Thursday, November 3, 2016

 

Genesis 31 Jacob Flees from Laban

ปฐมกาล 31 ยาโคบหนีออกจากลาบัน

In this chapter we find that Jacob leaves Laban without saying goodbye.

They have been together for 20 years but Jacob sneaks aways, there is no farewell party for him.

ในบทนี้เราพบว่า ยาโคบใบลาบันโดยไม่บอกลาพวกเขาได้รับ กัน 20 ปี แต่ยาโคบแอบไปไม่มีเลี้ยงส่งเขา

Laban takes out after him and overtakes him. Finally, Jacob and Laban made another contract, this time not to defraud or hurt each other.

ลาบันจะ ออกหลังจากที่เขาและมายังพวกเขา สุดท้ายยาโคบและลาบันทำสัญญาอื่นขณะนี้ไม่ โกงหรือทำร้ายกัน

Then they separate in a friendly way. We will see that God wants to get Jacob out away from Laban and back into the land God had promised to Abraham and Isaac. 

แล้ว พวกเขาก็แยกทางกันเอง เราจะเห็นว่าพระเจ้า ต้องการได้รับยาโคบออกไปจากลาบันและกลับเข้ามาในดินแดนพระเจ้าทรงสัญญากับ อับราฮัมและอิสอัค

The sons and grandsons of Jacob are going to be heads of the twelve tribes of Israel. God called Jacob to leave, and so he is now preparing to do that. He calls Rachel and Leah to meet him in the field to discuss it.

บุตร ชายและบุตรยิ่งใหญ่ของยาโคบจะไปเป็นหัวหน้าของสิบสองของอิสราเอล พระเจ้าบอกยาโคบอ อกและเขากำลังเตรียมที่จะทำ เขาถามเรเชลและลีอาพบเขาในเขตเพื่อหารือ เกี่ยวกับมัน

Jacob and his family leave

ยาโคบและครอบครัวของเขาออก

1Now Jacob heard that the sons of Laban were saying, “Jacob has taken all that was our father's, and from what was our father's he has gained all this wealth.”

1ยาโคบได้ยินบุตรชายของลาบันบ่นว่า   “ยาโคบแย่งทรัพย์ของบิดาเราไปหมด   เขาได้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้มาจากทรัพย์สมบัติของบิดาเรา”

2And Jacob saw that Laban did not regard him with favor as before.

2ยาโคบสังเกตดูลาบันเห็นว่าเขาไม่มองหน้าเอาทีเดียว   ไม่เหมือนแต่ก่อน

3Then the LORD said to Jacob, “Return to the land of your fathers and to your kindred, and I will be with you.”

3พระเจ้าตรัสสั่งยาโคบว่า   “จงกลับไปยังดินแดนบิดาและญาติพี่น้องของเจ้าเถิด   เราจะอยู่กับเจ้า”

4So Jacob sent and called Rachel and Leah into the field where his flock was

4ยาโคบก็ให้คนไปเรียกนางราเชลและนางเลอาห์ ให้มาที่ทุ่งนาที่เลี้ยงฝูงสัตว์

5and said to them, “I see that your father does not regard me with favor as he did before. But the God of my father has been with me.

5แล้วบอกนางทั้งสองว่า   “ฉันเห็นว่าบิดาเจ้าไม่มองหน้าฉันเอาทีเดียว   ไม่เหมือนแต่ก่อน   แต่พระเจ้าของบิดาฉันสถิตกับฉัน

6You know that I have served your father with all my strength,

6เจ้าทั้งสองรู้แล้วว่า  ฉันรับใช้บิดาของเจ้าด้วยเต็มกำลัง

7yet your father has cheated me and changed my wages ten times. But God did not permit him to harm me.

7บิดาของเจ้ายังบิดพริ้วต่อฉัน   และเปลี่ยนค่าจ้างของฉันเสียสิบครั้งแล้ว   แต่พระเจ้ามิได้ทรงอนุญาตให้เขาทำความเสียหายแก่ฉัน

8If he said, ‘The spotted shall be your wages,’ then all the flock bore spotted; and if he said, ‘The striped shall be your wages,’ then all the flock bore striped.

