Tuesday, April 19, 2016

 

Matthew 13 Parable of Wheat and Tares

มัทธิวบทที่ 13 คำอุปมาเรื่องข้าวสาลีและข้าวละมาน

When wheat and weeds first begin to grow you can’t really tell the difference they look the same. 

เริ่มแรกข้าวสาลีและวัชพืชจะเติบโตขึ้น  จริงๆคุณไม่สามารถบอกความแตกต่างที่พวกมันดูคล้ายๆ กัน

Usually with wheat you have to have a sower, who has spread out the seed.  The weeds grow naturally blown by the wind and often mix together with the wheat or other grass or crop you are trying to grow.

ปกติเวลาปลูกข้าวสาลีนั้นคุณต้องมีผู้หว่านพืช  ที่ได้หว่านเมล็ดให้กระจาย  วัชพืชก็เจริญ

เติบโตตามธรรมชาติโดยลมพัดพาไป  และมักจะปะปนกันด้วยข้าวสาลีหรือหญ้าอื่นหรือพืชอื่น ๆ ที่คุณกำลังพยายามปลูก

1 That same day Jesus went out of the house and sat beside the sea.

1 ในวันนั้นพระเยซูก็เสด็จจากเรือนไปประทับที่ชายทะเลสาบ

2 And great crowds gathered about Him, so that He got into a boat and sat down. And the whole crowd stood on the beach.

2 มีคนพากันมาหาพระองค์มากนัก   พระองค์จึงเสด็จลงไปประทับในเรือและบรรดาคนเหล่านั้นก็ยืนอยู่บนฝั่ง

3 And he told them many things in parables, saying: “A sower went out to sow.

3 แล้วพระองค์ก็ตรัสกับเขาหลายประการเป็นคำอุปมา   เป็นต้นว่า   “ดูเถิด  มีคนหนึ่งออกไปหว่านพืช

4 And as he sowed, some seeds fell along the path, and the birds came and devoured them.

4 และเมื่อเขาหว่าน   เมล็ดพืชก็ตกตามหนทางบ้าง   แล้วนกก็มากินเสีย

5 Other seeds fell on rocky ground, where they did not have much soil, and immediately they sprang up, since they had no depth of soil,

5 บ้างก็ตกในที่ซึ่งมีพื้นหิน   มีเนื้อดินแต่น้อย   จึงงอกขึ้นโดยเร็วเพราะดินไม่ลึก

6 but when the sun rose they were scorched. And since they had no root, they withered away.

6 แต่เมื่อแดดจัดแดดก็แผดเผา   เพราะรากไม่มีจึงเหี่ยวไป

7 Other seeds fell among thorns, and the thorns grew up and choked them.

7 บ้างก็ตกกลางต้นหนาม   ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย

Besides the weeds or thorns choking out the good wheat, there are also the birds, rocky soil, and sometimes too much sun and not enough rain so the wheat doesn’t grow.

นอกจากวัชพืชหรือต้นหนามที่ปกคลุมข้าวสาลีที่ดี   ยังมีนกมากมายอีก  ดินปนหินและบางครั้งแสงอาทิตย์มากเกินไป  และฝนไม่เพียงพอ ดังนั้นข้าวสาลีก็ไม่เติบโต

8 Other seeds fell on good soil and produced grain, some a hundredfold, some sixty, some thirty.

8 บ้างก็ตกที่ดินดี   แล้วเกิดผลร้อยเท่าบ้าง   หกสิบเท่าบ้าง   สามสิบเท่าบ้าง

9 He who has ears, let him hear.”

9 ใครมีหูจงฟังเถิด”

The Purpose of the Parables

วัตถุประสงค์ของคำอุปมา

10 Then the disciples came and said to Him, “Why do you speak to them in parables?”

10 ฝ่ายพวกสาวกจึงมาทูลพระองค์ว่า   “เหตุไฉนพระองค์ตรัสกับเขาเป็นคำอุปมา”

11 And He answered them, “To you it has been given to know the secrets of the kingdom of heaven, but to them it has not been given.

11 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า   “ข้อความลับลึกแห่งแผ่นดินสวรรค์   ทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้ได้   แต่คนเหล่านั้นไม่โปรดให้รู้

12 For to the one who has, more will be given, and he will have an abundance, but from the one who has not, even what he has will be taken away.

12 ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้ว   จะเพิ่มเติมให้คนผู้นั้นมีเหลือเฟือ   แต่ผู้ที่ไม่มีนั้น   แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่จะต้องเอาไปจากเขา

13 This is why I speak to them in parables, because seeing they do not see, and hearing they do not hear, nor do they understand.

