Sunday, April 17, 2016

 

Matthew 12 Jesus Is Lord of the Sabbath

มัทธิวบทที่ 12 พระเยซูทรงเป็นจ้าวแห่งวันสะบาโต

The word Sabbath means seventh day, and is the fourth of the Ten Commandments.  

คำว่าสะบาโตหมายถึงวันที่เจ็ด   และเป็นหนึ่งในพระบัญญัติสิบประการข้อที่สี่

Jews to this day are very strict in observing the Sabbath day of rest. 

จนถึงทุกวันนี้ชาวยิวเคร่งครัดมากในการยึดถือวันสะบาโตเป็นวันหยุดพักผ่อน

It begins on Friday at 6:00 p.m. and ends Saturday at 6:00 p.m.. 

มันเริ่มต้นในวันศุกร์เวลา 18:00 น และสิ้นสุดวันเสาร์เวลา 18:00 น.

It comes from God creating the earth and all that is in it, in six days and then resting on the Sabbath day, the seventh day. 

เป็นเพราะพระเจ้าทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งที่อยู่ในนั้นภายในหกวัน   แล้วทรงหยุดพักวันสะบาโตคือวันที่เจ็ด

God wants people to have a day of rest. 

พระเจ้าทรงประสงค์ให้ผู้คนมีวันหยุดเพื่อพักผ่อน

It was a bit funny to me when I worked with the Rabbi at Mt. Sinai hospital, the chaplain there, in New York. 

มันเป็นเรื่องน่าขำสำหรับผม   เมื่อผมทำงานร่วมกับครูสอนศาสนาหรือรับบีที่โรง

พยาบาลซีนาย  เขาเป็นอนุศาสกที่โรงพยาบาลนั้นในนิวยอร์ก

At about 4:00 p.m. on Friday, he became very nervous. 

เวลาเย็นประมาณ 16:00 น. ในวันศุกร์หนึ่ง   เขากระสับกระส่ายมาก

Wondering if he could accomplish the remaining visits and other work and board the subway train home before 6:00 p.m.. 

ผมกำลังสงสัยว่าเขาจะทำการเยี่ยมคนไข้ที่เหลือเสร็จสิ้นไหม เสร็จงานที่เหลืออยู่และงานอื่น ๆ และสามารถขึ้นรถไฟใต้ดินทันก่อนเวลา 18:00 น.ไหมนะ


Otherwise he would have to sleep in his office.

มิฉะนั้นเขาจะต้องนอนในสำนักงานของเขาแน่

He could not travel or do anything after 6:00 p.m.

เขาไม่สามารถเดินทางหรือทำอะไรได้หลังจากเวลา 18:00 น.

He rushed around and was able to leave before 6:00 p.m. to be able to join his family. 

เขารีบเร่งกระวีกระวาดจนงานเสร็จ และก็สามารถที่จะออกไปก่อนเวลา 18:00 น. เพื่อสามารถกลับบ้านไปร่วมกับครอบครัวได้

So that is how serious a devout rabbi today is about keeping the Sabbath.

นั่นเป็นเรื่องเครียดสำหรับรับบีผู้เคร่งครัดความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับการรักษาวันสะบาโต

1 At that time Jesus went through the grainfields on the Sabbath. His disciples were hungry, and they began to pluck heads of grain and to eat.

1  ในคราวนั้น   พระเยซูเสด็จไปในนาในวันสะบาโต   และพวกศิษย์ของพระองค์หิว   จึงเด็ดรวงข้าวมากินแก้หิว

2 But when the Pharisees saw it, they said to Him, “Look, Your disciples are doing what is not lawful to do on the Sabbath.”

2 เมื่อพวกฟาริสีเห็นเข้า   จึงทูลพระองค์ว่า   “นั่นแน่ะ   ศิษย์ของท่านทำการซึ่งต้องห้ามในวันสะบาโต”

3 He said to them, “Have you not read what David did when he was hungry, and those who were with him:

3 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   “พวกท่านยังไม่ได้อ่านหรือ   ซึ่งดาวิดได้กระทำ   เมื่อท่านและพรรคพวกอดอยาก

4 how he entered the house of God and ate the bread of the Presence, which it was not lawful for him to eat nor for those who were with him, but only for the priests?

