Wednesday, March 30, 2016

 

Matthew มัทธิวบทที่ 5

The Sermon on the Mount

คำเทศนาบนภูเขา

We learned last week about Jesus being tempted in the wilderness by Satan.   Jesus resisted those temptations using the Word of God. 

เราได้เรียนรู้สัปดาห์ที่แล้วเกี่ยวกับพระเยซูทรงถูกซาตานทดลองในถิ่นทุรกันดาร พระเยซูทรงต่อต้านการทดลองโดยทรงใช้พระวจนะของพระเจ้า

Then we also learned about Jesus calling four of His twelve disciples to follow Him.   Today we are talking about the Sermon on the Mount and the Beatitudes.   

แล้วเรายังได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระเยซูทรงเรียกสาวกสิบสองคนของพระองค์  เพื่อให้ติดตามพระองค์ไป  วันนี้เราจะมาพูดถึงคำเทศนาบนภูเขาและผู้เป็นสุขที่สุด

Jesus is talking to His disciples and unless a person is a disciple of Jesus Christ, they're going to have a very difficult time with the Sermon on the Mount because it really doesn't have application to them.

พระเยซูทรงสนทนากับเหล่าสาวกของพระองค์   และถ้าคนใดไม่ใช่สาวกของพระเยซูคริสต์พวกเขากำลังพบความยากลำบากกับคำเทศนาบนภูเขา   เพราะจริงๆมันไม่ได้นำมาประยุกต์ใช้กับพวกเขา

It has application only to His disciples, not just the 12 but to us who as Christians are His disciples.

เป็นการนำมาประยุกต์ใช้เฉพาะกับสาวกของพระองค์    ไม่เพียงแต่ 12 คน แต่พวกเราที่เป็นคริสเตียนก็เป็นสาวกของพระองค์

1 Seeing the crowds, He went up on the mountain, and when He sat down, His disciples came to Him.

1 ครั้นทอดพระเนตรเห็นคนมากดังนั้น   พระองค์ก็เสด็จขึ้นไปบนภูเขาและเมื่อประทับแล้ว   เหล่าสาวกของพระองค์มาเฝ้าพระองค์

2 And He opened His mouth and taught them, saying:

2 แล้วพระองค์จึงตรัสสอนเขาว่า


Verses three through twelve are called beatitudes. 

พระคัมภีร์ข้อสามถึงข้อสิบสองถูกเรียกว่าผู้เป็นสุขที่สุด

The term Beatitude comes from the Latin adjective beatus which means happy, fortunate, or blissful. (Wikipedia).

คำนี้มาจากคำคุณศัพท์ ภาษาละติน Beatus ซึ่งหมายความว่ามีความสุข  โชคดีหรือ มีความสุข

(วิกิพีเดีย)

The teachings are expressed as eight blessings in the Sermon on the Mount in Matthew. Four similar blessings appear in the Sermon on the Plain in Luke and are followed by four woes.

คำสั่งสอนเหล่านั้นได้บรรยายเป็นพระพร 8 ข้อในคำเทศนาบนภูเขาในพระธรรมมัทธิว  พระพร คล้ายกัน4 ข้อ ที่ปรากฏในคำเทศนาบนที่ราบในพระธรรมลูกา และตามมาด้วยผู้เป็นทุกข์โศก 4 ข้อ

Each Beatitude consists of two phrases: the condition and the result.

ผู้เป็นสุขที่สุดแต่ละข้อประกอบด้วยวลีสองตอน: ตอนที่เป็นเงื่อนไขและตอนผลที่ได้

In almost all cases the phrases used are familiar from an Old Testament context, but in the sermon Jesus elevates them to new teachings, giving great detail or a strong requirement.

เกือบทุกกรณี  วลีที่ใช้เป็นที่คุ้นเคยจากบริบทในพันธสัญญาเดิม แต่ในคำเทศนาพระเยซูยกพวกเหล่านั้นเป็นคำสั่งสอนใหม่   ทรงให้รายละเอียดมากหรือข้อกำหนดที่เข้มแข็ง

Together, the Beatitudes present a new set of Christian ideals that focus on love and humility rather than force, giving the highest ideals of the teachings of Jesus on mercy; spirituality and compassion.

