Thursday, December 29, 2016

 

Exodus 6

อพยพบทที่ 6


In chapter five we read how that Moses, Aaron, and the elders of Israel asked Pharaoh for permission to go out into the wilderness and sacrifice unto the Lord for three days.

ในบทที่ห้าเราอ่านพบว่า โมเสส  อาโรนและพวกผู้อาวุโสของอิสราเอล  ทูลขอฟาโรห์ให้ทรงอนุญาตพวกเขาออกไปในถิ่นทุรกันดาร  และถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าเป็นเวลาสามวัน

Pharaoh's answer was no because he "did not know the Lord." He then increased the burden of the Israelites.

คำตอบของฟาโรห์คือไม่ได้ เพราะพระองค์ “ไม่ทรงรู้จักพระเจ้า” ครั้นแล้วพระองค์ก็ทรงเพิ่มภาระหนักขึ้นแก่คนอิสราเอล

The children of Israel complained to Moses who in turn complained to the Lord.

พวกลูกหลานอิสราเอลบ่นต่อว่าโมเสส    ซึ่งท่านก็บ่นต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าในทางกลับกัน


God wanted to assure Moses of who He was and what He was going to do.

พระเจ้าทรงประสงค์ให้โมเสสมั่นใจว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด   และสิ่งใดที่พระองค์จะทรงทำ

The God of Abraham, Isaac, and Jacob had heard the cries of Israel and was going to deliver them.

พระเจ้าของอับราฮัม  อิสอัคและยาโคบ  ได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญของอิสราเอลและกำลังจะทรงปลดปล่อยพวกเขา

God wanted Moses to look at the past history of Israel and see how He had kept them.

พระเจ้าทรงประสงค์ให้โมเสสมองย้อนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของอิสราเอล   และดูว่าพระองค์ได้ทรงปกป้องพวกเขาไว้อย่างไร

God had demonstrated time and time again His love for Israel and His desire to help them.

พระเจ้าได้ทรงสำแดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า ความรักของพระองค์ที่มีต่ออิสราเอลและความปรารถนาที่จะทรงช่วยพวกเขา

God had intervened many times in their behalf.

พระเจ้าทรงเข้ามาช่วยจัดการหลายครั้งเพื่อประโยชน์สุขแก่พวกเขา

God also intervenes in our behalf today.

พระเจ้ายังทรงเข้าช่วยจัดการเพื่อประโยชน์สุขแก่เราทุกวันนี้เช่นกัน

He doesn’t just leave us alone, to work things out for ourselves, He is active in our lives.

พระองค์ไม่ใช่จะทรงปล่อยให้เราอยู่ลำพัง   ให้หาทางออกปัญหาด้วยตัวเอง   พระองค์ยังทรงทำกิจในชีวิตของเรา

Philippians ฟีลิปปี 1:6 And I am sure of this, that he who began a good work in you will bring it to completion at the day of Jesus Christ.

ข้าพเจ้าแน่ใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว   จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์


God knows our needs today. He can and wants to help us just as He helped Israel in Egypt.

พระเจ้าทรงรู้ความต้องการของเราทุกวันนี้   พระองค์ทรงทำได้และจะทรงช่วยเราเช่นเดียวกับที่ทรงช่วยอิสราเอลในแผ่นดินอียิปต์


God Promises Deliverance verses 1-13

พระเจ้าทรงสัญญาจะจัดการปลดปล่อย ข้อที่1-13

1But the LORD said to Moses, “Now you shall see what I will do to Pharaoh; for with a strong hand he will send them out, and with a strong hand he will drive them out of his land.”

1พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “บัดนี้เจ้าจะได้เห็นเหตุการณ์ซึ่งเราจะกระทำแก่ฟาโรห์   คือเราจะบังคับฟาโรห์ ด้วยมืออันทรงฤทธิ์   ให้ปล่อยประชาชนไป   เออ   ด้วยมืออันเข้มแข็งของเรานั่นแหละ   เขาจะไล่ประชาชนออกจากแผ่นดินของเขา”

2God spoke to Moses and said to him, “I am the LORD.