13 เหตุฉะนั้น   เราจึงกล่าวแก่เขาเป็นคำอุปมา   เพราะว่าถึงเขาเห็นก็เหมือนไม่เห็น   ถึงได้ยินก็เหมือนไม่ได้ยินและไม่เข้าใจ

14 Indeed, in their case the prophecy of Isaiah is fulfilled that says: “‘You will indeed hear but never understand, and you will indeed see but never perceive.

14 ความเป็นอยู่ของเขาก็ตรงตามคำพยากรณ์ของอิสยาห์   ที่ว่า  พวกเจ้าจะได้ยินกับหูก็จริง   แต่จะไม่เข้าใจ  จะดูก็จริง  แต่จะไม่เห็น  

15 For this people's heart has grown dull, and with their ears they can barely hear,

and their eyes they have closed, lest they should see with their eyes and hear with their ears and understand with their heart and turn, and I would heal them.’

15 เพราะว่าชนชาตินี้กลายเป็นคนมีใจเฉื่อยชา  หูก็ตึง  และตาเขา  เขาก็ปิด  มิฉะนั้นเขาจะเห็นด้วยตา  และจะได้ยินด้วยหู  และจะได้เข้าใจด้วยจิตใจ  แล้วจะหันกลับมา  และเราจะได้รักษาเขาให้หาย  

16 But blessed are your eyes, for they see, and your ears, for they hear.

16 “แต่นัยน์ตาของท่านทั้งหลายก็เป็นสุขเพราะได้เห็น   และหูของท่านก็เป็นสุขเพราะได้ยิน

The purpose of a parable is always to illustrate a truth.

จุดประสงค์ของคำอุปมาแสดงให้เห็นภาพความจริงเสมอ

When a person cannot understand, when a person cannot see, then you use a story.

เมื่อคนหนึ่งไม่สามารถเข้าใจ  เมื่อคนหนึ่งไม่สามารถมองเห็น  จากนั้นคุณก็ใช้เรื่องราว

You take something that is familiar to them, something that they can understand, and you tell the story, and then by the story you illustrate the truth that you are trying to get across to them.

คุณจะใช้บางสิ่งที่พวกเขาคุ้นเคย บางสิ่งที่พวกเขาสามารถเข้าใจ  และคุณบอกเล่าเรื่องราวและแล้วโดยเรื่องที่คุณแสดงให้เห็นภาพความจริง   ที่คุณกำลังพยายามทำให้พวกเขายอม

รับ

17 Truly, I say to you, many prophets and righteous people longed to see what you see, and did not see it, and to hear what you hear, and did not hear it.

17 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ผู้เผยพระวจนะและผู้ชอบธรรมเป็นอันมาก   ได้ปรารถนาจะเห็นซึ่งท่านทั้งหลายเห็นอยู่นี้   แต่เขามิเคยได้เห็น   และอยากจะได้ยินซึ่งท่านทั้งหลายได้ยิน   แต่เขาก็มิเคยได้ยิน

The Parable of the Sower Explained

คำอุปมาเรื่องผู้หว่านพืชที่ได้อธิบาย

18 “Hear then the parable of the sower:

18 “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงฟังคำอุปมาว่าด้วยผู้หว่านพืชนั้น

19 When anyone hears the word of the kingdom and does not understand it, the evil one comes and snatches away what has been sown in his heart. This is what was sown along the path.

19 เมื่อผู้ใดได้ยินคำบอกเล่าเรื่องแผ่นดินพระเจ้าแต่ไม่เข้าใจ   มารร้ายก็มาฉวยเอาพืชซึ่งหว่านในใจเขานั้นไปเสีย   นั่นแหละได้แก่เมล็ดพืชซึ่งหว่านตกริมหนทาง

20 As for what was sown on rocky ground, this is the one who hears the word and immediately receives it with joy,

20 และเมล็ดพืชซึ่งหว่านตกในที่ดินซึ่งมีพื้นหินนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะ   แล้วก็รับทันทีด้วยความปรีดี

21 yet he has no root in himself, but endures for a while, and when tribulation or persecution arises on account of the word, immediately he falls away.

21 แต่ไม่ฝังลึกในตัวจึงทนอยู่ชั่วคราว  และเมื่อเกิดการยากลำบาก  หรือการข่มเหงต่างๆ  เพราะพระวจนะนั้น  เขาก็เลิกเสียในทันทีทันใด

22 As for what was sown among thorns, this is the one who hears the word, but the cares of the world and the deceitfulness of riches choke the word, and it proves unfruitful.