รวมด้วยกัน  ผู้เป็นสุขที่สุด นำเสนอหลักการคริสเตียนชุดใหม่   ที่มุ่งเน้นเรื่องความรักและความถ่อมตน มากกว่าการบังคับ ให้หลักการสูงสุดคำสอนของพระเยซูเรื่องความเมตตา; จิตวิญญาณและความเห็นอกเห็นใจ

3 “Blessed are the poor in spirit, for theirs is the kingdom of heaven.

3  “บุคคลผู้ใด   รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา 

To be poor in spirit, means to be humble rather than proud. 

บกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณหมายถึงอ่อนน้อมถ่อมตนมากกว่าหยิ่งยโส


That is the requirement and the promise is the kingdom of heaven.  

นั่นคือข้อกำหนดที่ต้องการและพระสัญญาคือแผ่นดินสวรรค์

When you have had an encounter with God and His holiness and recognize your sinfulness then you are poor in spirit. 

เมื่อคุณได้เข้าเฝ้าพระเจ้าองค์บริสุทธิ์ และตระหนักถึงความชั่วร้ายของคุณแล้ว  คุณก็รู้สึกยากจนฝ่ายจิตวิญญาณ

The prophet Isaiah records in his book a vision seeing God in heaven, and notice his response in

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บันทึกในพระธรรมของท่าน  เป็นนิมิตที่ท่านได้เห็นพระเจ้าในสวรรค์และขอให้สังเกตดูการตอบโต้ของท่านใน

Isaiah อิสยาห์6:5 5 And I said: “Woe is me! For I am lost; for I am a man of unclean lips, and I dwell in the midst of a people of unclean lips; for my eyes have seen the King, the LORD of hosts!”

5 และข้าพเจ้าว่า   “วิบัติแก่ข้าพเจ้า   เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว   เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด   และข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด   เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์   คือพระเจ้าจอมโยธา”  

The apostle Paul felt poor in spirit as he struggled with sin. 

อัครทูตเปาโลรู้สึกยากจนฝ่ายวิญญาณในขณะที่ท่านต่อสู้กับความผิดบาป

Romans โรม 7:24 24 Wretched man that I am! Who will deliver me from this body of death?

24 โอย   ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้   ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายนี้ซึ่งเป็นของความตายได้

But Jesus said, happy is that man. Why?

แต่พระเยซูตรัสว่า  ความสุขคือคนนั้นเอง เพราะอะไรหรือ

Because he has had a true encounter with God, and as the result, the kingdom of heaven now belongs to him.

เพราะเขาได้เข้าเฝ้าพระเจ้าจริงจัง  และผลก็คือ แผ่นดินสวรรค์ตอนนี้เป็นของเขา

He's no longer living in just this flesh, but he is now part of the kingdom and the family of God by faith.

เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ฝ่ายเนื้อหนังเท่านั้น  แต่ตอนนี้เขาเป็นส่วนหนึ่งในแผ่นดินและครอบครัวของพระเจ้าโดยความเชื่อ

Back to Matthew 5:4

กลับไปที่มัทธิว 5: 4

4 “Blessed are those who mourn, for they shall be comforted.

4 “บุคคลผู้ใดโศกเศร้า   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าเขาจะได้รับการทรงปลอบประโลม  

There are two possible meanings here for mourning. 

ตรงนี้มีความหมายที่เป็นไปได้สองรูปแบบสำหรับความโศกเศร้า

One would be mourning over your sin and repenting and the other would be mourning or grieving over a loss of loved one. 

รูปแบบหนึ่งเป็นการโศกเศร้าต่อความบาปของคุณและการกลับใจใหม่  และอีกรูปแบบเป็นการโศกเศร้าหรือเป็นทุกข์ต่อการสูญเสียผู้เป็นที่รัก

In either case the promise is comfort from the Lord. 

ไมว่ารูปแบบใดก็ตาม  พระสัญญาคือความสุขสบายจากพระเจ้า

That doesn't come until I've come to the end of myself, and that place of mourning that I have no strength, no ability, no power.

นั่นไม่ได้มาถึงจนกระทั่งผมได้พบจุดจบของตัวเอง    และสถานที่เศร้าโศกนั้น  ผมไม่มีกำลัง ไม่มีความสามารถ  ไม่มีอำนาจ

I feel that helplessness.

ผมรู้สึกถึงความหมดหวัง

I cry out from helplessness and then I begin to experience the power of God, doing in my life what I could not possibly do for myself.