4 ท่านได้เข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า   รับประทานขนมปังหน้าพระพักตร์   ซึ่งท่านหรือพรรคพวกไม่มีสิทธิ์จะรับประทาน   ควรแต่ปุโรหิตพวกเดียว

5 Or have you not read in the Law how on the Sabbath the priests in the temple profane the Sabbath and are guiltless?

5 ท่านทั้งหลายไม่ได้อ่านในธรรมบัญญัติหรือ   ที่ว่าพวกปุโรหิตในพระวิหารย่อมละเมิดกฎวันสะบาโตแต่ไม่มีความผิด

6 I tell you, something greater than the temple is here.

6 แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่า   ที่นี่มีสิ่งหนึ่งเป็นใหญ่กว่าพระวิหารอีก

7 And if you had known what this means, ‘I desire mercy, and not sacrifice,’ you would not have condemned the guiltless.

7 ถ้าท่านทั้งหลายได้เข้าใจความหมายของพระคัมภีร์   ที่ว่า   เราประสงค์ความเมตตา  ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา   ท่านก็คงจะไม่กล่าวโทษคนที่ไม่มีความผิด

8 For the Son of Man is lord of the Sabbath.”

8 เพราะว่าบุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นใหญ่เหนือวันสะบาโต”


A Man with a Withered Hand

ชายที่มือลีบ

9 He went on from there and entered their synagogue.

9  แล้วพระองค์ได้เสด็จไปจากที่นั่น   และเข้าไปในธรรมศาลาของเขา

10 And a man was there with a withered hand. And they asked Him, “Is it lawful to heal on the Sabbath?”—so that they might accuse Him.

10 มีคนหนึ่งมือข้างหนึ่งลีบ   คนทั้งหลายถามพระองค์ว่า   “การรักษาโรคในวันสะบาโตนั้นต้องห้ามหรือไม่”   เพื่อเขาจะหาเหตุฟ้องพระองค์ได้

There are rules in the Torah, the Old Testament law books that the Jews follow that give rules for keeping the Sabbath. 

มีกฎข้อบังคับในคัมภีร์โทราห์, หนังสือบทบัญญัติพันธสัญญาเดิม  ที่ชาวยิวทำตามกฎข้อบังคับเรื่องการรักษาวันสะบาโต

But through the centuries the Rabbis have added many more of their own rules. 

แต่ตลอดหลายศตวรรษมานี้ พวกรับบีได้เพิ่มเติมกฎข้อบังคับของตัวเองมากขึ้น

11 He said to them, “Which one of you who has a sheep, if it falls into a pit on the Sabbath, will not take hold of it and lift it out?

11 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   “ถ้าผู้ใดในพวกท่านมีแกะตัวเดียวและแกะตัวนั้นตกบ่อในวันสะบาโต   ผู้นั้นจะไม่ฉุดลากแกะตัวนั้นขึ้นหรือ

12 Of how much more value is a man than a sheep! So it is lawful to do good on the Sabbath.”

12 มนุษย์คนหนึ่งย่อมประเสริฐยิ่งกว่าแกะมากทีเดียว   เหตุฉะนั้นจึงอนุญาตให้ทำการดีได้ในวันสะบาโต”

13 Then He said to the man, “Stretch out your hand.” And the man stretched it out, and it was restored, healthy like the other.