8เมื่อบิดาบอกว่า   'สัตว์ที่ด่างเป็นค่าจ้างของเจ้า'   สัตว์ทุกตัวก็มีลูกด่าง   เมื่อบิดาบอกว่า   'สัตว์ตัวที่ลายเป็นค่าจ้างของเจ้า'   สัตว์ทุกตัวก็มีลูกลายหมด

9Thus God has taken away the livestock of your father and given them to me.

9ดังนี้แหละพระเจ้าจึงทรงยกสัตว์ของบิดาเจ้าประทานให้แก่ฉัน

10In the breeding season of the flock I lifted up my eyes and saw in a dream that the goats that mated with the flock were striped, spotted, and mottled.

10ครั้นมาในฤดูที่สัตว์เหล่านั้นอยากติดสัด   ฉันแหงนหน้าขึ้นดู   ก็เห็นในความฝันว่า   แพะตัวผู้ที่สมจรกับฝูงสัตว์นั้นเป็นแพะลาย   แพะด่าง  และแพะลายเป็นแถบๆ

11Then the angel of God said to me in the dream, ‘Jacob,’ and I said, ‘Here I am!’

11ในความฝันนั้นทูตสวรรค์เรียกฉันว่า  'ยาโคบเอ๋ย'   ฉันตอบว่า  'พระเจ้าข้า'

12And he said, ‘Lift up your eyes and see, all the goats that mate with the flock are striped, spotted, and mottled, for I have seen all that Laban is doing to you.

12ท่านบอกว่า   'เงยหน้าขึ้นดู   แพะตัวผู้ที่สมจรกับฝูงสัตว์นั้น   เป็นสัตว์ลายด่างและลายเป็นแถบๆ   เพราะเราเห็นทุกสิ่งที่ลาบันทำกับเจ้า

13I am the God of Bethel, where you anointed a pillar and made a vow to me. Now arise, go out from this land and return to the land of your kindred.’”

13เราเป็นพระเจ้าแห่งเบธเอล   ที่เจ้าเจิมเสาศักดิ์สิทธิ์ไว้และปฏิญาณ   บัดนี้จงลุกขึ้นออกจากดินแดนนี้   และกลับไปยังดินแดนที่เจ้าเกิดมา' ”

14Then Rachel and Leah answered and said to him, “Is there any portion or inheritance left to us in our father's house?

14นางราเชลกับนางเลอาห์จึงตอบว่า   “เรายังมีส่วนทรัพย์มรดกในบ้านบิดาเราอีกหรือไม่

15Are we not regarded by him as foreigners? For he has sold us, and he has indeed devoured our money.

15บิดานับเราเหมือนแขกเมืองมิใช่หรือ   เพราะบิดาขายเรา  ทั้งยังกินเงินของเราหมด

16All the wealth that God has taken away from our father belongs to us and to our children. Now then, whatever God has said to you, do.”

16ทรัพย์สมบัติทั้งปวงที่พระเจ้าทรงเอามาจากบิดาของเรา   นั่นแหละเป็นของของเรากับลูกหลานของเรา   บัดนี้พระเจ้าตรัสสั่งท่านอย่างไร  ก็ขอให้ทำอย่างนั้นเถิด”  

17So Jacob arose and set his sons and his wives on camels.

17ดังนั้น   ยาโคบจึงเตรียมตัวและให้บุตรภรรยาขึ้นขี่อูฐ

18He drove away all his livestock, all his property that he had gained, the livestock in his possession that he had acquired in Paddan-aram, to go to the land of Canaan to his father Isaac.

