Sunday, November 20, 2016

 

Genesis 36 The Family of Esau

ปฐมกาล 36 ครอบครัวของเอซาว

This chapter deals entirely with the family of Esau which became the nation of Edom. Although it may not be too interesting for most readers, you can follow the names and peoples to see where different nations come from them that are mentioned later in the Bible.  

บทนี้ เกี่ยวข้องทั้งหมดกับครอบครัวของ ปฐมกาล 36 ครอบครัวของเอซาวซึ่งเป็นประเทศของ   เอโดม แม้ว่ามันอาจจะ ไม่เกินไปที่น่าสนใจสำหรับผู้อ่านส่วนใหญ่คุณสามารถทำตามชื่อและคนดูที่ต่าง ประเทศมาจากพวกเขาที่กล่าวต่อไปในพระคัมภีร์

The family of Esau settled in Edom, which is south east of the Dead Sea. It is a mountainous area, and the capital of Edom, the city of Petra carved into the rocks, stands there today. Prophecy in the books of Isaiah, Jeremiah, Ezekiel, Obadiah and Malachi spoke against the nation of Edom and those prophecies have been  has been fulfilled.

ครอบครัวของเอซาวตัดสินใน เอโดม ซึ่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของ Dead Sea เป็น พื้นที่ภูเขาและเมืองหลวงของ เอโดม, เมือง เผ็ดร้อ แกะสลักเป็นหินที่มีพื้นที่วันนี้ พยากรณ์ ในหนังสือของ อิสยาห์ เยเรมีย์ เอเสเคียล โอบาดีย์ และ มาลาคีพูดกับประเทศของ เอโดม และคำพยากรณ์ที่ได้รับเป็นความจริงแล้ว

The nation of Edom came from Esau. Three times in this chapter it is made very clear that Esau is the father of the Edomites.   When we first met Esau, he was a boy in the family of Isaac.

ประเทศของ เอโดม มาจาก เอซาวสามครั้งในบทที่จะทำอย่างชัดเจนว่า เอซาวเป็นบิดาของเอโดมนี้ เมื่อเราพบครั้ง แรก เอซาวเขาเป็นเด็กในครอบครัวของไอแซก

He was the hairy strong, outdoor type of man, favored by his father, where his twin brother Jacob was smooth skinned and liked to stay indoors with his mother. 

เขา เป็นชนิดขนและแข็งแรงกลางแจ้งของมนุษย์ชอบตามพ่อที่คู่พี่ชายของเขา Jacob เป็นผิวเรียบและชอบที่จะอยู่ในบ้านกับแม่ของเขา

Outwardly, Esau looked handsome, but if there ever was a man of the flesh, Esau was that man.   He married two Canaanite women.  

ภายนอก, เอซาวดูดี แต่ถ้ามีเคยเป็นคนของเนื้อ  เอซาวเป็นคนที่ เขาแต่งงานสองคนคานาอัน

As we talked about him before, he was interested in the right here right now, and satisfying his flesh.

ที่เรา พูดคุยเกี่ยวกับเขามาก่อนเขาสนใจในสิทธิที่นี่ตอนนี้และพอใจเนื้อของเขา

1These are the generations of Esau (that is, Edom).

1 ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเอซาว  (คือ  เอโดม)

2Esau took his wives from the Canaanites: Adah the daughter of Elon the Hittite, Oholibamah the daughter of Anah the daughter of Zibeon the Hivite,

2เอซาวได้หญิงคนคานาอันมาเป็น ภรรยา  คืออาดาห์   บุตรเอโลนคนฮิตไทต์   และโอโฮลีบามาห์บุตรีอานาห์ผู้เป็นบุตรศิเบโอนคนฮีไวต์

3and Basemath, Ishmael's daughter, the sister of Nebaioth.

3กับบาเสมัท   บุตรีอิชมาเอลเป็นน้องสาวของเนบาโยท

4And Adah bore to Esau, Eliphaz; Basemath bore Reuel;

4ฝ่ายนางอาดาห์มีบุตรชายให้เอซาวชื่อเอลีฟัส   นางบาเสมัทมีบุตรชายชื่อเรอูเอล

5and Oholibamah bore Jeush, Jalam, and Korah. These are the sons of Esau who were born to him in the land of Canaan.

