Thursday, March 24, 2016

 

Matthew มัทธิว 3 John the Baptist

มัทธิวบทที่ 3 ยอห์น ผู้ให้บัพติสมา

We learned last week although Bethlehem was the place of His birth, Nazareth was the place where Jesus had lived until He began His public ministry, and therefore He is said to be “of Nazareth.” 

อาทิตย์ที่แล้วเราได้เรียนว่า   ถึงแม้ว่าเบธเลเฮ็มจะเป็นสถานที่ประสูติของพระองค์  นาซาเรธก็เป็นสถานที่พระเยซูทรงประทับอยู่   จนกระทั่งถึงเวลาที่ทรงออกไปทำพันธกิจรับใช้  และดังนั้นพระ

องค์จึงทรงถูกขานพระนามว่า “ชาวนาซาเรธ”

The wise men, were wise indeed, to come and search for the Lord Jesus to worship Him.  Wise people today still seek the Lord.  Are you seeking to know Him more?  Are you helping to make Him known to others?   

แท้จริงนักปราชญ์เป็นคนฉลาด  ที่ได้มาติดตามหาพระเยซูเจ้าเพื่อนมัสการพระองค์  คนฉลาดทุกวันวันนี้ยังคงแสวงหาพระเจ้า   คุณล่ะกำลังอยากจะรู้จักพระองค์ไหม   คุณกำลังจะช่วยให้คนอื่นๆ มารู้จักพระองค์ไหม

Luke wrote about the miraculous birth of one called John the Baptist. 

ท่านลูกาได้เขียนบันทึกเรื่องการเกิดอย่างอัศจรรย์ของชายที่ชื่อว่า ยอห์น ผู้ให้บัพติสมา

Luke ลูกา 1:5-25 5 In the days of Herod, king of Judea, there was a priest named Zechariah, of the division of Abijah. And he had a wife from the daughters of Aaron, and her name was Elizabeth.

5 ในรัชกาลเฮโรด   กษัตริย์ของยูเดีย   มีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อเศคาริยาห์   อยู่ในเวรอาบียาห์   ภรรยาของเศคาริยาห์   ชื่อเอลีซาเบธ   อยู่ในตระกูลอาโรน

6 And they were both righteous before God, walking blamelessly in all the commandments and statutes of the Lord.

6 เขาทั้งสองเป็นคนชอบธรรมจำเพาะพระเจ้า   และดำเนินตามบัญญัติและกฎหมายทั้งปวงของพระเป็นเจ้าไม่มีที่ติเลย

7 But they had no child, because Elizabeth was barren, and both were advanced in years.

7 แต่เขาไม่มีบุตร   เพราะว่านางเอลีซาเบธเป็นหมัน   และเขาทั้งสองก็ชราแล้ว  

8 Now while he was serving as priest before God when his division was on duty,

8 ขณะที่เศคาริยาห์ทำหน้าที่ปุโรหิตเข้าเฝ้าพระเจ้า   เมื่อกองเวรของท่านเข้าประจำการ

9 according to the custom of the priesthood, he was chosen by lot to enter the temple of the Lord and burn incense.

9 ท่านได้ฉลากตามธรรมเนียมของปุโรหิต   ต้องเข้าไปในพระวิหารเผาเครื่องหอมบูชา

10 And the whole multitude of the people were praying outside at the hour of incense.

10 ส่วนบรรดาประชาชนก็อธิษฐานอยู่ภายนอก   ในเวลาเผาเครื่องหอมนั้น

11 And there appeared to him an angel of the Lord standing on the right side of the altar of incense.

11 ทูตองค์หนึ่งของพระเจ้า   มาปรากฏแก่เศคาริยาห์ยืนอยู่ที่ข้างขวาแท่นเผาเครื่องหอมบูชา

12 And Zechariah was troubled when he saw him, and fear fell upon him.

12 เมื่อเศคาริยาห์เห็นก็ตกใจกลัว

13 But the angel said to him, “Do not be afraid, Zechariah, for your prayer has been heard, and your wife Elizabeth will bear you a son, and you shall call his name John.

