Friday, April 1, 2016

 

Matthew มัทธิวบทที่ 6

The Sermon on the Mount Continues

คำเทศนาบนภูเขา ต่อ

We learned last time about the first part of the Sermon on the Mount Jesus gave to His disciples.   

เราได้เรียนรู้ครั้งที่แล้วเกี่ยวกับตอนแรกของคำเทศนาบนภูเขา  ที่พระเยซูทรงสั่งสอนศิษย์ของพระองค์

Today we are talking about more of that sermon which will include the model prayer often called the Lord’s Prayer.

วันนี้เราจะมาพูดมากขึ้นเรื่องพระธรรมเทศนา  ซึ่งจะรวมถึงรูปแบบการอธิษฐานที่มักจะเรียกว่าคำอธิษฐานตามแบบพระเยซู

Giving to the Needy

การแจกจ่ายแก่คนขัดสน

1 “Beware of practicing your righteousness before other people in order to be seen by them, for then you will have no reward from your Father who is in heaven

1 “จงระวัง   อย่ากระทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น   ถ้าทำอย่างนั้นท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์  

Jesus begins in this section of His message by giving us a principle and then explaining and applying that principle.  

ในตอนนี้พระเยซูทรงเริ่มพระธรรมของพระองค์  โดยให้หลักข้อเชื่อแก่เราแล้วทรงอธิบายและนำหลักข้อเชื่อมาประยุกต์ใช้

Don’t do righteous things just to be noticed by others. 

อย่าทำความชอบธรรมเพียงเพื่อจะให้คนอื่นสังเกตเห็น

Then He goes on to apply this to giving, praying and then fasting. 

จากนั้นทรงตรัสต่อไปให้นำสิ่งนี้มาใช้กับ การให้ การอธิษฐาน แล้วก็การถืออดอาหาร

So He is talking about the motives for which you do these things, it should not be a desire to be recognized and noted by men.

ดังนั้นพระองค์กำลังตรัสเกี่ยวกับแรงจูงใจที่คุณทำสิ่งเหล่านี้    มันไม่ควรจะเป็นความปรารถนาให้ผู้คนการยอมรับและมองเห็น

Take heed that you do not do your righteous acts to be seen of men.

จงระวังว่าคุณไม่ได้กระทำการอันชอบธรรมเพื่อที่จะให้ผู้คนเห็น

The Bible tells us that we are all going to stand before the judgment seat of Christ and our works are going to be judged of what sort they are.

พระคัมภีร์บอกเราว่า    เราทุกคนจะไปยืนอยู่ต่อพระบัลลังก์แห่งการพิพากษาของพระคริสต์ และผลการประพฤติของเราจะได้รับการพิพากษาตามสิ่งที่เราทำลงไป

Our works will be judged by the motives behind the work; what motivated you to do it. And if your motivations in doing righteous deeds was wrong, then those deeds are worthless and they will be burned and consumed as wood, hay and stubble.

ความประพฤติของเราจะถูกพิพากษาโดยแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการกระทำ; อะไรเป็นแรงจูงใจให้คุณทำมัน และถ้าแรงจูงใจของคุณให้การกระทำความดีทั้งหลายผิด   แล้วการกระทำเหล่านี้จะไร้ค่า   และสิ่งเหล่านั้นจะถูกเผาและไหม้ไปเหมือนใบไม้ หญ้าแห้งและตอซัง

For all of our works will be tried by fire.

เพราะการประพฤติทุกอย่างของเราจะถูกหลอมด้วยไฟเพื่อทดสอบ

Many of our works that we have done for the Lord will just be consumed. They'll go up in smoke.

ความประพฤติหลายอย่างที่เราได้ทำเพื่อพระเจ้าจะถูกเผาไหม้ จะมีควันไฟลอยขึ้นไป

Now, those things which you've done out of a pure heart and pure motive before God, those that remain the testing of fire, you'll receive a reward for them.

ตอนนี้ สิ่งที่คุณได้ทำลงไปจากใจบริสุทธิ์และแรงจูงใจที่บริสุทธิ์ต่อพระพักตร์พระเจ้า   บรรดาผู้ที่ยังเหลืออยู่ในการทดสอบด้วยไฟ    คุณจะได้รับบำเหน็จรางวัลเพราะสิ่งเหล่านั้น

But all of our works are to be judged of what sort or what motivation is behind the works.