2พระเจ้าตรัสกับโมเสสอีกว่า “เราคือพระเยโฮวาห์

3I appeared to Abraham, to Isaac, and to Jacob, as God Almighty, but by my name the LORD I did not make myself known to them.

3เราปรากฏแก่อับราฮัม แก่อิสอัค   และแก่ยาโคบด้วยนามว่าพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์   แต่เรามิได้สำแดงให้เขารู้จักเรา   ในนามพระเยโฮวาห์

4I also established my covenant with them to give them the land of Canaan, the land in which they lived as sojourners.

4อีกประการหนึ่ง เราทำพันธสัญญาไว้กับเขาทั้งหลายแล้วว่า   เราจะยกแผ่นดินคานาอันให้แก่เขา   อันเป็นแผ่นดินที่เขาเคยอาศัยอยู่ในฐานะคนต่างด้าว

5Moreover, I have heard the groaning of the people of Israel whom the Egyptians hold as slaves, and I have remembered my covenant.

5ยิ่งกว่านั้น เราได้ยินเสียงคร่ำครวญของชนชาติอิสราเอล   ซึ่งชาวอียิปต์กักไว้ให้เป็นทาสและเราระลึก ถึงพันธสัญญาของเรา

6Say therefore to the people of Israel, ‘I am the LORD, and I will bring you out from under the burdens of the Egyptians, and I will deliver you from slavery to them, and I will redeem you with an outstretched arm and with great acts of judgment.

6เหตุฉะนี้จงกล่าวแก่ชนชาติอิสราเอลว่า   'เราคือพระเยโฮวาห์   เราจะนำพวกเจ้าไปให้พ้นจาก งานตรากตรำที่ชาวอียิปต์เกณฑ์ให้ทำ   และจะให้พ้นจากการเป็นทาสเขา   เราจะช่วยกู้เจ้าด้วยแขนที่เงื้อง่า   และด้วยการพิพากษาอันใหญ่หลวง

7I will take you to be my people, and I will be your God, and you shall know that I am the LORD your God, who has brought you out from under the burdens of the Egyptians.

7เราจะรับพวกเจ้าเป็นประชากรของเรา   และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเจ้า   พวกเจ้าจะรู้ว่า   เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า   ผู้นำเจ้าไปให้พ้นจากงานตรากตรำที่ชาวอียิปต์เกณฑ์ให้ทำ

8I will bring you into the land that I swore to give to Abraham, to Isaac, and to Jacob. I will give it to you for a possession. I am the LORD.’”

8เราจะนำพวกเจ้าเข้าไปในแผ่นดิน   ซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้ว่าจะให้แก่ อับราฮัม   แก่อิสอัค และแก่ยาโคบ เราจะยกแผ่นดินนั้น ให้แก่เจ้าเป็นกรรมสิทธิ์   เราคือพระเจ้า' ”  

9Moses spoke thus to the people of Israel, but they did not listen to Moses, because of their broken spirit and harsh slavery.

9โมเสสจึงนำความนั้นไปเล่าให้ชนชาติอิสราเอลฟัง   แต่เขามิได้เชื่อฟังโมเสสเพราะหมดอาลัยตายอยาก   และทนงานทาสแทบไม่ไหว  

10So the LORD said to Moses,

10พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า

11“Go in, tell Pharaoh king of Egypt to let the people of Israel go out of his land.”

11“จงเข้าไปเฝ้าฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์ บอกให้ปล่อยชนชาติอิสราเอลไปจากแผ่นดินของเขา”

12But Moses said to the LORD, “Behold, the people of Israel have not listened to me. How then shall Pharaoh listen to me, for I am of uncircumcised lips?”

12แต่โมเสสกราบทูลพระเจ้าว่า   “แม้แต่ชนชาติอิสราเอลก็มิได้เชื่อฟังข้าพระองค์   ฟาโรห์จะเชื่อฟังข้าพระองค์อย่างไร ข้าพระองค์เป็น คนพูดไม่คล่อง”

13But the LORD spoke to Moses and Aaron and gave them a charge about the people of Israel and about Pharaoh king of Egypt: to bring the people of Israel out of the land of Egypt.