13 แต่ทูตองค์นั้นกล่าวแก่ท่านว่า   “เศคาริยาห์เอ๋ย   อย่ากลัวเลย   ด้วยได้ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว   นางเอลีซาเบธ   ภรรยาของท่านจะมีบุตรเป็นผู้ชาย   และท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่ายอห์น  

14 And you will have joy and gladness, and many will rejoice at his birth,

14 ท่านจะมีความปรีดาและยินดี     และคนเป็นอันมากจะเปรมปรีดิ์ที่บุตรนั้นบังเกิดมา  

15 for he will be great before the Lord. And he must not drink wine or strong drink, and he will be filled with the Holy Spirit, even from his mother's womb.

15 เพราะว่าเขาจะเป็นใหญ่จำเพาะพระเจ้า    เขาจะไม่กินน้ำองุ่นหมักและเหล้าเลย   และจะประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตั้งแต่ครรภ์มารดา  

16 And he will turn many of the children of Israel to the Lord their God,

16 เขาจะนำพงศ์พันธุ์อิสราเอล   หลายคนให้หันกลับมาหาพระเจ้าของเขาทั้งหลาย  

17 and he will go before him in the spirit and power of Elijah, to turn the hearts of the fathers to the children, and the disobedient to the wisdom of the just, to make ready for the Lord a people prepared.”

17 เขาจะนำหน้าพระองค์โดยน้ำใจและ   ฤทธิ์เดชของเอลียาห์   ให้พ่อกลับคืนดีกับลูก    และคนดื้อด้านให้กลับได้ปัญญา ของคนชอบธรรม    เพื่อจัดเตรียมชนชาติหนึ่งไว้ให้สมแก่พระเจ้า”  

18 And Zechariah said to the angel, “How shall I know this? For I am an old man, and my wife is advanced in years.”

18 เศคาริยาห์จึงทูลทูตสวรรค์ว่า   “ข้าพเจ้าจะรู้แน่ได้อย่างไร   เพราะข้าพเจ้าก็ชราและภรรยาก็อายุมากแล้ว”

19 And the angel answered him, “I am Gabriel, who stands in the presence of God, and I was sent to speak to you and to bring you this good news.

19 ฝ่ายทูตสวรรค์นั้นจึงตอบว่า   “ข้าพเจ้าคือกาเบรียลซึ่งยืนคอยรับใช้อยู่หน้าพระพักตร์พระเจ้า   และทรงใช้ให้มาพูดกับท่านและนำข่าวดีนี้มาแจ้ง

20 And behold, you will be silent and unable to speak until the day that these things take place, because you did not believe my words, which will be fulfilled in their time.”

20 นี่แน่ะ  เพราะท่านมิได้เชื่อถ้อยคำของข้าพเจ้าถึงเรื่องที่จะบังเกิดขึ้นตามกำหนด   ท่านก็จะเป็นใบ้ไปจนถึงวันที่การณ์เหล่านี้จะสำเร็จ”

21 And the people were waiting for Zechariah, and they were wondering at his delay in the temple.

21 ฝ่ายคนทั้งหลายที่คอยเศคาริยาห์ก็ประหลาดใจเพราะท่านอยู่ในพระวิหารช้านาน

22 And when he came out, he was unable to speak to them, and they realized that he had seen a vision in the temple. And he kept making signs to them and remained mute.

22 เมื่อท่านออกมาแล้วก็พูดกับเขาไม่ได้   คนทั้งหลายจึงหยั่งรู้ว่าท่านได้เห็นนิมิตในพระวิหาร   ท่านใช้ใบ้กับเขา   และยังเป็นใบ้อยู่

23 And when his time of service was ended, he went to his home.

23 เมื่อหมดเวรของท่านแล้ว   ท่านก็กลับไปบ้าน  

24 After these days his wife Elizabeth conceived, and for five months she kept herself hidden, saying,

24 ภายหลังนางเอลีซาเบธภรรยาของท่านก็ตั้งครรภ์   แล้วไปซ่อนตัวอยู่ห้าเดือนพูดว่า

25 “Thus the Lord has done for me in the days when he looked on me, to take away my reproach among people.”

25 “พระเจ้าได้ทรงกระทำเช่นนี้แก่ข้าพเจ้า   ในวันที่พระองค์ได้ทอดพระเนตร   เพื่อความอดสูของข้าพเจ้าที่มีอยู่ท่ามกลางคนทั้งปวงจะหมดสิ้นไปเสีย”

Further down in Luke chapter 1 we read about Mary’s visit with Elizabeth.