22 และพืชซึ่งหว่านกลางหนามนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ  แล้วความกังวลตามธรรมดาโลก  และความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสีย  จึงไม่เกิดผล

23 As for what was sown on good soil, this is the one who hears the word and understands it. He indeed bears fruit and yields, in one case a hundredfold, in another sixty, and in another thirty.”

23 ส่วนพืชซึ่งหว่านตกในดินดีนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะนั้นและเข้าใจ  คนนั้นก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง  หกสิบเท่าบ้าง  สามสิบเท่าบ้าง”

The Parable of the Weeds

คำอุปมาเรื่องข้าวละมาน

24 He put another parable before them, saying, “The kingdom of heaven may be compared to a man who sowed good seed in his field,

24 พระองค์ตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังว่า   “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือน   คนหนึ่งได้หว่านพืชดีในนาของตน

25 but while his men were sleeping, his enemy came and sowed weeds among the wheat and went away.

25 แต่เมื่อคนทั้งหลายนอนหลับอยู่   ศัตรูของคนนั้นมาหว่านข้าวละมานปนกับข้าวดีนั้นไว้แล้วก็หลบไป

26 So when the plants came up and bore grain, then the weeds appeared also.

26 ครั้นต้นข้าวนั้นงอกขึ้นออกรวงแล้ว   ข้าวละมานก็ขึ้นปรากฏด้วย

27 And the servants of the master of the house came and said to him, ‘Master, did you not sow good seed in your field? How then does it have weeds?’

27 ทาสแห่งเจ้าบ้านจึงมาแจ้งแก่นายว่า   'นายเจ้าข้า   ท่านได้หว่านพืชดีไว้ในนาของท่านมิใช่หรือ   แต่มีข้าวละมานมาจากไหน'

28 He said to them, ‘An enemy has done this.’ So the servants said to him, ‘Then do you want us to go and gather them?’

28 นายก็ตอบว่า   'นี่เป็นการกระทำของศัตรู'   พวกทาสจึงถามว่า   'ท่านปรารถนาจะให้พวกเราไปถอนและเก็บข้าวละมานหรือ'

29 But he said, ‘No, lest in gathering the weeds you root up the wheat along with them.

29 แต่นายตอบว่า   'อย่าเลยเกลือกว่า   เมื่อกำลังถอนข้าวละมานจะถอนข้าวดีด้วย

30 Let both grow together until the harvest, and at harvest time I will tell the reapers, gather the weeds first and bind them in bundles to be burned, but gather the wheat into my barn.’”

30 ให้ทั้งสองจำเริญไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยว   และในเวลาเกี่ยวนั้นเราจะสั่งผู้เกี่ยวว่า   'จงเก็บข้าวละมานก่อน   มัดเป็นฟ่อนเผาไฟเสีย   แต่ข้าวดีนั้นจงเก็บไว้ในยุ้งฉางของเรา' ”

The Mustard Seed and the Leaven

เมล็ดพืชและเชื้อขนม

31 He put another parable before them, saying, “The kingdom of heaven is like a grain of mustard seed that a man took and sowed in his field.

31 พระองค์ยังตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาฟังว่า  “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง  ซึ่งคนหนึ่งเอาไปเพาะลงในไร่ของตน

32 It is the smallest of all seeds, but when it has grown it is larger than all the garden plants and becomes a tree, so that the birds of the air come and make nests in its branches.”

32 เมล็ดนั้นเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวง  แต่เมื่องอกขึ้นแล้วก็ใหญ่กว่าผักอื่น  และจำเริญเป็นต้นไม้จนนกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ตามกิ่งก้านของต้นนั้นได้”

We can compare this parable and the next with Matthew 13:31-33

เราสามารถเปรียบเทียบคำอุปมานี้และถัดไปในพระธรรมมัทธิว 13: 31-33

31 He put another parable before them, saying, “The kingdom of heaven is like a grain of mustard seed that a man took and sowed in his field.

31 พระองค์ยังตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาฟังว่า  “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง   ซึ่งคนหนึ่งเอาไปเพาะลงในไร่ของตน

32 It is the smallest of all seeds, but when it has grown it is larger than all the garden plants and becomes a tree, so that the birds of the air come and make nests in its branches.”

