Tuesday, March 22, 2016

 

Matthew Chapter 1

มัทธิวบทที่ 1

Matthew was a tax collector before he became a Christian.  Jesus called him to be a disciple. 

มัทธิวเป็นคนเก็บภาษีก่อนที่เขาจะกลับใจเป็นคริสเตียน พระเยซูทรงเรียกให้เขาเป็นสาวก

The four gospels all tell of the life of Jesus, but they are different, from different perspectives. 

พระกิตติคุณทั้งสี่เล่มเล่าชีวประวัติทั้งหมดของพระเยซู แต่ละฉบับจะแตกต่างกันจากมุมมองที่แตกต่างกัน

Matthew wanted to show that Jesus is King of Kings.  

มัทธิวต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ของกษัตริย์ทั้งหลาย

Matthew begins with a genealogy of Jesus, showing Him to be a descendant of Abraham and later of King David. 

มัทธิวเริ่มต้นด้วยการลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซู  แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นลูกหลานของอับราฮัมและต่อมาของกษัตริย์ดาวิด

The Lord had promised this to Abraham.

พระเจ้าทรงสัญญาในเรื่องนี้กับอับราฮัม

Genesis ปฐมกาล 22:18 18 and in your offspring shall all the nations of the earth be blessed, because you have obeyed my voice.”

18 ประชาชาติทั้งหลายทั่วโลกจะได้พรเพราะเชื้อสาย ของเจ้า   เหตุว่าเจ้าฟังเสียงของเรา”

By that promise, it was understood that from Abraham's seed the Messiah would come, the one who would be a blessing to all of the nations of the earth.  

โดยพระสัญญานั้น เป็นที่เข้าใจว่าจากเชื้อสายของอับราฮัม   พระเมสสิยาห์จะบังเกิดมา  ทรงเป็นผู้หนึ่งที่จะเป็นพระพรแก่ทุกประเทศบนแผ่นดิน

The Messiah must be a descendant of Abraham.

พระเมสสิยาห์ต้องทรงเป็นลูกหลานของอับราฮัม


Later on God promised to David that He would build David's house and that his seed would sit upon the throne forever.

ต่อมาพระเจ้าทรงสัญญากับดาวิดว่า  พระองค์จะทรงสร้างบ้านของดาวิด  และเชื้อสายของท่านจะครองบัลลังก์ตลอดไป

2 Samuel 2ซามูเอล 7:12-13 12 When your days are fulfilled and you lie down with your fathers, I will raise up your offspring after you, who shall come from your body, and I will establish his kingdom.

12 เมื่อวันของเจ้าครบแล้ว   และเจ้านอนพักอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า   เราจะให้บุตรชายคนหนึ่งของเจ้าเกิด ขึ้นสืบต่อจากเจ้าผู้ซึ่งเกิดมาจากตัวเจ้าเองและ เราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา

13 He shall build a house for my name, and I will establish the throne of his kingdom forever.

13 เขาจะเป็นผู้สร้างนิเวศเพื่อ นามของเราและเราจะสถาปนา บัลลังก์แห่งราชอาณาจักรของเขาให้อยู่เป็นนิตย์

So those verses promise that Solomon would be the next king and would build the temple; and from that promise, David understood that God was promising that the Messiah would come through his family line. 

ดังนั้นข้อพระคัมภีร์เหล่านั้นสัญญาว่า   ซาโลมอนจะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป   และจะสร้างพระวิหาร และจากพระสัญญานั้น ดาวิดทรงเข้าใจว่าพระเจ้าทรงสัญญาว่าพระเมสสิยาห์จะทรงสืบสายมาจากครอบครัวของพระองค์

And after David, there were many prophecies that referred to the Messiah as, "the branch out of the root of Jesse," and, of course, He is referred to as, "Sitting upon the throne of David."