ยิ่งกว่านั้นในตอนท้ายพระธรรมลูกาบทที่ 1 เราอ่านเรื่องของมารีย์ที่ไปเยี่ยมเยียนนางเอลีซาเบธ

39 In those days Mary arose and went with haste into the hill country, to a town in Judah,

39 คราวนั้นมารีย์จึงรีบออกไปถึงเมืองหนึ่งในแถบภูเขาแห่งยูเดีย

40 and she entered the house of Zechariah and greeted Elizabeth.

40 แล้วเข้าไปในเรือนของเศคาริยาห์ทักทายปราศรัยนางเอลีซาเบธ

41 And when Elizabeth heard the greeting of Mary, the baby leaped in her womb. And Elizabeth was filled with the Holy Spirit,

41 เมื่อนางเอลีซาเบธได้ยินคำปราศรัยของมารีย์   ทารกในครรภ์ของเขาก็ดิ้น   และนางเอลีซาเบธก็เต็มไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

42 and she exclaimed with a loud cry, “Blessed are you among women, and blessed is the fruit of your womb!

42 จึงร้องเสียงดังว่า   “ในบรรดาสตรีท่านได้รับพระพรมาก   และทารกในครรภ์ของท่านก็ได้รับพระพรด้วย

43 And why is this granted to me that the mother of my Lord should come to me?

43 เป็นไฉนข้าพเจ้าจึงได้ความโปรดปรานเช่นนี้   คือ   มารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าได้มาหาข้าพเจ้า

44 For behold, when the sound of your greeting came to my ears, the baby in my womb leaped for joy.

44 เพราะดูเถิด   พอเสียงปราศรัยของท่านเข้าหูข้าพเจ้า   ทารกในครรภ์ของข้าพเจ้าก็ดิ้นด้วยความยินดี

45 And blessed is she who believed that there would be a fulfillment of what was spoken to her from the Lord.” 

45 สตรีที่ได้เชื่อก็เป็นสุข   เพราะว่าจะสำเร็จตามพระดำรัสจากพระเป็นเจ้าที่มาถึงเขา”

Verse 56 ข้อที่ 56

56 And Mary remained with her about three months and returned to her home.

56 มารีย์อาศัยอยู่กับนางเอลีซาเบธประมาณสามเดือน   แล้วจึงกลับไปยังบ้านของตน

57 Now the time came for Elizabeth to give birth, and she bore a son.

57 ครั้นเวลาซึ่งนางเอลีซาเบธจะคลอดบุตรครบถ้วนแล้ว   นางก็คลอดบุตรเป็นชาย

58 And her neighbors and relatives heard that the Lord had shown great mercy to her, and they rejoiced with her.

58 เพื่อนบ้านและญาติพี่น้องของนางได้ยินว่า   พระเจ้าได้ทรงสำแดงพระมหากรุณาแก่นาง   เขาทั้งหลายก็พากันเปรมปรีดิ์ด้วย

59 And on the eighth day they came to circumcise the child. And they would have called him Zechariah after his father,

59 ครั้นถึงวันที่แปดแล้ว   เขาก็พากันมาให้ทารกนั้นเข้าสุหนัต   และเขาจะให้ชื่อทารกว่าเศคาริยาห์ตามชื่อบิดา

60 but his mother answered, “No; he shall be called John.”

60 ฝ่ายมารดาจึงตอบว่า   “ไม่ใช่   แต่ต้องให้ชื่อว่ายอห์น”

61 And they said to her, “None of your relatives is called by this name.”

61 เขาพากันตอบว่า   “ไม่มีผู้ใดในพวกญาติของท่านที่มีชื่ออย่างนั้น”

62 And they made signs to his father, inquiring what he wanted him to be called.

62 แล้วเขาจึงใช้ใบ้กับบิดาถามว่า   ท่านอยากจะให้บุตรนั้นชื่ออะไร

63 And he asked for a writing tablet and wrote, “His name is John.” And they all wondered.

63 บิดาจึงขอกระดานชนวนมา   เขียนว่า   “ชื่อของบุตรคือ   ยอห์น”   คนทั้งหลายก็ประหลาดใจนัก

64 And immediately his mouth was opened and his tongue loosed, and he spoke, blessing God.

64 ในทันใดนั้นปากและลิ้นของท่านก็คืนดีอีก   แล้วท่านกล่าวสรรเสริญพระเจ้า

John the Baptist Prepares the Way

ยอห์น ผู้ให้บัพติสมา เตรียมทางไว้

So this cousin of Jesus was chosen by God to prepare the way for Jesus coming.  He began preaching out in the wilderness, telling people to repent. 