32 เมล็ดนั้นเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวง  แต่เมื่องอกขึ้นแล้วก็ใหญ่กว่าผักอื่น  และจำเริญเป็นต้นไม้จนนกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ตามกิ่งก้านของต้นนั้นได้”

33 He told them another parable. “The kingdom of heaven is like leaven that a woman took and hid in three measures of flour, till it was all leavened.”

33 พระองค์ยังตรัสคำอุปมาให้เขาฟังอีกข้อหนึ่งว่า  “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเชื้อ   ซึ่งผู้หญิงคนหนึ่งเอามาเจือลงในแป้งสามถัง  จนแป้งนั้นฟูขึ้นทั้งหมด”

33 He told them another parable. “The kingdom of heaven is like leaven that a woman took and hid in three measures of flour, till it was all leavened.”

33 พระองค์ยังตรัสคำอุปมาให้เขาฟังอีกข้อหนึ่งว่า   “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเชื้อ   ซึ่งผู้หญิงคนหนึ่งเอามาเจือลงในแป้งสามถัง  จนแป้งนั้นฟูขึ้นทั้งหมด”

Jesus is giving a series of parables in which He is illustrating the same truth, or making the same warning all the way along, that the church is not going to be perfect.

พระเยซูทรงสอนคำอุปมาเป็นชุดๆ ที่ทรงแสดงให้เห็นภาพความจริงแบบเดียวกัน   หรือการเตือนสอนเรื่องเดียวกันตลอด  ว่าคริสตจักรจะไม่ดีพร้อมทุกอย่าง

That there will come into the church evil influences, that will actually permeate themselves through the entire church.

ว่าจะมีอิทธิพลความชั่วร้ายเข้ามาในคริสตจักร   แท้จริงจะแทรกซึมไปทั่วทั้งคริสตจักร Prophecy and Parables

คำทำนายและคำอุปมา

34 All these things Jesus said to the crowds in parables; indeed, He said nothing to them without a parable.

34 ข้อความเหล่านี้ทั้งสิ้น  พระองค์ตรัสกับหมู่ชนเป็นคำอุปมา  และนอกจากคำอุปมา   พระองค์มิได้ตรัสกับเขาเลย

35 This was to fulfill what was spoken by the prophet: “I will open My mouth in parables;  will utter what has been hidden since the foundation of the world.”

35 ทั้งนี้เพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะ  ที่ตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่า   กิจการ จะอ้าปากกล่าวคำอุปมา   เราจะกล่าวข้อความ  ซึ่งปิดซ่อนไว้ตั้งแต่เดิมสร้างโลก

The Parable of the Weeds Explained

คำอุปมาเรื่องวัชพืชที่ได้อธิบาย

36 Then He left the crowds and went into the house. And His disciples came to Him, saying, “Explain to us the parable of the weeds of the field.

36 แล้วพระเยซูเสด็จไปจากคนเหล่านั้นเข้าไปในเรือน  พวกสาวกมาเฝ้าพระองค์ทูลว่า   “ขอพระองค์ทรงโปรดอธิบายให้พวกข้าพระองค์เข้าใจคำอุปมาที่ว่าด้วยข้าวละมานในนานั้น”

37 He answered, “The one who sows the good seed is the Son of Man.

37 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า  “ผู้หว่านเมล็ดพืชดีนั้นได้แก่บุตรมนุษย์

38 The field is the world, and the good seed is the children of the kingdom. The weeds are the sons of the evil one,

38 และนานั้นได้แก่โลก  ส่วนเมล็ดพืชดีได้แก่พลเมืองแห่งแผ่นดินของพระเจ้า  แต่ข้าวละมานได้แก่พลเมืองของมารร้าย

39 and the enemy who sowed them is the devil. The harvest is the close of the age, and the reapers are angels.

39 ศัตรูผู้หว่านเมล็ดพืชชั่วได้แก่มารนั้น  ฤดูเกี่ยวได้แก่เวลาสิ้นยุค  และผู้เกี่ยวนั้นได้แก่ทูตสวรรค์

40 Just as the weeds are gathered and burned with fire, so will it be at the close of the age.

40 เหตุฉะนั้นเขาเก็บข้าวละมานเผาไฟเสียอย่างไร  เมื่อเวลาสิ้นยุคก็จะเป็นอย่างนั้น

41 The Son of Man will send his angels, and they will gather out of his kingdom all causes of sin and all law-breakers,

41 บุตรมนุษย์จะใช้ทูตของท่านออกไปเก็บกวาดทุกสิ่งที่ทำให้หลงผิด  และบรรดาผู้ที่กระทำชั่วไปจากแผ่นดินของท่าน

42 and throw them into the fiery furnace. In that place there will be weeping and gnashing of teeth.

