Search the site

Calvary Chapel at the Bridge Phuket ThailandCalvary Chapel at the Bridge

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Tuesday, December 20, 2016

 

Exodus 4

อพยพบทที่ 4

Moses Given Powerful Signs to help those who won’t believe verses 1-9

หมายสำคัญอัศจรรย์ที่ทรงสำแดงแก่โมเสสเพื่อช่วยบรรดาคนที่ไม่เชื่อ ข้อที่1-9

1Then Moses answered, “But behold, they will not believe me or listen to my voice, for they will say, ‘The LORD did not appear to you.’”

1โมเสสจึงทูลตอบว่า “แต่พระองค์เจ้าข้า   เขาจะไม่เชื่อข้าพระองค์หรือฟังเสียงของข้าพระองค์   เพราะเขาจะว่า   'พระเจ้ามิได้ทรงปรากฏแก่ท่านเลย'”  

2The LORD said to him, “What is that in your hand?” He said, “A staff.”

2พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” ท่านทูลว่า “ไม้เท้า พระเจ้าข้า”

3And he said, “Throw it on the ground.” So, he threw it on the ground, and it became a serpent, and Moses ran from it.

3พระองค์ตรัสว่า “โยนลงที่พื้นดินเถิด” ท่านจึงทิ้งไม้เท้าลงบนพื้นดิน   ไม้เท้านั้นก็กลายเป็นงู   โมเสสก็เดินหลบหนีงูไป

4But the LORD said to Moses, “Put out your hand and catch it by the tail”—so he put out his hand and caught it, and it became a staff in his hand—

4พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “เอื้อมมือจับหางงูไว้” (พอท่านเอื้อมมือจับหางงู   มันก็กลายเป็นไม้เท้าอยู่ในมือของท่าน)

5“that they may believe that the LORD, the God of their fathers, the God of Abraham, the God of Isaac, and the God of Jacob, has appeared to you.”

5“เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เชื่อว่า   พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขา   พระเจ้าของอับราฮัม   พระเจ้าของอิสอัค   และพระเจ้าของยาโคบ   ทรงปรากฏแก่เจ้าแล้ว”  

6Again, the LORD said to him, “Put your hand inside your cloak.” And he put his hand inside his cloak, and when he took it out, behold, his hand was leprous like snow.

6พระเจ้าตรัสกับโมเสสอีกว่า   “เอามือสอดไว้ที่อกของเจ้า”   ท่านสอดมือไว้ที่อกเมื่อชักมือออก มืของท่านก็เป็นโรคเรื้อนขาวเหมือนหิมะ

7Then God said, “Put your hand back inside your cloak.” So he put his hand back inside his cloak, and when he took it out, behold, it was restored like the rest of his flesh.

7พระองค์จึงตรัสว่า “เอามือสอดไว้ที่อกอีกครั้งหนึ่ง” โมเสสก็สอดมือเข้าที่อกอีก   แล้วเมื่อท่านชักออกมา ดูเถิด มือนั้นกลับกลายเป็นเหมือนเนื้อหนังส่วนอื่นของท่าน

8“If they will not believe you,” God said, “or listen to the first sign, they may believe the latter sign.

8พระเจ้าตรัสว่า “ถ้าเขาจะไม่เชื่อเจ้า   และไม่เชื่อหมายสำคัญครั้งที่หนึ่ง   เขาอาจเชื่อหมายสำคัญที่สอง

9If they will not believe even these two signs or listen to your voice, you shall take some water from the Nile and pour it on the dry ground, and the water that you shall take from the Nile will become blood on the dry ground.”

9ถ้าเขาไม่เชื่อหมายสำคัญทั้งสองครั้งนี้   ทั้งไม่ฟังเสียงของเจ้า   จงตักน้ำในแม่น้ำไนล์มานิดหน่อยและเทลงที่ดินแห้ง   แล้วน้ำที่เจ้าตักมาจากแม่น้ำนั้นจะกลายเป็นเลือด บนดินแห้งนั้น”  


Moses has many excuses why he can’t do what God wants him to do.  What if they don’t believe me? 

โมเสสมีข้อแก้ตัวมากมาย เหตุผลที่ท่านไม่สามารถทำสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้ท่านทำ ถ้าพวกเขาไม่เชื่อข้าพเจ้าแล้วจะเป็นอย่างไร

All right, God says, you think they won't believe you?

พระเจ้าตรัสว่า  ดีแล้ว  เจ้าคิดว่าพวกเขาจะไม่เชื่อเจ้าหรือ

When you get there and they say, "Ah the Lord hasn't"—you just throw your stick down. When it becomes a snake and starts chasing them, they'll believe.