ดังนั้น ลูกพี่ลูกน้องของพระเยซูที่พระเจ้าได้ทรงเลือก   เตรียมทางต้อนรับที่พระเยซูจะเสด็จมา   ท่านเริ่มต้นออกประกาศสั่งสอนในถิ่นทุรกันดาร  ประกาศให้ประชาชนกลับใจใหม่

Matthew มัทธิว 1:1-21 In those days John the Baptist came preaching in the wilderness of Judea,

1 คราวนั้นยอห์นผู้ให้รับบัพติสมา   มาประกาศในถิ่นทุรกันดารแคว้นยูเดียว่า

2 “Repent, for the kingdom of heaven is at hand.”

2 “จงกลับใจเสียใหม่   เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว”

What does repent mean?   

กลับใจใหม่ หมายความว่าอะไร

The word means be sorry about your sin, to really have sorrow over sin, and to turn away from it, and instead turn to God.  

คำนั้นหมายความว่าเสียใจในความบาปของตน  เสียใจจริงๆ ต่อความบาป และจะหันกลับจากมัน  และจะหันมาหาพระเจ้าแทน

Do you ever consider how much sin hurts the heart of God? 

คุณเคยนึกคิดไหมว่าความบาปทำร้ายพระทัยของพระเจ้ามากเพียงไร

How sad our sin makes God feel? 

ความบาปของเราทำให้พระเจ้าทรงรู้สึกเสียพระทัยเพียงไร

If we would consider that more often perhaps we would sin less. 

ถ้าเราคิดได้บ่อยกว่านี้   บางทีเราอาจจะทำบาปน้อยลง

David prayed this in

ดาวิดได้ทรงอธิษฐานเรื่องนี้

Psalm เพลงสดุดี 139:23-24 23 Search me, O God, and know my heart! Try me and know my thoughts!

23 ข้าแต่พระเจ้า  ขอทรงค้นดูข้าพระองค์และทรงทราบ จิตใจของข้าพระองค์   ขอทรงลองข้าพระองค์และทรงทราบความคิดของข้าพระองค์  

24 And see if there be any grievous way in me, and lead me in the way everlasting!

24 และทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใดๆ   ในข้าพระองค์หรือไม่   และขอทรงนำข้าพระองค์ไปในมรรคานิรันดร์

Notice that John is telling people why it is so important for the people to repent, because “the Kingdom of heaven is at hand” 

ให้สังเกตว่ายอห์นกำลังบอกประชาชนว่า  ทำไมจึงสำคัญมากสำหรับประชาชนที่จะต้องกลับใจใหม่   เพราะ “แผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว”

Jesus often spoke of either the Kingdom of God or the Kingdom of Heaven.

บ่อยครั้งพระเยซูตรัสถึงแผ่นดินของพระเจ้าหรือแผ่นดินสวรรค์

Jesus used “kingdom of heaven” to speak of the spiritual kingdom..” 

พระเยซูทรงใช้”แผ่นดินสวรรค์” เมื่อตรัสถึง”แผ่นดินฝ่ายจิตวิญญาณ”

For example, in the story of the rich young ruler in Matthew 19:16-24 in answer to the rich young ruler’s question concerning eternal life (v. 16), Jesus used the phrases “kingdom of God” and “kingdom of heaven” interchangeably. 

ตัวอย่างเช่น ในเรื่องราวของขุนนางหนุ่มที่มั่งคั่งคนหนึ่ง ในพระธรรมมัทธิว 19:16-24 ในการตอบขุนนางหนุ่มที่มั่งคั่งเกี่ยวกับชีวิตนิรันดร์ (ข้อ 16 ) พระเยซูทรงใช้วลี “แผ่นดินของพระเจ้า”และ “แผ่นดินสวรรค์” สลับเปลี่ยนกันไป

Matthew 19:23-24 23 And Jesus said to His disciples, “Truly, I say to you, only with difficulty will a rich person enter the kingdom of heaven.

23 พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า   “ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ก็ยาก

24 Again I tell you, it is easier for a camel to go through the eye of a needle than for a rich person to enter the kingdom of God.”

24 ข้าพเจ้าบอกท่านทั้งหลายอีกว่า   ตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า”

The Gospel writers Mark and Luke used “kingdom of God” whereas Matthew used “kingdom of heaven” quite frequently.

