Saturday, April 16, 2016

 

Matthew มัทธิวบทที่ 11

When John baptized Jesus, he had no doubt who He was.

เมื่อยอห์นได้ให้บัพติศมาแก่พระเยซู  ท่านไม่มีข้อสงสัยว่าทรงเป็นใคร

When Jesus walked by with His disciples, John told his disciples, “behold the Lamb of God who takes away the sin of the world”. 

เมื่อพระเยซูทรงดำเนินไปกับเหล่าสาวก   ยอห์นบอกสาวกของพระองค์ว่า " ดูเถิด พระเมษโปดกของพระเจ้า  ผู้ที่จะแบกรับความผิดบาปของโลกไป"

But now John was imprisoned by Herod and he began to have some doubts.

แต่ตอนนี้ยอห์นถูกขังคุกโดยเฮโรด  และท่านก็เริ่มที่จะมีข้อสงสัยบางอย่าง

John did not fully understand the mission of Christ in His first coming, but was anticipating the immediate establishment of the kingdom of God as was promised in the Old Testament scriptures.

ยอห์นไม่เข้าใจพันธกิจของพระคริสต์ในการเสด็จมาครั้งแรกของพระองค์ แต่คาด

หวังในการที่พระองค์จะสถาปนาอาณาจักรของพระเจ้า  ตามที่ได้ทรงสัญญาไว้ในพันธสัญญาเดิม

And so the fact that Jesus had not yet proclaimed His power, and overthrown the Roman government while ruled over the Jews, and John was still in prison, he was getting impatient.

และความจริงที่ว่าพระเยซูยังไม่ทรงเปิดเผยสิทธิอำนาจของพระองค์   และโค่นล้มรัฐบาลโรมันที่ปกครองชาวยิว   และยอห์นยังคงอยู่ในคุก  ท่านก็เริ่มหมดความอดทน

He sends his disciples to Jesus asking, "Are you the one, or shall we start looking for someone else?"

ท่านส่งเหล่าสาวกไปทูลถามพระเยซูว่า " พระองค์ทรงเป็นผู้หนึ่ง   หรือเราจะเริ่มมองหาผู้อื่นกันแน่"


Messengers from John the Baptist

ผู้สื่อสารจากยอห์น บัพติสท์

1 When Jesus had finished instructing His twelve disciples, He went on from there to teach and preach in their cities.

1  เมื่อพระเยซูตรัสสั่งสาวกสิบสองคนของพระองค์เสร็จแล้ว   พระองค์ได้เสด็จจากที่นั่นไปสั่งสอนและประกาศในเมืองของเขา  

2 Now when John heard in prison about the deeds of the Christ, he sent word by his disciples

2 ฝ่ายยอห์นเมื่อติดอยู่ในเรือนจำ ได้ยินถึงกิจการแห่งพระคริสต์ก็ได้ใช้ศิษย์ไป

3 and said to Him, “Are you the One who is to come, or shall we look for another?”

3 ทูลถามพระองค์ว่า  “ท่านเป็นผู้ที่จะมานั้นหรือ   หรือจะต้องคอยผู้อื่น”

4 And Jesus answered them, “Go and tell John what you hear and see:

4 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบศิษย์ยอห์นว่า  “จงไปแจ้งแก่ยอห์นซึ่งท่านได้ยินและเห็น

5 the blind receive their sight and the lame walk, lepers are cleansed and the deaf hear, and the dead are raised up, and the poor have good news preached to them.

5 คือว่าคนตาบอดก็หายบอด  คนง่อยเดินได้  คนโรคเรื้อนหายสะอาด  คนหูหนวกได้ยินได้  คนตายแล้วเป็นขึ้นมา  และข่าวประเสริฐก็ประกาศแก่คนอนาถา

6 And blessed is the one who is not offended by me.”

6 บุคคลผู้ใดไม่เห็นว่าเราเป็นอุปสรรค  ผู้นั้นเป็นสุข” 

Jesus was pointing to the works as the evidence of His commission, of His person, and of His authority, pointing to the works.