เมื่อเจ้าไปถึงที่นั่น และพวกเขากล่าวว่า "อา องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้" ----ขอเพียงแต่เจ้าโยนไม้เท้าของเจ้าลง    เมื่อมันกลายเป็นงูและเริ่มไล่ติดตามพวกเขา นั่นแหละพวกเขาก็จะเชื่อ

Moses had several reasons why he felt he was the wrong man for the job God wanted him to do. 

โมเสสมีเหตุผลหลายอย่างที่ท่านรู้สึกว่า   ท่านไม่ใช่เป็นคนที่เหมาะกับงานที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้ท่านทำ


In the days to come Moses would use the rod in many different ways.

ในวันนั้นที่จะมาถึง  โมเสสจะใช้ไม้เท้าหลากหลายวิธีแตกต่างกัน

It would become his badge of authority.

มันจะกลายเป็นเครื่องหมายแห่งสิทธิอำนาจ

It would be a testimony to Israel and Egypt of God's presence with Moses. It would also serve as a source of strength to him.

มันจะเป็นพยานแก่อิสราเอลและอียิปต์  ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโมเสส  นอกจากนี้ยังจะทำหน้าที่เหมือนขุมพลังให้แก่ท่าน

When Moses cast the rod to the ground, it became a snake. 

เมื่อโมเสสได้โยนไม้เท้าลงไปที่พื้น   มันก็กลายเป็นงู

Note that there is no power in the rod. It is simply an instrument and can be used by Satan as well as by God.

โปรดสังเกตว่าไม่มีพลังอำนาจในไม้เท้านั้น    มันเป็นเพียงเครื่องมือที่นำมาใช้ได้โดยซาตานเช่น

เดียวกับพระเจ้า

For example, if you compare 20 baht to the rod. The 20 baht can be used to help pay for a murder or for prostitution, gambling, liquor, etc.

ตัวอย่างเช่น   ถ้าคุณเปรียบเทียบ 20 บาทกับไม้เท้า   เงิน 20 บาทสามารถนำมาใช้เพื่อจ่ายค่าทำการฆาตกรรม    หรือเพื่อการค้าประเวณี  การพนัน    สุรา ฯลฯ

In other words that 20 baht can become a snake, it can be used for evil. . Only when that 20 baht, or the rod, is put in the hand of a man of God who is moved by the power of God can it be used for God.

อีกนัยหนึ่ง ที่เงิน 20 บาทสามารถกลายเป็นงู    ก็สามารถนำมาใช้เพื่อการชั่วร้าย  เฉพาะเมื่อเงิน 20 บาทหรือไม้เท้า   ถูกใส่ในมือของคนของพระเจ้า   ผู้ที่จะถูกขับเคลื่อนได้โดยอำนาจของพระเจ้าที่สามารถนำมาใช้เพื่อพระเจ้าได้


Some people consider the internet, radio, and TV to be of the Devil.

บางคนคิดว่า   อินเทอร์เน็ต  วิทยุและโทรทัศน์จะเป็นของมารซาตาน

The Devil can use all of these instruments, but they can also be used for God. Grab that snake by the tail. 

มารซาตานสามารถใช้เครื่องมือทั้งหมดเหล่านี้  แต่ของเหล่านี้ยังสามารถนำมาใช้เพื่อพระเจ้าได้ จงจับงูตรงที่หางของมัน

The internet can be used to meet people and tell them about Jesus. The radio and TV can be used to share the Gospel.

อินเทอร์เน็ตสามารถนำมาใช้พบปะผู้คน    และบอกพวกเขาเกี่ยวกับพระเยซู วิทยุและทีวีสามารถใช้ในการแบ่งปันพระกิตติคุณ

You make them a rod in the hand of God.

คุณทำให้ของเหล่านี้เป็นไม้เท้าในพระหัตถ์ของพระเจ้า

Moses rod was going to be used of God to do miracles that would prove that Moses had been sent by God.

ไม้เท้าของโมเสสกำลังจะถูกนำมาใช้ทำงานของพระเจ้า  เพื่อสำแดงปาฏิหาริย์  เพื่อที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าโมเสสได้ถูกส่งมาโดยพระเจ้า


God called Moses to deliver the children of Israel from the bondage of Egypt.

พระเจ้าทรงเรียกโมเสสเพื่อที่จะปลดปล่อยคนอิสราเอลจากการเป็นทาสของอียิปต์

He trained him for forty years in the desert and commissioned him at the burning bush.

ท่านได้รับการฝึกฝนเป็นเวลาสี่สิบปีในทะเลทราย     และพระเจ้าทรงรับสั่งกับท่านที่พุ่มไม้มีเปลวไฟ

This man, who at one time was so eager that he ran ahead of God, is now reluctant to accept his God-given office of deliverer.