ผู้บันทึกพระกิตติคุณมาระโกและลูกาได้ใช้ “แผ่นดินของพระเจ้า” ขณะที่มัทธิวได้ใช้ “แผ่นดินสวรรค์” บ่อยครั้งทีเดียว

In the same parable, the authors used different words, indicating that the two are referring to the same thing. 

ในคำอุปมาเดียวกัน  ผู้เขียนใช้คำแตกต่างกัน  แสดงว่าทั้งสองท่านกำลังกล่าวถึงเรื่องเดียวกัน

John was saying Jesus is coming who will start the spiritual kingdom of Heaven and of God on earth.  Like Jesus taught us to pray in the Lord ’s Prayer.

ยอห์นกำลังบอกว่าพระเยซูกำลังเสด็จมา   ผู้ซึ่งจะทรงตั้งแผ่นดินสวรรค์และของพระเจ้าฝ่ายจิตวิญญาณในโลก  เหมือนดังที่พระเยซูทรงสอนเราให้อธิษฐานตามแบบของพระเยซู

Matthew มัทธิว 6:10 10 Your kingdom come, Your will be done, on earth as it is in heaven.

10 ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่    ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์     ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก  
Matthew มัทธิว 3:3 -83 For this is He who was spoken of by the prophet Isaiah when he said,

“The voice of one crying in the wilderness: ‘Prepare the way of the Lord; make His paths straight.’”

3 ยอห์นผู้นี้แหละ   ซึ่งตรัสถึงโดยอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่า   “เสียงผู้ร้องในถิ่นทุรกันดารว่า   จงเตรียมมรรคาแห่งพระเป็นเจ้า   จงกระทำหนทางของพระองค์ให้ตรงไป”  

4 Now John wore a garment of camel's hair and a leather belt around his waist, and his food was locusts and wild honey.

4 เสื้อผ้าของยอห์นผู้นี้   ทำด้วยขนอูฐและท่านใช้หนังสัตว์คาดเอว   อาหารของท่านคือจักจั่นและน้ำผึ้งป่า

5 Then Jerusalem and all Judea and all the region about the Jordan were going out to him,

5 ขณะนั้นชาวกรุงเยรูซาเล็ม   และคนทั่วแคว้นยูเดีย   และคนทั่วลุ่มแม่น้ำจอร์แดนก็ออกไปหายอห์น   สารภาพความผิดบาปของตน

6 and they were baptized by him in the river Jordan, confessing their sins.

6 และได้รับบัพติสมาจากยอห์นในแม่น้ำจอร์แดน  

7 But when he saw many of the Pharisees and Sadducees coming for baptism, he said to them, “You brood of vipers! Who warned you to flee from the wrath to come?

7 ครั้นยอห์นเห็นพวกฟาริสี   และพวกสะดูสีพากันมาเป็นอันมาก   เพื่อจะรับบัพติสมา   ท่านจึงกล่าวแก่เขาว่า   “เจ้าชาติงูร้าย   ใครได้เตือนเจ้าให้หนีจากพระอาชญาซึ่งจะมาถึงนั้น

8 Bear fruit in keeping with repentance.

8 เหตุฉะนั้นจงพิสูจน์การกลับใจของเจ้าด้วยผลที่เกิดขึ้น

Bring forth fruit in your life that really shows repentance. There are a lot of people who claim, oh I repent, but there is no fruit of repentance in their life.

จงก่อให้เกิดผลในชีวิตที่แสดงว่าคุณกลับใจใหม่อย่างแท้จริง  มีคนมากมายที่อ้างสิทธิ์ว่า โอ ฉันกลับใจใหม่แล้ว  แต่ไม่เกิดผลของการกลับใจใหม่ในชีวิตพวกเขาเลย

You don't see any really signs of repentance.

คุณไม่เห็นสัญญาณใดๆ ของการกลับใจใหม่จริงๆ

But repentance means really to change, and if a person doesn't really make real changes in his life, then there is reason to doubt the sincerity of that person's repentance.

แต่ที่จริงการกลับใจใหม่หมายถึงการเปลี่ยนแปลง  และถ้าบุคคลใดไม่เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาจริงๆ แล้วละก็มีเหตุผลที่สงสัยความสัตย์จริงของการกลับใจใหม่ของบุคคลนั้น

John was calling the Pharisees and Sadducees snakes.