พระเยซูทรงเล็งถึงพระราชกิจที่เป็นหลักฐานของพันธกิจของพระองค์  ของคนของพระองค์   และของผู้มีสิทธิอำนาจ   ทรงมุ่งไปที่การงานเหล่านั้น

He also said, "The works that I do they do testify of Me" (John 10:25).

นอกจากนี้ได้ทรงตรัสว่า "สิ่งซึ่งเราได้กระทำในพระนามพระบิดาของเราก็เป็นพยานให้แก่เรา" (ยอห์น 10:25)

They were the evidence. He was fulfilling the promises of the kingdom in the Old Testament, as far as the lame walking, the blind seeing, the dumb speaking, the deaf hearing, He was fulfilling.

สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐาน ทรงกำลังทำให้พระสัญญาเรื่องราชอาณาจักรในพันธสัญญาเดิมสำเร็จครบถ้วน  ตราบเท่าที่คนง่อยเดินได้ คนตาบอดเห็นได้  คนใบ้พูดได้  คนหูหนวกได้ยิน ทรงกระทำได้สำเร็จ

The dead were being raised, the poor had the gospel preached, and He was fulfilling those aspects of the Kingdom.

คนตายฟื้นคืนชีพได้  คนขัดสนได้ฟังคำสอนพระกิตติคุณ  และพระองค์ทรงกระทำให้งานทั้งหลายแห่งราชอาณาจักรสำเร็จ

His works were a witness and a testimony.

พระราชกิจของพระองค์คือพยานและพยานหลักฐาน

All He did was heal a few of the sick that were around there, open the eyes of the blind, and He said, now you just go back and tell John what you see.

ทั้งหมดที่ทรงกระทำคือรักษาโรคไม่กี่คนที่ป่วยอยู่แถวนั้น   ทรงเปิดตาของคนตาบอดและทรงตรัสว่า   ตอนนี้เจ้าจงกลับไปและบอกยอห์นสิ่งที่เจ้าได้เห็น

7 As they went away, Jesus began to speak to the crowds concerning John: “What did you go out into the wilderness to see? A reed shaken by the wind?

7 ครั้นศิษย์เหล่านั้นไปแล้ว  พระเยซูตรัสกับคนหมู่นั้นถึงยอห์นว่า  “ท่านทั้งหลายได้ออกไปในถิ่นทุรกันดาร  เพื่อดูอะไร  มิใช่ดูต้นอ้อไหวโดยถูกลมพัดนะ

8 What then did you go out to see? A man dressed in soft clothing? Behold, those who wear soft clothing are in kings' houses.

8 ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายไปดูอะไร   ดูคนนุ่งห่มผ้าเนื้ออ่อนนิ่มหรือ   ดูเถิด   คนนุ่งห่มผ้าเนื้อนิ่มก็อยู่ในราชวัง

9 What then did you go out to see? A prophet? Yes, I tell you, and more than a prophet.

9 แต่ท่านทั้งหลายออกไปดูอะไร   ดูผู้เผยพระวจนะหรือ   แน่ทีเดียว   และเราบอกท่านว่า   ท่านนั้นเป็นผู้ประเสริฐยิ่งกว่าผู้เผยพระวจนะเสียอีก

10 This is He of whom it is written,“‘Behold, I send My messenger before your face,

who will prepare your way before you.’

10 คือยอห์นนี้แหละ  ที่พระคัมภีร์กล่าวถึงว่า  'เราใช้ทูตของข้าพเจ้าไปข้างหน้าท่าน     ผู้นั้นจะเตรียมมรรคาของท่านไว้ข้างหน้าท่าน'  

11 Truly, I say to you, among those born of women there has arisen no one greater than John the Baptist. Yet the one who is least in the kingdom of heaven is greater than he.

11 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า  ในบรรดาคนซึ่งเกิดจากผู้หญิงมานั้น  ไม่มีผู้ใดใหญ่กว่ายอห์นผู้ให้รับบัพติศมา  แต่ว่าผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ก็ยังใหญ่กว่ายอห์นเสียอีก

12 From the days of John the Baptist until now the kingdom of heaven has suffered violence, and the violent take it by force.