ชายคนนี้   ซึ่งช่วงเวลาหนึ่งกระตือรือร้นมากจนท่านล้ำหน้าไปก่อนพระเจ้า    ขณะนี้ไม่เต็มใจที่จะยอมรับการทำงานที่พระเจ้าทรงมอบให้ทำการช่วยกู้

He began to give God his objections and God put a rod in his hand.

ท่านได้เริ่มทูลปฏิเสธต่อพระเจ้า    และพระเจ้าทรงให้ท่านถือไม้เท้าในมือของท่าน

He learns that when the rod is used according to the will of God in the hand of a man yielded to God, it becomes his badge of authority.

ท่านเรียนรู้ว่าเมื่อไม้เท้าถูกนำมาใช้ตามพระประสงค์ของพระเจ้าในมือของคนหนึ่งที่ยอมมอบถวายตัวแด่พระเจ้า    ไม้เท้านั้นก็จะกลายเป็นเครื่องหมายแห่งสิทธิอำนาจ

The Lord then gave Moses another sign, he had put his hand in his shirt and when he took it out he had leprosy. 

แล้วพระเจ้าทรงให้หมายสำคัญอีกอย่างแก่โมเสส   ท่านก็เอามือของท่านสอดเข้าไปในเสื้อคลุมของท่าน  และเมื่อท่านชักมือออกมา  ท่านเป็นเหมือนคนโรคเรื้อน

If they don't believe that, just put your hand in your side and pull it out, and it'll be leprous, and they'll all start to flee from you. Then just put it back in, and pull it out again, and it'll be whole". 

หากพวกเขาไม่เชื่ออีก    เจ้าเพียงแต่สอดมือของเจ้าเข้าด้านในและชักมือออกมา   และมือท่านจะเป็นโรคเรื้อน   และพวกเขาทั้งหมดจะเริ่มวิ่งหนีไปจากเจ้า  จากนั้นจงสอดมือเข้าข้างในและชักมือออกมาอีกครั้งและมันจะกลับเป็นปกติ"

But even with these signs, Moses thought he couldn’t go. 

แต่แม้จะมีหมายสำคัญเหล่านี้   โมเสสคิดว่าท่านไม่สามารถไปได้

Moses objects saying he is not a good speaker. 

โมเสสคัดค้านโดยกล่าวว่า  ท่านไม่ใช่คนพูดคล่อง

Moses is quite able to speak when it is time, but he is giving an excuse. He feels inadequate. God says He will be with Moses’ mouth,

โมเสสสามารถพูดได้ดีทีเดียวเมื่อถึงเวลานั้น   แต่ท่านกำลังยกข้ออ้าง  ท่านรู้สึกยังขาดอะไรอยู่ พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะอยู่ที่ปากของโมเสส

He will give him the words to say.

พระองค์จะทรงประทานคำพูดให้แก่ท่าน

God will be with your mouth also. 

พระเจ้าจะสถิตอยู่ที่ปากของคุณด้วย

Luke ลูกา 12:11-12 11And when they bring you before the synagogues and the rulers and the authorities, do not be anxious about how you should defend yourself or what you should say,

11เมื่อเขาพาพวกท่านเข้าในธรรมศาลา   หรือต่อหน้าเจ้าเมืองและผู้ที่มีอำนาจ   อย่ากระวนกระวายว่าจะตอบอย่างไร   หรือจะกล่าวอะไร

12for the Holy Spirit will teach you in that very hour what you ought to say.”

12เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงโปรดสอนท่านในเวลาโมงนั้นเองว่า   ควรจะพูดอะไรบ้าง”


Moses is trying to find a substitute.

โมเสสพยายามที่จะหาคนมาเป็นตัวแทนให้ท่าน


Aaron will be the speaker 10-17

อาโรนจะเป็นผู้พูดแทนโมเสส ข้อที่10-17

10But Moses said to the LORD, “Oh, my Lord, I am not eloquent, either in the past or since you have spoken to your servant, but I am slow of speech and of tongue.”

10แต่โมเสสทูลพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า   ข้าพระองค์มิใช่คนช่างพูด  ทั้งในกาลก่อน   และตั้งแต่เวลาที่พระองค์ตรัสกับผู้รับใช้ของพระองค์   ข้าพระองค์เป็นคนพูดไม่คล่องแคล่ว”  

11Then the LORD said to him, “Who has made man's mouth? Who makes him mute, or deaf, or seeing, or blind? Is it not I, the LORD?

11พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า   “ผู้ใดเล่าที่สร้างปากมนุษย์   หรือทำให้เป็นใบ้   หูหนวก   ตาดี   หรือตาบอด   เรา   พระเจ้าเป็นผู้ทำไม่ใช่หรือ

12Now therefore go, and I will be with your mouth and teach you what you shall speak.”

