Wednesday, December 14, 2016

 

Exodus อพยพบทที่ 2


Pharaoh’s daughter cared for Moses after his birth verses 1-10

พระธิดาของฟาโรห์ทรงรับโมเสสไว้เป็นบุตรบุญธรรม ข้อที่ 1-10


Moses is writing about his parents and of his own birth, and he doesn’t give us a lot of details.  

โมเสสกำลังเขียนเรื่องเกี่ยวกับพ่อแม่ของท่าน   และกำเนิดของท่านเอง  และท่านไม่ได้ให้รายละเอียดเรามากนัก

So, we must turn to other portions of the Bible to give us more information about the events in Exodus.

ดังนั้นเราจึงต้องหันไปค้นส่วนอื่น ๆ ของพระคัมภีร์   เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ในพระธรรมอพยพ

Moses did not even mention his parents by name.

โมเสสไม่ได้พูดถึงชื่อของพ่อแม่ของท่าน

They were ordinary people.

พวกเขาเป็นคนธรรมดา

They were in slavery.

พวกเขาตกเป็นทาส

They were members of the tribe of Levi. That is all Moses says at this point.

พวกเขาเป็นสมาชิกของตระกูลเลวี นั่นคือทั้งหมดที่โมเสสกล่าวถึงในจุดนี้

Later we are given their names as Amram and Jochebed.

ต่อมาเราจะได้รับทราบชื่อของพวกเขาว่าคืออัมรามและโยเคเบด


1Now a man from the house of Levi went and took as his wife a Levite woman.

1ยังมีชายเผ่าเลวีคนหนึ่ง ได้หญิงสาวคนเลวีมาเป็นภรรยา

2The woman conceived and bore a son, and when she saw that he was a fine child, she hid him three months.

2หญิงนั้นตั้งครรภ์คลอดบุตรชาย เมื่อนางเห็นว่าบุตรน่ารัก   จึงซ่อนไว้ถึงสามเดือน

3When she could hide him no longer, she took for him a basket made of bulrushes and daubed it with bitumen and pitch. She put the child in it and placed it among the reeds by the river bank.

3ครั้นนางจะซ่อนต่อไปอีกไม่ได้แล้วก็เอาตะกร้าสานด้วยต้นกก   ยาด้วยยางมะตอยและชัน   เอาทารกใส่ลงในตะกร้า   แล้วนำไปวางไว้ที่กอปรือริมแม่น้ำ

4And his sister stood at a distance to know what would be done to him.

4ส่วนพี่สาวยืนอยู่แต่ไกลคอยดูว่า จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแก่น้อง  

5Now the daughter of Pharaoh came down to bathe at the river, while her young women walked beside the river. She saw the basket among the reeds and sent her servant woman, and she took it.

5เมื่อพระราชธิดาของฟาโรห์ลงไปสรงที่แม่น้ำ   และพวกสาวใช้เดินเที่ยวไปตามริมฝั่ง   พระนางทรงเห็นตะกร้าอยู่ระหว่างกอปรือ   จึงทรงสั่งให้สาวใช้ไปนำมา

6When she opened it, she saw the child, and behold, the baby was crying. She took pity on him and said, “This is one of the Hebrews' children.”

6เมื่อเปิดตะกร้านั้นออกก็เห็นทารกกำลังร้องไห้   พระนางทรงเมตตาทารกนั้น   ตรัสว่า  “นี่เป็นลูกชาวฮีบรู”

7Then his sister said to Pharaoh's daughter, “Shall I go and call you a nurse from the Hebrew women to nurse the child for you?”

7พี่สาวทารกจึงทูลถามพระราชธิดาของฟาโรห์ว่า   “จะให้หม่อมฉันไปหานางนมชาวฮีบรูมาเลี้ยงทารก นี้ให้พระนางไหม”

8And Pharaoh's daughter said to her, “Go.” So the girl went and called the child's mother.

8พระราชธิดาของฟาโรห์จึงมีรับสั่งว่า “ไปหาเถิด” หญิงสาวนั้นจึงไปเรียกมารดาของทารกนั้นมา

9And Pharaoh's daughter said to her, “Take this child away and nurse him for me, and I will give you your wages.” So the woman took the child and nursed him.