ยอห์นกำลังเรียกพวกฟาริสีและสะดูสีว่าเจ้าพวกงูร้าย

And he said, let's see you bring forth some fruit to show that you've really repented.

และเขากล่าวว่า  ให้เรามองดูว่าพวกท่านได้เกิดผลบางอย่าง   ที่แสดงว่าพวกท่านได้กลับใหม่แล้วจริงๆ

You see the other people were repenting and being baptized, turning away from their sin.

ท่านเห็นคนอื่นๆ กำลังกลับใจใหม่และกำลังรับบัพติสมา  ละทิ้งความบาป

These men came along too and he said, oh no, I'm not going to baptize you.

พวกคนเหล่านี้พากันมาด้วย  และเขากล่าวว่า โอไม่ ฉันจะไม่ให้บัพติสมาแก่พวกท่าน

Let's see some fruit of your repentance, some real changes in your lives.

ให้เราดูผลบางอย่างที่ท่านได้กลับใจใหม่    การเปลี่ยนแปลงบางอย่างจริงๆ ในชีวิตท่าน

I've had people tell me that they were sorry for what they have done, but they didn't change.         มีหลายคนบอกผมว่า พวกเขาเสียใจในสิ่งที่ได้กระทำลงไป  แต่พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลง

9 And do not presume to say to yourselves, ‘We have Abraham as our father,’ for I tell you, God is able from these stones to raise up children for Abraham.

9 อย่านึกเหมาเอาในใจว่าตัวมีอับราฮัมเป็นบิดา   เพราะข้าพเจ้าบอกเจ้าทั้งหลายว่า   พระเจ้าทรงฤทธิ์อาจจะให้บุตรเกิดขึ้นแก่อับราฮัมจากก้อนหินเหล่านี้ได้

Don’t make a claim that you are in right standing with God, just because you are related to Abraham, John says. 

ยอห์นกล่าวว่า  อย่าอ้างสิทธิ์ว่าท่านถูกแล้วที่ยืนอยู่ฝ่ายพระเจ้า  เพียงเพราะว่าท่านสืบสายจากอับราฮัม

10 Even now the axe is laid to the root of the trees. Every tree therefore that does not bear good fruit is cut down and thrown into the fire.

10 บัดนี้ขวานวางไว้ที่โคนต้นไม้แล้ว   และทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีจะต้องตัดแล้วโยนทิ้งในกองไฟ

Jesus, in John chapter 15, talks about the vine and the branches.

ในพระธรรมยอห์นบทที่ 15 พระเยซูตรัสเรื่องเถาองุ่นและกิ่ง

"Every branch in me that does not bring forth fruit shall be cut off and men gather them and throw them into the fire and they are burned. "

แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผล  พระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย  และคนก็เก็บรวบรวมเอามันไปทิ้งเสียและโยนลงในเปลวไฟให้มันถูกเผาไหม้

Jesus said, "By their fruit ye shall know them." (Matthew 7:16) John says, "Bring forth fruit."

พระเยซูตรัสว่า “ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา” (มัทธิว 7:16) “จงเกิดผลเถิด”

Paul tells us in Romans chapter 11, that God cut off the natural branches, that He might graft in the branches contrary to nature; the Gentile believers that they might be part of the tree.

เปาโลกล่าวในพระธรรมโรม บทที่11 ว่าพระเจ้าทรงริดกิ่งตามธรรมชาติ  ว่าพระองค์ทรงทาบกิ่งเข้ากับกิ่งทั้งหลายที่ผิดธรรมชาติ   ผู้เชื่อต่างชาติว่าพวกเขาอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้

God gave Israel their Messiah. He gave them their opportunity; they rejected it.

พระเจ้าทรงประทานพระเมสสิยาห์แก่ชนชาติอิสราเอล  พระองค์ทรงให้โอกาสแก่พวกเขา  แต่พวกเขาได้ปฏิเสธโอกาสนั้นไป

And so the gospel brought to the Gentiles and the Jew alike, so that no matter who you are Gentile or Jew, there is only one way and that's through Jesus Christ.

และดังนั้น พระกิตติคุณจึงถูกนำไปถึงคนต่างชาติและคนยิวเช่นเดียวกัน  เพื่อว่าไม่ว่าใครเป็นคนต่างชาติหรือเป็นคนยิว  ก็มีทางเดียวเท่านั้นและนั่นคือโดยทางพระเยซูคริสต์

John the Baptist goes on to tell of Jesus coming and says that He will then baptize believers with the Holy Spirit. 