18แล้วต้อนสัตว์เลี้ยงทั้งหมดของเขาไป   ขนข้าวของทั้งสิ้นที่เขาได้กำไรมา   สัตว์เลี้ยงที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเขา   ที่เขาหามาได้ในเมืองปัดดานอารัม   เดินทางกลับไปหาอิสอัคบิดาของเขาในแคว้นคานาอัน

19Laban had gone to shear his sheep, and Rachel stole her father's household gods.

19เวลานั้นลาบันออกไปตัดขนแกะ   ฝ่ายราเชลก็ลักรูปเคารพประจำบ้านของบิดาไปด้วย

20And Jacob tricked Laban the Aramean, by not telling him that he intended to flee.

20ฝ่ายยาโคบก็เอาเปรียบลาบันคนอารัม   ในการที่มิได้บอกให้รู้ว่าตนตั้งใจจะหนี

21He fled with all that he had and arose and crossed the Euphrates, and set his face toward the hill country of Gilead.

21ยาโคบเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดหนีข้ามแม่น้ำยูเฟรติสบ่ายหน้า ไปยังถิ่นเทือกเขากิเลอาด

Notice that ten times in those twenty years old Laban had changed his wages! Poor Jacob. But when he was perplexed and frustrated, not knowing where to turn, God had blessed Jacob and his family.  It was a miracle the way that flocks of Jacob multiplied. 

พบว่า ในเวลาสิบยี่สิบปีที่ลาบันมีการเปลี่ยนแปลงค่าจ้างของยาโคบ แต่เมื่อเขางงและ หงุดหงิดไม่ทราบว่าที่เปิด, พระเจ้าทรงอวยพรยาโคบและครอบครัว มันเป็นความ มหัศจรรย์ทางที่ฝูงของยาโคบคูณ

Rachel had been brought up in a home of idolatry, and she wanted to take her gods with her.   It is sad she still believed in the idols and sad that she stole them. 

เรเชลได้นำขึ้นในบ้านของบูชารูปปั้นและเธอต้องการที่จะพระเจ้าของเธอกับเธอ จะเศร้าเธอยังคงเชื่อในรูปเคารพและความเสียใจที่เธอขโมย เขา

Laban probably chased after Jacob for two reasons, first because the family idols were missing and second because he wanted Jacob to work more years for him. 

ลาบัน อาจล่าหลังจากสองเหตุผลแรกเพราะพระเจ้าได้หายไปและครอบครัวที่สองเพราะเขา ต้องการยาโคบทำงานปีขึ้นสำหรับเขา

He mentions the children and says he wanted to give a farewell party but I really doubt that.

เขา กล่าวถึงเด็กและกล่าวว่าเขาต้องการเลี้ยงส่ง แต่ผมสงสัยว่า

22When it was told Laban on the third day that Jacob had fled,

22ครั้นถึงวันที่สาม  มีคนไปบอกลาบันว่ายาโคบหนีไปแล้ว

23he took his kinsmen with him and pursued him for seven days and followed close after him into the hill country of Gilead.

23ลาบันก็พาญาติพี่น้องออกติดตามไปเจ็ดวัน ก็ทันยาโคบในถิ่นเทือกเขากิเลอาด

24But God came to Laban the Aramean in a dream by night and said to him, “Be careful not to say anything to Jacob, either good or bad.”

24แต่ในกลางคืนพระเจ้าทรงมาปรากฏ แก่ลาบันคนอารัมในความฝัน   ตรัสแก่เขาว่า   “ระวังอย่าพูดกับยาโคบเลย  ไม่ว่าดีหรือร้าย”  

25And Laban overtook Jacob. Now Jacob had pitched his tent in the hill country, and Laban with his kinsmen pitched tents in the hill country of Gilead.

25ลาบันตามมาทันยาโคบ   ยาโคบตั้งเต็นท์อยู่ที่ถิ่นเทือกเขา   ส่วนลาบันกับญาติพี่น้อง   ตั้งอยู่ถิ่นเทือกเขากิเลอาด

26And Laban said to Jacob, “What have you done, that you have tricked me and driven away my daughters like captives of the sword?