42 และจะทิ้งลงในเตาไฟอันลุกโพลง  ที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

43 Then the righteous will shine like the sun in the kingdom of their Father. He who has ears, let him hear.

43 คราวนั้นผู้ชอบธรรมจะส่องแสงอยู่ในแผ่นดินพระบิดาของเขาดุจดวงอาทิตย์  ใครมีหูจงฟังเถิด

The Parable of the Hidden Treasure

คำอุปมาเรื่องขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่

44 “The kingdom of heaven is like treasure hidden in a field, which a man found and covered up. Then in his joy he goes and sells all that he has and buys that

44 “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ซ่อนไว้ในทุ่งนา   เมื่อมีผู้ได้พบแล้วก็กลับซ่อนเสียอีก   และเพราะความปรีดีจึงไปขายสรรพสิ่งซึ่งเขามีอยู่แล้วไปซื้อนานั้น

The Parable of the Pearl of Great Value

คำอุปมาเรื่องไข่มุกที่มีค่ามาก

45 “Again, the kingdom of heaven is like a merchant in search of fine pearls,

45 “อีกประการหนึ่ง   แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อค้าที่ไปหาไข่มุกอย่างดี

46 who, on finding one pearl of great value, went and sold all that he had and bought it.

46 และเมื่อได้พบไข่มุกเม็ดหนึ่งมีค่ามาก   ก็ไปขายสิ่งสารพัดซึ่งเขามีอยู่  ไปซื้อไข่มุกนั้น

47 “Again, the kingdom of heaven is like a net that was thrown into the sea and gathered fish of every kind.

The Parable of the Net

คำอุปมาเรื่องอวน

47 “อีกประการหนึ่ง  แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนอวนที่ลากอยู่ในทะเล  ติดปลารวมทุกชนิด

48 When it was full, men drew it ashore and sat down and sorted the good into containers but threw away the bad.

48 เมื่อเต็มแล้วเขาก็ลากขึ้นฝั่ง  นั่งเลือกเอาแต่ที่ดีใส่ตะกร้า  แต่ที่ไม่ดีนั้นก็ทิ้งเสีย

49 So it will be at the close of the age. The angels will come out and separate the evil from the righteous

49 ในเวลาสิ้นยุคก็จะเป็นอย่างนั้น  พวกทูตสวรรค์จะออกมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม

50 and throw them into the fiery furnace. In that place there will be weeping and gnashing of teeth.

50 แล้วจะทิ้งลงในเตาไฟอันลุกโพลง  ที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

New and Old Treasures

ทรัพย์สมบัติทั้งเก่าและใหม่

51 “Have you understood all these things?” They said to Him, “Yes.”

51 “ข้อความเหล่านี้ท่านทั้งหลายเข้าใจแล้วหรือ”   เขาทูลตอบพระองค์ว่า  “เข้าใจพระเจ้าข้า”

52 And He said to them, “Therefore every scribe who has been trained for the kingdom of heaven is like a master of a house, who brings out of his treasure what is new and what is old.”

52 ฝ่ายพระองค์ตรัสกับเขาว่า  “เพราะฉะนั้นพวกธรรมาจารย์ทุกคน  ที่ได้เรียนรู้ถึงแผ่นดินพระเจ้าแล้ว   ก็เป็นเหมือนเจ้าของบ้านที่เอาทั้งของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน”

Jesus Rejected at Nazareth

พระเยซูทรงไม่เป็นที่ยอมรับที่ชาวนาซาเร็ธ

53 And when Jesus had finished these parables, He went away from there,

53  เมื่อพระเยซูได้ตรัสคำเหล่านี้เสร็จแล้ว  ก็เสด็จไปจากที่นั่น

54 and coming to His hometown He taught them in their synagogue, so that they were astonished, and said, “Where did this man get this wisdom and these mighty works?

54 เมื่อเสด็จมาถึงตำบลบ้านของพระองค์แล้ว   ก็สั่งสอนในธรรมศาลาของเขา   จนคนทั้งหลายประหลาดใจแล้วพูดกันว่า  “คนนี้มีสติปัญญาและฤทธิ์มหัศจรรย์อย่างนี้มาจากไหน

55 Is not this the carpenter's son? Is not His mother called Mary? And are not His brothers James and Joseph and Simon and Judas?