ยอห์นผู้ให้บัพติสมายังกล่าวต่อว่า  พระเยซูกำลังจะเสด็จมา   และกล่าวว่า   พระองค์เองจะเป็นผู้ให้บัพติสมาแก่ผู้เชื่อทั้งหลาย   โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

11 “I baptize you with water for repentance, but He who is coming after me is mightier than I, whose sandals I am not worthy to carry. He will baptize you with the Holy Spirit and with fire.

11 ข้าพเจ้าให้เจ้าทั้งหลายรับบัพติสมาด้วยน้ำ   แสดงว่ากลับใจใหม่ก็จริง   แต่พระองค์ผู้จะมาภาย

หลังข้าพเจ้า   ทรงมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าข้าพเจ้าอีก   ซึ่งข้าพเจ้าไม่คู่ควรแม้จะถอดฉลองพระบาทของพระองค์   พระองค์จะทรงให้เจ้าทั้งหลาย   รับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ

Baptism means immersed and you are immersed into the Body of Christ at salvation. This is the baptism of the Holy Spirit. 

บัพติสมาหมายความว่าได้ดำลงมิดในน้ำ  และคุณได้ถูกดำลงในพระกายของพระคริสต์เป็นความรอด  นี่คือการรับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

1 Corinthians1 โครินธ์ 12:13 13 For in one Spirit we were all baptized into one body—Jews or Greeks, slaves or free—and all were made to drink of one Spirit.

13 เพราะว่าถึงเราจะเป็นพวกยิวหรือพวกกรีก   เป็นทาสหรือมิใช่ทาสก็ตาม   เราทั้งหลายได้รับบัพติสมาโดยพระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน   และพระวิญญาณองค์เดียวนั้นซาบซ่านอยู่  

Here John also mentions baptizing with fire, and when the Holy Spirit came for the first time on the early church there were like tongues of fire on the heads. 

ตรงนี้ยอห์นยังหมายถึงการรับบัพติสมาด้วยไฟ  และเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาในโลก ครั้งแรกในยุคคริสตจักรแรก   มีสัณฐานเหมือนลิ้นเหนือศีรษะของคน

Acts กิจการ 1:5 5 for John baptized with water, but you will be baptized with the Holy Spirit not many days from now.”

5 เพราะว่ายอห์นให้รับบัพติสมาด้วยน้ำ   แต่ไม่ช้าไม่นานท่านจะรับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

Acts กิจการ 2:2-32 And suddenly there came from heaven a sound like a mighty rushing wind, and it filled the entire house where they were sitting.

2 ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น

3 And divided tongues as of fire appeared to them and rested on each one of them.

3 มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏแก่เขากระจายอยู่บนเขาสิ้นทุกคน

But the baptism of fire John speaks about here refers to judgment and the wrath of God.

แต่บัพติสมาด้วยไฟที่ยอห์นกล่าวถึงตรงนี้ หมายถึงการพิพากษาและพระพิโรธของพระเจ้า

12 His winnowing fork is in His hand, and He will clear His threshing floor and gather His wheat into the barn, but the chaff He will burn with unquenchable fire.”

12 พระหัตถ์ของพระองค์ถือพลั่วพร้อมแล้ว   และจะทรงชำระลานข้าวของพระองค์ให้ทั่ว   พระองค์จะทรงเก็บข้าวของพระองค์ไว้ในยุ้งฉาง   แต่พระองค์จะทรงเผาแกลบด้วยไฟที่ไม่รู้ดับ”

The Baptism of Jesus พระเยซูทรงรับบัพติสมา

13 Then Jesus came from Galilee to the Jordan to John, to be baptized by him.

13  แล้วพระเยซูเสด็จจากแคว้นกาลิลี   มาหายอห์นที่แม่น้ำจอร์แดนเพื่อจะรับบัพติสมาจากท่าน

14 John would have prevented Him, saying, “I need to be baptized by You, and do You come to me?”

14 แต่ยอห์นทูลห้ามพระองค์ว่า   “ข้าพระองค์ต้องการจะรับบัพติสมาจากพระองค์   ควรหรือที่พระองค์จะเสด็จมาหาข้าพระองค์”

15 But Jesus answered him, “Let it be so now, for thus it is fitting for us to fulfill all righteousness.” Then he consented.