26ลาบันกล่าวกับยาโคบว่า  “ทำไมเจ้าโกงเราอย่างนี้   พาบุตรีของเราหนีมาเหมือนเชลยศึก

27Why did you flee secretly and trick me, and did not tell me, so that I might have sent you away with mirth and songs, with tambourine and lyre?

27เหตุไฉนเจ้าจึงหนีเรามาอย่างลับๆ   แอบมาโดยไม่บอกให้เรารู้   ถ้าเรารู้เราก็จะจัดส่งเจ้าไปด้วยความร่าเริงยินดี   โดยให้มีการขับร้องด้วยรำมะนาและพิณเขาคู่

28And why did you not permit me to kiss my sons and my daughters farewell? Now you have done foolishly.

28ทำไมเจ้าไม่ยอมให้เราจุบลาบุตรชายและบุตรีของเราเล่า   นี่เจ้าทำอย่างโง่เขลาแท้ๆ

29It is in my power to do you harm. But the God of your father spoke to me last night, saying, ‘Be careful not to say anything to Jacob, either good or bad.’

29เจ้าอยู่ในกำมือเราแล้ว  เราจะทำอันตรายแก่เจ้าก็ได้   แต่คืนวานนี้พระเจ้าของบิดาเจ้าตรัสว่า   'ระวังอย่าพูดดี  หรือร้ายกับยาโคบเลย'

30And now you have gone away because you longed greatly for your father's house, but why did you steal my gods?”

30บางทีเจ้าหนีมาเพราะคิดถึงบ้านบิดาเจ้ามาก   แต่ทำไมเจ้าถึงลักรูปพระของเรามา”

31Jacob answered and said to Laban, “Because I was afraid, for I thought that you would take your daughters from me by force.

31ยาโคบจึงตอบลาบันว่า   “เพราะว่าข้าพเจ้าเกรงว่าท่านจะริบบุตรีของท่านคืน จากข้าพเจ้าเสีย

32Anyone with whom you find your gods shall not live. In the presence of our kinsmen point out what I have that is yours, and take it.” Now Jacob did not know that Rachel had stolen them.

32ส่วนพระของท่านนั้นถ้าพบที่คนไหน   ก็อย่าไว้ชีวิตผู้นั้นเลย  ค้นดูต่อหน้าญาติพี่น้องของเรา   ท่านพบสิ่งใดที่เป็นของท่าน  ก็เอาไปเถิด”   ยาโคบไม่รู้ว่าราเชลลักรูปเหล่านั้นมา  

33So Laban went into Jacob's tent and into Leah's tent and into the tent of the two female servants, but he did not find them. And he went out of Leah's tent and entered Rachel's.

33ลาบันจึงเข้าไปในเต็นท์ของยาโคบ   เต็นท์ของเลอาห์  และเต็นท์สาวใช้ทั้งสองคนนั้น   แต่หาไม่พบ  จึงออกจากเต็นท์ของเลอาห์   แล้วเข้าไปในเต็นท์ของราเชล

34Now Rachel had taken the household gods and put them in the camel's saddle and sat on them. Laban felt all about the tent, but did not find them.

34ส่วนราเชลเอารูปเคารพประจำบ้าน เหล่านั้นซ่อนไว้ในกูบอูฐและนั่งทับไว้   ลาบันได้คลำดูทั่วเต็นท์  ก็หาไม่พบ

35And she said to her father, “Let not my lord be angry that I cannot rise before you, for the way of women is upon me.” So he searched but did not find the household gods.

35ราเชลก็พูดกับบิดาว่า   “ขอพ่ออย่าโกรธเลย  ที่ดิฉันลุกขึ้นต้อนรับไม่ได้   ด้วยว่าดิฉันกำลังลำบากตามธรรมดาของผู้หญิง”   ดังนั้นลาบันก็ค้นดูแล้ว   แต่ไม่พบรูปเคารพประจำบ้านเลย  

36Then Jacob became angry and berated Laban. Jacob said to Laban, “What is my offense? What is my sin, that you have hotly pursued me?