ผมร้องออกมาด้วยความหมดหวัง  แล้วผมเริ่มที่จะได้สัมผัสกับพลังของพระเจ้า   ที่ทรงทำในชีวิตของผม  ในสิ่งที่ผมไม่อาจทำเพื่อตัวเอง

5 “Blessed are the meek, for they shall inherit the earth.

5 “บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก  

Meek is not week. 

ใจอ่อนโยนไม่ใช่คำว่าสัปดาห์

Jesus was the meekest man ever, but yet He is almighty God. 

พระเยซูทรงเป็นผู้ที่ทรงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เคยมี แต่ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์

Meek is power under control. 

ใจอ่อนโยนเป็นอำนาจภายใต้การควบคุม

God's kingdom will come to earth and those who are the children of God will inherit the earth.

แผ่นดินของพระเจ้าจะมายังโลกนี้  และบรรดาผู้ที่เป็นบุตรของพระเจ้าจะได้รับแผ่นดินเป็นมรดก

Matthew มัทธิว 25:34-40 34 Then the King will say to those on his right, ‘Come, you who are blessed by my Father, inherit the kingdom prepared for you from the foundation of the world.

34 ขณะนั้น   พระมหากษัตริย์จะตรัสแก่บรรดาผู้ที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ว่า   'ท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของข้าพเจ้า   จงมารับเอาราชอาณาจักร   ซึ่งได้ตระเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลก

35 For I was hungry and you gave Me food, I was thirsty and you gave Me drink, I was a stranger and you welcomed Me,

35 เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าหิว   ท่านทั้งหลายก็ได้จัดหาให้ข้าพเจ้ากิน   ข้าพเจ้ากระหายน้ำ   ท่านก็ให้ข้าพเจ้าดื่ม   ข้าพเจ้าเป็นแขกแปลกหน้า   ท่านก็ได้ต้อนรับข้าพเจ้าไว้

36 I was naked and you clothed Me, I was sick and you visited me, I was in prison and you came to Me.’

36 ข้าพเจ้าเปลือยกายท่านก็ได้ให้เสื้อผ้าข้าพเจ้านุ่งห่ม   เมื่อข้าพเจ้าเจ็บป่วยท่านก็ได้มาเยี่ยมเอาใจใส่ข้าพเจ้า   เมื่อข้าพเจ้าต้องจำอยู่ในพันธนาคาร   ท่านก็ได้มาเยี่ยมข้าพเจ้า'

37 Then the righteous will answer him, saying, ‘Lord, when did we see you hungry and feed you, or thirsty and give you drink?

37 เวลานั้นบรรดาผู้ชอบธรรมจะกราบทูลว่า   'พระองค์เจ้าข้า   ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิวหรือทรงกระหายน้ำ   และได้จัดมาถวายแด่พระองค์แต่เมื่อไร

38 And when did we see you a stranger and welcome you, or naked and clothe you?

38 ที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้า   และได้ต้อนรับไว้   หรือเปลือยพระกาย   และได้สวมฉลองพระองค์ให้แต่เมื่อไร

39 And when did we see you sick or in prison and visit you?’

39 ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ประชวรหรือต้องจำอยู่ในพันธนาการ   และได้มาเฝ้าพระองค์นั้นแต่เมื่อไร'

40 And the King will answer them, ‘Truly, I say to you, as you did it to one of the least of these my brothers, you did it to me.’

40 แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสกับเขาว่า   'ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของข้าพเจ้านี้   ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร   ก็เหมือนได้กระทำแก่ข้าพเจ้าด้วย'

Revelation วิวรณ์ 20:4-6  4Then I saw thrones, and seated on them were those to whom the authority to judge was committed. Also I saw the souls of those who had been beheaded for the testimony of Jesus and for the word of God, and who had not worshiped the beast or its image and had not received its mark on their foreheads or their hands. They came to life and reigned with Christ for a thousand years.