แต่ความประพฤติทั้งหมดของเราจะต้องถูกพิพากษาตามชนิดหรือแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนั้น

Paul spoke of that which motivated him 

เปาโลพูดถึงสิ่งที่เป็นแรงจูงใจท่านเอง

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:14 14 For the love of Christ controls us, because we have concluded this: that one has died for all, therefore all have died;

14 เพราะว่าความรักของพระคริสต์ได้ครอบครองเราอยู่   เพราะเราคิดเห็นอย่างนี้ว่ามีผู้หนึ่งได้ตายเพื่อคนทั้งปวง   เหตุฉะนั้นคนทั้งปวงจึงตายแล้ว

And really love is the greatest motivator for Christian service and the only valid motivator for Christian service.

และจริงๆความรักเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับการรับใช้ของคริสเตียน   และเป็นเพียงแรงผลักดันเดียวเท่านั้นที่ถูกต้องสำหรับการรับใช้ของคริสเตียน  

Paul spoke about this in 1 Corinthians 13, I can be doing a lot of wonderful things but if I don't do it in love, they become worthless.

เปาโลพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ใน 1 โครินธ์ 13   ผมสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากมาย แต่ถ้าผมไม่ทำมันด้วยความรัก    การกระทำของผมกลายเป็นสิ่งไร้ค่า

You see, I can even sell everything that I have, distribute all to the poor but if it is not done in love it is worthless. 

คุณเห็นไหม  ผมยังสามารถขายทุกอย่างที่ผมมี    ออกแจกจ่ายแก่คนยากจน แต่ถ้ามันไม่ได้ทำด้วยความรัก มันก็เป็นสิ่งไร้ค่า

What you do is going to be seen; it's going to be noticed.

สิ่งที่คุณทำกำลังจะมีคนเห็น; มันกำลังเป็นที่สังเกตเห็น

You can't hide the light. You're the light of the world. 

คุณไม่สามารถซ่อนความสว่าง คุณเป็นแสงสว่างของโลก

Matthew มัทธิว 5:16 16 In the same way, let your light shine before others, so that they may see your good works and give glory to your Father who is in heaven.

16 ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง   จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง   เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ   เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์

That's not always easy to do, but we are to seek to do those good works in such a way that when people see what we are doing, they won't be glorifying us but they'll be glorifying God.

นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปที่จะทำ  แต่เราต้องพยายามประพฤติดีในลักษณะที่ว่าเมื่อมีคนเห็นสิ่งที่เรากำลังทำ    พวกเขาจะไม่ให้เกียรติแก่เรา แต่พวกเขาจะพากันสรรเสริญพระเจ้า

And that has to be of course, the motive behind it all to bring glory to God because I love God. I want to serve God.

และแน่นอนจะต้องเป็นเช่นนั้น   แรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังมันทั้งหมด  เพื่อที่จะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า    เพราะผมรักพระเจ้า ผมต้องการที่จะรับใช้พระเจ้า

I'm doing it for Him, that is the motive that God will honor.

ผมกำลังทำงานเพื่อพระองค์ นั่นคือเป็นแรงจูงใจที่พระเจ้าจะทรงยกย่อง

But if my motive is to receive glory and praise and credit from men, then the glory, praise and credit that I receive is my reward.

แต่ถ้าแรงจูงใจของผมคือการได้รับเกียรติและการยกย่องและเครดิตจากมนุษย์   แล้วพระสิริ  คำสรรเสริญ  และการยกย่องที่ผมได้รับคือบำเหน็จรางวัลของผมเอง

2 “Thus, when you give to the needy, sound no trumpet before you, as the hypocrites do in the synagogues and in the streets, that they may be praised by others. Truly, I say to you, they have received their reward.

2 “เหตุฉะนั้น   เมื่อท่านทำทานอย่าเป่าแตรข้างหน้าท่าน   เหมือนคนหน้าซื่อใจคด   กระทำในธรรมศาลาและตามถนน   เพื่อให้คนสรรเสริญ   ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านว่า   เขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว

3  But when you give to the needy, do not let your left hand know what your right hand is doing,

3 ฝ่ายท่านทั้งหลายเมื่อทำทาน   อย่าให้มือซ้ายรู้การซึ่งมือขวากระทำนั้น

4 so that your giving may be in secret. And your Father who sees in secret will reward you.