และหลังจากดาวิด   มีคำพยากรณ์มากมายที่กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ว่า " จะมีหน่อแตกออกมาจากตอของเจสซี" และแน่นอนหมายถึงพระองค์ทรง "ประทับบนบัลลังก์ของดาวิด."

So Matthew proves that Jesus is a descendent both of Abraham and also of David.

ดังนั้นมัทธิวพิสูจน์ให้เห็นว่า   พระเยซูทรงเป็นลูกหลานทั้งสองฝ่ายของอับราฮัมและของดาวิด


The Genealogy of Jesus Christ

ลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซูคริสต์

1 The book of the genealogy of Jesus Christ, the son of David, the son of Abraham.

1 หนังสือลำดับพงศ์ของพระเยซูคริสต์   ผู้เป็นเชื้อสายของดาวิด   ผู้สืบตระกูลเนื่องมาจากอับราฮัม  

2 Abraham was the father of Isaac, and Isaac the father of Jacob, and Jacob the father of Judah and his brothers,

2 อับราฮัมมีบุตรชื่ออิสอัค   อิสอัคมีบุตรชื่อยาโคบ   ยาโคบมีบุตรชื่อยูดาห์และพี่น้องของเขา

3 and Judah the father of Perez and Zerah by Tamar, and Perez the father of Hezron, and Hezron the father of Ram,

3 ยูดาห์มีบุตรชื่อเปเรศกับเศราห์เกิดจากนางทามาร์   เปเรศมีบุตรชื่อเฮสโรน   เฮสโรนมีบุตรชื่อราม

4 and Ram the father of Amminadab, and Amminadab the father of Nahshon, and Nahshon the father of Salmon,

4 รามมีบุตรชื่ออัมมีนาดับ   อัมมีนาดับมีบุตรชื่อนาโชน   นาโชนมีบุตรชื่อสัลโมน

5 and Salmon the father of Boaz by Rahab, and Boaz the father of Obed by Ruth, and Obed the father of Jesse,

5 สัลโมนมีบุตรชื่อโบอาสเกิดจากนางราหับ   โบอาสมีบุตรชื่อโอเบดเกิดจากนางรูธ   โอเบดมีบุตรชื่อเจสซี

6 and Jesse the father of David the king.  And David was the father of Solomon by the wife of Uriah,

6 เจสซีมีบุตรชื่อดาวิดผู้เป็นกษัตริย์   ดาวิดมีบุตรชื่อซาโลมอนเกิดจากนางซึ่งแต่ก่อนเป็นภรรยาของอุรียาห์

7 and Solomon the father of Rehoboam, and Rehoboam the father of Abijah, and Abijah the father of Asaph,

7 ซาโลมอนมีบุตรชื่อเรโหโบอัม   เรโหโบอัมมีบุตรชื่ออาบียาห์   อาบียาห์มีบุตรชื่ออาสา

8 and Asaph the father of Jehoshaphat, and Jehoshaphat the father of Joram, and Joram the father of Uzziah,

8 อาสามีบุตรชื่อเยโฮชาฟัท  เยโฮชาฟัทมีบุตรชื่อโยรัม โยรัมมีบุตรชื่ออุสซียาห์

9 and Uzziah the father of Jotham, and Jotham the father of Ahaz, and Ahaz the father of Hezekiah,

9 อุสซียาห์มีบุตรชื่อโยธาม โยธามมีบุตรชื่ออาหัส  อาหัสมีบุตรชื่อเฮเซคียาห์

10 and Hezekiah the father of Manasseh, and Manasseh the father of Amos, and Amos the father of Josiah,

10 เฮเซคียาห์มีบุตรชื่อมนัสเสห์  มนัสเสห์มีบุตรชื่ออาโมน  อาโมนมีบุตรชื่อโยสิยาห์

11 and Josiah the father of Jechoniah and his brothers, at the time of the deportation to Babylon.