4 ข้าพเจ้าได้เห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์   และผู้ที่นั่งบนบัลลังก์นั้น   เป็นผู้ที่จะพิพากษา   และข้าพเจ้ายังได้เห็นดวงวิญญาณของคนทั้งปวงที่ถูกตัดศีรษะ   เพราะเป็นพยานของพระเยซูและเพราะพระวจนะของพระเจ้า   และผู้ที่ไม่ได้บูชาสัตว์ร้ายนั้นหรือรูปของมัน   และไม่ได้ติดเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา   คนเหล่านั้นกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่   และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี

5 The rest of the dead did not come to life until the thousand years were ended. This is the first resurrection.

5 นอกจากคนเหล่านี้คนอื่นๆ   ที่ตายแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตอีกจนกว่าจะครบกำหนดพันปี   นี่แหละคือการฟื้นจากความตายครั้งแรก

6 Blessed and holy is the one who shares in the first resurrection! Over such the second death has no power, but they will be priests of God and of Christ, and they will reign with him for a thousand years.

6 ผู้ใดที่ได้มีส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์   ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น   แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์   และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี  

Back to Matthew 5:6

กลับไปที่มัทธิว 5: 6

6 “Blessed are those who hunger and thirst for righteousness, for they shall be satisfied.

6 “บุคคลผู้ใดหิวกระหาย   ความชอบธรรม   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์

What wonderful imagery in this verse, hungering and thirsting for God’s righteousness for God’s Word and the promise that we will be satisfied. 

ช่างเป็นภาพยอดเยี่ยมในพระคำข้อนี้   หิวและกระหายความชอบธรรมของพระเจ้า  สำหรับพระวจนะของพระเจ้า   และพระสัญญาว่าเราจะพึงพอใจ

Psalm เพลงสดุดี19:7-10 7 The law of the LORD is perfect, reviving the soul; the testimony of the LORD is sure, making wise the simple;

7 กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ และฟื้นฟูจิตวิญญาณ  กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นแน่นอน กระทำ

ให้คนรู้น้อยมีปัญญา  

8 the precepts of the LORD are right, rejoicing the heart; the commandment of the LORD is pure, enlightening the eyes;

8 ข้อบังคับของพระเจ้านั้นถูกต้อง  กระทำให้จิตใจเปรมปรีดิ์  พระบัญญัติของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์    กระทำให้ดวงตากระจ่างแจ้ง  

9 the fear of the LORD is clean, enduring forever; the rules of the LORD are true, and righteous altogether.

9 ความยำเกรงพระเจ้านั้นสะอาดหมดจด   ถาวรเป็นนิตย์   กฎหมายของพระเจ้าก็สัตย์จริง  
และชอบธรรมทั้งสิ้น  

10 More to be desired are they than gold, even much fine gold; sweeter also than honey

and drippings of the honeycomb.

10 น่าปรารถนามากกว่าทองคำ  ยิ่งกว่าทองนพคุณมากนัก หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง  ที่หยดลงจากรวง  

7 “Blessed are the merciful, for they shall receive mercy.

7 “บุคคลผู้ใดมีใจกรุณา  ผู้นั้นเป็นสุข  เพราะว่าเขาจะได้รับพระกรุณาตอบ  

Sometimes we have the power to get even, to exact vengeance or just let it be every man for himself. 

บางครั้งเรามีอำนาจที่จะแก้แค้น  เพื่อการแก้แค้นที่ถูกต้อง  หรือเพียงปล่อยทุกคนไปตามทางตนเอง

We can also forget how much mercy and forgiveness has been given to us by others and by God. 

นอกจากนี้เรายังลืมไปว่าเราได้รับความเมตตาและการให้อภัยมากมายเพียงไร จากคนอื่น ๆ และจากพระเจ้า

In Matthew 18 Jesus tells a parable that really illustrates this teaching about the need to be merciful and forgiving to others. 

ในมัทธิวบทที่ 18 พระเยซูตรัสเป็นคำอุปมา   ที่แสดงให้เห็นถึงคำสั่งสอนนี้จริงๆว่า จำเป็นที่เราจะต้องมีใจเมตตาและให้อภัยคนอื่นๆได้

Matthew มัทธิว 18:21-3521 Then Peter came up and said to Him, “Lord, how often will my brother sin against me, and I forgive him? As many as seven times?”

21 ขณะนั้นเปโตรมาทูลพระองค์ว่า  “พระองค์เจ้าข้า  หากพี่น้องของข้าพระองค์จะกระทำผิดต่อข้าพระองค์เรื่อยไป  ข้าพระองค์ควรจะยกความผิดของเขาสักกี่ครั้ง  ถึงเจ็ดครั้งหรือ”

22 Jesus said to him, “I do not say to you seven times, but seventy times seven.

22 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า  “ข้าพเจ้ามิได้ว่าเพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น  แต่เจ็ดครั้งคูณด้วยเจ็ดสิบ  

23 “Therefore the kingdom of heaven may be compared to a king who wished to settle accounts with his servants.

