Wednesday, April 20, 2016

 

Matthew 14 The Death of John the Baptist

มัทธิวบทที่ 14 มรณกรรมของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา

John the Baptist was in prison because he spoke to Herod Antipas that it was not right for him to marry his brother Phillip’s wife, her name was Herodias.

ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาต้องถูกขังในคุก  เพราะเขาได้พูดกับเฮโรด แอนติปัส   ว่ามันไม่เหมาะสมที่เขาจะสมรสกับภรรยาของฟิลิปน้องชายของเขา  ชื่อของเธอคือนางเฮโรเดีย

1 At that time Herod the tetrarch heard about the fame of Jesus,

1 ครั้งนั้นเฮโรดเจ้าเมืองได้ยินกิตติศัพท์ของพระเยซู

2 and he said to his servants, “This is John the Baptist. He has been raised from the dead; that is why these miraculous powers are at work in him.”

2 จึงกล่าวแก่พวกคนใช้ว่า   “ผู้นี้แหละ  เป็นยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา   ท่านได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว   เหตุฉะนั้นท่านจึงกระทำการมหัศจรรย์ได้”

3 For Herod had seized John and bound him and put him in prison for the sake of Herodias, his brother Philip's wife,

3 ด้วยว่า  เฮโรดได้จับยอห์นล่ามโซ่ขังคุกไว้   เพราะเห็นแก่นางเฮโรเดียส   ภรรยาของฟีลิปน้องชายของตน

4 because John had been saying to him, “It is not lawful for you to have her.”

4 เพราะยอห์นเคยทูลท่านว่า   “ท่านไม่มีสิทธิ์รับนางนั้นมาเป็นภรรยา”

5 And though he wanted to put him to death, he feared the people, because they held him to be a prophet.

5 ถึงเฮโรดอยากจะฆ่ายอห์น  ก็กลัวประชาชน   ด้วยว่าเขาทั้งหลายนับถือยอห์นว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ

6 But when Herod's birthday came, the daughter of Herodias danced before the company and pleased Herod,

6 แต่เมื่อวันฉลองวันกำเนิดของเฮโรดมาถึง   บุตรีนางเฮโรเดียสก็เต้นรำต่อหน้าบรรดาแขก   ทำให้เฮโรดชอบใจ

7 so that he promised with an oath to give her whatever she might ask.

7 เฮโรดจึงสัญญาโดยปฏิญาณว่า   “เธอจะขอสิ่งใดๆ ก็จะให้สิ่งนั้น”

8 Prompted by her mother, she said, “Give me the head of John the Baptist here on a platter.”

8 บุตรีก็ทูลตามที่มารดาได้แนะนำไว้ว่า   “ขอศีรษะยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา   ใส่ถาดมาให้หม่อมฉันที่นี่เพคะ”

9 And the king was sorry, but because of his oaths and his guests he commanded it to be given.

9 ฝ่ายเฮโรดก็เป็นทุกข์   แต่เพราะเหตุที่ได้ปฏิญาณไว้   และเพราะเห็นแก่หน้าแขกจึงออกคำสั่งอนุญาตให้

10 He sent and had John beheaded in the prison,

10 แล้วก็ใช้คนไปตัดศีรษะยอห์นในคุก

11 and his head was brought on a platter and given to the girl, and she brought it to her mother.

11 เขาจึงเอาศีรษะใส่ถาดมาให้หญิงสาวนั้น   หญิงสาวนั้นก็เอาไปให้มารดา

12 And his disciples came and took the body and buried it, and they went and told Jesus.

12 ฝ่ายพวกศิษย์ของยอห์นก็มารับเอาศพไปฝังไว้   แล้วก็มาทูลพระเยซูให้ทรงทราบ

How costly and foolish a vow can be. 

ช่างเป็นคำสัญญาที่ราคาแพงและโง่เขลา

Herod promised his niece, his wife’s daughter, anything she wanted. 

เฮโรดได้ให้สัญญากับหลานสาวของเขา  เป็นบุตรีของภรรยาของเขา ว่าจะให้ทุกสิ่งที่เธอต้องการ

Coaxed by her mother she wanted the head of John the Baptist, so even though Herod considered John the Baptist a friend, off with his head. 

มารดาของเธอเกลี้ยกล่อมเธอว่านางอยากได้ศีรษะของยอห์นผู้ให้บัพติสมา  ดังนั้นแม้ว่าเฮโรดถือว่า ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาเป็นสหาย แต่เขาก็สั่งให้ตัดศีรษะของยอห์น

Jesus Feeds the Five Thousand

พระเยซูทรงเลี้ยงคนห้าพันคน

13 Now when Jesus heard this, he withdrew from there in a boat to a desolate place by himself. But when the crowds heard it, they followed him on foot from the towns.