11 โยสิยาห์มีบุตรชื่อเยโคนิยาห์กับพวกพี่น้องของท่าน  เกิดเมื่อคราวต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลน  

12 And after the deportation to Babylon: Jechoniah was the father of Shealtiel, and Shealtiel the father of Zerubbabel,

12 ครั้นต้องถูกกวาดไปยังกรุงบาบิโลนแล้ว เยโคนิยาห์ก็มีบุตรชื่อเชอัลทิเอล  เชอัลทิเอลมีบุตรชื่อเศรุบบาเบล

13 and Zerubbabel the father of Abiud, and Abiud the father of Eliakim, and Eliakim the father of Azor,

13 เศรุบบาเบลมีบุตรชื่ออาบียุด  อาบียุดมีบุตรชื่อเอลียาคิม  เอลียาคิมมีบุตรชื่ออาซอร์

14 and Azor the father of Zadok, and Zadok the father of Achim, and Achim the father of Eliud,

14 อาซอร์มีบุตรชื่อศาโดก  ศาโดกมีบุตรชื่ออาคิม  อาคิมมีบุตรชื่อเอลีอูด

15 and Eliud the father of Eleazar, and Eleazar the father of Matthan, and Matthan the father of Jacob,

15 เอลีอูดมีบุตรชื่อเอเลอาซาร์  เอเลอาซาร์มีบุตรชื่อมัทธาน  มัทธานมีบุตรชื่อยาโคบ

16 and Jacob the father of Joseph the husband of Mary, of whom Jesus was born, who is called Christ.

16 ยาโคบมีบุตรชื่อโยเซฟ  สามีของนางมารีย์  พระเยซูที่เรียกว่าพระคริสต์ก็ทรงบังเกิดมาจากนางมารีย์นี้  

17 So all the generations from Abraham to David were fourteen generations, and from David to the deportation to Babylon fourteen generations, and from the deportation to Babylon to the Christ fourteen generations.

17 ดังนั้นตั้งแต่อับราฮัมลงมาจนถึงดาวิดจึงเป็นสิบสี่ชั่วคน  และนับตั้งแต่ดาวิดลงมา  จนถึงต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลน  เป็นเวลาสิบสี่ชั่วคน  และนับตั้งแต่ต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลน  จนถึงพระคริสต์เป็นสิบสี่ชั่วคน

Notice this is the genealogy of Joseph, and if Jesus was virgin-born, then why would it be necessary to trace Joseph's genealogy? 

สังเกตว่านี้เป็นลำดับวงศ์ตระกูลของโยเซฟ   และถ้าพระเยซูทรงบังเกิดจากสาวพรหมจารีย์ แล้วทำไมจำเป็นที่จะตามรอยลำดับวงศ์ตระกูลของโยเซฟ

Notice that it does not say that Joseph was the father of Jesus, but he was "the husband of Mary, of whom was born Jesus, who is called Christ".

สังเกตเห็นว่าไม่มีการบอกว่าโยเซฟเป็นบิดาของพระเยซู   แต่เขาเป็น "สามีของนางมารีย์ ผู้ที่ให้กำเนิดพระเยซูมาที่เรียกว่าพระคริสต์"

As you read the genealogies in Matthew and in Luke, you'll find that there are differences in the genealogies.

ตามที่คุณอ่านลำดับวงศ์ตระกูลในพระธรรมมัทธิวและลูกา   คุณจะพบว่ามีความแตกต่างกันในลำดับเชื้อวงศ์

In Matthew's genealogy we are tracing the line of Jesus back to David through Solomon, but as you read Luke's genealogy you'll find that it traces the genealogy, actually not of Joseph but of Mary.

ลำดับวงศ์ตระกูลในพระธรรมมัทธิว  เรากำลังตามรอยเชื้อสายของพระเยซูไปถึงดาวิดผ่านโซโลมอน แต่เมื่อคุณอ่านลำดับวงศ์ตระกูลในพระธรรมลูกา  คุณจะพบว่าเป็นการตามรอยวงศ์ตระกูลที่จริงๆ ไม่ได้มาตามสายของโยเซฟแต่เป็นสายของนางมารีย์


She also goes in family line back to David and to Abraham.