36ส่วนยาโคบก็โกรธและต่อว่าลาบัน  ยาโคบกล่าวกับลาบันว่า   “ฉันทำผิดต่อท่านประการใด  ฉันทำบาปอะไร   ท่านจึงติดตามฉันมาดังนี้

37For you have felt through all my goods; what have you found of all your household goods? Set it here before my kinsmen and your kinsmen, that they may decide between us two.

37ท่านคลำดูของของฉันทั้งหมดแล้ว   ท่านพบอะไรที่เป็นของมาจากบ้านของท่าน   ก็เอามาตั้งไว้ที่นี่   ตรงหน้าญาติพี่น้องทั้งสองฝ่าย   ให้เขาตัดสินความระหว่างเราทั้งสอง

38These twenty years I have been with you. Your ewes and your female goats have not miscarried, and I have not eaten the rams of your flocks.

38ฉันอยู่กับท่านมายี่สิบปีแล้ว   แกะและแพะมิได้แท้งลูก  และแกะตัวผู้ในฝูงของท่าน   ฉันก็มิได้กิน

39What was torn by wild beasts I did not bring to you. I bore the loss of it myself. From my hand you required it, whether stolen by day or stolen by night.

39ที่สัตว์ร้ายกัดฉีกกินเสีย  ฉันก็มิได้นำมาให้ท่าน   ฉันเองสู้ใช้ให้   ที่ถูกขโมยไปในเวลากลางวันหรือกลางคืน   ท่านก็หักจากฉันทั้งนั้น

40There I was: by day the heat consumed me, and the cold by night, and my sleep fled from my eyes.

40เวลากลางวันแดดก็เผาฉัน  เวลากลางคืนความหนาวก็ผลาญฉัน   ฉันนอนไม่หลับ

41These twenty years I have been in your house. I served you fourteen years for your two daughters, and six years for your flock, and you have changed my wages ten times.

41ฉันอาศัยอยู่ในเรือนของท่านยี่สิบปีแล้ว   ฉันได้รับใช้ท่านสิบสี่ปีเพื่อได้บุตรีสองคนของท่าน   และรับใช้ท่านหกปีเพื่อได้ฝูงสัตว์ของท่าน   ท่านยังเปลี่ยนค่าจ้างสิบครั้ง

42If the God of my father, the God of Abraham and the Fear of Isaac, had not been on my side, surely now you would have sent me away empty-handed. God saw my affliction and the labor of my hands and rebuked you last night.”

42ถ้าพระเจ้าของบิดาฉัน   พระเจ้าของอับราฮัมและซึ่งอิสอัคยำเกรง   ไม่ทรงสถิตอยู่กับฉันแล้ว   ครั้งนี้ท่านคงให้ฉันไปตัวเปล่าเป็นแน่   พระเจ้าทรงเห็นความทุกข์ใจของฉัน   และการงานตรากตรำที่มือฉันทำ  จึงทรงห้ามท่านเมื่อคืนวานนี้”

43Then Laban answered and said to Jacob, “The daughters are my daughters, the children are my children, the flocks are my flocks, and all that you see is mine. But what can I do this day for these my daughters or for their children whom they have borne?

43แล้วลาบันตอบยาโคบว่า   “บุตรีเหล่านี้ก็เป็นบุตรีของเรา   เด็กเหล่านี้ก็เป็นเด็กของเรา   ฝูงสัตว์ทั้งฝูงนี้ก็เป็นของเรา   ของทั้งสิ้นที่เจ้าเห็นก็เป็นของเรา   วันนี้เราจะกระทำอะไรแก่ลูกสาวของเราหรือแก่เด็กๆที่เกิดมาจากเขา

44Come now, let us make a covenant, you and I. And let it be a witness between you and me.”