5และนางโอโฮลีบามาห์มีบุตรชายชื่อ  เยอูช  ยาลาม  และโคราห์   คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของเอซาวที่เกิดในแคว้นคานาอัน  

6Then Esau took his wives, his sons, his daughters, and all the members of his household, his livestock, all his beasts, and all his property that he had acquired in the land of Canaan. He went into a land away from his brother Jacob.

6เอซาวพาภรรยาบุตรชายหญิงและคนทั้งปวง ในครอบครัวของตนกับฝูงสัตว์   และทรัพย์สิ่งของที่ได้มาในแคว้นคานาอัน   แยกจากยาโคบผู้น้องไปที่เมืองอื่น

7For their possessions were too great for them to dwell together. The land of their sojournings could not support them because of their livestock.

7เพราะทรัพย์สมบัติของทั้งสองมีมาก  จะอยู่ด้วยกันมิได้   ดินแดนที่เขาอาศัยนั้น   ไม่พอให้เขาเลี้ยงฝูงสัตว์

8So Esau settled in the hill country of Seir. (Esau is Edom.)

8เอซาวจึงไปอยู่ในถิ่นเทือกเขาเสอีร์  เอซาวคือเอโดม  

9These are the generations of Esau the father of the Edomites in the hill country of Seir.

9ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเอซาว   บิดาคนเอโดม  ชาวเมืองเทือกเขาเสอีร์

10These are the names of Esau's sons: Eliphaz the son of Adah the wife of Esau, Reuel the son of Basemath the wife of Esau.

10ชื่อบุตรชายของเอซาว   คือเอลีฟัส  บุตรนางอาดาห์  ภรรยาเอซาว  เรอูเอล   บุตรนางบาเสมัทภรรยาเอซาว

11The sons of Eliphaz were Teman, Omar, Zepho, Gatam, and Kenaz.

11ฝ่ายบุตรชายของเอลีฟัสชื่อเทมาน   โอมาห์  เศโฟ  กาทาม  และเคนัส

12(Timna was a concubine of Eliphaz, Esau's son; she bore Amalek to Eliphaz.) These are the sons of Adah, Esau's wife.

12(ทิมนาเป็นภรรยาน้อยของเอลีฟัสบุตรเอซาว นางมีบุตรด้วยกันกับเอลีฟัทชื่ออามาเลข)   คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของอาดาห์ภรรยาเอซาว

13These are the sons of Reuel: Nahath, Zerah, Shammah, and Mizzah. These are the sons of Basemath, Esau's wife.

13ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของเรอูเอล  คือนาหาท  เศ-ราห์  ชัมมาห์   และมิสซาห์  คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของบาเสมัทภรรยา ของเอซาว

14These are the sons of Oholibamah the daughter of Anah the daughter of Zibeon, Esau's wife: she bore to Esau Jeush, Jalam, and Korah.

14ต่อไปนี้เป็นบุตรชายภรรยาของเอซาว   คือนางโอโฮลีบามาห์  บุตรีอานาห์   ผู้เป็นบุตรชายศิเบโอน   นางมีบุตรชายกับเอซาวชื่อ   เยอูช  ยาลาม   และโคราห์  

15These are the chiefs of the sons of Esau. The sons of Eliphaz the firstborn of Esau: the chiefs Teman, Omar, Zepho, Kenaz,

15ต่อไปนี้เป็นเจ้านายในบรรดาบุตรชาย ของเอซาว  บรรดาบุตรของเอลีฟัส   บุตรหัวปีของเอซาวคือเจ้านายเทมาน   เจ้านายโอมาร์   เจ้านายเศโฟ   เจ้านายเคนัส

16Korah, Gatam, and Amalek; these are the chiefs of Eliphaz in the land of Edom; these are the sons of Adah.

16เจ้านายโคราห์  เจ้านายกาทาม  เจ้านายอามาเลข   คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเอลีฟัสในแคว้นเอโดม   พวกเขาเป็นลูกหลานของนางอาดาห์

17These are the sons of Reuel, Esau's son: the chiefs Nahath, Zerah, Shammah, and Mizzah; these are the chiefs of Reuel in the land of Edom; these are the sons of Basemath, Esau's wife.

17ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของเรอูเอล   ผู้เป็นบุตรชายของเอซาว  คือเจ้านายนาหาท   เจ้านายเศ-ราห์  เจ้านายชัมมาห์  และเจ้านายมิสซาห์   คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเรอูเอลในแคว้นเอโดม   พวกเขาเป็นลูกหลานของนางบาเสมัทภรรยาของเอซาว

Esau was a carnal man rather than a spiritual man.  His descendants seemed to be the same way.  They appointed chiefs and then kings, they didn’t follow after God.  