ย้อนกลับไปเธออยู่ในเชื้อสายครอบครัวของดาวิดและอับราฮัม

Rarely were women named in the genealogical lines, but in tracing Joseph back, there are four women that are mentioned.

ไม่ค่อยเอ่ยชื่อผู้หญิงในลำดับวงศ์ตระกูล แต่ในการย้อนกลับตามรอยเชื้อสายของโยเซฟ   มีที่กล่าวถึงผู้หญิงสี่คน

And it is interesting the four women that are mentioned, because they were not, with the exception of one, really virtuous kind of women.

และเป็นที่น่าสนใจว่าผู้หญิงทั้งสี่คนที่กล่าวถึง   เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นคนที่มีคุณธรรมมากนัก ยกเว้นเพียงหนึ่งคน

The first woman that is mentioned is Thamar in verse three.  

ผู้หญิงคนแรกที่กล่าวถึงชื่อว่าทามาร์ในพระคัมภีร์ข้อ 3

You can read the story in Genesis 38.  Shelah was the third son of Judah.

คุณสามารถอ่านเรื่องราวในปฐมกาลบทที่ 38 เชลาห์เป็นบุตรชายคนที่สามของยูดาห์

Tamar had been married to the first two, but they died. 

ทามาร์เคยแต่งงานกับชายสองคนแรกมาแล้ว  แต่พวกเขาเสียชีวิต

She saw that Judah didn't intend to give her the third son as her husband; so she took action. 

เธอเห็นว่ายูดาห์ไม่ได้ตั้งใจจะให้ลูกชายคนที่สามเป็นสามีของเธอ ดังนั้นเธอจึงลงมือจัดการเอง

She took off her widow's clothes and sat by the wayside with her face covered as was the custom of prostitutes.  

เธอถอดเสื้อผ้าชุดแม่ม่ายของเธอและนั่งอยู่ข้างทางพร้อมกับคลุมใบหน้าของเธอตามประเพณีของโสเภณี

Judah had sex with her not knowing who she was because her face was covered. 

ยูดาห์มีเพศสัมพันธ์กับเธอ  โดยไม่ทราบว่าเธอเป็นใครเพราะใบหน้าของเธอถูกผ้าคลุมปกปิด

He gave her his ring and staff. 

เขาให้แหวนและไม้เท้าของเขาแก่เธอ


When it was discovered that Tamar was pregnant, then Judah ordered her to be killed. 

เมื่อปรากฏว่าทามาร์ได้ตั้งครรภ์    แล้วยูดาห์สั่งให้ประหารชีวิตเธอเสีย

He was quick to see the sin in somebody else, but he couldn’t see it in himself.  

เขาเป็นคนที่ไวในการเห็นความบาปของคนอื่น แต่เขาไม่สามารถมองเห็นมันในตัวเอง

Tamar was not killed because she showed Judah the ring and the staff, Judah said “she is more righteous than me.” 

ทามาร์ก็ไม่ได้ถูกฆ่าตายเพราะเธอนำแหวนและไม้เท้าแสดงให้ยูดาห์เห็น  และยูดาห์กล่าวว่า "เธอเป็นผู้ชอบธรรมมากกว่าฉัน"

Twins were born named Perez and Zerah.  

เธอคลอดลูกฝาแฝดชื่อเปเรซและเซราห์

It is an amazing thing that the Lord Jesus Christ, came me through the line of Judah and Tamar! 

มันเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่พระเยซูคริสต์เจ้า    ทรงสืบสายมาจากเชื้อสายของยูดาห์และทามาร์

It shows God’s love for us sinners. 