9ฝ่ายพระราชธิดาของฟาโรห์ จึงตรัสสั่งหญิงนั้นว่า “รับเด็กนี้ไปเลี้ยงไว้ให้เราแล้วเราจะให้ค่าจ้าง”   หญิงนั้นจึงรับทารกไปเลี้ยงไว้

10When the child grew up, she brought him to Pharaoh's daughter, and he became her son. She named him Moses, “Because,” she said, “I drew him out of the water.”

10เมื่อทารกเติบใหญ่ขึ้นแล้ว   นางก็พามาถวายพระราชธิดาของฟาโรห์   พระนางก็รับไว้เป็นพระราชบุตรของพระนาง   ประทานชื่อว่า โมเสสตรัสว่า “เพราะเราได้ฉุดขึ้นมาจากน้ำ”


The name Moses means "drawer out" and Pharaoh's daughter named him this because she had him drawn out of the water.

ชื่อโมเสสหมายความว่า "ขึ้นมาจาก" และพระราชธิดาของฟาโรห์ทรงตั้งชื่อนี้เพราะพระนางได้ทรงดึงทารกขึ้นมาจากน้ำ

The first forty years of Moses' life were spent in the courts of Pharaoh. He was raised and trained like an Egyptian.

เวลาสี่สิบปีแรกในชีวิตของโมเสสได้อยู่ในพระราชวังของฟาโรห์  ท่านได้รับการเลี้ยงดูและการฝึกอบรมแบบอียิปต์

He looked like an Egyptian, talked like an Egyptian, and acted like an Egyptian.

ท่านมีรูปร่างเหมือนชาวอียิปต์   พูดคุยเหมือนคนอียิปต์  และทำตัวเหมือนคนอียิปต์

He was recognized as an Egyptian when he went to Midian, as we shall see later in the Book of Exodus.

ท่านได้รับการยอมรับว่าเป็นคนอียิปต์   เมื่อท่านเดินทางไปยังมีเดียน   ดังที่เราจะได้ดูต่อไปในพระธรรมอพยพ


It is so wonderful how God cared for Moses and saw to it that his own mother could care for him. 

มันเป็นเรื่องอัศจรรย์มาก   วิธีที่พระเจ้าทรงดูแลโมเสส   และทรงเห็นว่ามารดาของท่านเองควรจะมาดูแลท่าน

The princess had compassion on the baby Moses, she knew he was Hebrew and that her father had ordered the Hebrew babies thrown into the river to kill them. 

พระราชธิดาทรงมีความเมตตาต่อทารกน้อยโมเสส   พระนางทรงรู้ว่าทารกเป็นคนฮีบรู   และว่าพระราชบิดาของพระนางได้รับสั่งให้จับทารกชาวฮิบรูโยนลงไปในแม่น้ำเพื่อจะฆ่าพวกเขา

Moses mother had thrown him in, but a nice little boat. 

มารดาของโมเสสก็โยนเขาลงไปด้วย แต่ลงในเรือลำน้อยที่สวยงาม

His sister had watched the little boat and then when the princess rescued Moses she offered to have a Hebrew woman help care for the child. 

น้องสาวของโมเสสได้เฝ้าดูเรือลำน้อยล่องลอยไป  และจากนั้นเมื่อพระราชธิดาทรงช่วยชีวิตโมเสสไว้  เธอก็เสนอตัวไปดูแลช่วยเหลือหญิงชาวฮิบรูในการดูแลเด็ก

Probably the princess knew, it was Moses’ mother.  

พระราชธิดาน่าจะทรงทราบว่าหญิงนั้นเป็นมารดาของโมเสส

So not only was Moses saved from death, but was then cared for by his own mother and by the princess. 

ดังนั้นไม่เพียงแต่โมเสสถูกช่วยให้รอดจากตาย      แต่ได้รับการดูแลโดยมารดาของท่านและพระราชธิดา

God loved and saved Moses.  God loves you too.  

พระเจ้าทรงรักและทรงช่วยโมเสสให้รอด  พระเจ้าทรงรักคุณมากด้วย

Romans โรม5:6-8 6For while we were still weak, at the right time Christ died for the ungodly.

6ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง   พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม

7For one will scarcely die for a righteous person—though perhaps for a good person one would dare even to die—

7ไม่ใคร่จะมีใครตายเพื่อคนตรง   แต่บางทีจะมีคนอาจตายเพื่อคนดีก็ได้

8but God shows his love for us in that while we were still sinners, Christ died for us.

8แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย   คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น   พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา


God loves you and God loved Moses. 

พระเจ้าทรงรักคุณและพระเจ้าทรงรักโมเสส


Moses as he grew older was educated in the schools of Egypt. 

เมื่อโมเสสเติบโตขึ้น   ได้รับการศึกษาในโรงเรียนของอียิปต์

The ancient Egyptians seem to have been very wise. 

ชาวอียิปต์โบราณดูเหมือนจะชาญฉลาดมากเหลือเกิน

They knew about astronomy and about chemistry. 

พวกเขารู้เกี่ยวกับวิชาดาราศาสตร์และวิชาเคมี

They embalmed the dead.  

พวกเขาดองศพผู้ตายได้

Their workmanship in designing and building the pyramids was fantastic.

งานฝีมือในการออกแบบและการสร้างปิรามิดของพวกเขาเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มาก

Also their colors were brighter and the paint longer lasting than what we have today. 

นอกจากนี้สีที่ใช้ระบายภาพของพวกเขาสว่างกว่า   และสีติดทนนานกว่าสิ่งที่พวกเรามีใช้ทุกวันนี้

Much of their artwork is still bright and beautiful after four thousand years. 

งานศิลปะของพวกเขามากมายยังคงสว่างสดใสและสวยงามหลังจากสี่พันปีผ่านไป

The Egyptians also had a great library of books.

ชาวอียิปต์ยังมีห้องสมุดที่มีหนังสือดี ๆ มากมาย

Moses, we are told, was learned in all the wisdom of the Egyptians.

เราได้ทราบว่า  โมเสสได้เรียนรู้ในทุกศาสตร์แห่งภูมิปัญญาของชาวอียิปต์

The one great lack in Moses' education was that he was not taught how to serve God. 

อย่างหนึ่งที่ขาดไปในการศึกษาของโมเสส  คือการที่ท่านไม่ได้ถูกสอนวิธีการรับใช้พระเจ้า

He probably did not see his parents very much when he didn’t need his mother’s milk. 

ท่านอาจจะไม่ได้เห็นพ่อแม่ของท่านมากนัก  เมื่อท่านไม่จำเป็นต้องกินนมมารดาของท่านแล้ว

Acts กิจการ7:20-29 20At this time Moses was born; and he was beautiful in God's sight. And he was brought up for three months in his father's house,

20คราวนั้นโมเสสเกิดมามีรูปร่างงดงามเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า   เขาจึงได้เลี้ยงไว้ในบ้านบิดาจนครบสามเดือน

21and when he was exposed, Pharaoh's daughter adopted him and brought him up as her own son.

21และเมื่อลูกอ่อนคนนั้นถูกทิ้งไว้นอกบ้านแล้ว   ราชธิดาของฟาโรห์จึงรับมาเลี้ยงไว้ต่างบุตรของตน

22And Moses was instructed in all the wisdom of the Egyptians, and he was mighty in his words and deeds.

22ฝ่ายโมเสสจึงได้รับการสอนในวิชาการทุกอย่างของชาวอียิปต์   มีสมรรถภาพในการพูดและกิจการต่างๆ  

23“When he was forty years old, it came into his heart to visit his brothers,  the children of Israel.

23“แต่ครั้นโมเสสมีอายุย่างเข้าสี่สิบปี   ก็นึกอยากจะไปเยี่ยมญาติพี่น้องของตน   คือชนชาติอิสราเอล

24And seeing one of them being wronged, he defended the oppressed man and avenged him by striking down the Egyptian.

24เมื่อท่านได้เห็นคนหนึ่งถูกข่มเหง   จึงเข้าไปช่วยโดยฆ่าชาวอียิปต์ซึ่งเป็นผู้กดขี่นั้น   เป็นการแก้แค้น

25He supposed that his brothers would understand that God was giving them salvation by his hand, but they did not understand.

25ด้วยคาดว่าญาติพี่น้องคงเข้าใจว่า   พระเจ้าจะทรงช่วยเขาให้รอดด้วยมือของตน   แต่เขาหาเข้าใจดังนั้นไม่

26And on the following day he appeared to them as they were quarreling and tried to reconcile them, saying, ‘Men, you are brothers. Why do you wrong each other?’

