Tuesday, April 12, 2016

 

Matthew 10 The Twelve Apostles

มัทธิว 10 อัครสาวกสิบสองคน

The majority of the time Jesus spent every day with His disciples.  

เวลาส่วนใหญ่พระเยซูทรงประทับอยู่กับเหล่าสาวกของพระองค์ทุกวัน

But now probably about a year and half into their training period, He sent them out, on their own. 

แต่ตอนนี้อาจจะเป็นช่วงการฝึกหัดพวกเขาประมาณปีครึ่ง  พระองค์ทรงส่งพวกเขาออกไปเองตามลำพัง

When I was a chaplain trainer, for several weeks I had the trainee with me and they usually didn’t say anything.  

เมื่อผมเป็นอนุศาสกที่โรงพยาบาลเป็นเวลาหลายสัปดาห์  ผมมีคนมาฝึกงานกับผม และปกติพวกเขามักจะไม่ได้กล่าวอะไร

We would go bed to bed and I would introduce the trainee but then I would do all the talking and praying with the patient. 

เราจะไปที่เตียงคนไข้ทีละเตียงและผมจะแนะนำผู้ฝึกหัด   แต่แล้วผมจะเป็นผู้กล่าวพระคำและอธิษฐานกับผู้ป่วย

Then finally I would allow the trainee to most of the visit and I would observe and then finally let him out on his own to make visits. 

แล้วในที่สุดผมจะอนุญาตให้ผู้ฝึกอบรมเยี่ยมเยียนเองให้มากที่สุด   และผมจะคอยสังเกตและแล้วในที่สุดผมยอมปล่อยให้เขาออกไปเยี่ยมเยียนผู้ป่วยเองตามลำพัง

The last verse in chapter 9 Jesus said there was a need for laborers to go out into the harvest field. 

ข้อสุดท้ายในบทที่ 9 พระเยซูตรัสว่ามีความจำเป็นสำหรับคนงานที่จะออกไปในทุ่งนาแห่งการเก็บเกี่ยว

38 therefore pray earnestly to the Lord of the harvest to send out laborers into His harvest.”

38 เหตุนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา   ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์”


Sometimes as we pray about a need, we may realize God wants us to be a part of meeting that need.    That happened to me. 

บางครั้งเมื่อเราอธิษฐานขอสิ่งของที่จำเป็น    เราอาจตระหนักว่าพระเจ้าทรงประทานให้แก่เราเพียงส่วนหนึ่งที่เราต้องการ   สิ่งนั้นก็ได้เกิดขึ้นกับผม

I thought and prayed, how will the Thai people ever come to know God if there are no Bibles in the bookstores to buy?  

ผมครุ่นคิดและอธิษฐานว่า วิธีใดที่จะช่วยให้คนไทยมารู้จักพระเจ้า   ถ้าไม่มีพระคัมภีร์ในร้านหนังสือให้เขาได้ซื้อ

Someone has to do something about that.  How will they come to know Jesus if there are so few pastors and churches here?  Someone has to do something about that. 

บางคนต้องทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนั้น  พวกเขาจะมารู้จักพระเยซูได้อย่างไร   ถ้ามีผู้สอนศาสนาไม่กี่คนและไม่กี่คริสตจักรที่นี่ บางคนต้องทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนั้น

1 And He called to Him His twelve disciples and gave them authority over unclean spirits, to cast them out, and to heal every disease and every affliction.

1 พระองค์ทรงเรียกสาวกสิบสองคนของพระองค์มา   แล้วก็ประทานอำนาจให้เขาขับผีร้ายออกได้   และให้รักษาโรคและความเจ็บไข้ทุกอย่างให้หายได้

2 The names of the twelve apostles are these: first, Simon, who is called Peter, and Andrew his brother; James the son of Zebedee, and John his brother;

2 อัครทูตสิบสองคนนั้นมีชื่อดังนี้   คนแรกชื่อซีโมนที่เรียกว่าเปโตร   กับอันดรูว์น้องของเขา   ยากอบบุตรเศเบดี   กับยอห์นน้องของเขา

3 Philip and Bartholomew; Thomas and Matthew the tax collector; James the son of Alphaeus, and Thaddaeus;

3 ฟีลิป   และบารโธโลมิว   โธมัส   และมัทธิวคนเก็บภาษี   ยากอบบุตรอัลเฟอัสและเลบเบอัส   ผู้ที่มีชื่ออีกว่าธัดเดอัส

4 Simon the Cananaean, and Judas Iscariot, who betrayed Him.

4 ซีโมนพรรคชาตินิยม   และยูดาส   อิสคาริโอท   ที่ได้อายัดพระองค์ไว้นั้น

These disciples were not extraordinary men. 

สาวกเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนพิเศษอะไร

A number of them were poor fisherman before they became disciples, one was a tax collector.  God chooses and calls just plain ordinary people like you.  

พวกเขาจำนวนหนึ่งเป็นชาวประมงยากจนก่อนที่พวกเขากลายเป็นสาวก    คนหนึ่งเป็นคนเก็บภาษี พระเจ้าทรงเลือกและเรียกเพียงคนสามัญธรรมดาเช่นพวกคุณ

It is wrong for any of us to excuse ourselves from serving the Lord, because of the fact that we are just so ordinary, because that is the kind of person God seeks to use for His glory.

มันผิดสำหรับเราที่จะหาข้อแก้ตัวเองจากการรับใช้พระเจ้า     เพราะความจริงที่ว่าเราเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญมาก   เพราะนั่นคือคนแบบที่พระเจ้าพยายามที่จะใช้เพื่อพระสิริของพระองค์

Jesus Sends Out the Twelve Apostles

พระเยซูทรงส่งอัครสาวกสิบสองคนออกไป

5 These twelve Jesus sent out, instructing them, “Go nowhere among the Gentiles and enter no town of the Samaritans,

5  สิบสองคนนี้   พระเยซูทรงใช้ให้ออกไปและสั่งเขาว่า   “อย่าไปทางที่ไปสู่พวกต่างชาติ   และอย่าเข้าไปในเมืองของชาวสะมาเรีย

6 but go rather to the lost sheep of the house of Israel.

6 แต่ว่าจงไปหาแกะหลงของวงศ์วานอิสราเอลนั้นดีกว่า

Certainly Jesus was not prejudiced against the Samaritans nor the Gentiles but His primary mission to reach out the Jews the people of Israel. 

แน่นอนว่าพระเยซูไม่ได้มีอคติกับชาวสะมาเรียหรือคนต่างชาติ   แต่ภารกิจหลักของพระองค์คือจะเข้าถึงชาวยิว  ชนชาติอิสราเอล

So He gives those instructions to His disciples. 

ดังนั้นจึงทรงให้คำแนะนำเหล่านั้นแก่เหล่าสาวกของพระองค์

When I have teams come to help us, and I send them out with Bibles and tracts I send them to the Thais in our village. 

เมื่อผมมีทีมงานมาช่วยเหลือ  และผมให้พวกเขาออกไปพร้อมกับพระคัมภีร์และใบปลิว โดยที่ผมส่งพวกเขาไปหาคนไทยในหมู่บ้านของเรา


I don’t send them to the other side of the Bridge to distribute materials to the Burmese. 

ผมไม่ส่งพวกเขาไปอีกฟากหนึ่งของสะพาน  เพื่อที่จะแจกจ่ายวัสดุสิ่งของแก่ชาวพม่า

Because I believe God has called me here to primarily reach the Thai people and minister to and with English speakers.   

เพราะผมเชื่อว่าพระเจ้าได้ทรงเรียกผมมาที่นี่เพื่อเข้าถึงคนไทยเป็นส่วนใหญ่    และเทศนาสั่งสอนแก่เขาและกับคนที่พูดภาษาอังกฤษ

Later Jesus would tell His disciples to take the Gospel to the world. 

ต่อมาพระเยซูจะทรงสั่งให้เหล่าสาวกของพระองค์นำพระกิตติคุณออกไปทั่วโลก

Mark มาระโก 16:15 15 And He said to them, “Go into all the world and proclaim the gospel to the whole creation.

15 ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า   “เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก   ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน

7 And proclaim as you go, saying, ‘The kingdom of heaven is at hand.’

7 จงไปพลางประกาศพลางว่า   'แผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว'

8 Heal the sick, raise the dead, cleanse lepers, cast out demons. You received without paying; give without pay.

8 จงรักษาคนเจ็บป่วยให้หาย   คนตายแล้วให้ฟื้น   คนโรคเรื้อนให้หายสะอาด   และจงขับผีให้ออก   ท่านทั้งหลายได้รับเปล่าๆ  จงให้เปล่าๆ

9 Acquire no gold nor silver nor copper for your belts,

9 อย่าหาเหรียญทองคำหรือเงินหรือทองแดงไว้ในไถ้ของท่าน

10 no bag for your journey, nor two tunics nor sandals nor a staff, for the laborer deserves his food.