มันแสดงให้เห็นความรักของพระเจ้าสำหรับเราที่เป็นคนบาป

The second woman mentioned is Rahab the prostitute in Jericho who hid the spies of Israel in her home and later tied a red cord in her window, in verses five and six. 

ผู้หญิงคนที่สองที่กล่าวถึงคือราหับ   โสเภณีในเมืองเยรีโค   ผู้ที่ซ่อนสายลับอิสราเอลในบ้านของเธอและต่อมาเธอผูกด้ายสีแดงที่หน้าต่างบ้านของเธอ    ดูในพระคัมภีร์ข้อห้าและหก

She and her family were saved from death when the city was conquered by Israel. 

เธอและครอบครัวของเธอได้รับการช่วยชีวิตให้รอดตาย   เมื่อเมืองถูกยึดครองโดยอิสราเอล

You can read her story in Joshua chapters 2 and 6. 

คุณสามารถอ่านเรื่องราวของเธอในโยชูวาบทที่ 2 และ 6

Hebrews ฮีบรู11:31 31By faith Rahab the prostitute did not perish with those who were disobedient, because she had given a friendly welcome to the spies.

31เพราะความเชื่อ ราหับหญิงแพศยาจึงมิได้พินาศไปพร้อมกับคนเหล่านั้นที่มิได้เชื่อ   เพราะนางได้ต้อนรับคนสอดแนมเป็นอย่างดี     

She would have been destroyed, but she had faith in God and acted on that faith. 

เธอคงต้องตายไปแล้ว แต่เธอมีความเชื่อในพระเจ้าและประพฤติตามความเชื่อ

The others in the city had the same opportunity she had to believe.

คนอื่น ๆ ในเมืองมีโอกาสเหมือนกัน   เธอต้องเชื่อ

Rahab's faith was faith with action; she acted on her faith, demonstrated her faith in God, by keeping the spies safe and later would act in faith again tying the red cord in her window.

ความเชื่อของนางราหับเป็นความเชื่อโดยการประพฤติ  เธอทำตามความเชื่อของเธอ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของเธอในพระเจ้า โดยการรักษาสายลับให้ปลอดภัย   และหลังจากนั้นเธอทำตามความเชื่ออีกครั้ง โดยผูกด้ายสีแดงไว้ที่หน้าต่างบ้านของเธอ

James ยากอบ 2:24-25 24You see that a person is justified by works and not by faith alone.

24ท่านทั้งหลายก็เห็นแล้วว่า   ผู้ใดจะเป็นคนชอบธรรมได้   ก็เนื่องด้วยการประพฤติ   และมิใช่ด้วยความเชื่อเพียงอย่างเดียว

25And in the same way was not also Rahab the prostitute justified by works when she received the messengers and sent them out by another way?

25เช่นเดียวกัน ราหับหญิงแพศยาก็ได้ความชอบธรรมเนื่องด้วยความประพฤติมิใช่หรือ  เมื่อนางได้รับรองผู้ส่งข่าวเหล่านั้น  และส่งเขาไปเสียทางอื่น

She risked her life when she lied to the king for them.  

เธอเสี่ยงชีวิตของเธอเมื่อเธอกล่าวเท็จต่อกษัตริย์เรื่องพวกสายลับ

She hid the spies, which was treason. 

เธอได้ให้สายลับซ่อนตัวไว้ ซึ่งเป็นความผิดฐานกบฏ

She showed concern for others, concern for the spies, and concern for her family. 

เธอแสดงความห่วงใยคนอื่น ๆ   ห่วงใยพวกสายลับและห่วงใยในครอบครัวของเธอ

She knew about the judgment of God and how that God had given victory to Israel over others already and that soon her city would be judged. 

เธอได้รู้เรื่องการพิพากษาของพระเจ้า  และวิธีที่พระเจ้าทรงประทานชัยชนะแก่อิสราเอลเหนือคนอื่น และว่าไม่นานนักเมืองของเธอจะถูกพิพากษา

Rahab's faith continued and her life was changed.   She was saved and her family.  