4 ทานของท่านจะต้องเป็นทานลับ   และพระบิดาของท่านผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับ   จะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน

5 “And when you pray, you must not be like the hypocrites. For they love to stand and pray in the synagogues and at the street corners, that they may be seen by others. Truly, I say to you, they have received their reward.

5 “เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐาน   อย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด   เพราะเขาชอบยืนอธิษฐานในธรรมศาลาและตามถนน   เพื่อจะให้คนทั้งปวงได้เห็น   ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านว่าเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว

6 But when you pray, go into your room and shut the door and pray to your Father who is in secret. And your Father who sees in secret will reward you.

6 ฝ่ายท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน   และเมื่อปิดประตูแล้ว   จงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในที่ลี้ลับ   และพระบิดาของท่านผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน  

7 “And when you pray, do not heap up empty phrases as the Gentiles do, for they think that they will be heard for their many words.

7 “แต่เมื่อท่านอธิษฐานอย่าพูดพล่อยๆซ้ำซาก   เหมือนคนต่างชาติกระทำเพราะเขาคิดว่าพูดมากหลายคำ   พระจึงจะทรงโปรดฟัง

8 Do not be like them, for your Father knows what you need before you ask him.

8 อย่าทำเหมือนเขาเลย   เพราะว่าสิ่งไรซึ่งท่านต้องการ   พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว

The Lord's Prayer

คำอธิษฐานแบบพระยซูเจ้า

9 Pray then like this:“Our Father in heaven, hallowed be your name.

9 “ท่านทั้งหลาย   จงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า   ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย  ผู้ทรงสถิตในสวรรค์   ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ  

10 Your kingdom come, your will be done, on earth as it is in heaven.

10 ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่  ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก  

11 Give us this day our daily bread,

11 ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวัน  แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้  

12 and forgive us our debts, as we also have forgiven our debtors.

12 และขอทรงโปรดยกบาปผิดของ  ข้าพระองค์   เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น  

13 And lead us not into temptation, but deliver us from evil. [For Thine is the Kingdom, and the power, and the glory forever.   Amen.]

13 และขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง   แต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย  [เหตุว่าราชอำนาจ  และฤทธิ์เดช  และพระสิริเป็นของพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์   อาเมน]

The Lord’s prayer is given in Luke chapter 11 also. 

คำอธิษฐานตามแบบพระเยซูเจ้าปรากฏในพระธรรมลูกาบทที่ 11 ด้วย

The reason why the last part of this verse is in brackets is because that part is not in the early manuscripts and it is not in Luke, it has been added.  

เหตุผลสำหรับตอนสุดท้ายของข้อพระคัมภีร์นี้อยู่ในวงเล็บ    เป็นเพราะตอนนั้นไม่อยู่ในต้นฉบับสมัยแรกเริ่ม   และมันไม่ได้อยู่ในพระธรรมลูกา   มันถูกเพิ่มเติมเข้ามา

Notice in verse 12 it said, forgive us our debts or sins in the same way that we forgive others. 

สังเกตในข้อ 12  ที่กล่าวว่า  จงยกหนี้หรือความบาปของเราเช่นเดียวกับที่เราให้อภัยผู้อื่น

Are you forgiving others? 

คุณกำลังให้อภัยคนอื่น ๆหรือไม่

Some people have the tendency to refuse to forgive others, to instead have bitterness and hold a grudge. 

บางคนมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธไม่ให้อภัยคนอื่น ๆ เขาจึงมีความขมขื่นและยึดความคับแค้นใจแทนที่

Then in prayer here they are saying God would you forgive me that same way.   I don’t think they want that same kind of forgiveness. 

จากนั้นในคำอธิษฐานที่นี่  พวกเขากำลังบอกว่า   พระเจ้าข้า ขอทรงยกโทษให้ผมแบบเดียวกันนั้น     ผมไม่คิดว่าพวกเขาต้องการการให้อภัยแบบเดียวกันนั้น

14 For if you forgive others their trespasses, your heavenly Father will also forgive you,

14 เพราะว่าถ้าท่านยกความผิดของเพื่อนมนุษย์   พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะทรงโปรดยกความผิดของท่านด้วย

15 but if you do not forgive others their trespasses, neither will your Father forgive your trespasses.