13 แล้วพระองค์ตรัสกับคนมือลีบนั้นว่า   “จงเหยียดมือออกเถิด”   เขาก็เหยียดออก   และมือนั้นก็หายเป็นปกติเหมือนมืออีกข้างหนึ่ง

14 But the Pharisees went out and conspired against Him, how to destroy Him.

14 ฝ่ายพวกฟาริสีก็ออกไปปรึกษากันว่า   จะทำอย่างไรจึงจะฆ่าพระองค์ได้


God's Chosen Servant

ผู้รับใช้ที่พระเจ้าทรงเลือก

15 Jesus, aware of this, withdrew from there. And many followed Him, and He healed them all

15 แต่พระเยซูทรงทราบ   จึงได้เสด็จออกไปจากที่นั่น  และคนเป็นอันมากก็ตาม พระ

องค์ไป   พระองค์ก็ทรงรักษาเขาให้หายโรคสิ้นทุกคน

16 and ordered them not to make Him known.

16 แล้วพระองค์ทรงกำชับห้ามเขามิให้แพร่งพรายว่า   พระองค์คือผู้ใด

17 This was to fulfill what was spoken by the prophet Isaiah:

17 ทั้งนี้เพื่อจะให้เป็นไปตามคำของอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่า

18 “Behold, My servant whom I have chosen, My beloved with whom My soul is well pleased. I will put my Spirit upon Him, and He will proclaim justice to the Gentiles.

18 ดูเถิด  ผู้รับใช้ของข้าพเจ้าซึ่งได้เลือกสรรไว้   ที่รักของข้าพเจ้า  ผู้ซึ่งข้าพเจ้าโปรดปราน   ข้าพเจ้าจะเอาวิญญาณของข้าพเจ้าสวมท่านไว้   ท่านจะประกาศความยุติธรรมไปให้แก่บรรดาประชาชาติ

19 He will not quarrel or cry aloud, nor will anyone hear His voice in the streets;

19 ท่านจะไม่ทะเลาะวิวาทและไม่ร้องเสียงดัง  ไม่มีใครจะได้ยินเสียงของท่านตาม

ถนน

20 a bruised reed He will not break, and a smoldering wick He will not quench,

until He brings justice to victory;

20 ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หัก  ไส้ตะเกียงเป็นควันจวนดับแล้วท่านจะไม่ดับ  กว่าท่านจะได้นำความยุติธรรมให้มีชัยชนะ

21 and in His name the Gentiles will hope.”

21 และบรรดาประชาชาติจะฝากความหวังไว้กับท่าน


Blasphemy Against the Holy Spirit

การดูหมิ่นพระวิญญาณบริสุทธิ์

22 Then a demon-oppressed man who was blind and mute was brought to Him, and He healed him, so that the man spoke and saw.

22 ขณะนั้นเขาพาคนหนึ่งมีผีเข้าสิงอยู่   ทั้งตาบอดและเป็นใบ้มาหาพระองค์   พระองค์ทรงรักษาให้หาย   คนใบ้นั้นจึงพูดจึงเห็น

23 And all the people were amazed, and said, “Can this be the Son of David?”

23 และคนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจถามกันว่า   “คนนี้เป็นบุตรดาวิดได้หรือ”

24 But when the Pharisees heard it, they said, “It is only by Beelzebul, the prince of demons, that this man casts out demons.”

24 แต่พวกฟาริสีเมื่อได้ยินดังนั้นก็พูดกันว่า   “ผู้นี้ขับผีออกได้ก็เพราะใช้อำนาจเบเอลเซบูลผู้เป็นนายผีนั้น”

25Knowing their thoughts, He said to them, “Every kingdom divided against itself is laid waste, and no city or house divided against itself will stand.

25 ฝ่ายพระเยซูทรงทราบความคิดของเขา   จึงตรัสกับเขาว่า   “ราชอาณาจักรใดๆซึ่งแตกแยกกันแล้ว   ก็คงพินาศ   เมืองใดๆ  ครัวเรือนใดๆ   ซึ่งแตกแยกกันแล้ว   จะตั้งอยู่ไม่ได้

26 And if Satan casts out Satan, he is divided against himself. How then will his kingdom stand?

26 และถ้าซาตานขับซาตานออกมันก็แตกแยกกันในตัวมันเอง   แล้วอาณาจักรของมันจะตั้งอยู่อย่างไรได้

I find it interesting that the Mormons are a cult not truly worshipping the Lord Jesus. 