ราหับยังมีความเชื่ออีกต่อไป   และชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป เธอได้รับความรอดและครอบครัวของเธอด้วย

She was later married to a descendant of Judah and was King David’s Great Grandmother; she is in the family line leading up to Jesus. 

ต่อมาเธอได้แต่งงานกับลูกหลานของยูดาห์    และเป็นคุณทวดของกษัตริย์ดาวิด; เธออยู่ในตระกูลที่สืบทอดเชื้อสายไปถึงพระเยซู

The next one mentioned is Ruth, who was a Moabite, who were under an eternal curse of God. 

ผู้หญิงคนต่อไปที่กล่าวถึงคือนางรูธ ซึ่งเป็นชาวโมอับ  ผู้ตกอยู่ภายใต้คำสาปนิรันดร์ของพระเจ้า

A Moabite could not come into the temple of the Lord to the tenth generation, or forever, as God had placed a curse on Moab.

ชาวโมอับไม่สามารถเข้ามาในพระวิหารของพระเจ้าจนถึงรุ่นที่สิบหรือตลอดไป   ดังที่พระเจ้าทรงสาปแช่งชาวโมอับ

And yet by the grace of God, Ruth became the wife of Boaz; whose son was Obed, whose son was Jesse, whose son was King David.

และแม้กระนั้นโดยพระคุณของพระเจ้า  นางรูธได้กลายเป็นภรรยาของโบอัส; ลูกชายของนางคือโอเบด  ผู้ที่มีบุตรชายชื่อว่าเจสซี  ผู้ซึ่งมีบุตรชายคือกษัตริย์ดาวิด

The fourth woman that is mentioned is the wife of Uriah in verse 6. 

ผู้หญิงคนที่สี่ที่กล่าวถึงเป็นภรรยาของอุรียาห์ในข้อ 6

So Bathsheba is the fourth woman that is brought into the record.

ดังนั้นบัทเชบาเป็นผู้หญิงคนที่สี่ในเรื่องราวที่บันทึกไว้

And she is the one who had the illegitimate relationship with David, whose husband was subsequently put to death by a conspiracy of David, and then became David's wife.

และเธอเป็นคนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์นอกสมรสกับดาวิด    ซึ่งต่อมาสามีถูกนำไปสู่ความตายโดยการวางแผนอุบายของดาวิด  และแล้วนางก็กลายเป็นภรรยาของดาวิด


And from her was born Solomon, who became the king over Israel, and the line comes through Solomon.

และจากนั้นเธอให้กำเนิดโซโลมอน   ซึ่งกลายเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอล   และโซโลมอนก็สืบสายตระกูลต่อ

Pastor Chuck Smith says: So the Lord has put into the genealogy of the line of Joseph these four women, in order to display the grace of God, in order that any of us, through our failures, can still identify with God's plan of grace and love for men.

บาทหลวง ชัค สมิธ กล่าวว่า: ดังนั้นพระเจ้าทรงวางลำดับวงศ์ตระกูลทางเชื้อสายของโยเซฟทางผู้หญิงทั้งสี่คนเหล่านี้   เพื่อที่จะสำแดงพระคุณของพระเจ้า   เพื่อว่าไม่ว่าเราคนใด   ผ่านความล้มเหลวผิดพลาดมา ก็ยังสามารถรับพระคุณและความรักสำหรับคนได้ตามแผนการของพระเจ้า

None of us are excluded. God has already included in His program people who had made a mess out of their lives, people who had had great personal failures in their lives, people who had immoral stains in their lives and still God used them in His total plan.