15 แต่ถ้าท่านไม่ยกความผิดของเพื่อนมนุษย์   พระบิดาของท่านจะไม่ทรงโปรดยกความผิดของท่านเหมือนกัน

Some things to notice in the Lord’s Prayer – The prayer begins by saying who you are speaking to, “Our Father who is in Heaven”   

มีบางอย่างที่น่าสังเกตในคำอธิษฐานตามแบบพระเยซู – คำอธิษฐานที่เริ่มต้นโยกล่าวว่า คุณกำลังทูลต่อผู้ใด"พระบิดาของเราที่อยู่ในสวรรค์"

His Name is Holy.  The first and most important thing is to praise God-acknowledging who God is and thanking Him for what He has done.

พระนามของพระองค์บริสุทธิ์ สิ่งแรกและสำคัญที่สุดคือการสรรเสริญพระเจ้า   ยอมรับว่าพระเจ้าคือผู้ใด  และขอบคุณพระองค์สำหรับสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำ

Next is praying for the purpose of God to come in your life, family, church, country, and world-by asking God for His will to be done.

ต่อไปคือการอธิษฐานเผื่อพระประสงค์ของพระเจ้าที่ในชีวิตของคุณ   ครอบครัว  คริสตจักรประเทศ   และทั่วโลก โดยขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จครบถ้วน

Thirdly, you can ask for provision, for God to meet your daily needs. Jesus also taught us to pray for purity that God would forgive us our sins just as we forgive others who sin against us.

ประการที่สาม   คุณสามารถขอการทรงจัดเตรียม  เพราะพระเจ้าจะทรงสนองความต้องการของคุณทุกวัน พระเยซูยังทรงสอนให้เราอธิษฐานเพื่อความบริสุทธิ์   ขอให้พระเจ้าจะทรงโปรดยกบาปของเรา   เหมือนกับที่เรายกโทษให้คนอื่น ๆ ที่กระทำบาปต่อเรา

We are to also pray for protection and deliverance from the Devil.

เราต้องอธิษฐานเผื่อการปกป้องคุ้มครองและการปลดปล่อยให้พ้นจากมารร้าย

And finally, we set our priorities when we acknowledge to God that "Yours in the kingdom, the power, and the glory."

และในที่สุด  เราตั้งให้พระองค์เป็นที่หนึ่งโดยยอมรับพระเจ้าว่า "ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่  ฤทธิ์อำนาจและพระสิริของพระองค์"
Fasting

การถืออดอาหาร

16 “And when you fast, do not look gloomy like the hypocrites, for they disfigure their faces that their fasting may be seen by others. Truly, I say to you, they have received their reward.

16 “เมื่อท่านถืออดอาหาร   อย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนคนหน้าซื่อใจคด   ด้วยเขาทำหน้าให้มอมแมม   เพื่อจะให้คนเห็นว่าเขาถืออดอาหาร   ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านว่า   เขาได้บำเหน็จของเขาแล้ว

17 But when you fast, anoint your head and wash your face,

17 ฝ่ายท่านเมื่อถืออดอาหาร   จงล้างหน้าและเอาน้ำมันใส่ศีรษะ

18 that your fasting may not be seen by others but by your Father who is in secret. And your Father who sees in secret will reward you.

18 เพื่อคนจะไม่ได้รู้ว่าถืออดอาหาร   แต่ให้ปรากฏแก่พระบิดาของท่าน   ผู้ทรงสถิตในที่ลี้ลับ   และพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน

There can be great benefit to fasting to just really focus on the Lord and prayer, but don’t brag about it. 

เกิดเป็นผลดีในการอดอาหารเพียงมุ่งเน้นจริงๆไปที่พระเจ้าและการอธิษฐาน แต่อย่าคุยโวเรื่องนี้

Just quietly skip a few meals and spend that time in prayer and meditating on the Word of God. 

เพียงแค่ยกเลิกกินอาหารอย่างเงียบ ๆ และใช้เวลาในการอธิษฐานและภาวนาในพระวจนะ

ของพระเจ้า

 

Matthew 6