44มาเถิด   ให้เราทำพันธสัญญาทั้งเจ้ากับเรา   ให้พันธสัญญานั้นเป็นพยานระหว่างเจ้ากับเรา”

45So Jacob took a stone and set it up as a pillar.

45ฝ่ายยาโคบก็เอาศิลาก้อนหนึ่งตั้งไว้เป็นเสาศักดิ์สิทธิ์

46And Jacob said to his kinsmen, “Gather stones.” And they took stones and made a heap, and they ate there by the heap.

46แล้วยาโคบจึงพูดกับญาติพี่น้องว่า   “เก็บก้อนหินมา”   เขาเก็บก้อนหินมากองสุมไว้   แล้วก็กินเลี้ยงกันที่กองหินนั้น

47Laban called it Jegar-sahadutha, but Jacob called it Galeed.

47ลาบันจึงตั้งชื่อกองหินนั้นว่า   เยการ์สหดูธา   แต่ยาโคบตั้งชื่อว่า   กาเลเอด

48Laban said, “This heap is a witness between you and me today.” Therefore he named it Galeed,

48ลาบันกล่าวว่า  “วันนี้กองศิลานี้จะเป็นพยานระหว่างเรากับเจ้า”   เหตุฉะนี้เขาจึงตั้งชื่อว่า  กาเลเอด

49and Mizpah, for he said, “The LORD watch between you and me, when we are out of one another's sight.

49และมิสปาห์  เพราะเขากล่าวว่า   “พระเจ้าทรงเฝ้าอยู่ระหว่างเจ้ากับเรา   เมื่อเราจากกันไป

50If you oppress my daughters, or if you take wives besides my daughters, although no one is with us, see, God is witness between you and me.”

50ถ้าเจ้าข่มเหงบุตรีของเรา   หรือเจ้าได้ภรรยาอื่นนอกจากบุตรีของเรา   แม้ว่าจะไม่มีใครอยู่กับเราก็จริง  แต่จงจำไว้เถิดว่า   พระเจ้าทรงเป็นพยานระหว่างเจ้ากับเรา”  

51Then Laban said to Jacob, “See this heap and the pillar, which I have set between you and me.

51ลาบันบอกยาโคบว่า   “ดูกองหินและเสาหินนี้   ที่เราตั้งไว้ระหว่างเจ้ากับเรา

52This heap is a witness, and the pillar is a witness, that I will not pass over this heap to you, and you will not pass over this heap and this pillar to me, to do harm.

52หินกองนี้เป็นพยาน   และเสานั้นก็เป็นพยานว่า   เราจะไม่ข้ามกองหินนี้ไปหาเจ้า   และเจ้าจะไม่ข้ามกองหินนี้และเสานี้มาหาเรา   เพื่อทำอันตรายกัน

53The God of Abraham and the God of Nahor, the God of their father, judge between us.” So Jacob swore by the Fear of his father Isaac,

53ให้พระเจ้าของอับราฮัมและพระเจ้าของนาโฮร์   ซึ่งเป็นพระเจ้าของบิดาของเขาทั้งสองทรงตัดสิน ความระหว่างเรา”   ยาโคบก็สาบานโดยอ้างถึงผู้ที่อิสอัคบิดาของตนยำเกรง

54and Jacob offered a sacrifice in the hill country and called his kinsmen to eat bread. They ate bread and spent the night in the hill country.

54ยาโคบถวายเครื่องบูชาบนภูเขา   และเรียกญาติพี่น้องของตนมารับประทานขนมปัง   พวกเขารับประทานขนมปังและอยู่ที่บนภูเขาตลอดคืนวันนั้น  

55Early in the morning Laban arose and kissed his grandchildren and his daughters and blessed them. Then Laban departed and returned home.

55ลาบันตื่นขึ้นแต่เช้ามืด   จูบหลานและบุตรีอวยพรแก่เขา  แล้วก็ออกเดินทางกลับไปบ้าน

Laban expected one of his daughters to have the idols and Rachel did.