26วันรุ่งขึ้นโมเสสได้เข้ามาพบเขาขณะวิวาทกัน   ก็อยากจะให้เขากลับดีกันอีก   จึงกล่าวว่า   'เพื่อนเอ๋ย   ท่านเป็นพี่น้องกัน   ไฉนจึงทำร้ายกันเล่า'

27But the man who was wronging his neighbor thrust him aside, saying, ‘Who made you a ruler and a judge over us?

27ฝ่ายคนที่ข่มเหงเพื่อนนั้น   จึงผลักโมเสสออกไป   และกล่าวว่า    'ใครได้ตั้งเจ้าให้เป็นผู้ครอบครองและผู้พิพากษาพวกเรา

28Do you want to kill me as you killed the Egyptian yesterday?’

28เจ้าจะฆ่าเราเสียเหมือนฆ่าชาวอียิปต์เมื่อวานนี้หรือ'

29At this retort Moses fled and became an exile in the land of Midian, where he became the father of two sons.

29เมื่อโมเสสได้ยินคำนั้น จึงหนีไปอาศัยอยู่ที่แผ่นดินมีเดียน   และมีบุตรสองคนที่นั่น

 

In other words, all his training in Egypt did not prepare Moses to deliver the children of Israel.

อีกนัยหนึ่ง  การฝึกอบรมทั้งหมดของท่านในอียิปต์   ไม่ได้เตรียมความพร้อมเพื่อให้โมเสสสามารถช่วยปลดปล่อยคนอิสราเอล

One day when he was out he saw one of his brethren being persecuted and beaten by one of the slave drivers, and Moses killed the guard.

วันหนึ่งเมื่อท่านออกมาข้างนอก  ท่านเห็นพี่น้องร่วมชาติของท่านคนหนึ่ง   ถูกข่มเหงและตีโดยผู้ควบคุมทาส   และโมเสสได้ฆ่ายามคนนั้นตาย

Moses looked around him to see if what he had done, had been seen .

โมเสสได้หันมองไปรอบ ๆ เพื่อดูว่าใครได้เห็นสิ่งที่ท่านได้ทำลงไปนั้น 

He should have looked up to God who would have forbidden him to do a thing like this because Moses is forty years ahead of God in delivering the children of Israel.

ท่านควรจะได้เงยหน้าขึ้นมองดูพระเจ้า    ผู้ที่จะได้ทรงห้ามไม่ให้ท่านทำสิ่งที่เป็นแบบนี้   เพราะโมเสสอายุสี่สิบปี   ก่อนหน้าที่พระเจ้าได้ทรงปลดปล่อยชนชาติอิสราเอล

Therefore, God is going to put him out on the back side of the desert for more training and for God’s timing.

ดังนั้นพระเจ้ากำลังทรงนำท่านออกไปทางด้านหลังของทะเลทราย   เพื่อการฝึกหัดอบรมเพิ่มเติมและเพื่อเวลาที่กำหนดไว้ของพระเจ้า

Moses went to live in Midian at age 40 verses 11-22

โมเสสเดินทางไปที่แผ่นดินมีเดียน ตอนท่านอายุสี่สิบปี   ข้อที่11-22

11One day, when Moses had grown up, he went out to his people and looked on their burdens, and he saw an Egyptian beating a Hebrew, one of his people.

11ครั้นโมเสสเติบใหญ่ขึ้นแล้ว วันหนึ่งจึงไปหาพวกพี่น้อง   เห็นเขาต้องทำงานตรากตรำ   โมเสสเห็นคนอียิปต์คนหนึ่งกำลังตีคนฮีบรู   ซึ่งเป็นชนชาติเดียวกันกับตน

12He looked this way and that, and seeing no one, he struck down the Egyptian and hid him in the sand.

12ท่านมองดูซ้ายขวาเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่ที่นั่น   จึงฆ่าคนอียิปต์นั้นเสีย  แล้วซ่อนศพไว้ในทราย  

13When he went out the next day, behold, two Hebrews were struggling together. And he said to the man in the wrong, “Why do you strike your companion?”

13เมื่อโมเสสออกไปอีกในวันรุ่งขึ้น   ก็เห็นชาวฮีบรูสองคนต่อสู้กันอยู่   จึงตักเตือนคนที่ทำผิดนั้นว่า “ท่านตีพี่น้องของท่านเองทำไม”  

14He answered, “Who made you a prince and a judge over us? Do you mean to kill me as you killed the Egyptian?” Then Moses was afraid, and thought, “Surely the thing is known.”