ผมว่ามันน่าสนใจที่ลัทธิมอร์มอนเป็นแค่หลักข้อเชื่อ ไม่ใช่การนมัสการองค์พระเยซูอย่างแท้จริง

After building the Health Center in our village of Thachatchai they built a spirit house for spirits or demons to live in. 

หลังจากที่สร้างอาคารศูนย์บริการสาธารณสุขในหมู่บ้านท่าฉัตรชัย   พวกเขาสร้างศาลพระภูมิสำหรับวิญญาณหรือปีศาจที่จะสิงอยู่

So you see Satan does not fight against himself.

ดังนั้นคุณจะเห็นว่าซาตานไม่ได้ต่อสู้กับตัวเอง


27 And if I cast out demons by Beelzebul, by whom do your sons cast them out? Therefore they will be your judges.

27 และถ้าข้าพเจ้าขับผีออกโดยเบเอลเซบูล   พวกพ้องของท่านทั้งหลายขับมันออกโดยอำนาจของใครเล่า   เหตุฉะนั้นพวกพ้องของท่านเองจะเป็นผู้ตัดสินกล่าวโทษพวกท่าน

28 But if it is by the Spirit of God that I cast out demons, then the kingdom of God has come upon you.

28 แต่ถ้าข้าพเจ้าขับผีออกด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า   แผ่นดินของพระเจ้าก็มาถึงท่านแล้ว

29 Or how can someone enter a strong man's house and plunder his goods, unless he first binds the strong man? Then indeed he may plunder his house.

29 หรือใครจะเข้าไปในเรือนของคนที่มีกำลังมาก   และปล้นเอาทรัพย์ของเขาอย่างไรได้   เว้นแต่จะจับคนที่มีกำลังมากนั้นมัดไว้เสียก่อน   แล้วจึงจะปล้นทรัพย์ในเรือนนั้นได้

30 Whoever is not with me is against Me, and whoever does not gather with Me scatters.

30 ผู้ใดไม่อยู่ฝ่ายข้าพเจ้าก็เป็นปฏิปักษ์ต่อข้าพเจ้า   และผู้ใดไม่รวบรวมไว้กับข้าพเจ้า   ก็เป็นผู้กระทำให้กระจัดกระจายไป

31 Therefore I tell you, every sin and blasphemy will be forgiven people, but the blasphemy against the Spirit will not be forgiven.

31 เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าบอกท่านทั้งหลายว่า   ความผิดบาปและคำหมิ่นประมาททุกอย่างจะโปรดยกให้มนุษย์ได้   เว้นแต่คำหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงโปรดยกให้มนุษย์ไม่ได้

32 And whoever speaks a word against the Son of Man will be forgiven, but whoever speaks against the Holy Spirit will not be forgiven, either in this age or in the age to come

32 ผู้ใดจะกล่าวร้ายบุตรมนุษย์   จะโปรดยกให้ผู้นั้นได้   แต่ผู้ใดจะกล่าวร้ายพระวิญญาณบริสุทธิ์   จะทรงโปรดยกให้ผู้นั้นไม่ได้   ทั้งยุคนี้ยุคหน้า

Basically, it is the refusal to hearken to the work of the Spirit within your life.

โดยทั่วไป   ก็คือการปฏิเสธที่จะตั้งใจฟังการงานของพระวิญญาณภายในชีวิตของคุณ

For Jesus said, "when the Spirit comes He is not going to testify of Himself, He is going to testify of me" (John 15:26).

เพราะพระเยซูตรัสว่า "พระวิญญาณแห่งความจริงผู้ทรงมาจากพระบิดานั้นได้เสด็จมา  แล้ว  พระองค์ก็จะทรงเป็นพยานให้แก่เรา" (ยอห์น 15:26)

"And He is going to reproof the world of sin, of righteousness, and of judgement."