เอซาวเป็นคนในทางกามารมณ์มากกว่าคนจิตวิญญาณ ลูกหลานของ เขาดูเหมือนจะเหมือนกัน พวกเขาได้รับการแต่งตั้งหัวหน้าแล้วกษัตริย์พวกเขาไม่ ปฏิบัติตามหลังพระเจ้า

The Edomites kept Moses and the children of Israel from traveling through their territory. 

เอโดม เก็บมูซาและบุตรของอิสราเอลจากการเดินทางผ่านดินแดนของพวกเขา

Number กันดารวิถี 20:18-2118But Edom said to him, “You shall not pass through, lest I come out with the sword against you.”

18แต่เอโดมกล่าวแก่ท่านว่า   “ท่านจะยกผ่านไปไม่ได้ เกลือกว่าเราจะยกออกมาสู้ท่านด้วยดาบ”

19And the people of Israel said to him, “We will go up by the highway, and if we drink of your water, I and my livestock, then I will pay for it. Let me only pass through on foot, nothing more.”

19และคนอิสราเอลพูดกับกษัตริย์แห่งเอโดมว่า   “เราจะขึ้นไปตามทางหลวง   ถ้าเราดื่มน้ำของท่านไม่ว่าตัวเราหรือสัตว์   เราจะชำระเงินให้ขอให้เราเดินผ่านไป   เราไม่ต้องการอะไรอีก”

20But he said, “You shall not pass through.” And Edom came out against them with a large army and with a strong force.

20แต่ท่านตอบว่า   “เจ้าจะยกผ่านไปไม่ได้”   แล้วเอโดมก็ยกพลเป็นอัน มากมาต่อสู้เขาทั้งหลายด้วยกำลังเข้มแข็ง

21Thus Edom refused to give Israel passage through his territory, so Israel turned away from him.

21เช่นนี้แหละเอโดมปฏิเสธไม่ให้ อิสราเอลยกผ่านพรมแดนของท่าน   ดังนั้นอิสราเอลจึงหันไปจากท่าน

Let’s look for a minute at two of the five Old Testament prophets who spoke against the nation of Edom, Obadiah and Malachi. 

ลองดู นาทีที่สองในห้าศาสดาพระคัมภีร์เก่าที่พูดกับประเทศของ เอโดม, โอบาดีย์และมาลาคี

Obadiah โอบาดีย์ 1:1-4, 8-12 1The vision of Obadiah.  Thus says the Lord GOD concerning Edom: We have heard a report from the LORD, and a messenger has been sent among the nations: “Rise up! Let us rise against her for battle!”

1นิมิตของโอบาดีห์    พระเจ้าตรัสเกี่ยวด้วยเรื่องเอโดมดังนี้ว่า    เราได้ยินข่าวจากพระเจ้า   ทูตคนหนึ่งถูกส่งไปท่ามกลางบรรดาประชาชาติให้พูดว่า   “จงลุกขึ้นเถิด   ให้เราลุกไปทำสงครามกับเมืองเอโดม”  

2Behold, I will make you small among the nations; you shall be utterly despised.

2ดูเถิด เราจะกระทำเจ้าให้เล็กท่ามกลางบรรดาประชาชาติ   ให้เจ้าเป็นที่ดูหมิ่นอย่างมาก  

3The pride of your heart has deceived you, you who live in the clefts of the rock,in your lofty dwelling, who say in your heart, “Who will bring me down to the ground?”

3ความเห่อเหิมแห่งใจของเจ้าได้ล่อลวงเจ้าเอง   เจ้าผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในซอกหิน    ที่อาศัยของเจ้าอยู่สูง   เจ้ารำพึงอยู่ในใจว่า “ผู้ใดจะให้เราลงมายังพื้นดิน”  

4Though you soar aloft like the eagle, though your nest is set among the stars,

from there I will bring you down, declares the LORD.

4แม้ว่าเจ้าเหินขึ้นไปสูงเหมือนนกอินทรี    แม้ว่ารังของเจ้าอยู่ในหมู่ดวงดาวทั้งหลาย  

เราจะฉุดเจ้าลงมาจากที่นั่น   พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ  

8Will I not on that day, declares the LORD, destroy the wise men out of Edom,

and understanding out of Mount Esau?