14เขาตอบว่า “ใครแต่งตั้งท่านให้เป็นเจ้านาย และเป็นตุลาการ ปกครองข้าพเจ้า   ท่านตั้งใจจะฆ่าข้าพเจ้าเหมือนกับที่ได้ฆ่าคนอียิปต์ คนนั้นหรือ”  

โมเสสได้ฟังก็กลัวนึกว่า   “เรื่องนั้นได้ลือกันไปทั่วแล้วเป็นแน่”

15When Pharaoh heard of it, he sought to kill Moses. But Moses fled from Pharaoh and stayed in the land of Midian. And he sat down by a well.

15เมื่อฟาโรห์ทรงทราบเรื่องก็หาช่องที่จะประหารชีวิตโมเสส เสีย   แต่โมเสสหนีฟาโรห์ไปอยู่เมืองมีเดียน   เขานั่งลงที่ริมบ่อน้ำแห่งหนึ่ง

16Now the priest of Midian had seven daughters, and they came and drew water and filled the troughs to water their father's flock.

16ฝ่ายปุโรหิตของคนมีเดียนมีบุตรีเจ็ดคน   หญิงเหล่านั้นพากันมาตักน้ำใส่รางให้ฝูงแพะแกะของบิดากิน

17The shepherds came and drove them away, but Moses stood up and saved them, and watered their flock.

17เวลานั้นมีคนเลี้ยงแกะมาไล่หญิงเหล่านั้น   โมเสสจึงลุกขึ้นช่วยหญิงเหล่านั้น และให้สัตว์ของเธอกินน้ำ  

18When they came home to their father Reuel, he said, “How is it that you have come home so soon today?”

18เมื่อหญิงเหล่านั้นกลับไปหาเรอูเอลผู้บิดา บิดาถามว่า   “วันนี้ทำไมพวกเจ้าจึงพากันกลับเร็ว”  

19They said, “An Egyptian delivered us out of the hand of the shepherds and even drew water for us and watered the flock.”

19เธอตอบว่า “มีชายคนอียิปต์คนหนึ่ง   ช่วยพวกฉันให้พ้นจากมือของพวกเลี้ยงแกะ   ทั้งยังตักน้ำให้พวกฉัน และให้ฝูงแพะแกะกินด้วย”

20He said to his daughters, “Then where is he? Why have you left the man? Call him, that he may eat bread.”

20บิดาจึงถามบุตรหญิงของท่านว่า   “ชายผู้นั้นอยู่ที่ไหนทำไมจึงทิ้งเขาไว้ล่ะ   ไปเชิญเขามารับประทานอาหารซิ”  

21And Moses was content to dwell with the man, and he gave Moses his daughter Zipporah.

21โมเสสก็เต็มใจอาศัยอยู่กับเรอูเอล   แล้วเรอูเอลก็ยกศิปโปราห์บุตรสาวให้แก่โมเสส

22She gave birth to a son, and he called his name Gershom, for he said, “I have been a sojourner in a foreign land.”

22นางก็คลอดบุตรชายคนหนึ่ง โมเสสตั้งชื่อว่า เกอร์โชม   เพราะท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนต่างด้าว อาศัยอยู่ต่างประเทศ”  



Moses was a type of Christ in that he was God's chosen deliverer; he was rejected by Israel and turned to the Gentiles, taking a gentile bride; afterward he again appears as Israel's deliverer and is accepted. 

โมเสสเป็นแบบของพระคริสต์ในการที่ท่านได้รับเลือกจากพระเจ้าให้เป็นผู้ช่วยกู้ ; ท่านได้รับการปฏิเสธจากชนชาติอิสราเอล  และท่านหันไปหาคนต่างชาติ  ท่านได้รับเอาเจ้าสาวต่างชาติ; หลังจากนั้นอีกครั้งท่านก็มาปรากฏเป็นผู้ช่วยกู้ของอิสราเอลและท่านก็เป็นที่ยอมรับ

So, we find Moses in the land of Midian. 

ดังนั้นเราจะพบโมเสสในแผ่นดินมีเดียน

For the next forty years, it will be his home.

สำหรับสี่สิบปีต่อไป  ที่นี่จะเป็นบ้านของท่าน

Moses married Zipporah, a Midianite.