10 หรือย่ามใช้ตามทาง   หรือเสื้อ   หรือถือไม้เท้า   หรือสวมรองเท้า   เพราะว่าผู้ทำงานสมควรจะได้อาหารกิน

In addition to the healing and casting out demons, sharing of Good News, the disciples were going to learn to live by faith. 

นอกจากนี้ยังมีการรักษาโรคและการขับผีออก  ร่วมแบ่งปันข่าวประเสริฐ   เหล่าสาวกกำลังจะเรียนรู้ที่จะอยู่โดยความเชื่อ

Trusting God to supply their financial needs, need of food and clothing and shelter. 

ไว้วางใจพระเจ้าว่าจะทรงจัดหาสิ่งที่จำเป็นทางการเงิน  ความต้องการอาหาร  เสื้อผ้าและที่อยู่อาศัยให้แก่พวกเขา   

The same as missionaries do. 

เช่นเดียวกับมิชชันนารีกระทำ

11 And whatever town or village you enter, find out who is worthy in it and stay there until you depart.

11 เมื่อท่านมาถึงนครใดหรือหมู่บ้านใด   จงสืบดูว่าใครเป็นคนเหมาะสมในที่นั้น   แล้วจงไปอาศัยกับผู้นั้น   จนกว่าจะจากไป

12 As you enter the house, greet it.

12 ขณะเมื่อขึ้นเรือน   จงให้พรแก่ครัวเรือนนั้น

13 And if the house is worthy, let your peace come upon it, but if it is not worthy, let your peace return to you.

13 ถ้าครัวเรือนนั้นสมควรรับพร   ก็ให้สันติสุขของท่านอยู่กับเรือนนั้น   แต่ถ้าครัวเรือนนั้นไม่สมควรรับพร   ก็ให้สันติสุขนั้นกลับคืนมาสู่ท่านอีก

14 And if anyone will not receive you or listen to your words, shake off the dust from your feet when you leave that house or town.

14 ถ้าผู้ใดไม่ต้อนรับท่านทั้งหลายและไม่ฟังคำของท่าน   เมื่อจะออกจากเรือนนั้นเมืองนั้น   จงสะบัดผงคลีที่ติดเท้าของท่านออกเสีย   เพื่อแสดงว่าท่านไม่รับผิดชอบต่อไป

15 Truly, I say to you, it will be more bearable on the day of judgment for the land of Sodom and Gomorrah than for that town.

15ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านว่า   ในวันพิพากษานั้น   โทษของเมืองโสโดม   และเมืองโกโมราห์จะเบากว่าโทษของเมืองนั้น

Persecution Will Come

การกดขี่ข่มเหงจะมาถึง

16 “Behold, I am sending you out as sheep in the midst of wolves, so be wise as serpents and innocent as doves.

16 “ดูเถิด ข้าพเจ้าใช้พวกท่านไปดุจแกะอยู่ท่ามกลางหมาป่า   เหตุฉะนั้นจงฉลาดเหมือนงู   และไม่มีภัยเหมือนนกพิราบ

17 Beware of men, for they will deliver you over to courts and flog you in their synagogues,

17 แต่จงระวังตัวให้ดี   เพราะคนเขาจะอายัดท่านทั้งหลายไว้กับศาล   และจะเฆี่ยนท่านในธรรมศาลาของเขา

18 and you will be dragged before governors and kings for My sake, to bear witness before them and the Gentiles.

18 และจะนำท่านส่งไปให้เจ้าเมืองและกษัตริย์เพราะข้าพเจ้า   เพื่อท่านจะได้เป็นพยานแก่เขาและแก่คนต่างชาติ

19 When they deliver you over, do not be anxious how you are to speak or what you are to say, for what you are to say will be given to you in that hour.

19 แต่เมื่อเขาอายัดท่านไว้นั้นอย่าเป็นกังวลว่าจะพูดอย่างไร   เพราะเมื่อถึงเวลาคำที่ท่านจะพูดนั้น   พระเจ้าจะทรงประทานแก่ท่านในเวลานั้น

20 For it is not you who speak, but the Spirit of your Father speaking through you.

20 เพราะว่าผู้ที่พูดมิใช่ตัวท่านเอง   แต่เป็นพระวิญญาณแห่งพระบิดาของท่านผู้ตรัสทางท่าน

21 Brother will deliver brother over to death, and the father his child, and children will rise against parents and have them put to death,

21 แม้ว่าพี่จะมอบน้องให้ถึงความตาย   พ่อจะมอบลูกและลูกก็จะทรยศต่อพ่อแม่ให้ถึงแก่ความตาย

22 and you will be hated by all for my name's sake. But the one who endures to the end will be saved.

