of sand by the seashore.

12เหตุฉะนั้นจากชายคนเดียวซึ่งเกือบจะกล่าวได้ว่า   เป็นเสมือนคนที่ตายแล้วนั้น   ก็ได้ทำให้มีผู้สืบเชื้อสายเกิดมามากมายดังดวงดาวในท้องฟ้า   และเป็นดังเม็ดทรายอันนับไม่ถ้วน   ที่ฝั่งทะเล  

13These all died in faith, not having received the things promised, but having seen them and greeted them from afar, and having acknowledged that they were strangers and exiles on the earth.

13คนเหล่านั้นได้ตายไปขณะที่มีความเชื่อเต็มที่   และไม่ได้รับสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้   แต่เขาก็ได้เห็นและได้เตรียมรับไว้ตั้งแต่ไกล   และรู้ดีว่าเขาเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก

Abraham continued to live by faith, and then so did his son Isaac. 

อับรา ฮัมยังคงอยู่โดยความเชื่อแล้วจึงได้ลูกชายอิสหาก

Where do we find comfort in the death of a loved one?  What promises do we have of an eternal home?

เราจะพบ ความสะดวกสบายในสถานที่ตายของรักหรือไม่ สิ่งที่เราได้ทำ สัญญาบ้านนิรันดร์หรือไม่ 

We know from what we read in Hebrews 11:10 that Abraham had the hope of the Promised Land and the hope of Heaven. 

เรารู้จากสิ่งที่เราอ่านในฮีบรู 11:10 ว่าอับราฮัมมีความหวังในที่ดินของสัญญาและความหวังของสวรรค์ ท่านได้เฝ้ารอคอยนครที่ตั้งบนรากฐาน   ซึ่งพระเจ้าทรงเป็นนายช่างและทรงเป็นผู้สร้าง

We have hope because of the resurrection of Christ.

เรามี ความหวังเพราะการตายของพระคริสต์

I Corinthians 1 โครินธ์15:12-26 12Now if Christ is proclaimed as raised from the dead, how can some of you say that there is no resurrection of the dead?

12ถ้าเราเทศนาว่าพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาแล้ว   เหตุใดพวกท่านบางคนยังกล่าวว่า   การฟื้นขึ้นมาจากตายไม่มี

13But if there is no resurrection of the dead, then not even Christ has been raised.

13ถ้าการฟื้นขึ้นมาจากตายไม่มี   พระคริสต์ก็หาได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาไม่

14And if Christ has not been raised, then our preaching is in vain and your faith is in vain.

14ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา   การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก   ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่มีหลักด้วย

15We are even found to be misrepresenting God, because we testified about God that he raised Christ, whom he did not raise if it is true that the dead are not raised.

15และก็จะปรากฏว่าเราอ้างพยานเท็จในเรื่องพระเจ้า   เพราะเราอ้างพยานว่าพระองค์ได้ทรงชุบพระคริสต์ให้เป็นขึ้นมา   แต่ถ้าคนตายไม่ถูกทรงชุบให้เป็นขึ้นมาแล้ว   พระองค์ก็ไม่ได้ทรงชุบพระคริสต์ให้เป็นขึ้นมา

16For if the dead are not raised, not even Christ has been raised.

16เพราะว่าถ้าการชุบให้เป็นขึ้นมาไม่มี   พระคริสต์ก็ไม่ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา

17And if Christ has not been raised, your faith is futile and you are still in your sins.

17และถ้าพระคริสต์ไม่ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา   ความเชื่อของท่านก็ไร้ประโยชน์   ท่านก็ยังตกอยู่ในบาปของตน

18Then those also who have fallen asleep in Christ have perished.

18และคนทั้งหลายที่ล่วงหลับในพระคริสต์ก็พินาศไปด้วย

19If in this life only we have hoped in Christ, we are of all people most to be pitied.

19ถ้าในชีวิตนี้   พวกเราซึ่งอยู่ในพระคริสต์มีแต่ความหวังเท่านั้น   เราก็เป็นพวกที่น่าสังเวชที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง  

20But in fact Christ has been raised from the dead, the firstfruits of those who have fallen asleep.

20แต่ความจริงพระคริสต์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว   และทรงเป็นผลแรกในพวกคนทั้งหลายที่ได้ล่วงหลับไปแล้วนั้น

21For as by a man came death, by a man has come also the resurrection of the dead.

21เพราะว่าความตายได้อุบัติขึ้น   เพราะมนุษย์คนหนึ่งเป็นเหตุฉันใด   การเป็นขึ้นมาจากความตายก็ได้อุบัติขึ้น   เพราะมนุษย์ผู้หนึ่งเป็นเหตุฉันนั้น

22For as in Adam all die, so also in Christ shall all be made alive.

22เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตายเกี่ยวเนื่องกับอาดัมฉันใด   คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น

23But each in his own order: Christ the firstfruits, then at his coming those who belong to Christ.

23แต่ว่าจะเป็นไปตามลำดับ   คือพระคริสต์ทรงเป็นผลแรก   แล้วภายหลังก็คือคนทั้งหลายที่เป็นของพระคริสต์   ในเมื่อพระองค์เสด็จมา

24Then comes the end, when he delivers the kingdom to God the Father after destroying every rule and every authority and power.

24ต่อจากนั้นจะเป็นวาระที่สุด   บัดนั้นพระคริสต์จะทรงมอบแผ่นดินไว้แก่พระบิดาเจ้า   เมื่อพระองค์จะได้ทรงทำลายเทพผู้ครอง   ศักดิเทพและอิทธิเทพหมดแล้ว

25For he must reign until he has put all his enemies under his feet.

25เพราะว่าพระองค์จะต้องทรงปกครองอยู่ก่อน   จนกว่าพระองค์จะได้ทรงปราบศัตรูทั้งสิ้นให้อยู่ใต้พระบาทของพระองค์

26The last enemy to be destroyed is death.

26ศัตรูตัวสุดท้ายที่พระองค์จะทรงทำลายนั้นก็คือความตาย

Another passage of comfort for the believer is found in I Thessalonians 1 เธสะโลนิกา 4:13- 17

13But we do not want you to be uninformed, brothers, about those who are asleep, that you may not grieve as others do who have no hope.

13ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   เราไม่อยากให้ท่านไม่ทราบความจริงเรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว   เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า   อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง

14For since we believe that Jesus died and rose again, even so, through Jesus, God will bring with him those who have fallen asleep.

14เพราะในเมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์   และทรงคืนพระชนม์แล้ว   โดยพระเยซูนั้น   พระเจ้าจะทรงนำบรรดาคนที่ล่วงหลับไปแล้วนั้น   มากับพระองค์

15For this we declare to you by a word from the Lord, that we who are alive, who are left until the coming of the Lord, will not precede those who have fallen asleep.

15ในข้อนี้เราขอบอกให้ท่านทราบ   ตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า   เราผู้ยังเป็นอยู่และคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา   จะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้นที่ล่วงหลับไปแล้วก็หาไม่

16For the Lord himself will descend from heaven with a cry of command, with the voice of an archangel, and with the sound of the trumpet of God. And the dead in Christ will rise first.

16ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาจากสวรรค์ด้วยพระดำรัสสั่ง   ด้วยสำเนียงเรียกของเทพบดีและด้วยเสียงแตรของพระเจ้า   และคนทั้งปวงในพระคริสต์ที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาก่อน

17Then we who are alive, who are left, will be caught up together with them in the clouds to meet the Lord in the air, and so we will always be with the Lord.

17หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่   จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น   และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ   อย่างนั้นแหละ   เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์

www.gotquestions.org/Thai

Genesis 23

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top