โมเสสได้แต่งงานกับซิปโปราห์ นางเป็นชาวมีเดียน

The name Zipporah means "sparrow" which may indicate a small, nervous person.

ชื่อซิปโปราห์หมายความว่า "นกกระจอก" ซึ่งอาจบ่งบอกถึงคนเล็ก ๆ ที่ตกประหม่า

Two sons were born to them.

พวกเขามีบุตรชายสองคน

In the desert, he will begin his preparation to be the deliverer of Israel from their Egyptian bondage.

ในทะเลทราย   ท่านจะเริ่มต้นการเตรียมความพร้อม  เพื่อจะช่วยปลดปล่อยอิสราเอลให้พ้นจากการเป็นทาสของอียิปต์


God Hears Israel's Groaning verses 23-25

พระเจ้าทรงฟังเสียงร้องคร่ำครวญของอิสราเอล ข้อที่23-25


23During those many days the king of Egypt died, and the people of Israel groaned because of their slavery and cried out for help. Their cry for rescue from slavery came up to God.

23ครั้นเวลาล่วงมาช้านานกษัตริย์อียิปต์ก็สิ้นพระชนม์   คนอิสราเอลเศร้าใจมากเพราะเหตุที่เป็นทาสเขา   จึงร้องคร่ำครวญขอความช่วยเหลือ   เสียงร่ำร้องเพราะการที่ต้องเป็นทาสนี้   ดังขึ้นมาถึงพระเจ้า

24And God heard their groaning, and God remembered his covenant with Abraham, with Isaac, and with Jacob.

24พระเจ้าทรงสดับเสียงคร่ำครวญของเขา   จึงทรงระลึกถึงพันธสัญญาที่พระองค์ ได้ทรงกระทำไว้กับอับราฮัม   อิสอัค   และยาโคบ

25God saw the people of Israel—and God knew.

25พระเจ้าทอดพระเนตรชนชาติอิสราเอล   แล้วทรงทราบถึงสภาพความเป็นไปของเขา

God is getting ready to deliver the children of Israel.

พระเจ้ากำลังทรงเตรียมพร้อมที่จะทรงปลดปล่อยคนอิสราเอล


Moses has been trained to be that deliverer.

โมเสสได้รับการฝึกฝนให้เป็นผู้ปลดปล่อย


God did not choose to deliver the Israelites because they were superior to the Egyptians, or because they had been true and faithful to Him, or because they had not gone into idolatry.

พระเจ้าไม่ได้ทรงเลือกที่จะปลดปล่อยอิสราเอล  เพราะพวกเขาเหนือกว่าชาวอียิปต์หรือเพราะพวกเขาสัตย์จริงและสัตย์ซื่อกับพระองค์  หรือเพราะพวกเขาไม่ได้ไปนับถือรูปเคารพ


These people had been most unfaithful to God.

คนเหล่านี้ไม่ได้สัตย์ซื่อที่สุดต่อพระเจ้า

They served idols rather than Him.

พวกเขาหันไปบูชารูปเคารพมากกว่าพระองค์

We will see that, after they had been delivered from Egypt and Moses had led them into the wilderness, the Israelites could not wait to make a golden calf to worship.

เราจะเห็นว่า   หลังจากที่พวกเขาได้รับการปลดปล่อยจากอียิปต์    และโมเสสได้นำพวกเขาเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร     ชาวอิสราเอลไม่สามารถรอได้  เลยพวกเขาทำรูปปั้นเป็นวัวทองคำเพื่อนมัสการ

God's desire was to deliver them because they were in a helpless, hopeless position in slavery. Unless God intervened in their behalf, they would have perished.

ความปรารถนาของพระเจ้าก็เพื่อทรงปลดปล่อยพวกเขา   เพราะพวกเขาสิ้นหวังในสภาพสิ้นหวังที่ตกเป็นทาส   ถ้าพระเจ้าไม่ทรงเขามาแทรกแซงเพื่อเห็นแก่พวกเขาพวกเขาก็จะต้องเสียชีวิต


God gives two reasons for delivering Israel: He heard their groaning and He remembered His covenant with Abraham, Isaac, and Jacob.