15 แต่พระเยซูตรัสตอบยอห์นว่า   “บัดนี้จงยอมเถิด   เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ”   แล้วยอห์นก็ยอม

1 Peter 1 เปโตร 2:21 21 For to this you have been called, because Christ also suffered for you, leaving you an example, so that you might follow in His steps.

21 เพราะพระเจ้าทรงใช้ท่านสำหรับเหตุการณ์เช่นนี้   เพราะว่าพระคริสต์ก็ได้ทรงทนทุกข์ทรมานเพื่อท่านทั้งหลาย   ให้เป็นแบบอย่างแก่ท่านเพื่อท่านจะได้ดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์

Because Jesus had nothing to repent of, John hesitated, but Jesus was doing it actually as an example to set before us that example. 

เพราะพระเยซูทรงไม่มีอะไรที่ต้องกลับใจใหม่  ยอห์นลังเลใจ  แต่พระเยซูกำลังทรงทำอย่างจริงจังเพื่อเป็นตัวอย่างที่ตั้งไว้ให้พวกเราปฏิบัติตาม

Pastor Chuck Smith asks,   What does baptism declare? 

บาทหลวงชัค สมิธ ถามว่า  บัพติสมาประกาศให้ทราบเรื่องอะไร

Baptism declares the superiority of the spiritual over the material:

บัพติสมาประกาศให้ทราบว่าจิตวิญญาณมีความยอดเยี่ยมเหนือกว่าวัตถุ

The life of the Spirit over the life of the flesh.

ชีวิตฝ่ายวิญญาณเหนือกว่าชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง

That's the proclamation that Jesus had to make and that's why the world got angry with Him, because they were living after the flesh and after the desires of the flesh, but Jesus was declaring that the spiritual life is superior to the fleshly life.

นั่นเป็นการประกาศที่พระเยซูต้องทรงทำ   และนั่นคือเหตุผลที่โลกนี้เกลียดชังพระองค์  เพราะว่าพวกเขากำลังใช้ชีวิตฝ่ายเนื้อหนังและตามราคะตัณหาของเนื้อหนัง  แต่พระเยซูทรงประกาศว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณสำคัญเหนือกว่าชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง

Have you followed Jesus yet in believer’s baptism?  

คุณได้ทำตามพระเยซูเป็นผู้เชื่อที่ได้รับบัพติสมาไหม

This represents us dying to our old way of life, identifying with Jesus death, burial and resurrection. 

สิ่งนี้แทนความหมายว่าเราตายต่อชีวิตแบบเก่า  เข้าส่วนในการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์  ถูกฝังไว้แล้วเป็นขึ้นมาใหม่

We have died to our sins and are now raised up to new life in Christ.                                           เราได้ตายต่อความบาปเก่า  และตอนนี้ได้ฟื้นขึ้นมามีชีวิตใหม่ในพระคริสต์

16 And when Jesus was baptized, immediately He went up from the water, and behold, the heavens were opened to Him, and He saw the Spirit of God descending like a dove and coming to rest on Him;

16 ครั้นพระองค์ทรงรับบัพติสมาแล้ว   ในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นจากน้ำ   และท้องฟ้าก็แหวกออก   และพระองค์ได้ทรงเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าดุจนกพิราบ   ลงมาสถิตอยู่บนพระองค์

17 and behold, a voice from heaven said, “This is My beloved Son, with whom I am well pleased.”

17 และนี่แน่ะมีพระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า   “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าชอบใจท่านมาก”

Here is a clear place to see the trinity – the Holy Spirit descending like a dove, the voice of God the Father speaking about the Son of God who was being baptized by John. 

ตรงนี้คือภาพชัดเจนที่เห็นตรีเอานุภาพ   พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาเหมือนนกพิราบ พระสุรเสียงของพระเจ้าพระบิดาทรงตรัสกับพระบุตรของพระเจ้า   ผู้ทรงกำลังรับบัพติสมาจากยอห์น

I wonder today if you want to make a decision to be baptized so that you can show others that you are now living a new spiritual life as a Christian. 

วันนี้ฉันสงสัยว่าคุณอยากจะตัดสินใจรับบัพติสมาหรือไม่  เพื่อว่าคุณสามารถแสดงให้คนอื่นๆ เห็นว่า ตอนนี้คุณกำลังมีชีวิตใหม่ฝ่ายวิญญาณ เป็นคริสเตียน

 

Matthew 3