23 “เหตุฉะนั้นแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับทาส

24 When he began to settle, one was brought to him who owed him ten thousand talents.

24 เมื่อตั้งต้นทำการนั้นแล้ว  เขาพาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์มาเฝ้า

25 And since he could not pay, his master ordered him to be sold, with his wife and children and all that he had, and payment to be made.

25 ท่านจึงสั่งให้ขายตัวกับทั้งเมีย   และลูกและบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่นั้นเอามาใช้หนี้   เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้หนี้

26 So the servant fell on his knees, imploring him, ‘Have patience with me, and I will pay you everything.’

26 ทาสลูกหนี้ผู้นั้นจึงกราบลงวิงวอนว่า  'ข้าแต่ท่าน  ขอโปรดผัดไว้ก่อน  แล้วข้าพเจ้าจะใช้หนี้ทั้งสิ้น'

27 And out of pity for him, the master of that servant released him and forgave him the debt.

27 เจ้าองค์นั้นมีพระทัยเมตตา โปรดยกหนี้ปล่อยตัวเขาไป

28 But when that same servant went out, he found one of his fellow servants who owed him a hundred denarii, and seizing him, he began to choke him, saying, ‘Pay what you owe.’

28 แต่ทาสผู้นั้นออกไปพบคนหนึ่งเป็นเพื่อนทาสด้วยกัน ซึ่งเป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเดนาริอัน  จึงจับคนนั้นบีบคอว่า  'จงใช้หนี้ให้ข้า'

29 So his fellow servant fell down and pleaded with him, ‘Have patience with me, and I will pay you.’

29 เพื่อนทาสคนนั้นได้กราบลงอ้อนวอนว่า 'ขอโปรดผัดไว้ก่อนแล้วข้าพเจ้าจะใช้ให้'

30 He refused and went and put him in prison until he should pay the debt.

30 แต่เขาไม่ยอม   จึงนำทาสลูกหนี้นั้นไปจำจองไว้จนกว่าจะใช้เงินนั้น

31 When his fellow servants saw what had taken place, they were greatly distressed, and they went and reported to their master all that had taken place.

31 ฝ่ายพวกเพื่อนทาสเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น  ก็พากันสลดใจยิ่งนัก  จึงนำเหตุการณ์ทั้งปวงไปกราบทูลเจ้าองค์นั้น

32 Then his master summoned him and said to him, ‘You wicked servant! I forgave you all that debt because you pleaded with me.

32 ท่านจึงทรงเรียกทาสนั้นมาสั่งว่า  'อ้ายข้าชาติชั่ว  ข้าพเจ้าได้โปรดยกหนี้ให้เอ็งหมด  เพราะเอ็งได้อ้อนวอนข้าพเจ้า

33 And should not you have had mercy on your fellow servant, as I had mercy on you?’

33 เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน  เหมือนข้าพเจ้าได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ'

34  And in anger his master delivered him to the jailers, until he should pay all his debt.

34 แล้วเจ้าองค์นั้นกริ้ว จึงมอบผู้นั้นไว้แก่เจ้าหน้าที่ให้ทรมาน จนกว่าจะใช้หนี้หมด

35 So also my heavenly Father will do to every one of you, if you do not forgive your brother from your heart.”

35 พระบิดาของข้าพเจ้าผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงกระทำแก่ท่านทุกคนอย่างนั้น ถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้แก่พี่น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง”

Back to Matthew 5:8

กลับไปที่มัทธิว 5: 8

8 “Blessed are the pure in heart, for they shall see God.

8 “บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์  ผู้นั้นเป็นสุข  เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า  

9 “Blessed are the peacemakers, for they shall be called sons of God.

9 “บุคคลผู้ใดสร้างสันติ  ผู้นั้นเป็นสุข  เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร  

Often times I have found if I can listen to both sides of an argument between two people, I can calmly repeat what I hear each of them saying and this often brings peace to situation, acting as a mediator or go between. 