8พระเจ้าตรัสว่า  ในวันนั้น   เราจะไม่ทำลายคนฉลาดให้สิ้นไปจากเอโดม  
และทำลายความเข้าใจเสียจากภูเขาเอซาวหรือ  

9And your mighty men shall be dismayed, O Teman, so that every man from Mount Esau will be cut off by slaughter.

9โอ  เทมานเอ๋ย  ชายฉกรรจ์ของเจ้าจะขยาด   ดังนั้นแหละ  ทุกคนที่มาจากภูเขาเอซาวจะถูกตัดขาดเสียด้วยการสังหาร  

10Because of the violence done to your brother Jacob, shame shall cover you,

and you shall be cut off forever.

10เหตุความทารุณที่กระทำแก่ยาโคบน้องชายของเจ้า  
ความอับอายจะคลุมเจ้าไว้   เจ้าจะต้องถูกตัดขาดออกไปเป็นนิตย์  

11On the day that you stood aloof, on the day that strangers carried off his wealth

and foreigners entered his gates and cast lots for Jerusalem,

you were like one of them.

11ในวันที่เจ้ายืนเป็นปฏิปักษ์   ในวันที่คนต่างด้าวเอาทรัพย์สมบัติของเขาไป  
  และคนต่างชาติเข้ามาทางประตูเมือง    เขาจับฉลากเอากรุงเยรูซาเล็มกัน  
เจ้าก็เหมือนคนเหล่านั้นคนหนึ่ง  

12But do not gloat over the day of your brother in the day of his misfortune;

do not rejoice over the people of Judah in the day of their ruin; do not boast in the day of distress.

12เจ้าไม่ควรยืนยิ้มอยู่ด้วยความพอใจ   ในเมื่อน้องชายของเจ้ารับเคราะห์
ในครั้งนั้น   เจ้าไม่ควรเปรมปรีดิ์เย้ยประชาชนยูดาห์    ในเมื่อเขาทั้งหลายถูกทำลาย    เจ้าไม่ควรจะโอ้อวด    ในวันที่เขาตกทุกข์ได้ยาก  

Malachi มาลาคี1:2-5 2“I have loved you,” says the LORD. But you say, “How have you loved us?” “Is not Esau Jacob's brother?” declares the LORD. “Yet I have loved Jacob

2พระเจ้าตรัสว่า   “เราได้รักเจ้าทั้งหลาย”   แต่ท่านทั้งหลายพูดว่า   “พระองค์ได้ทรงรักข้าพระองค์สถานใด”   พระเจ้าตรัสว่า   “เอซาวเป็นพี่ชายของยาโคบมิใช่หรือ   เราก็ยังรักยาโคบ

3but Esau I have hated. I have laid waste his hill country and left his heritage to jackals of the desert.”

3แต่เราได้เกลียดเอซาว   เราได้กระทำให้เทือกเขาของเขาร้างเปล่า   และมอบมรดกของเขาให้แก่หมาป่าแห่งถิ่นทุรกันดาร”

4If Edom says, “We are shattered but we will rebuild the ruins,” the LORD of hosts says, “They may build, but I will tear down, and they will be called ‘the wicked country,’ and ‘the people with whom the LORD is angry forever.’”

4เมื่อเอโดมกล่าวว่า   “เราถูกทำลายลงแล้ว   แต่เราจะกลับมาสร้างที่ปรักหักพังขึ้นใหม่”   พระเจ้าจอมโยธาก็ตรัสตอบว่า   “เขาทั้งหลายจะสร้างขึ้นก็ได้   แต่เราก็จะรื้อลงเสีย   จนคนจะเรียกกันว่าเป็นเมืองชั่วร้าย   เป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงกริ้วอยู่เป็นนิตย์”

5Your own eyes shall see this, and you shall say, “Great is the LORD beyond the border of Israel!”

5ตาของเจ้าเองจะเห็นสิ่งนี้   และเจ้าจะกล่าวว่า   “พระเจ้านี้ใหญ่ยิ่งนัก   แม้กระทั่งนอกเขตแดนของอิสราเอล”

If you are a Christian, you must be careful not to be a carnal Christians. 

ถ้าคุณ เป็นคริสเตียนคุณจะต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นคริสเตียนในทางกามารมณ์

I Corinthians โครินธ์ 3:1-3 1But I, brothers, could not address you as spiritual people, but as people of the flesh, as infants in Christ.