พวกเราไม่มีใครได้รับการยกเว้น พระเจ้าได้ทรงรวมเราอยู่ในประชากรของพระองค์  ทรงทำให้เราพ้นจากชีวิตยุ่งเหยิง   ผู้คนที่เคยมีความล้มเหลวส่วนตัวในชีวิต  คนที่มีร่องรอยอธรรมในชีวิตของพวกเขา    และพระเจ้ายังทรงใช้พวกเขาตามแผนการทั้งหมดของพระองค์

And thus, it encourages us who also have stains, who also have failures, that God can still use us in His plan.

และดังนั้น  จึงเป็นสิ่งกระตุ้นให้เราที่ยังมีรอยบาป  ผู้ที่ยังมีความผิดพลาด  ว่าพระเจ้ายังทรงสามารถใช้เราในแผนการของพระองค์

And so to me it's exciting to see the inclusion that God makes in this line coming to Christ.

และสำหรับฉัน  มันน่าตื่นเต้นที่จะเห็นทั้งหมดว่า   พระเจ้าทรงให้พระเยซูคริสต์สืบเชื้อสายทางนี้
The Birth of Jesus Christ

การบังเกิดของพระเยซูคริสต์

You may remember that John in his gospel started at creation, showing Jesus is eternal. 

คุณอาจจะจำได้ว่าในพระกิตติคุณยอห์น   ท่านเริ่มต้นเรื่องการทรงสร้าง  แสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นนิรันดร์

John ยอห์น 1:1-2 1 In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God.

1 ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่   และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า   และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า

2 He was in the beginning with God.

2 ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า

Matthew starts with the birth of Jesus, when Jesus became human.

มัทธิวจะเริ่มต้นด้วยกำเนิดของพระเยซูเมื่อพระเยซูทรงบังเกิดเป็นมนุษย์

18 Now the birth of Jesus Christ took place in this way. When his mother Mary had been betrothed to Joseph, before they came together she was found to be with child from the Holy Spirit.

18 เรื่องพระกำเนิดของพระเยซูคริสต์เป็นดังนี้   คือมารีย์ผู้เป็นมารดาของพระเยซูนั้น   เดิมโยเซฟได้สู่ขอหมั้นกันไว้แล้ว   ก่อนที่จะได้อยู่กินด้วยกันก็ปรากฏว่า   มารีย์มีครรภ์แล้วด้วยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์

19 And her husband Joseph, being a just man and unwilling to put her to shame, resolved to divorce her quietly.

19 แต่โยเซฟคู่หมั้นของเขาเป็นคนมีธัมมะ  ไม่พอใจที่จะแพร่งพรายความเป็นไปของเธอ  หมายจะถอนหมั้นเสียลับๆ

It was a very serious matter, for an engaged woman to become pregnant before the marriage. 

มันเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก  สำหรับผู้หญิงที่หมั้นหมายไว้แล้วที่จะตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน

Joseph had no sexual relations with Mary yet, so he naturally thought that she had been with another man. 

แต่โยเซฟไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับนางมารีย์มาก่อนเลย  ดังนั้นเขาคิดตามคนปกติว่าเธอคงได้เคยอยู่กับชายอีกคนหนึ่ง

The usual penalty for this was death by stoning in very public humiliating way.  

การลงโทษปกติสำหรับเรื่องนี้เป็นความตาย โดยการขว้างปาก้อนหินให้สาธารณชนรับรู้ความอัปยศอดสู

Joseph thought rather than do that he would just divorce her quietly, just break off the engagement.

โยเซฟคิดว่าแทนที่จะทำเช่นนั้น  เขาก็จะหย่ากับเธออย่างเงียบ ๆ เพียงแค่ถอนหมั้นเสีย

20 But as he considered these things, behold, an angel of the Lord appeared to him in a dream, saying, “Joseph, son of David, do not fear to take Mary as your wife, for that which is conceived in her is from the Holy Spirit.