"และเขากำลังจะคำตักเตือนก็ได้ในโลกของความบาปของความชอบธรรมและการพิพากษา."

And then He said, "of sin, because they do not believe on Me" (John 16:8-9).

และจากนั้นทรงตรัสว่า "ในเรื่องความผิดนั้น  คือเพราะเขาไม่วางใจในเรา" (ยอห์น 16: 8-9)

The work of the Holy Spirit is to convict men of sin, by revealing to man the answer for his sin, even Jesus Christ.

การงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แม้แต่พระเยซูคริสต์   คือทำให้คนเรารู้ตัวว่าได้ทำผิดบาป โดยเปิดเผยคำตอบแก่บาปของคนนั้น

God has made only one provision for your forgiveness.

พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมการให้อภัยบาปแก่คุณ

Only one provision for the putting away of your sin and your guilt, and that provision is in and through His only begotten Son. And the Spirit of God comes to bear witness to us of this fact.

ทรงเตรียมจัดการนำเอาความบาปและความผิดของคุณไปเสีย  และการทรงจัดเตรียม นั้นคือผ่านทางพระบุตรองค์เดียวของพระองค์  และพระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จมาทรงเป็นพยานให้เราทราบความจริงข้อนี้

That there is only one way you can have forgiveness of your sin, and that is by the receiving of the Son of God, Jesus Christ as your Savior and Lord.

นั่นเป็นเพียงวิธีเดียวที่คุณสามารถรับการอภัยบาปของคุณ    และนั่นคือโดยได้ต้อนรับพระบุตรของพระเจ้า  พระเยซูคริสต์  มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและพระเจ้าของคุณ

Now if you continually refuse that work of the Holy Spirit in your heart revealing Jesus Christ to you, reproving you of your sin, because you do not believe in Him; if you continue in that mode, there is no forgiveness, because God has provided no other way for men to be saved.

ตอนนี้ถ้าคุณยังคงปฏิเสธการงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เปิดเผยให้เห็นพระเยซูคริสต์ในจิตใจของคุณ   ตำหนิการที่คุณทำผิดบาป  เพราะคุณไม่เชื่อในพระองค์ ถ้าคุณยังคงกระทำแบบนั้น  ก็จะไม่มีการให้อภัย    เพราะพระเจ้าไม่ทรงมีทางอื่นใดที่เตรียมไว้สำหรับคนที่จะรอดได้

Acts กิจการ 4:12 12 And there is salvation in no one else, for there is no other name under heaven given among men by which we must be saved.”

12 ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย   ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้   ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” 

So for you to reject God's provision for your sins through the death of His Son, leaves God no alternative.

ดังนั้นสำหรับคุณที่ปฏิเสธการที่พระเจ้าทรงเตรียมการชำระความผิดบาปของคุณ  โดยผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์  พระเจ้าทรงไม่มีทางเลือกอื่นให้คุณ

There is no forgiveness for you, not in this world or in the world to come.

ไม่มีการให้อภัยแก่คุณ    ไม่มีในโลกนี้หรือในโลกที่จะมาภายหน้า

Because God has made only one provision for men's sin; the Holy Spirit bears witness to your heart of that truth.

เพราะพระเจ้าได้ทรงเตรียมทางเดียวเพื่อชำระบาปของคนเรา; พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพยานให้ใจของคุณทราบเรื่องความจริงนั้น

To refuse to believe, to refuse to accept the witness of the Spirit, is ultimately to blaspheme against the Spirit.

การปฏิเสธที่จะเชื่อ   การปฏิเสธที่จะยอมรับพยานของพระวิญญาณ   เป็นการหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างร้ายแรง

A Tree Is Known by Its Fruit

ต้นไม้เป็นที่รู้จักกันด้วยผลของมัน

33 “Either make the tree good and its fruit good, or make the tree bad and its fruit bad, for the tree is known by its fruit.