1พี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าไม่อาจจะพูดกับท่าน   เหมือนพูดกับผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณแล้วได้   แต่ต้องพูดกับท่านเหมือนคนที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง   เหมือนกับท่านเป็นทารกในพระคริสต์

2I fed you with milk, not solid food, for you were not ready for it. And even now you are not yet ready,

2ข้าพเจ้าเลี้ยงท่านด้วยน้ำนม   มิใช่ด้วยอาหารแข็ง   เพราะว่าเมื่อก่อนนั้นท่านยังไม่สามารถรับ   และถึงแม้เดี๋ยวนี้ท่านก็ยังไม่สามารถ

3for you are still of the flesh. For while there is jealousy and strife among you, are you not of the flesh and behaving only in a human way?

3ด้วยว่าท่านยังอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง   เพราะว่าเมื่อยังอิจฉากัน   และขัดเคืองใจกัน   ท่านไม่ได้อยู่ฝ่ายเนื้อหนังหรือ   และไม่ได้ประพฤติตามมนุษย์สามัญดอกหรือ

Romans โรม 8:5-9 5For those who live according to the flesh set their minds on the things of the flesh, but those who live according to the Spirit set their minds on the things of the Spirit.

5เพราะว่าคนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง   ก็ปักใจในสิ่งซึ่งเป็นของของเนื้อหนัง   แต่คนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณ   ก็สนใจในสิ่งซึ่งเป็นของพระวิญญาณ

6To set the mind on the flesh is death, but to set the mind on the Spirit is life and peace.

6ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนัง   ก็คือความตาย   และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณ   ก็คือชีวิตและสันติสุข

7For the mind that is set on the flesh is hostile to God, for it does not submit to God's law; indeed, it cannot.

7เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า   หาได้อยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัติของพระเจ้าไม่   และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัตินั้นไม่ได้

8Those who are in the flesh cannot please God.

8และคนทั้งหลายที่อยู่ใต้เนื้อหนัง   จะเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็หามิได้  

9You, however, are not in the flesh but in the Spirit, if in fact the Spirit of God dwells in you. Anyone who does not have the Spirit of Christ does not belong to him.

9ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลายจริงๆแล้ว   ท่านก็มิได้อยู่ใต้เนื้อหนัง   แต่อยู่ใต้พระวิญญาณ   ผู้ใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์   ผู้นั้นก็ไม่เป็นของพระองค์

2 Corinthians โครินธ์ 10:3-5 3For though we walk in the flesh, we are not waging war according to the flesh.

3เพราะว่า   ถึงแม้ว่าเราอยู่ในโลกก็จริง   แต่เราก็มิได้สู้รบตามโลกียวิสัย

4For the weapons of our warfare are not of the flesh but have divine power to destroy strongholds.

4เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย   แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า   อาจทำลายป้อมได้

5We destroy arguments and every lofty opinion raised against the knowledge of God, and take every thought captive to obey Christ,

5คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม   และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า   และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์

Our first weapon is the Bible. We need to have confidence in the Word of God. It is the sword of the Holy Spirit.

อาวุธ แรกของเราคือพระคัมภีร์ เราต้องมีความมั่นใจในพระคำของพระเจ้า เป็นดาบของพระวิญญาณบริสุทธิ์

The second weapon is the presence of the Holy Spirit. Paul recognized his own human weakness. He knew that he was sealed by the Holy Spirit and empowered by the Holy Spirit.

อาวุธที่สองคือการปรากฏตัวของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เปาโลได้รับการยอมรับความอ่อนแอของมนุษย์ของเขาเอง เขารู้ว่าเขาถูกปิดผนึกโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์และเพิ่มขีดความสามารถโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

Another weapon of our warfare is prayer.  If we are not going to live for the flesh, in our old human sinful nature then we must rely on the Word of God, the Holy Spirit and prayer to live a spiritual Christian life rather than a carnal life like Esau and his descendants.

อาวุธของสงครามของเราก็คือการอธิษฐาน ถ้าเราไม่ได้จะอยู่ในเนื้อในลักษณะเดิมของเราคนบาปแล้ว เราต้องพึ่งพาพระคำของพระเจ้า, พระวิญญาณบริสุทธิ์และอธิษฐานให้ชีวิตคริสเตียนจิตวิญญาณมากกว่าชีวิตทาง กามารมณ์เช่น เอซาว และลูกหลานของเขา

www.gotquestions.org/Thai

Genesis 36