12เพราะฉะนั้น ไปเถิด เราจะอยู่ที่ปากของเจ้า   และจะสอนคำซึ่งควรจะพูด”

13But he said, “Oh, my Lord, please send someone else.”

13แต่เขาทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดใช้ผู้อื่นไปเถิดพระเจ้าข้า” 

14Then the anger of the LORD was kindled against Moses and he said, “Is there not Aaron, your brother, the Levite? I know that he can speak well. Behold, he is coming out to meet you, and when he sees you, he will be glad in his heart.

14ฝ่ายพระเจ้ากริ้วโมเสส จึงตรัสว่า   “เจ้ามีพี่ชายคืออาโรนคนเลวีไม่ใช่หรือ   เรารู้แล้วว่าเขาเป็นคนพูดเก่ง   บัดนี้เขากำลังเดินทางมาพบเจ้า   เมื่อเขาเห็นเจ้าเขาจะดีใจ

15You shall speak to him and put the words in his mouth, and I will be with your mouth and with his mouth and will teach you both what to do.

15เจ้าจงพูดกับเขา และบอกให้เขาพูด แล้วเราจะอยู่ที่ปากของเจ้า   และปากของเขา   และจะสั่งสอนเจ้าทั้งสองให้รู้ว่า   ควรทำประการใด

16He shall speak for you to the people, and he shall be your mouth, and you shall be as God to him.

16เขาจะเป็นผู้พูดแก่ประชากรแทนเจ้า   เขาจะเป็นปากแทนเจ้า   และเจ้าจะเป็นดังพระเจ้าแก่เขา

17And take in your hand this staff, with which you shall do the signs.”

17เจ้าจงถือไม้เท้านี้ไว้สำหรับทำหมายสำคัญเหล่านั้น”


Moses made a great mistake in asking God for a spokesman. God allowed it, but He did not want a divided command.

โมเสสทำผิดพลาดมากที่ทูลขอพระเจ้าให้มีคนพูดแทนท่าน  พระเจ้าทรงอนุญาต แต่พระองค์ไม่ทรงต้องการคำสั่งแบบแยกกัน

You will find out that it caused problems as the children of Israel journeyed through the wilderness.

คุณจะพบว่ามันจะทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา  ขณะที่ลูกหลานของอิสราเอลเดินทางผ่านถิ่นทุรกันดาร

In the Book of Numbers we will discover that Aaron was involved in making a golden calf for Israel to worship while Moses was on Mount Sinai! This was a terrible blunder on the part of Aaron, and it came as the result of a divided command.

ในพระธรรมกันดารวิถี  เราจะพบว่าอาโรนได้เข้าร่วมในการสร้างรูปวัวทองคำเพื่ออิสราเอลกราบไหว้บูชา   ในตอนที่โมเสสอยู่บนภูเขาซีนาย!  นี่คือความผิดพลาดที่ร้ายแรงในส่วนของอาโรนและมันก็เกิดจากผลของคำสั่งแบบแยกกัน

Other problems crop up in the Book of Numbers.

ปัญหาอื่นๆ หลายอย่างผุดขึ้นมาในพระธรรมกันดารวิถี 

God did not need Aaron for the job of delivering the children of Israel; all He needed was Moses. Moses was reluctant to trust God all the way, and God had to send another man with him. We need to recognize our weakness, but when God calls us to do a job we should respond with trust. God will enable us to do the job He calls us to do. 

พระเจ้าไม่ทรงต้องการใช้อาโรนสำหรับงานปลดปล่อยลูกหลานของอิสราเอล ทั้งหมดที่ทรงต้องการคือโมเสส โมเสสก็ลังเลใจที่จะวางใจพระเจ้าตลอดทาง    และพระเจ้าทรงต้องส่งผู้ชายอีกคนมาช่วยท่าน   เราจำเป็นต้องตระหนักถึงความอ่อนแอของเรา แต่เมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้เราทำงานใด  เราควรจะตอบสนองด้วยความไว้วางใจ พระเจ้าจะทรงช่วยให้เราสามารถทำงานที่ได้ทรงเรียกให้เราทำ

"All right, that's the way you want it? I will, let Aaron go with you.

"เอาละ นั่นคือวิธีที่เจ้าต้องการหรือ   เราจะยอมให้อาโรนไปกับเจ้า

I will let him be your mouthpiece."

เราจะปล่อยให้เขาเป็นกระบอกเสียงของเจ้า"

But that wasn't God's, you might say, direct will. It was permissive. Aaron became a real stumbling block along the line.

คุณอาจจะบอกว่า  แต่นั่นก็ไม่ใช่หระประสงค์โดยตรงของพระเจ้า  แต่ทรงยอมอนุญาต  อาโรน กลายเป็นหินสะดุดตลอดเส้นทาง

It wasn't the best.