พระเจ้าทรงให้เหตุผลสองอย่างสำหรับการปลดปล่อยอิสราเอล   พระองค์ทรงได้ยินเสียงคร่ำครวญของพวกเขา     และทรงระลึกถึงพันธสัญญาของพระองค์ที่ทำกับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ


The desperate, hopeless condition of Israel moved the heart of God.

อิสราเอลหมดหวัง   ในสภาพที่สิ้นหวัง   ได้ทำให้พระทัยของพระเจ้าเปลี่ยนไป


And His promise to bring Abraham's offspring back into the land after 400 years caused God to deliver them.

และพระสัญญาว่าจะทรงนำลูกหลานของอับราฮัมกลับเข้าไปในแผ่นดิน  หลังจาก 400 ปีแล้วนั้น   เป็นเหตุให้พระเจ้าทรงปลดปล่อยพวกเขา


Why do you think God saved you?  God saved us for the same reason He saved Israel.

ทำไมคุณคิดว่าพระเจ้าทรงช่วยคุณให้รอดได้   พระเจ้าทรงช่วยให้เราให้รอดด้วยเหตุผลเดียวกับที่ทรงช่วยอิสราเอลให้รอด


He found nothing in us that called for His salvation.

พระองค์ทรงพบว่าไม่มีอะไรในตัวเราที่สมควรได้รับความรอดจากพระองค์

He makes it quite clear that we are not saved because of any good in us.

พระองค์ทรงตรัสชัดเจนว่า    เราจะไม่สามารถรอดได้เพราะความดีใด ๆ ในตัวเรา

Romans โรม3:23-24 23for all have sinned and fall short of the glory of God,

23เพราะว่าทุกคนทำบาป   และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

24and are justified by his grace as a gift, through the redemption that is in Christ Jesus,

24แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม   โดยไม่คิดมูลค่า   โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว

God's love provided a Savior.  God so loved us that He gave His only begotten Son, John 3:16 tells us. 

เพราะความรักของพระเจ้า  จึงทรงประทานพระผู้ช่วยให้รอด   พระเจ้าทรงรักเรามากจนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียว   พระธรรมยอห์น 3:16 ได้บอกเรา

Many people believe God saw something in them good that made them worthy of salvation. This is not true.

หลายคนเชื่อว่าพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นอะไรบางอย่างในตัวพวกเขาว่าดี    นั่นทำให้พวกเขาสมควรได้รับความรอด  ข้อนี้ไม่เป็นความจริงเลย

Each of us has the old nature in which no good dwells. 

เราแต่ละคนมีนิสัยเก่า  ที่ไม่มีความดีอยู่ภายใน

Romans โรม7:18 For I know that nothing good dwells in me, that is, in my flesh. For I have the desire to do what is right, but not the ability to carry it out.

ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้า   คือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย   เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่   แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่ 


God saw no good in Israel. But He heard Israel's cry in bondage and redeemed them. God saw our desperate condition and saved us.

พระเจ้าไม่ทรงเห็นความดีในชนชาติอิสราเอล    แต่พระองค์ทรงได้ยินเสียงร้องของอิสราเอลที่ตกเป็นทาสและทรงช่วยไถ่พวกเขาออกมา    พระเจ้าทรงเห็นสภาพที่สิ้นหวังของเราและทรงช่วยให้เรารอดได้

God had a plan, but He did not ask the human race what they thought about it.

พระเจ้าทรงมีแผนการ แต่พระองค์ไม่ได้คำนึงถึงเผ่าพันธุ์ที่พวกเขาคิดเกี่ยวกับมัน

God did not say, "This is my plan for your salvation. If it pleases you, I will go through with it."

พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า "นี่คือแผนของฉัน  เพื่อความรอดของคุณ  ถ้าคุณพอใจ  ฉันจะให้คุณสำเร็จได้"


No, God the Father so loved the world that He sent His Son to die for the sins of the world.

ไม่ใช่เลย  พระเจ้าพระบิดาทรงรักโลกมากเสียจน    พระองค์ทรงส่งพระบุตรของพระองค์  เพื่อที่จะตายแทนความบาปของโลก

The Son agreed to come, and the Father agreed to save anyone who trusted Jesus Christ for salvation.

พระบุตรทรงตกลงที่จะเสด็จมา   และพระบิดาทรงตกลงที่จะช่วยทุกคนที่ไว้วางใจพระเยซูคริสต์ให้ได้รับความรอด

He wants us to take it but leaves the choice up to each individual.