13พระเจ้าจึงตรัสแก่โมเสสและอาโรน   ให้แจ้งแก่ชนชาติอิสราเอลและฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์ว่า   พระองค์ทรงมีบัญชาท่านทั้งสองให้พาชนชาติ อิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์


Notice what God says He will do, in verses 6 – 8.  He tells Moses seven things He will do. 

ขอให้สังเกตที่พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงทำในข้อ 6 - 8. พระองค์ตรัสกับโมเสสว่าจะทรงทำเจ็ดประการ

1.  I will bring you out from the Egyptians

1.  เราจะนำพวกเจ้าออกมาจากชนชาติอียิปต์

2.  I will deliver you from slavery

2. เราจะปลดปล่อยพวกเจ้าจากการเป็นทาส

3.  I will redeem you with an outstretched arm and with great acts of judgment.

3. เราจะไถ่พวกเจ้าด้วยอ้อมแขนที่เหยียดออก    และพร้อมกับการพิพากษาครั้งใหญ่

4.  I will take you to be my people

4. เราจะพาเจ้าไปเป็นประชากรของเรา

5.  I will be your God, and you shall know that I am the LORD your God

5. เราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า   และเจ้าจะรู้ว่าเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า

6.  I will bring you into the land that I promised to give to Abraham, to Isaac, and to Jacob.

6. เราจะนำเจ้าเข้าสู่แผ่นดินซึ่งเราสัญญาว่าจะประทานให้แก่อับราฮัม อิสอัค และ

              ยาโคบ

7.  I will give the land to you to own from generation to generation.

7. เราจะมอบแผ่นดินให้ตกเป็นของพวกเจ้าจากรุ่นสู่รุ่น

How does this compare to what God has done for us as Christians?

เรื่องนี้เปรียบเทียบกับสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำเพื่อเราในฐานะคริสเตียนอย่างไรบ้าง

God has brought us out of darkness and into His light

1. พระเจ้าได้ทรงนำเราออกจากความมืดสู่ความสว่างของพระองค์

We are delivered from the slavery we had to sin.

2. เราได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาสที่เราทำบาป

He continues to show Himself strong in our lives

3. พระองค์ยังทรงสำแดงความเข้มแข็งของพระองค์ในชีวิตของเรา

He has adopted us as His children, He is now our Father

      4. พระองค์ได้ทรงรับเราเป็นบุตรของพระองค์    ตอนนี้ทรงเป็นพระบิดาของเรา

He is now our God

ตอนนี้ทรงเป็นพระเจ้าของเรา

Jesus has gone to prepare a place for us, and He is going to take to us that place in Heaven.

6. พระเยซูได้ทรงจากเราไป   เพื่อเตรียมสถานที่พร้อมสำหรับพาเราไปที่นั่นบนสวรรค์

We will live eternally with God in Heaven.

เราจะมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าในสวรรค์

Moses has a big problem, he has strong opposition from the Pharaoh and even his own people.

   โมเสสพบปัญหาใหญ่   ท่านพบการต่อต้านอย่างหนักจากฟาโรห์และแม้กระทั่งพี่น้องร่วมชาติของท่านเอง

The disciples, Peter and John, when they came to the Lord  in prayer, had a big problem. 

อัครสาวกเปโตรและยอห์น   เมื่อพวกเขามาเฝ้าพระเจ้าในการอธิษฐาน  ก็พบปัญหาใหญ่

They had been arrested and told not speak anymore about God.  

พวกเขาได้ถูกจับกุมและห้ามไม่ให้ประกาศเรื่องของพระเจ้าอีกต่อไป

They remembered how big God is.

พวกเขาจำได้ว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เพียงไร

Acts กิจการ4:24, 29-31 24And when they heard it, they lifted their voices together to God and said, “Sovereign Lord, who made the heaven and the earth and the sea and everything in them,

เมื่อเขาทั้งหลายได้ฟังจึงพร้อมใจกันเปล่งเสียงทูลพระเจ้าว่า   “ข้าแต่พระเจ้า   พระองค์ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์แผ่นดินโลก   ทะเลและสรรพสิ่งที่มีอยู่ในที่เหล่านั้น

29And now, Lord, look upon their threats and grant to your servants*n29.2 to continue to speak your word with all boldness,

29บัดนี้พระองค์เจ้าข้า   ขอโปรดทอดพระเนตรการขู่ของเขา   และโปรดประทานให้ผู้รับใช้ของพระองค์   กล่าวถ้อยคำของพระองค์ด้วยใจกล้า

30while you stretch out your hand to heal, and signs and wonders are performed through the name of your holy servant Jesus.”