33  “พึงกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งว่าต้นดีผลก็ดี   หรือต้นเลวผลก็เลวด้วย   ข้าพเจ้าจะรู้จักต้นไม้ด้วยผลของมัน

34 You brood of vipers! How can you speak good, when you are evil? For out of the abundance of the heart the mouth speaks.

34 โอ  ชาติงูร้าย  เจ้าเป็นคนชั่ว  แล้วจะพูดความดีได้อย่างไร  ด้วยว่าปากนั้น  พูดจากสิ่งที่มาจากใจ

35 The good person out of his good treasure brings forth good, and the evil person out of his evil treasure brings forth evil.

35 คนดีก็เอาของดีมาจากคลังแห่งความดีในตัวของเขา   คนชั่วก็เอาของชั่วมาจากคลังแห่งความชั่วในตัวของเขา

36 I tell you, on the day of judgment people will give account for every careless word they speak,

36 ฝ่ายข้าพเจ้าบอกเจ้าทั้งหลายว่า   คำที่ไม่เป็นสาระทุกคำซึ่งมนุษย์พูดนั้น   มนุษย์จะต้องรับผิดในถ้อยคำเหล่านั้น   ในวันพิพากษา

37 for by your words you will be justified, and by your words you will be condemned.

37 เหตุว่าที่เจ้าจะพ้นโทษได้   หรือจะต้องถูกปรับโทษนั้น   ก็เพราะวาจาของเจ้า”


Sometime we ought to be a bit more careful about what is coming out of our mouths.

บางครั้งเราควรระมัดระวังมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะออกมาจากปากของเรา


The Sign of Jonah

หมายสำคัญเรื่องโยนาห์

38 Then some of the scribes and Pharisees answered Him, saying, “Teacher, we wish to see a sign from you.”

38 คราวนั้นมีบางคนในพวกธรรมาจารย์   และพวกฟาริสีมาทูลพระองค์ว่า   “อาจารย์เจ้าข้า   พวกข้าพเจ้าอยากจะเห็นหมายสำคัญจากท่าน”

39 But He answered them, “An evil and adulterous generation seeks for a sign, but no sign will be given to it except the sign of the prophet Jonah.

39 พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า   “คนชาติชั่วและคิดทรยศต่อพระเจ้าแสวงหาหมายสำคัญ   และจะไม่ทรงโปรดให้หมายสำคัญแก่เขา   เว้นไว้แต่หมายสำคัญของโยนาห์ผู้เผยพระวจนะ

40 For just as Jonah was three days and three nights in the belly of the great fish, so will the Son of Man be three days and three nights in the heart of the earth.

40 ด้วยว่า  โยนาห์ได้อยู่ในท้องปลามหึมาสามวันสามคืน     ฉันใด   บุตรมนุษย์จะอยู่ในท้องแผ่นดิน   สามวันสามคืนฉันนั้น

41 The men of Nineveh will rise up at the judgment with this generation and condemn it, for they repented at the preaching of Jonah, and behold, something greater than Jonah is here.

41 ชนชาวนีนะเวห์จะลุกขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนยุคนี้   และจะเป็นตัวอย่างให้คนยุคนี้ได้รับโทษ   ด้วยว่าชาวนีนะเวห์ได้กลับใจเสียใหม่   เพราะคำประกาศของโยนาห์   และซึ่งใหญ่กว่าโยนาห์มีอยู่ที่นี่

Jonah was in the great fish for three days and Jesus would be in the tomb for three days. 

โยนาห์อยู่ในท้องปลามหึมาเป็นเวลาสามวัน  และพระเยซูทรงอยู่ในอุโมงค์เก็บศพเป็นเวลาสามวัน

This would be the sign or miracle giving the Scribes and Pharisees an opportunity to believe in who Jesus is.  

นี่จะเป็นหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ให้แก่อาลักษณ์และพวกฟาริสี   ได้มีโอกาสที่จะเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใด

42 The queen of the South will rise up at the judgment with this generation and condemn it, for she came from the ends of the earth to hear the wisdom of Solomon, and behold, something greater than Solomon is here.