22 คนทั้งปวงจะเกลียดชังท่าน   เพราะความภักดีที่ท่านมีต่อเรา   แต่ผู้ใดที่ทนได้ถึงที่สุด   ผู้นั้นจะรอด

23 When they persecute you in one town, flee to the next, for truly, I say to you, you will not have gone through all the towns of Israel before the Son of Man comes.

23 เมื่อเขาเคี่ยวเข็ญท่านในเมืองหนึ่งจงหนีไปยังอีกเมืองหนึ่ง  ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านว่า   ก่อนที่ท่านจะไปทั่วเมืองต่างๆทั้งหมดในอิสราเอล   บุตรมนุษย์จะเสด็จมา  

24 “A disciple is not above his teacher, nor a servant above his master.

24 “ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครูและทาสไม่ใหญ่กว่านายของตน

25 It is enough for the disciple to be like his teacher, and the servant like his master. If they have called the master of the house Beelzebul, how much more will they malign those of his household.

25 ซึ่งศิษย์จะได้รับการรับรองเสมอครู   และทาสเสมอนายของตนก็พออยู่แล้ว   ถ้าเขาได้เรียกเจ้าบ้านว่าเบเอลเซบูล   เขาจะเรียกลูกบ้านของเขามากยิ่งกว่านั้นเท่าใด

Jesus warns them there will be opposition, there will be persecution.  If people opposed Jesus, they will oppose His disciples as well. 

พระเยซูทรงเตือนพวกเขาว่าจะมีการต่อต้านคัดค้าน จะมีการกดขี่ข่มเหง  ถ้าผู้คนไม่เห็นด้วยกับพระเยซู พวกเขาก็จะต่อต้านเหล่าสาวกของพระองค์เช่นกัน
Have No Fear

ไม่มีความกลัว

26 “So have no fear of them, for nothing is covered that will not be revealed, or hidden that will not be known.

26 “เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเขา   เพราะว่าไม่มีสิ่งใดปิดบังไว้ที่จะไม่ต้องเปิดเผย   หรือการลับ   ที่จะไม่เผยให้ประจักษ์

27 What I tell you in the dark, say in the light, and what you hear whispered, proclaim on the housetops.

27 ซึ่งเรากล่าวแก่พวก   ท่านในที่มืด   ท่านจงกล่าวในที่แจ้ง   และซึ่งท่านได้ยินกระซิบที่หู   จงตะโกนจากดาดฟ้าหลังคาบ้าน

28 And do not fear those who kill the body but cannot kill the soul. Rather fear him who can destroy both soul and body in hell.

28 อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย   แต่ไม่มีอำนาจที่จะฆ่าจิตวิญญาณ   แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์   ที่จะให้ทั้งจิตวิญญาณทั้งกายพินาศในนรกได้

29 Are not two sparrows sold for a penny? And not one of them will fall to the ground apart from your Father.

29 นกกระจาบสองตัวเขาขายบาทหนึ่งมิใช่หรือ   แต่ถ้าพระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ   นกนั้นแม้สักตัวเดียวจะตกลงถึงดินก็ไม่ได้

30 But even the hairs of your head are all numbered.

30 ถึงผมของท่านทั้งหลาย   ก็ทรงนับไว้แล้วทุกเส้น

31 Fear not, therefore; you are of more value than many sparrows.

31 เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเลย   ท่านทั้งหลายก็ประเสริฐกว่านกกระจาบหลายตัว

Oh how much God loves and cares for you. 

โอ้พระเจ้าทรงรักและห่วงใยเรามากเพียงใด

He knows when a sparrow falls, He has counted every hair on your head. 

ทรงทราบเมื่อนกกระจอกสักตัวหนึ่งร่วงลงมา   พระองค์ทรงได้นับผมทุกเส้นบนศีรษะของคุณ

You are so valuable, so precious to Him and He is watching over you. 

คุณจึงมีคุณค่า    มีค่าต่อพระองค์ และพระองค์ทรงเฝ้าดูแลพวกคุณ

32 So everyone who acknowledges Me before men, I also will acknowledge before My Father who is in heaven,

32  “เหตุดังนั้นทุกคนที่จะรับเราต่อหน้ามนุษย์  ข้าพเจ้าจะรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์

33 but whoever denies Me before men, I also will deny before my Father who is in heaven.

33 แต่ผู้ใดจะไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์  ข้าพเจ้าจะไม่ยอมรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ด้วย

Not Peace, but a Sword

ไม่สันติสุข มีแต่ดาบ

34 “Do not think that I have come to bring peace to the earth. I have not come to bring peace, but a sword.