30ในเมื่อพระองค์ได้ทรงเหยียดพระหัตถ์ของพระองค์ออกรักษาโรคให้หาย   และได้โปรดให้หมายสำคัญกับการอัศจรรย์บังเกิดขึ้น   โดยพระนามแห่งพระเยซูผู้รับใช้บริสุทธิ์ของพระองค์”

31And when they had prayed, the place in which they were gathered together was shaken, and they were all filled with the Holy Spirit and continued to speak the word of God with boldness.

31เมื่อเขาอธิษฐานแล้ว   ที่ซึ่งเขาประชุมอยู่นั้นได้หวั่นไหว   และคนเหล่านั้นประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์   ได้กล่าวพระวจนะของพระเจ้าด้วยใจกล้าหาญ

That's a good thing to remind yourself of before you pray. The heavens out there are the work of His fingers. He's created it all.

นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่จะเตือนตัวเองก่อนที่คุณจะอธิษฐาน   สวรรค์ชั้นฟ้าทั้งหลายเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์  ทรงสร้างมันขึ้นมาทั้งหมด

Moses spoke again to the people and they didn’t listen and then God told him to speak to the Pharaoh, and he didn’t listen either. 

โมเสสกล่าวอีกครั้งกับประชาชน   และพวกเขาไม่ฟังท่าน   แล้วพระเจ้ารับสั่งแก่ท่านให้ไปทูลต่อฟาโรห์     และฟาโรห์ก็ไม่ยอมฟังท่านด้วย

God told him to speak to Pharaoh again and Moses is reluctant to go.

พระเจ้ารับสั่งให้ท่านทูลต่อฟาโรห์อีกครั้ง    และโมเสสก็ไม่เต็มใจที่จะไป

His eyes are on the circumstances rather than on God. In the middle of these difficulties, God is careful to list the families of Israel again. 

ดวงตาของท่านจ้องมองดูที่สถานการณ์มากกว่ามองที่พระเจ้า ในท่ามกลางของความยากลำบากทั้งหลายนี้   พระเจ้าทรงระวังที่จะจดรายชื่อครอบครัวแห่งอิสราเอลอีกครั้ง

This may be boring to us, but think Moses needs this to know that God is keeping His promises given to the patriarchs, the fathers of the Nation of Israel and we find out a bit more about the family of Moses and Aaron. 

นี้อาจจะน่าเบื่อสำหรับเรา แต่คิดว่าโมเสสต้องการสิ่งนี้เพื่อจะรู้ว่าพระเจ้าทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์    ที่ทรงกระทำกับหัวหน้าเผ่าบรรพบุรุษของชนชาติอิสราเอล     และเราพบอีกนิดเกี่ยวกับครอบครัวของโมเสสและอาโรน

God wants us to know who we are reading about and who His children are.

พระเจ้าทรงประสงค์ให้เรารู้ว่าเรากำลังอ่านเรื่องของผู้ใด   และผู้ใดเล่าที่เป็นบุตรของพระองค์

God feels the same way about you and me.

พระเจ้าทรงรู้สึกกับคุณและฉันแบบเดียวกันนั้น

He wants us to be the sons of God through faith in Christ.  

ทรงประสงค์ให้เราเป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์

Then He records our names in the Lamb’s Book of Life.  

จากนั้นพระองค์จะทรงบันทึกชื่อของเราในหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดก

Your name has to be written in that book to enter Heaven. 

ชื่อของคุณจะต้องถูกบันทึกไว้ในหนังสือนั้นในการเข้าสู่สวรรค์ได้

Revelationวิวรณ์ 21:27 But nothing unclean will ever enter it, nor anyone who does what is detestable or false, but only those who are written in the Lamb's book of life.