มันไม่ใช่ดีที่สุด

God will lift you to the highest level that you will allow Him to lift you.

พระเจ้าจะทรงยกคุณถึงระดับสูงสุดเท่าที่คุณจะยอมให้พระองค์ทรงยกคุณ

Then He'll do the best for you on that level.

แล้วพระองค์จะทรงทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณในระดับนั้น

But so many times with Moses, we are limiting God to the level by which we will allow Him to lift us.

แต่หลายครั้งกับโมเสส   เรากำลังจำกัดพระเจ้าอยู่ในระดับที่เราจะยอมให้พระองค์ทรงยกเราได้

He could've been lifted to a higher level. God would've been with him and helped him.

ท่านคงไม่ได้ถูกยกขึ้นสู่ระดับสูงนัก  พระเจ้าคงจะไม่ได้อยู่กับท่านและได้ทรงช่วยท่าน

He didn't need Aaron.

ท่านไม่จำเป็นต้องเอาอาโรน

He didn't need Aaron to get in the way later on. 

ท่านไม่จำเป็นต้องเอาอาโรนมาร่วมทางในเวลาต่อมา

"But you want it? All right, you can have it."

" แต่เจ้าต้องการหรือ  เอาละ  เจ้าจะได้ตามนั้น"

But you're a step below God's best for your life. 

แต่เจ้าอยู่ในขั้นต่ำกว่าระดับดีที่สุดของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเจ้า

Lord says, "All right. You want Aaron? Fine, he can speak, and let him. You put the words in his mouth.

พระเจ้าตรัสว่า "เอาละ  เจ้าต้องการอาโรนหรือ   ดีแล้ว   เขาสามารถพูดได้และให้เขาทำ  เจ้าใส่ถ้อยคำในปากของเขา

But I'll still be with your mouth and I'll be with his mouth, too. And I will teach you what ye shall do."

แต่เราก็ยังจะอยู่ที่ปากของเจ้า   และเราจะอยู่ที่ปากของเขาด้วย  และเราจะสอนเจ้าว่าเจ้าจะทำยังไง"


In other words, "You'll be the go-between. I'll speak to you and give you My words, and you give My words to Aaron."

ในอีกนัยหนึ่ง "เจ้าจะเป็นคนกลาง เราจะพูดคุยกับเจ้าและให้ถ้อยคำของเราแก่เจ้า  และเจ้าจะให้ถ้อยคำของเราแก่อาโรน."

So now you've got a step-between.

ดังนั้นตอนนี้เจ้าจะได้เป็นคนกลาง

Now who was it that made the golden calf out there in the wilderness? Aaron brought a snare upon Israel.

ตอนนี้ใครล่ะที่สร้างรูปปั้นวัวทองคำขึ้นในถิ่นทุรกันดาร อาโรนทำให้คนอิสราเอลติดกับดัก

Moses is insisting that God come down to his level rather than he to arise to God's level.

โมเสสรบเร้าขอว่าพระเจ้าเสด็จลงมาถึงระดับของท่าน  แทนที่ท่านถูกยกขึ้นไปถึงระดับของพระเจ้า


Moses goes back to Egypt verses 18-23

โมเสสกลับไปยังแผ่นดินอียิปต์ ข้อที่18-23

18Moses went back to Jethro his father-in-law and said to him, “Please let me go back to my brothers in Egypt to see whether they are still alive.” And Jethro said to Moses, “Go in peace.”

18โมเสสจึงกลับไปหาเยโธรพ่อตาของตน บอกว่า   “ขอลากลับไปหาพี่น้องซึ่งอยู่ในอียิปต์   เพื่อจะได้ดูว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่” ฝ่ายเยโธรตอบโมเสสว่า  “ไปโดยสวัสดิภาพเถิด”  

19And the LORD said to Moses in Midian, “Go back to Egypt, for all the men who were seeking your life are dead.”

19พระเจ้าตรัสกับโมเสสในเมืองมีเดียนว่า   “กลับไปอียิปต์   เพราะคนทั้งหลายที่หาช่องประหารชีวิตเจ้านั้นตายแล้ว”

20So Moses took his wife and his sons and had them ride on a donkey, and went back to the land of Egypt. And Moses took the staff of God in his hand.

20โมเสสจึงให้ภรรยาและบุตรชายของตนขี่ลากลับไป ยังแผ่นดินอียิปต์   ส่วนโมเสสก็ถือไม้เท้าของพระเจ้าไปด้วย  

21And the LORD said to Moses, “When you go back to Egypt, see that you do before Pharaoh all the miracles that I have put in your power. But I will harden his heart, so that he will not let the people go.

21พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า   “เมื่อเจ้ากลับไปถึงอียิปต์   จงกระทำอัศจรรย์ต่างๆ   ซึ่งเรามอบไว้ในอำนาจของเจ้าแล้วนั้นต่อหน้าฟาโรห์   แต่เราจะทำให้ใจของฟาโรห์แข็งกระด้าง   ไม่ยอมให้ประชากรไป

22Then you shall say to Pharaoh, ‘Thus says the LORD, Israel is my firstborn son,

22เจ้าจงทูลฟาโรห์ว่า   'พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า คนอิสราเอลเป็นบุตรหัวปีของเรา

23and I say to you, “Let my son go that he may serve me.” If you refuse to let him go, behold, I will kill your firstborn son.’”

23เราบอกแก่เจ้าว่า “จงปล่อยบุตรของเราให้ไปนมัสการเรา” ถ้าเจ้าไม่ยอมให้เขาไป   เราจะประหารชีวิตบุตรหัวปีของเจ้าเสีย'”  


The word harden in Hebrew is a word that literally means "strengthen". "I will make strong his heart."

คำว่าทำให้แข็งในภาษาฮิบรูเป็นคำที่ตามตัวอักษรหมายถึง "เสริมสร้าง" "เราจะเสริมสร้างให้ใจของเขาแข็งขึ้น "

Now as we read of Moses' dealings with Pharaoh, and we'll get into this next week, we read, "Pharaoh hardened his heart".

ตอนนี้ที่เราอ่านเรื่องโมเสสกำลังจัดการกับฟาโรห์   และเราจะได้อ่านต่อในสัปดาห์หน้านี้ว่า "ฟาโรห์ทำให้พระทัยพระองค์แข็งกระด้าง"

The word there in Hebrew is hardened.

คำนั้นในภาษาฮิบรูทำให้แข็งกระด้าง

"And Pharaoh hardened his heart".

"และฟาโรห์ทำให้พระทัยพระองค์แข็งกระด้าง"

And then we read, "and the Lord hardened the heart of Pharaoh."

และจากนั้นเราอ่านว่า "และพระเจ้าทรงทำให้พระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้าง"

Different Hebrew word. "The Lord made firm the heart of Pharaoh", or "the Lord strengthened the heart of Pharaoh."

คำภาษาฮิบรูที่แตกต่างกัน "พระเจ้าทรงทำให้พระทัยของฟาโรห์ตั้งมั่นคง" หรือ "องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้พระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้าง"


In other words, Pharaoh set his heart and God strengthened him in that set. God strengthened him in his position.

ในอีกนัยหนึ่ง   ฟาโรห์ทรงตั้งพระทัยแล้ว   และพระเจ้าทรงทำให้พระทัยของพระองค์ตั้งมั่นคง  พระเจ้าทรงเสริมให้พระองค์อยู่ในสถานภาพเข้มแข็ง

He took his position; God strengthened him in that position.

พระองค์ทรงตั้งมั่นคง; พระเจ้าทรงทำให้พระองค์แข็งกระด้างในสถานภาพนั้น

"You want to be stubborn? All right, God says, “I'll strengthen you in your stubbornness so I can really show Myself strong."

"เจ้าอยากจะดื้อดึงนักหรือ   ดีแล้ว  พระเจ้าตรัสว่า  "เราจะทำให้เจ้าความดื้อดึงแข็งกระด้าง  เพื่อให้เราสามารถแสดงว่าเราเองแข็งแกร่ง "


The Lord Disciplined Moses for his disobedience verses 24-26

พระเจ้าทรงลงวินัยโมเสสในความไม่เชื่อฟังของท่าน  ข้อที่24-26

24At a lodging place on the way the LORD met him and sought to put him to death.

24ณ ที่พักระหว่างทาง พระเจ้าเสด็จมาพบโมเสส   และจะทรงประหารชีวิตของท่านเสีย

25Then Zipporah took a flint and cut off her son's foreskin and touched Moses' feet with it and said, “Surely you are a bridegroom of blood to me!”

25นางศิปโปราห์จึงเอาหินคมตัดหนังที่ ปลายองคชาตบุตรชายของตน   แล้วเอาไปแตะเท้าของโมเสสกล่าวว่า “จริงนะ ท่านเป็นเจ้าบ่าวแห่งโลหิตแก่ฉัน”

26So he let him alone. It was then that she said, “A bridegroom of blood,” because of the circumcision.

26พระเจ้าจึงทรงละท่านไป นางจึงกล่าวว่า   “ท่านเป็นเจ้าบ่าวแห่งโลหิต”   เนื่องจากพิธีเข้าสุหนัต  


This is hard to understand, the Lord says, "Go to Egypt".