12 และตั้งแต่สมัยยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาถึงทุกวันนี้  แผ่นดินสวรรค์ก็เป็นสิ่งที่คนได้แสวงหาด้วยใจร้อนรน  และผู้ที่ใจร้อนรนก็เป็นผู้ที่ชิงเอาได้

13 For all the Prophets and the Law prophesied until John,

13 เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย  และธรรมบัญญัติได้พยากรณ์มาจนถึงยอห์นนี้

14 and if you are willing to accept it, he is Elijah who is to come.

14 ถ้าท่านทั้งหลายจะยอมรับให้เป็น   ก็ยอห์นนี่แหละ   เป็นเอลียาห์ซึ่งจะมานั้น

15 He who has ears to hear, let him hear.

15 ใครมีหูจงฟังเถิด  

16 “But to what shall I compare this generation? It is like children sitting in the marketplaces and calling to their playmates,

16 “เราจะเปรียบคนยุคนี้เหมือนกับอะไรดี  เปรียบเหมือนเด็กนั่งที่กลางตลาด   ร้องแก่เพื่อนว่า  

17 “‘We played the flute for you, and you did not dance; we sang a dirge, and you did not mourn.’

17 'พวกฉันได้เป่าปี่ให้พวกเธอ  และเธอมิได้เต้นรำ  พวกฉันได้พิลาปร่ำไห้  และพวกเธอมิได้ตีอกชกหัว'  

18 For John came neither eating nor drinking, and they say, ‘He has a demon.’

18 ด้วยว่ายอห์นมาก็ไม่ได้กินหรือดื่ม  และเขาว่า  'มีผีเข้าสิงอยู่'

19 The Son of Man came eating and drinking, and they say, ‘Look at him! A glutton and a drunkard, a friend of tax collectors and sinners!’ Yet wisdom is justified by her deeds.”

19 ฝ่ายบุตรมนุษย์มาทั้งกินและดื่ม  เขาก็ว่า  'ดูเถิด  นี่เป็นคนกินเติบและขี้เมา  เป็นมิตรสหายกับคนเก็บภาษี  และคนนอกรีต'  แต่พระปัญญาก็ปรากฏว่าชอบแล้วโดยผลแห่งพระปัญญานั้น”

Woe to Unrepentant Cities

วิบัติแก่ชาวเมืองที่ไม่กลับใจใหม่

20 Then He began to denounce the cities where most of His mighty works had been done, because they did not repent.

20 แล้วพระองค์ก็ทรงตั้งต้นติเตียนเมืองต่างๆที่พระองค์ได้ทรงกระทำการมหัศจรรย์เป็นส่วนมาก   เพราะเขามิได้กลับใจเสียใหม่

21 “Woe to you, Chorazin! Woe to you, Bethsaida! For if the mighty works done in you had been done in Tyre and Sidon, they would have repented long ago in sackcloth and ashes.

21 “วิบัติแก่เจ้าเมืองโคราซิน  วิบัติแก่เจ้าเมืองเบธไซดา  ถ้าการมหัศจรรย์  ซึ่งได้กระทำท่ามกลางเจ้า  ได้กระทำในเมืองไทระและเมืองไซดอน  คนในเมืองทั้งสองคงได้นุ่งห่มผ้ากระสอบ  นั่งบนขี้เถ้ากลับใจเสียใหม่นานมาแล้ว

22 But I tell you, it will be more bearable on the day of judgment for Tyre and Sidon than for you.

22 แต่เราบอกเจ้าว่า ในวันพิพากษา โทษเมืองไทระและเมืองไซดอน  จะเบากว่าโทษของเจ้า

23 And you, Capernaum, will you be exalted to heaven? You will be brought down to Hades. For if the mighty works done in you had been done in Sodom, it would have remained until this day.