สิ่งใดที่เป็นมลทิน   หรือผู้ใดที่ประพฤติเป็นที่น่าสะอิดสะเอียน   หรือพูดมุสาจะเข้าไปในนครไม่ได้เลย   เฉพาะคนที่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิตของพระเมษโปดกเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้


The Genealogy of Moses and Aaron and people of Israel verses 14-30

พงศ์พันธุ์ของโมเสสและอาโรน และชนชาติอิสราเอล ข้อที่14-30

14These are the heads of their fathers' houses: the sons of Reuben, the firstborn of Israel: Hanoch, Pallu, Hezron, and Carmi; these are the clans of Reuben.

14ต่อไปนี้เป็นต้นตระกูลของเขา    บุตรของรูเบนผู้เป็นบุตรหัวปีของอิสราเอลชื่อฮาโนค ปัลลู   เฮสโรน  และคารมี  เหล่านี้เป็นตระกูลเผ่ารูเบน  

15The sons of Simeon: Jemuel, Jamin, Ohad, Jachin, Zohar, and Shaul, the son of a Canaanite woman; these are the clans of Simeon.

15บุตรของสิเมโอนชื่อเยมูเอล ยามีน โอหาด ยาคีน โศหาร์   และชาอูลผู้เกิดจากหญิงชาวคานาอัน   เหล่านี้เป็นตระกูลเผ่าสิเมโอน  

16These are the names of the sons of Levi according to their generations: Gershon, Kohath, and Merari, the years of the life of Levi being 137 years.

16ต่อไปนี้เป็นชื่อบุตรของเลวี   ตามชาติพันธุ์ของเขาคือ   เกอร์โชน  โคฮาท  และเมรารี   เลวีนั้นมีอายุได้ร้อยสามสิบเจ็ดปี

17The sons of Gershon: Libni and Shimei, by their clans.

17บุตรของเกอร์โชนชื่อลิบนีและชิเมอี ตามตระกูลของเขา  

18The sons of Kohath: Amram, Izhar, Hebron, and Uzziel, the years of the life of Kohath being 133 years.

18บุตรของโคฮาทชื่ออัมราม อิสฮาร์   เฮโบรน และอุสซีเอล   โคฮาทมีอายุได้ร้อยสามสิบสามปี  

19The sons of Merari: Mahli and Mushi. These are the clans of the Levites according to their generations.

19บุตรของเมรารีชื่อ มาห์ลี และมูชี   เหล่านี้เป็นตระกูลของคนเลวี   ตามชาติพันธุ์ของเขา  

20Amram took as his wife Jochebed his father's sister, and she bore him Aaron and Moses, the years of the life of Amram being 137 years.

20ฝ่ายอัมรามได้โยเคเบดน้องบิดาของตนเป็นภรรยา   แล้วนางให้กำเนิดบุตรแก่เขาชื่ออาโรนและโมเสส   อัมรามมีอายุได้ร้อยสามสิบเจ็ดปี  

21The sons of Izhar: Korah, Nepheg, and Zichri.

21บุตรของอิสฮาร์ชื่อโคราห์   เนเฟกและศิครี  

22The sons of Uzziel: Mishael, Elzaphan, and Sithri.

22บุตรของอุสชีเอล ชื่อมิชาเอล   เอลซาฟานและสิธรี  

23Aaron took as his wife Elisheba, the daughter of Amminadab and the sister of Nahshon, and she bore him Nadab, Abihu, Eleazar, and Ithamar.

23ฝ่ายอาโรนได้นางเอลีเชบาบุตรีของอัมมีนาดับ   น้องสาวของนาโชนเป็นภรรยา   นางมีบุตรกับเขาชื่อ นาดับ   อาบีฮู เอเลอาซาร์และอิธามาร์  

24The sons of Korah: Assir, Elkanah, and Abiasaph; these are the clans of the Korahites.

24บุตรของโคราห์ชื่ออัสสีร์ เอลคานาห์และอาบียาสาฟ   เหล่านี้เป็นตระกูลของคนโคราห์  

25Eleazar, Aaron's son, took as his wife one of the daughters of Putiel, and she bore him Phinehas. These are the heads of the fathers' houses of the Levites by their clans.