42 นางกษัตริย์ฝ่ายทิศใต้จะลุกขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนยุคนี้   และจะเป็นตัวอย่างให้คนยุคนี้ได้รับโทษ   ด้วยว่าพระนางนั้นได้มาจากที่สุดปลายแผ่นดินโลก   เพื่อจะฟังสติปัญญาของซาโลมอน   และซึ่งใหญ่กว่าซาโลมอนก็มีอยู่ที่นี่


Return of an Unclean Spirit

การกลับมาของผีโสโครก

43 “When the unclean spirit has gone out of a person, it passes through waterless places seeking rest, but finds none.

43 “เมื่อผีโสโครกออกมาจากผู้ใดแล้ว   มันก็ท่องเที่ยวไปในที่กันดารน้ำเพื่อแสวงหาที่หยุดพัก   แต่เมื่อไม่พบ

44 Then it says, ‘I will return to my house from which I came.’ And when it comes, it finds the house empty, swept, and put in order.

44 มันจึงกล่าวว่า   'ข้าจะกลับไปยังเรือนของข้า   ที่ข้าได้ออกมานั้น'   และเมื่อมาถึงก็เห็นเรือนนั้นว่าง   กวาดและตกแต่งไว้แล้ว

45 Then it goes and brings with it seven other spirits more evil than itself, and they enter and dwell there, and the last state of that person is worse than the first. So also will it be with this evil generation.”

45 มันจึงไปรับเอาผีอื่นอีกเจ็ดผีร้ายกว่ามันเอง   แล้วก็เข้าไปอาศัยที่นั่น   และในที่สุดคนนั้นก็ตกที่นั่งร้ายกว่าตอนแรก   คนชาติชั่วนี้ก็จะเป็นอย่างนั้น”

Pastor Chuck Smith offers this explanation: So Jesus is talking about the casting forth of evil spirits.

บาทหลวงชัค สมิธ ให้คำอธิบายดังนี้: ดังนั้นพระเยซูทรงสอนเกี่ยวกับการขับไล่วิญญาณชั่ว

It is certainly important that we not go around just seeking to expel evil spirits because you can actually be harming a person rather then helping a person, by just casting forth evil spirits.

แน่นอนมันสำคัญที่เราไม่ไปทั่ว เพียงแค่มองหาทางที่จะขับไล่วิญญาณชั่ว  เพราะแท้จริงคุณสามารถจะทำร้ายคนแทนที่จะช่วยคน โดยเพียงแค่ขับไล่วิญญาณชั่วออกไป

If something doesn't move into that vacuum, if something doesn't come in its place, the spirit will return finding the house all swept, clean.

ถ้าบางสิ่งไม่เคลื่อนไหวในสุญญากาศนั้น   ถ้าบางสิ่งไม่ได้เข้ามาแทนที่นั้น  วิญญาณจะกลับมาหาสถานที่อยู่ที่กวาดล้าง ทำความสะอาดแล้ว

He'll go out and get seven other spirits more wicked, and really, you've done a great disservice to the person.

มันจะออกไปและได้ผีชั่วร้ายอีกเจ็ดตัวเพิ่มขึ้น    และจริงๆ คุณได้ทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงแก่บุคคลนั้น



I believe in the expelling force of the higher power. I believe the best way to drive out darkness is to turn on the light, not to go around and flail at the darkness, scream at it, and yell at it, and try to drive it out, just turn on the light and the darkness automatically flees.

ผมเชื่อในพลังขับไล่ของพลังอำนาจที่เหนือกว่า   ผมเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะขับไล่ความมืดคือการเปิดไฟสว่าง  ไม่ใช่ไปรอบ ๆ และโยกตัวในความมืด   หวีดเสียงร้อง และตะโกนใส่หน้ามัน   และพยายามที่จะขับมันออกมา   เพียงแค่เปิดไฟให้สว่างและความมืดจะหายไปโดยอัตโนมัติ

Light and darkness cannot co-exist.