55 คนนี้เป็นลูกช่างไม้มิใช่หรือ  มีแม่ชื่อมารีย์  และน้องชายของเขาชื่อยากอบ โยเซฟ ซีโมน  และยูดาสมิใช่หรือ

56 And are not all His sisters with us? Where then did this man get all these things?”

56 และน้องสาวก็อยู่กับเรามิใช่หรือ  เขาได้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้มาจากไหน”

57 And they took offense at Him. But Jesus said to them, “A prophet is not without honor except in His hometown and in His own household.”

57 เขาทั้งหลายจึงหมางใจในพระองค์  ฝ่ายพระเยซูตรัสกับเขาว่า  “ผู้เผยพระวจนะจะไม่ขาดความนับถือ  เว้นแต่ในเมืองของตน  และในวงศ์วานของตน”

58 And He did not do many mighty works there, because of their unbelief.

58 พระองค์จึงมิได้ทรงกระทำการมหัศจรรย์มากในเมืองนั้น   เพราะเขาไม่มีความเชื่อ

The kingdom of heaven is likened to a man which sowed good seed in his field: but while men slept, his enemy came and sowed tares (Matthew 13:24-25)

อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนกับคนที่หว่านเมล็ดพันธุ์ที่ดีในไร่นาของเขา แต่ในขณะที่คนนอนหลับอยู่  ศัตรูของเขาเข้ามาหว่านข้าวละมาน (มัทธิว 13: 24-25)

Jesus is beginning to show that the kingdom of heaven, the church is not going to be perfect there will be some in the church who are not true believers, the tares will be there with the wheat.

พระเยซูทรงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะแสดงให้เห็นอาณาจักรแห่งสวรรค์, คริสตจักรจะไม่สมบูรณ์แบบ   จะมีบางคนในคริสตจักรที่ไม่ใช่ผู้เชื่อแท้จริง    ข้าวละมานจะปะปนอยู่กับข้าวสาลี

There will be that seed that falls on the stony ground.

จะมีวัชพืชที่ตกอยู่บนพื้นดินที่เป็นหิน

There will be the seed that falls among thorns.

จะมีวัชพืชที่ตกลงกลางดงหนาม

There will be those that will be unfruitful.

จะมีผู้ที่จะไม่เกิดผล

And as far as the tares or weeds are those who aren’t believers at all.  There may even be some who are enemies to the cause of Christ in the churches today.

และตราบเท่าที่ข้าวละมานหรือวัชพืชคือบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อเลยนั้น   ก็อาจจะมีแม้กระทั่งบางคนที่เป็นศัตรูต่อความมุ่งหมายของพระเยซูในคริสตจักรทุกวันนี้

Then Jesus sent the multitude away, and went into the house: and His disciples came unto him, and they said, Declare to us the parable of the tares of the field. And He answered and unto them,

พระเยซูจึงส่งผู้คนมากมายออกไป    และเดินเข้าไปในบ้านคน   และสาวกของพระองค์มาหาพระองค์    และพวกเขาทูลว่า    ขอทรงโปรดประกาศให้เราเข้าใจคำอุปมาเรื่องข้าวละมานในทุ่งนา  และพระองค์ทรงตอบแก่พวกเขา

He that sows the good seed is the Son of man Jesus favorite name for Himself.

ผู้ที่หว่านเมล็ดพืชที่ดีคือบุตรมนุษย์ทรงพระนามว่าพระเยซู   พระนามที่ทรงชื่นชอบ

The field is the world,  the good seed are the children of the kingdom; but the tares are the children of the wicked one.

 ทุ่งนาเปรียบเหมือนโลกนี้   เมล็ดพันธุ์ที่ดีเป็นลูกๆ แห่งราชอาณาจักรนั้น แต่ข้าวละมานเป็นลูกๆ ของคนชั่วร้าย

The enemy that sowed them is the devil.

ศัตรูที่หว่านพืชเหล่านั้นเป็นมาร

The harvest is the end of the world; and the reapers the angels. They will grow together.

การเก็บเกี่ยวเป็นเวลาสิ้นสุดโลก; และผู้เกี่ยวข้าวคือทูตสวรรค์ พวกเขาจะเติบโตไปด้วยกัน

It will be a corrupting influence within the church.

มันจะเป็นอิทธิพลที่ผลทำให้ภายในคริสตจักรเสื่อมเสีย

It's the sad history of the church that it has been corrupted by these influences within it.

มันเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าเศร้าของคริสตจักร   ที่ว่ามันได้รับความเสียหายจากอิทธิพลเหล่านี้ที่อยู่ภายใน

Matthew 13