นี่เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ     พระเจ้าตรัสว่า "จงไปที่แผ่นดินอียิปต์"

Moses is going to Egypt and God meets him in the inn and starts to kill him. What happened? I don't know; maybe he had a seizure.

โมเสสกำลังจะไปที่แผ่นดินอียิปต์   และพระเจ้าทรงพบท่านที่พักริมทางและจะทรงฆ่าท่านเสีย   เกิดอะไรขึ้น ผมไม่เข้าใจ  บางทีเขาจะถูกประหาร

It is interesting his wife knew exactly what was going on. I think that probably Moses and his wife had a dispute over the kids.

มันน่าสนใจที่ภรรยาของท่านรู้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะโมเสสและภรรยาของเขามีข้อถกเถียงกันเรื่องเด็กๆ

You see, God had commanded that the Hebrew children should be circumcised on the eighth day.

เห็นไหม   ที่พระเจ้าทรงบัญชาว่าเด็กๆ ชาวฮิบรูควรจะเข้าสุหนัตในวันที่แปด

That circumcision was a mark of the covenant relationship of these people with God. They were to be people who were walking after the Spirit, not after the flesh, thus the cutting away of the flesh.

การเข้าสุหนัตนั้นคือเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาผูกพันระหว่างประชาชนเหล่านี้กับพระเจ้า พวกเขาต้องเป็นคนที่เดินตามพระวิญญาณ  ไม่ใช่ตามเนื้อหนัง   ดังนั้นจึงควรตัดเนื้อหนังออกไป

It was a symbolic action by which these people were identified as God's people. Circumcision was the mark of their covenant relationship with God.

มันเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์โดยที่คนเหล่านี้ถูกระบุเอกลักษณ์ว่าเป็นประชากรของพระเจ้า การเข้าสุหนัตเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาผูกพันระหว่างพวกเขากับพระเจ้า


Remember when Moses went to Midian, he married the daughter of Jethro the high priest that was there, Zipporah, when he had his son Gershom, he probably said, "Now we need to circumcise." 

จำได้ว่าเมื่อโมเสสไปยังแผ่นดินมีเดียน   ท่านได้แต่งงานกับลูกสาวของเยโธรมหาปุโรหิตที่อยู่ที่นั่น  ชื่อนางศิปโปราห์   เมื่อท่านได้มีบุตรชายชื่อเกอร์โชม   บางทีท่านพูดว่า "ตอนนี้เราจำต้องเข้าสุหนัต"

"Oh you're not going to mutilate my child."

"โอ ท่านอย่าตัดเนื้อลูกชายของฉันออกนะ"

And probably resisted Moses, and Moses just let it go.

และอาจจะรบเร้าโมเสส   และโมเสสก็เพียงแต่ปล่อยผ่านไป

He didn't circumcise his son.

ท่านไม่ได้ให้บุตรชายของท่านเข้าสุหนัต

Rather than getting in a hassle with his wife, he just said, "Well all right." You know, a meek guy, and just let it pass.

แทนที่มีการทะเลาะกับภรรยาของท่าน  ท่านแค่กล่าวว่า " เออ ตกลงก็ได้" คุณก็รู้นะ  คนที่อ่อนโยน และเพียงแค่ปล่อยผ่านไป

Yet she knew when God met Moses and started to kill him, and just by what method, I don't know, the scripture doesn't say, but she immediately knew what was going on  In other words, she was still angry about the thing.

อย่างไรก็ตาม นางรู้ได้ว่า   เมื่อพระเจ้าทรงพบกับโมเสสและเริ่มที่จะฆ่าท่าน   และเพียงโดยวิธีใด ข้าพเจ้าไม่ทราบ  พระคัมภีร์ไม่ได้พูด  แต่นางก็รู้ในทันทีว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น  อีกนัยหนึ่ง นางยังโกรธในเรื่องสิ่งนั้น

She went in; she gave in on it but showed the bitterness that she had concerning the thing. So here Moses was going to lead God's covenant people out of the land, and he had not even fulfilled that covenant mark in his own children, his own sons.

นางเดินเข้าไปข้างใน; นางยอมแพ้เรื่องนั้น   แต่แสดงให้เห็นความขมขื่นที่นางกังวลใจสิ่งนั้น  ดังนั้น ตรงนี้โมเสสกำลังจะนำประชากรแห่งพันธสัญญาของพระเจ้าออกจากแผ่นดิน    และท่านไม่ได้ปฏิบัติตามเครื่องหมายแห่งพันธสัญญานั้นกับบุตรหลานของตัวเอง  บุตรชายของท่านเอง

Because of Moses' failure, God was just impressing on him that He meant business.

เพราะโมเสสกระทำผิดพลาด   พระเจ้าทรงสร้างรอยประทับใจให้กับท่าน ว่าพระองค์ทรงหมายถึงหน้าที่การงาน

Moses' wife suddenly realized that God meant business but she still blamed Moses for it and seemed to be angry with him. 