บ่อยครั้งที่ผมได้พบว่าผมสามารถฟังการโต้เถียงทั้งสองฝ่ายระหว่างคนสองคน  ผมใจเย็นพอที่จะกล่าวซ้ำสิ่งที่ผมได้ยินพวกเขาแต่ละคนพูด   และสิ่งนี้มักจะนำมาซึ่งความสงบสุขในสถานการณ์นั้น  ผมทำหน้าที่เป็นคนกลางหรือคนไกล่เกลี่ย

You’ll find numerous opportunities to be a peacemaker right in your own home, in your classroom, in your work, or in your neighborhood.

คุณจะพบโอกาสมากมายที่จะเป็นผู้สร้างสันติในบ้านของคุณเอง  ในห้องเรียนของคุณ ในที่ทำงานของคุณ  หรือในหมู่เพื่อนบ้านของคุณ

Ask the Lord to show you how you can share His peace

จงทูลขอพระเจ้าให้ทรงสำแดงวิธีที่คุณสามารถแบ่งปันสันติสุขของพระองค์

10 “Blessed are those who are persecuted for righteousness' sake, for theirs is the kingdom of heaven.

10 “บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา  

A pastor, whose name is Youcef, was arrested in Iran and accused of teaching against Islam.  He was asked to recant his Christian faith and he refused. 

บาทหลวง ที่มีชื่อว่า ยูเซฟ ได้ถูกจับกุมในอิหร่าน   และถูกกล่าวหาว่าสั่งสอนต่อต้านศาสนาอิสลาม   เขาถูกขอให้ปฏิเสธความเชื่อคริสเตียนและเขาได้ปฏิเสธ

People and governments around the world asked that he be released and not executed, many are praying for him, and now finally he has been released.

ผู้คนและรัฐบาลทั่วโลกขอร้องให้เขาได้รับการปล่อยตัวและไม่ถูกขับออกนอกประเทศ  หลายคนมากมายกำลังอธิษฐานเผื่อเขา  และในที่สุดเขาได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ

11 “Blessed are you when others revile you and persecute you and utter all kinds of evil against you falsely on My account.

11 “เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหง  และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะข้าพเจ้า  ท่านก็เป็นสุข

12 Rejoice and be glad, for your reward is great in heaven, for so they persecuted the prophets who were before you.

12 จงชื่นชมยินดี  เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์  เพราะเขาได้ข่มเหงผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย  ที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน

Salt and Light

เกลือและแสงสว่าง

13 “You are the salt of the earth, but if salt has lost its taste, how shall its saltiness be restored? It is no longer good for anything except to be thrown out and trampled under people's feet.

13 “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก   ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว   จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้   แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร   มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ

14 “You are the light of the world. A city set on a hill cannot be hidden.

14 “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก   นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้

15 Nor do people light a lamp and put it under a basket, but on a stand, and it gives light to all in the house.

15 เมื่อจุดตะเกียงแล้ว   ไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้   ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง   จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น

16 In the same way, let your light shine before others, so that they may see your good works and give glory to your Father who is in heaven.

16 ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง   จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง   เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ   เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์

Salt is used to spice up the flavor, enhance the flavor and is also used as a preservative, but if is no longer salty, then it is useless white powder. 

เกลือถูกนำมาใช้เพิ่มรสชาติ  กระตุ้นรสชาติและยังถูกนำมาใช้เป็นสารกันเสีย แต่ถ้าไม่มีรสเค็มอีกต่อไปแล้วมันเป็นผงสีขาวที่ไร้ประโยชน์

Christians are to be different than the people around them, and spice things up a bit, enhance, improve, make a difference and preserve from destruction.  

คริสเตียนต้องแตกต่างจากคนที่อยู่รอบข้างพวกเขา  และเพิ่มรสชาติหลายสิ่งขึ้นสักนิด  กระตุ้นปรับปรุง  สร้างความแตกต่าง และสงวนรักษาไว้ให้พ้นจากการเสื่อมลง

Jesus is the Light of the World and He has asked us to be lights also to be reflectors of His light. 

พระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก   และพระองค์ทรงขอให้เราเป็นแสงสว่างและตัวสะท้อนความสว่างของพระองค์

This world is dark with sin, but we have the light of the Gospel to share. 

โลกนี้มืดมิดไปด้วยความผิดบาป แต่เรามีความสว่างแห่งพระกิตติคุณที่จะแบ่งปัน

 

Matthew 5