20 แต่เมื่อโยเซฟยังคิดในเรื่องนี้อยู่  ก็มีทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้า มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันว่า  “โยเซฟบุตรดาวิด  อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของเจ้าเลย  เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิ์ในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์

21 She will bear a son, and you shall call His name Jesus, for He will save His people from their sins.”

21 เธอจะประสูติบุตรชาย  แล้วเจ้าจงเรียกนามท่านว่า เยซู  เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา”

22 All this took place to fulfill what the Lord had spoken by the prophet:

22 ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเป็นเจ้า ซึ่งตรัสไว้โดยผู้เผยพระวจนะว่า

23 “Behold, the virgin shall conceive and bear a son, and they shall call His name Immanuel”

(which means, God with us).

23 ดูเถิด  หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง   และเขาจะเรียกนามของท่านว่า   อิมมานูเอล    (แปลว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา)

This was prophesied by Isaiah. 

นี่เป็นคำพยากรณ์โดยอิสยาห์

Isaiah อิสยาห์ 7:14 14 Therefore the Lord Himself will give you a sign. Behold, the virgin shall conceive and bear a son, and shall call His name Immanuel.

14 เพราะฉะนั้น  องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง ดูเถิด  หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์   และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง   และเขาจะเรียกนามของท่านว่า   อิมมานูเอล

24 When Joseph woke from sleep, he did as the angel of the Lord commanded him: he took his wife,

24 ครั้นโยเซฟตื่นขึ้นก็กระทำตามคำซึ่งทูตของพระเจ้าสั่งนั้น  คือได้รับมารีย์มาเป็นภรรยา

25 but knew her not until she had given birth to a son. And he called his name Jesus.

25 แต่มิได้สมสู่กับเธอจนประสูติบุตรชายแล้ว  และโยเซฟเรียกนามของบุตรนั้นว่าเยซู

I had quite a discussion several times with a Catholic priest who was also a chaplain at the hospital where I worked. 

ผมได้เคยอภิปรายหลายครั้งกับพระคาทอลิกซึ่งเป็นเป็นอนุศาสกที่โรงพยาบาลที่ผมเคยทำงาน

The Catholic Church teaches the perpetual virginity of Mary, that she remained as a virgin even after marrying Joseph, and they wrongly worship Mary. 

คริสตจักรคาทอลิกสอนความบริสุทธิ์ตลอดของนางมารีย์ว่า   เธอยังคงเป็นสาวบริสุทธิ์แม้หลังจากที่แต่งงานกับโยเซฟ   และพวกคาทอลิกผิดที่บูชานางมารีย์

But the Bible here says "And did not know her until," so obviously after Jesus birth Joseph did have the normal husband-wife relationships with Mary. 

แต่พระคัมภีร์บอกตรงนี้ว่า "และไม่รู้จักเธอจนกระทั่ง" ดังนั้นเห็นได้ชัดหลังจากที่พระเยซูบังเกิด  โยเซฟไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาปกติกับนางมารีย์

Mark's gospel names the brothers of Jesus: James, Joses, Simon, and his sisters. So to declare perpetual virginity of Mary is not a scriptural truth.

พระธรรมมาระโกบอกชื่อพี่น้องของพระเยซู: ยากอบ โยเซฟ  ซีโมนและน้องสาวของพระองค์ การประกาศความบริสุทธิ์ตลอดของนางมารีย์ไม่เป็นความจริงตามพระคัมภีร์

So we learned from Matthew that Jesus is a descendant legally of Abraham and David, that He is the Messiah, Immanuel – God with us. 

ดังนั้นเราจึงได้เรียนรู้จากมัทธิวว่าพระเยซูทรงเป็นลูกหลานถูกต้องตามกฎหมายของอับราฮัมและดาวิด   ที่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์  อิมมานุเอล - พระเจ้าสถิตกับเรา

We learned that Jesus was miraculously born of the virgin Mary.

เราได้เรียนรู้ว่าพระเยซูทรงบังเกิดอย่างอัศจรรย์จากสาวพรหมจารีย์คือนางมารีย์

Matthew 1