34  “อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะนำสันติภาพมาสู่โลก  ข้าพเจ้ามิได้นำสันติภาพมาให้g   แต่เรานำดาบมา

35 For I have come to set a man against his father, and a daughter against her mother, and a daughter-in-law against her mother-in-law.

35ข้าพเจ้ามาเพื่อจะให้  ลูกชายหมางใจกับบิดาของตน   และลูกสาวหมางใจกับมารดา  และลูกสะใภ้หมางใจกับแม่ผัว

36 And a person's enemies will be those of his own household.

36 และผู้ที่อยู่ร่วมเรือนเดียวกันก็จะเป็นศัตรูต่อกัน

37 Whoever loves father or mother more than me is not worthy of me, and whoever loves son or daughter more than me is not worthy of me.

37 ผู้ใดที่รักบิดามารดายิ่งกว่ารักเรา   ก็ไม่มีค่าควรกับเรา   และผู้ใดรักบุตรชายหญิงยิ่งกว่ารักเรา   ผู้นั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา

Faith in Jesus, becoming His follower still today causes division in families. 

ความเชื่อในพระเยซู   การกลับใจมาเป็นสาวกของพระองค์  ยังคงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแตกแยกในครอบครัวทุกวันนี้

For some only one member of the family is a Christian the others of all of another faith, or have no faith.

สำหรับบางคน  เพียงหนึ่งคนในครอบครัวเป็นคริสเตียน   คนอื่น ๆ ทั้งหมดมีความเชื่ออื่นหรือไม่มีความเชื่อ

I know of one elderly woman in our village whose son has forbidden her from becoming a Christian, though she wants to.  So far she has not. 

ผมรู้จักหญิงชราคนหนึ่งในหมู่บ้านของเรา    ลูกชายของนางได้ห้ามเธอจากการเป็นคริสเตียน แม้เธอต้องการที่จะเป็น    จนบัดนี้เธอก็ไม่ได้เป็น

Sometimes parents are upset because their children become Christians with the rest of the family is Buddhist. 

บางครั้งพ่อแม่จะผิดหวัง  เพราะลูกๆ ของพวกเขาเป็นคริสเตียน   โดยคนที่เหลือในครอบครัวคือชาวพุทธ

Each individual must decide whether he or she will follow Christ even if it causes division, strife, or disappointment in the family. 

แต่ละคนต้องตัดสินใจว่าเขาหรือเธอจะติดตามพระคริสต์หรือไม่   แม้ว่ามันจะทำให้เกิดการแตกแยกหรือความขัดแย้งหรือความผิดหวังในครอบครัว

Family is important to God, but your relationship to God is more important.

ครอบครัวนั้นสำคัญต่อพระเจ้า  แต่ความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้าสำคัญมากกว่า

38 And whoever does not take his cross and follow me is not worthy of me.

38 และผู้ใดที่ไม่รับเอากางเขนของตนตามเราไป   ผู้นั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา

39Whoever finds his life will lose it, and whoever loses his life for my sake will find it.

39 ผู้ที่จะเอาชีวิตของตนรอด   จะกลับเสียชีวิต   แต่ผู้ที่สู้เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เรา  ก็จะได้ชีวิตรอด

Rewards

บำเหน็จรางวัล

40 “Whoever receives you receives me, and whoever receives me receives him who sent me.

40 “ผู้ที่รับท่านทั้งหลายก็รับเรา   และผู้ที่รับเราก็รับพระองค์ที่ทรงใช้เรามา

41 The one who receives a prophet because he is a prophet will receive a prophet's reward, and the one who receives a righteous person because he is a righteous person will receive a righteous person's reward.

41 ผู้ที่รับผู้เผยพระวจนะ  เพราะเป็นผู้เผยพระวจนะ   ก็จะได้บำเหน็จอย่างที่ผู้เผยพระวจนะพึงได้รับ   และผู้ที่รับผู้ชอบธรรมเพราะเป็นผู้ชอบธรรม   ก็จะได้บำเหน็จอย่างที่ผู้ชอบธรรมพึงได้รับ

42 And whoever gives one of these little ones even a cup of cold water because he is a disciple, truly, I say to you, he will by no means lose his reward.”

42 และถ้าผู้ใดจะเอาน้ำเย็นสักถ้วยหนึ่ง   ให้คนเล็กน้อยเหล่านี้คนใดคนหนึ่งดื่ม   เพราะเป็นศิษย์ของเรา  ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   คนนั้นจะขาดบำเหน็จก็หามิได้”

Matthew 10