23 และฝ่ายเจ้าเมืองคาเปอรนาอุม  เจ้าจะถูกยกขึ้นเทียมฟ้าหรือ  มิได้  เจ้าจะต้องลงไปถึงแดนคนตายต่างหาก  ด้วยว่าการมหัศจรรย์ซึ่งได้กระทำในท่ามกลางเจ้านั้น  ถ้าได้กระทำในเมืองโสโดม  เมืองนั้นคงได้ตั้งอยู่จนทุกวันนี้

24 But I tell you that it will be more tolerable on the day of judgment for the land of Sodom than for you.”

24 แต่เราบอกเจ้าว่าในวันพิพากษา  โทษเมืองโสโดมจะเบากว่าโทษของเจ้า”


Come to Me, and I Will Give You Rest

จงมาหาเราและเราจะให้เจ้าหายเหนื่อยเป็นสุข

25 At that time Jesus declared, “I thank you, Father, Lord of heaven and earth, that You have hidden these things from the wise and understanding and revealed them to little children

25 ขณะนั้นพระเยซูทูลว่า  “ข้าแต่พระบิดา  ผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และโลก  ข้าพระ

องค์สรรเสริญพระองค์   ที่พระองค์ได้ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้   ไว้จากผู้มีปัญญาและผู้ฉลาด   แต่ได้สำแดงให้ผู้น้อยรู้

26 yes, Father, for such was your gracious will.

26 ข้าแต่พระบิดา  พระองค์ทรงเห็นชอบดังนั้น  

27 All things have been handed over to Me by my Father, and no one knows the Son except the Father, and no one knows the Father except the Son and anyone to whom the Son chooses to reveal Him.

27 “พระบิดาของเรา  ได้ทรงมอบสิ่งสารพัดให้แก่เรา  และไม่มีใครรู้จักพระบุตร   นอกจากพระบิดาและไม่มีใครรู้จักพระบิดานอกจากพระบุตร  และผู้ที่พระบุตรประสงค์จะสำแดงให้รู้

28 Come to Me, all who labor and are heavy laden, and I will give you rest.

28 บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก  จงมาหาเรา   และเราจะให้ท่านทั้งหลาย  หายเหนื่อยเป็นสุข

Isn’t that a wonderful invitation from the Lord?  

นั่นไม่ใช่คำเชิญที่ยอดเยี่ยมจากพระเจ้าหรอกหรือ

Sometimes we can be so overwhelmed with care and troubles, and tired of life’s struggles and burdens. 

บางครั้งเราสามารถได้รับการดูแลและมีปัญหาอย่างท่วมท้น  และเหนื่อยในการดิ้นรนและภาระในชีวิต

But Jesus says He will give us rest.

แต่พระเยซูตรัสว่า  พระองค์จะทรงทำให้เราหายเหนื่อยเป็นสุข

29 Take my yoke upon you, and learn from me, for I am gentle and lowly in heart, and you will find rest for your souls.

29 จงเอาแอกของเราแบกไว้   แล้วเรียนจากเรา   เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม   และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก

30 For My yoke is easy, and My burden is light.”

30 ด้วยว่าแอกของข้าพเจ้าก็พอเหมาะ   และภาระของข้าพเจ้าก็เบา”

My yoke is easy, Jesus says, My burden is light, because My yoke is living to satisfy and to please God.

แอกของเราก็พอเหมาะ  พระเยซูตรัสว่า ภาระของเราก็เบา   เพราะแอกของเราคือการมีชีวิตอยู่เพื่อตอบสนองและทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย

And you find that it is much easier to please God, then it is to please yourself.

และคุณจะพบว่าเป็นเรื่องง่ายมากที่จะให้พระเจ้าทรงโปรด  ยิ่งกว่าทำให้ตัวคุณเองพอใจ

You'll never be able to please yourself, as you just live for yourself, because you're not answering to the basic purpose of your creation.

คุณจะไม่สามารถที่จะทำให้ตัวเองพอใจ   เมื่อคุณมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง   เพราะคุณไม่ได้ตอบสนองพระประสงค์พื้นฐานของการที่พระเจ้าทรงสร้างคุณมา

When God designed you and created you, God purposed that you should be for His pleasure and for His glory.

เมื่อพระเจ้าได้ทรงออกแบบและสร้างคุณ   พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ว่า  คุณควรจะอยู่เพื่อให้พระเจ้าทรงพอพระทัยและเพื่อพระสิริของพระองค์

Matthew 11