25ฝ่ายเอเลอาซาร์บุตรอาโรน   ได้รับบุตรีคนหนึ่งของปูทิเอลเป็นภรรยา   นางมีบุตรกับเขาชื่อฟีเนหัส   คนเหล่านี้เป็นต้นตระกูลของคนเลวีตามตระกูล  

26These are the Aaron and Moses to whom the LORD said: “Bring out the people of Israel from the land of Egypt by their hosts.”

26อาโรนและโมเสสสองคนนี้แหละ   คือผู้ที่พระเจ้าได้ตรัสว่า   “จงพาชนชาติอิสราเอล ออกจากแผ่นดินอียิปต์ตามหมู่ตามกองของเขา”

27It was they who spoke to Pharaoh king of Egypt about bringing out the people of Israel from Egypt, this Moses and this Aaron.

27สองคนนี้แหละเป็นผู้ที่กราบทูลฟาโรห์กษัตริย์ของอียิปต์ เรื่องพาชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์คือโมเสสคนนี้   และอาโรนคนนี้แหละ

28On the day when the LORD spoke to Moses in the land of Egypt,

28ในวันที่พระเจ้าตรัสกับโมเสสในแผ่นดินอียิปต์นั้น

29the LORD said to Moses, “I am the LORD; tell Pharaoh king of Egypt all that I say to you.”

29พระองค์ตรัสกับโมเสสว่า “เราคือพระเจ้า   เจ้าจงบอกฟาโรห์กษัตริย์ของอียิปต์ ตามข้อความซึ่งเราได้บอกแก่เจ้า”

30But Moses said to the LORD, “Behold, I am of uncircumcised lips. How will Pharaoh listen to me?”

30ฝ่ายโมเสสกราบทูลพระเจ้าว่า   “ข้าพระองค์เป็นคนพูดไม่คล่อง   ที่ไหนฟาโรห์จะเชื่อฟังข้าพระองค์”


So, we learned that Moses and Aaron came from the tribe of Levi, which will become the priests of Israel. 

ดังนั้นเราได้รู้แล้วว่า    โมเสสและอาโรมาจากตระกูลเลวี ซึ่งจะกลายเป็นพวกปุโรหิตของอิสราเอล

In this passage the parents of Aaron and Moses are named -- Amram and his wife Jochebed. 

ในเนื้อหาพระธรรมตอนนี้ทางผู้ปกครองของอาโรนและโมเสสได้ถูกตั้งชื่อ – อัมรามและโยเคเบดภรรยาของเขา

Moses is making excuses again.

โมเสสกำลังแก้ตัวอีกครั้ง

He has been called of God to a difficult job. 

ท่านได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าเพื่อให้ทำงานยาก

He has been rejected all along the way.

ท่านไม่ได้รับการยอมรับเลยตลอดทาง

Even being from the tribe of Levi, he is rejected. 

แม้กระทั่งเป็นผู้ที่มาจากตระกูลเลวี   ท่านก็ไม่เป็นที่ยอมรับ

Levi was the son of Jacob, Jacob was the son of Isaac, and Isaac was the son of Abraham.

เลวีเป็นบุตรชายของยาโคบ   ยาโคบ   เป็นบุตรชายของอิสอัค   และอิสอัคเป็นบุตรชายของอับราฮัม

God made the promises concerning the children of Israel to Abraham.  

พระเจ้าทรงทำสัญญาเรื่องของลูกหลานอิสราเอลกับอับราฮัม

Moses knows he is the line from Abraham but is still hesitating. 

โมเสสรู้ว่าท่านสืบเชื้อสายจากอับราฮัม แต่ท่านยังคงลังเลใจ

We as Christians are children of the King of Kings and yet we hesitate too, sometimes to do what He commands us to do. 

เราในฐานะคริสเตียนเป็นราชบุตรของจอมกษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งหลาย   แต่กระนั้นเราก็ยังลังเลด้วย   บางครั้งที่จะทำสิ่งที่พระองค์ทรงรับสั่งให้เราทำ

Remember how big God is

โปรดจำไว้ว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เพียงไร

I Thessalonians 1 เธสะโลนิกา5:24 He who calls you is faithful; he will surely do it.

พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นสัตย์ซื่อ   และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จ  

 

Exodus 6