พระองค์ทรงต้องการให้เรารับไว้    แต่ทรงยอมให้แต่ละบุคคลมีทางเลือกได้เอง


There was nothing attractive about the children of Israel but He heard their cry.

ไม่มีอะไรที่น่าดึงดูดใจเกี่ยวกับลูกหลานอิสราเอล   แต่พระองค์ทรงได้ยินเสียงร้องของพวกเขา

There is nothing lovely about us either that would cause Him to save us.

ไม่มีอะไรที่น่ารักเกี่ยวกับเราเช่นกัน   ที่จะทำให้พระองค์ทรงเข้ามาช่วยเรา

God made a covenant with Abraham, Isaac, and Jacob that promised blessings to Israel.

พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัม  อิสอัคและยาโคบว่า   ทรงสัญญาจะประทานพรแก่อิสราเอล

He also agreed to save anyone that trusts Jesus Christ as Savior.

นอกจากนี้พระองค์ยังตกลงที่จะช่วยทุกคน   ที่ไว้วางใจและรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด


God heard the cry of Israel and He hears our cry too. 

พระเจ้าทรงสดับเสียงร้องของอิสราเอล   และทรงได้ยินเสียงร้องของเราด้วย

Psalms เพลงสดุดี34:6-8  6This poor man cried, and the LORD heard him and saved him out of all his troubles.

6คนจนคนนี้ร้องทูล   และพระเจ้าทรงฟัง   และทรงช่วยเขาให้พ้นจากความยากลำบากทั้งสิ้นของเขา  

7The angel of the LORD encamps around those who fear him, and delivers them.

7ทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้ตั้งค่าย   ล้อมบรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระองค์   และช่วยเขาทั้งหลายให้รอด  

8Oh, taste and see that the LORD is good! Blessed is the man who takes refuge in him!

8ขอเชิญชิมดูแล้วจะเห็นว่า   พระเจ้าประเสริฐ   คนที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์ก็เป็นสุข


God loves us, cares for us, protects us.  He chose us. 

พระเจ้าทรงรักเรา  ทรงดูแลเรา  ทรงปกป้องเรา ได้ทรงเลือกเราแล้ว

What does He expect in return? 

พระองค์ทรงคาดหวังอะไรเป็นการตอบแทนหรือ

He expects our faith, our worship, our obedience. 

พระองค์ทรงคาดหวังว่าเราจะมีความเชื่อ  เราจะนมัสการ  เราจะเชื่อฟังพระองค์

Hebrews ฮีบรู11:23-27 23By faith Moses, when he was born, was hidden for three months by his parents, because they saw that the child was beautiful, and they were not afraid of the king's edict.

23เพราะความเชื่อ   ฉะนั้นเมื่อโมเสสเกิดมา   บิดามารดาจึงได้ซ่อนท่านไว้ถึงสามเดือน   เพราะเห็นว่าท่านเป็นเด็กรูปงาม   และบิดามารดาของท่านไม่ได้กลัวคำสั่งของกษัตริย์เลย

24By faith Moses, when he was grown up, refused to be called the son of Pharaoh's daughter,

24เพราะความเชื่อ   เมื่อโมเสสโตแล้วท่านไม่ยอมให้ใครเรียกท่านว่า   เป็นบุตรของธิดากษัตริย์ฟาโรห์

25choosing rather to be mistreated with the people of God than to enjoy the fleeting pleasures of sin.

25ท่านเลือกการร่วมทุกข์กับชนชาติของพระเจ้าแทนการเริงสำราญในความชั่ว

26He considered the reproach of Christ greater wealth than the treasures of Egypt, for he was looking to the reward.

26ท่านถือว่าการอดทนต่อความอัปยศเพื่อพระคริสต์   ประเสริฐกว่าสมบัติของประเทศอียิปต์   เพราะท่านหวังบำเหน็จที่จะได้รับนั้น

27By faith he left Egypt, not being afraid of the anger of the king, for he endured as seeing him who is invisible.

27เพราะความเชื่อ   ท่านได้ออกจากประเทศอียิปต์   โดยมิได้เกรงกลัวความกริ้วของกษัตริย์   เพราะท่านมั่นใจประหนึ่งได้เห็นพระองค์ผู้ไม่ทรงปรากฏแก่ตา    

www.gotquestions.org/Thai

Exodus 2