ลาบัน คาดว่าหนึ่งในลูกสาวของเขาที่มีรูปปั้นและราเชลได้

Rachel like her father and her husband is a deceiver.   She had taken them and put them in the camel's furniture, which is the box that went on the camel's back. Then she sat down on them and excused herself to her father saying she was on her period and couldn’t get up.  

เรเชล เดียวกันเช่นพ่อและสามีของเธอเป็นผู้หลอกลวง เธอที่พวกเขาและใส่ไว้ในอูฐของเฟอร์นิเจอร์ซึ่งเป็นกล่องที่ไปที่ ด้านหลังอูฐของ แล้วเธอนั่งลงบนพวกเขาแล้วว่าพ่อเธอ มีประจำเดือนและไม่สามารถลุกขึ้น

Some Bible commentators tell us the possession of those household gods meant leadership of the family.  Jacob doesn’t know what his wife has done and is indignant that his family is being accused this way.

บางคน วิจารณ์พระคัมภีร์บอกเราครอบครองของครัวเรือนที่พระเจ้าหมายถึงความเป็นผู้ นำของครอบครัว ยาโคบไม่ทราบว่าภรรยาของเขา ได้ทำและไม่พอใจที่ครอบครัวของเขาจะถูกกล่าวหาว่าวิธีนี้

Jacob says the one who stole those idols should die.  Thankfully the stolen goods are not discovered, but Rachel has done wrong and Jacob should be careful what he says.  

ยาโค บว่าคนที่ขโมยรูปปั้นเหล่านั้นจะตาย ขอขอบคุณที่เป็นของพระเจ้าของโจรไม่พบ แต่เรเชลได้ทำผิดและยาโคบควรระมัดระวังสิ่งที่เขากล่าว

Both families gathered stones and ate a meal together on those stones as a symbol of the agreement they had reached.  They made a covenant, a promise not to harm each other. 

ครอบ ครัวทั้งสองรวบรวมหินและรับประทานอาหารร่วมกันบนหินที่เป็นสัญลักษณ์ของความ ตกลงว่าพวกเขาถึง พวกเขาได้ทำสัญญาเป็นสัญญาไม่เป็นอันตรายต่อกัน

"The Lord watch between me and thee" is really saying, "May the Lord keep His eye on you so you won't steal from me anymore." And after this, they separate.

พระ เจ้าชมระหว่างฉันกับเจ้าจริงๆว่า"ขอพระเจ้าทรงเฝ้าพระองค์ท่านดังนั้นคุณจะ ไม่ขโมยจากฉันอีกต่อไป. และหลังจากนี้พวก เขาต่างหาก

The pile of stones remained at Mizpah as a boundary line between Laban and Jacob. Each promised not to cross over on the other's side.

กองหิน อยู่ที่มิสปาห์เป็นเส้นเขตแดนระหว่างลาบันและยาโคบแต่ละสัญญาไม่ข้ามด้าน อื่นๆ

Life isn’t easy, but if we submit to God’s disciplines and let Him guide us in our decisions, we can endure the difficulties and develop the kind of character that glorifies God.

ชีวิต ไม่ง่าย แต่ถ้าเราส่งไปยังสาขาของพระเจ้าและให้พระองค์นำเราในการตัดสินใจของเราเรา สามารถทนต่อความยากและพัฒนาชนิดของตัวอักษรที่นำเกียรติพระเจ้า

1 Peter เปโตร 5:10

And after you have suffered a little while, the God of all grace, who has called you to his eternal glory in Christ, will himself restore, confirm, strengthen, and establish you.

และเมื่อท่านทั้งหลายได้ทนทุกข์อยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้ว   พระเจ้าผู้ทรงพระคุณล้ำเลิศ   ผู้ได้ทรงเรียกให้ท่านทั้งหลายเข้าในศักดิ์ศรีนิรันดร์ในพระคริสต์   พระองค์เองก็จะทรงโปรดปรับปรุงท่านให้มั่นคง   และมีกำลังขึ้น

 

Genesis 31