ความสว่างและความมืดไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

And when Jesus Christ comes into a person's life, when his heart and life is open to receive, then whatever force of darkness may be there is expelled by the power of the stronger force, the expelling force of the stronger power and a man is saved.

และเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของคนใด   เมื่อหัวใจและชีวิตของเขาเปิดต้อนรับ  แล้วสิ่งใดที่เป็นอำนาจมืดอาจจะถูกขับไล่ออก  โดยพลังอำนาจของแรงผลักดันที่เข้มแข็งกว่า   พลังอำนาจที่ขับไล่ของพลังที่เข้มแข็งกว่า  คนนั้นก็จะรอดได้.

He doesn't have to worry about a reoccurrence of the problem even in a worse degree.

เขาไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการเกิดปัญหาซ้ำ แม้จะอยู่ในระดับที่เลวร้ายกว่านั้น

Better, that you bring the light to men, better that you bring them Jesus Christ, that their hearts and lives might be filled with Him and with His love, and through His power the forces of darkness will automatically be dispelled

เป็นการดีกว่า    ที่คุณจะนำคนมาถึงความสว่าง   เป็นการดีกว่าที่คุณนำพวกเขาพบพระเยซูคริสต์  โดยที่หัวใจและชีวิตของพวกเขาอาจจะมีพระองค์ในจิตใจ  และด้วยความรักของพระองค์   และโดยอำนาจของพระองค์    อำนาจมืดจะถูกขับไล่ออกไปโดยอัตโนมัติ


Jesus' Mother and Brothers

มารดาของพระเยซูและพวกพี่น้อง

46 While He was still speaking to the people, behold, His mother and His brothers stood outside, asking to speak to Him.

46 ขณะที่พระองค์ยังตรัสกับประชาชนอยู่นั้น   มารดาและพวกน้องชายของพระองค์พากันมายืนอยู่ภายนอก   หาโอกาสจะสนทนากับพระองค์

These of course were the flesh and blood mother and brothers of the Lord Jesus. 

แน่นอนคนเหล่านี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขมารดาและพี่น้องของพระเยซูเจ้า

But spiritually when you accept Christ you enter into the family of God and become a brother or sister to Jesus. 

แต่ด้านวิญญาณเมื่อคุณยอมรับพระคริสต์   คุณได้เข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้า   และกลายเป็นพี่น้องชายหญิงของพระเยซู

We are joint heirs with Him and brothers and sisters with each other, though we may come from many different nations.  

เราเป็นทายาทร่วมกับพระองค์    และเป็นพี่น้องชายหญิงซึ่งกันและกัน  แม้ว่าเราอาจจะมาจากชนชาติที่แตกต่างกันมาก

We become one family in Christ.

เราจะกลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกันของพระคริสต์

47  Then one said unto Him, Behold, your mother and your brethren stand without, desiring to speak with You.

47 [มีคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   มารดาและน้องชายของพระองค์ยืนอยู่ข้างนอก   หาโอกาสที่จะสนทนากับพระองค์”]

48 But He replied to the man who told Him, “Who is My mother, and who are My brothers?”

48 พระองค์จึงตรัสกับผู้ที่มาทูลนั้นว่า   “ใครเป็นมารดาของข้าพเจ้า   ใครเป็นพี่น้องของข้าพเจ้า”

49 And stretching out His hand toward His disciples, He said, “Here are My mother and My brothers!

49 พระองค์ทรงชี้ไปทางพวกสาวกของพระองค์และตรัสว่า   “นี่เป็นมารดาและพี่น้องของข้าพเจ้า

50 For whoever does the will of My Father in heaven is My brother and sister and mother.”

50 ด้วยว่าผู้ใดจะกระทำตามพระทัยพระบิดาของข้าพเจ้าผู้ทรงสถิตในสวรรค์   ผู้นั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของข้าพเจ้า”

Matthew 12