ทันใดนั้นภรรยาของโมเสสก็รู้ว่าพระเจ้าหมายถึงหน้าที่การงาน แต่นางยังคงตำหนิโมเสสสำหรับเรื่องนี้  และดูเหมือนจะโกรธท่านด้วย

There is a real danger when husband and wife do not agree completely in spiritual matters. That is the reason Scripture warns against believers and non-believers getting married.

มีอันตรายจริงๆ เมื่อสามีและภรรยาไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงในเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ  นั่นคือเหตุผลว่าพระคัมภีร์เตือนห้ามบรรดาผู้เชื่อทั้งหลายที่จะแต่งงานกับผู้ที่ไม่เชื่อ

After the circumcision of their son, perhaps when they reached Egypt, Moses saw the problem, and sent her back home to be with her father.

หลังการเข้าพิธีสุหนัตของลูกชายของทั้งคู่แล้ว   บางทีเมื่อพวกเขามาถึงแผ่นดินอียิปต์   โมเสสได้พบปัญหาและส่งนางกลับบ้านไปอยู่กับบิดาของนาง

Later on the wilderness march we shall see that Jethro, Moses' father-in-law, brought Zipporah to him and they were reconciled.

ต่อมาในการเดินทางในถิ่นทุรกันดารเราจะเห็นว่าเยโธร พ่อตาของโมเสสได้นำนางศิปโปราห์ไปพบท่านและพวกเขาก็กลับมาคืนดีกัน


Aaron meets Moses verses 27-31

อาโรนพบกับโมเสส ข้อที่27-31

27The LORD said to Aaron, “Go into the wilderness to meet Moses.” So he went and met him at the mountain of God and kissed him.

27พระเจ้าตรัสกับอาโรนว่า   “จงไปพบกับโมเสสในถิ่นทุรกันดาร”   เขาก็ไปพบกับท่านที่ภูเขาของพระเจ้าและสวมกอดท่าน

28And Moses told Aaron all the words of the LORD with which he had sent him to speak, and all the signs that he had commanded him to do.

28โมเสสจึงเล่าให้อาโรนฟังถึงพระดำรัส   ซึ่งพระเจ้าตรัสเมื่อทรงใช้ตน   และถึงหมายสำคัญทั้งปวงซึ่งพระองค์ทรงกำชับให้กระทำ

29Then Moses and Aaron went and gathered together all the elders of the people of Israel.

29โมเสสกับอาโรนเรียกประชุมบรรดาผู้ใหญ่ของชนชาติ อิสราเอลพร้อมกัน

30Aaron spoke all the words that the LORD had spoken to Moses and did the signs in the sight of the people.

30แล้วอาโรนจึงกล่าวถึงพระดำรัสทั้งหมด ซึ่งพระเจ้าตรัสแก่โมเสส   และทำหมายสำคัญต่างๆนั้นต่อหน้าประชาชน

31And the people believed; and when they heard that the LORD had visited the people of Israel and that he had seen their affliction, they bowed their heads and worshiped.

31ฝ่ายประชาชน   เมื่อได้ยินว่าพระเจ้าเสด็จมาเยี่ยมเยียนชนชาติอิสราเอล   และทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของเขาแล้วก็เชื่อ   เขากราบลงนมัสการ


There is a new Pharaoh in Egypt.

มีฟาโรห์องค์ใหม่ในแผ่นดินอียิปต์

The Pharaoh who had ordered Moses' death is now dead and Moses can safely return to Egypt. 

ฟาโรห์ผู้ทรงสั่งฆ่าโมเสสให้ตายนั้นตอนนี้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว    และโมเสสสามารถกลับไปยังczjแผ่นดินอียิปต์ได้อย่างปลอดภัย

When Moses and Aaron met with the elders they believed that God was going to deliver them from their slavery and they praised the Lord.

เมื่อโมเสสและอาโรนได้พบปะกับผู้อาวุโส      พวกเขาก็เชื่อว่าพระเจ้ากำลังทรงปลดปล่อยพวกเขาจากการเป็นทาส   และพวกเขายกย่องสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า

This is a great worship scene that we have here.

นี่คือภาพการนมัสการบูชาที่สำคัญที่นี่

These people come now to faith in God.

ขณะนี้คนเหล่านี้มาเชื่อไว้วางใจในพระเจ้า


And it will be on this basis that God will lead them out of the land of Egypt.

และมันจะเป็นพื้นฐานนี้เอง   ที่พระเจ้าจะทรงนำพวกเขาออกไปจากแผ่นดินอียิปต์

www.gotquestions.org/Thai

Exodus 4

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top