13  เมื่อพระเยซูได้ทรงทราบแล้ว   จึงลงเรือเสด็จไปจากที่นั่น   ไปยังที่เปลี่ยวแต่ลำพังพระองค์   เมื่อประชาชนทั้งปวงทราบ   เขาก็ออกจากเมืองต่างๆ   เดินตามพระองค์ไป

14 When He went ashore He saw a great crowd, and He had compassion on them and healed their sick.

14 ครั้นพระเยซูเสด็จขึ้นจากเรือแล้ว   ก็ทรงเห็นประชาชนหมู่ใหญ่   พระองค์ทรงสงสารเขา   จึงได้ทรงรักษาคนป่วยของเขาให้หาย

God give us a heart of compassion towards the needs of people.  

พระเจ้าทรงมีพระทัยเมตตารักใคร่สงสารต่อประชาชนที่มีความต้องการ

The needs of people always moved the heart of Jesus with compassion. He could not see a needy person without being moved with compassion towards them.

ความต้องการของผู้คนมักจะสั่นคลอนพระเยซูให้ทรงเมตตาสงสาร  ทรงไม่สามารถเห็นคนขัดสนไม่ได้รับความเมตตาสงสารจากพระองค์

15 Now when it was evening, the disciples came to him and said, “This is a desolate place, and the day is now over; send the crowds away to go into the villages and buy food for themselves.”

15 ครั้นเวลาเย็นแล้วพวกสาวกมาทูลพระองค์ว่า   “ที่นี่กันดารอาหารนัก   และบัดนี้ก็เย็นลงมากแล้ว   ขอพระองค์ทรงให้ประชาชนไปเสียเถิด   เพื่อเขาจะได้ไปซื้ออาหารรับประทานตามหมู่บ้าน”

16 But Jesus said, “They need not go away; you give them something to eat.”

16 ฝ่ายพระเยซูตรัสกับพวกสาวกว่า   “เขาไม่จำเป็นต้องไปจากที่นี่   พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด”

17 They said to him, “We have only five loaves here and two fish.”

17 พวกสาวกจึงทูลพระองค์ว่า   “ที่นี่พวกข้าพระองค์มีแต่ขนมปังเพียงห้าก้อนกับปลาสองตัวเท่านั้น”

18 And he said, “Bring them here to Me.”

18 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   “เอาอาหารนั้นมาให้ข้าพเจ้าเถิด”

19 Then He ordered the crowds to sit down on the grass, and taking the five loaves and the two fish, He looked up to heaven and said a blessing.   Then He broke the loaves and gave them to the disciples, and the disciples gave them to the crowds.

19 แล้วพระองค์ทรงสั่งให้คนเหล่านั้นนั่งลงที่หญ้า   เมื่อทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นแล้ว   ก็แหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์   ถวายคำสาธุการ   และหักส่งให้เหล่าสาวก   เหล่าสาวกก็แจกให้คนทั้งปวง

20 And they all ate and were satisfied. And they took up twelve baskets full of the broken pieces left over.

20 เขาได้กินอิ่มทุกคน   ส่วนเศษอาหารที่ยังเหลือนั้น   เขาเก็บไว้ได้ถึงสิบสองกระบุงเต็ม

21 And those who ate were about five thousand men, besides women and children.

21 ฝ่ายคนที่ได้รับประทานอาหารนั้นมีผู้ชายประมาณห้าพันคน   มิได้นับผู้หญิงและเด็ก

A boy came with five small loaves and two fish and Jesus miraculously multiplied them to feed more than 5,000 not counting the women and the children.  

เด็กผู้ชายคนหนึ่งมอบขนมปังห้าก้อนเล็กและปลาสองตัวให้   และพระเยซูทรงสำแดงปาฏิหาริย์โดยทรงเพิ่มพูนอาหารเพื่อทรงเลี้ยงผู้ชายมากกว่า 5,000  คนโดยไม่นับรวมผู้หญิงและเด็ก

Jesus can use our small riches, our small talent and multiply them greatly. 

พระเยซูทรงสามารถใช้ความร่ำรวยขนาดย่อมของเรา   ความสามารถเล็ก ๆ ของเรา  และทรงเพิ่มพูนสิ่งเหล่านี้อย่างมากมาย

Jesus Walks on the Water

พระเยซูทรงดำเนินบนน้ำ

22 Immediately He made the disciples get into the boat and go before Him to the other side, while he dismissed the crowds.

22 ครั้นแล้วพระองค์ได้ตรัสให้เหล่าสาวกลงเรือข้ามฟากไปก่อน   ส่วนพระองค์ทรงรอส่งประชาชนกลับบ้าน

23 And after He had dismissed the crowds, He went up on the mountain by Himself to pray. When evening came, He was there alone,

23 และเมื่อให้ประชาชนเหล่านั้นไปหมดแล้ว  พระองค์เสด็จขึ้นไปบนภูเขาโดยลำพังเพื่ออธิษฐาน   เวลาก็ดึกลง  พระองค์ยังทรงอยู่ที่นั่นแต่ผู้เดียว

This had been an extremely hard day. Jesus had received the news of horrible event, His cousin John had been beheaded by Herod.

นี่เป็นวันที่ยากลำบากที่สุด พระเยซูทรงได้รับข่าวเหตุการณ์ที่น่ากลัว   ลูกพี่ลูกน้องของพระองค์คือยอห์นได้ถูกตัดศีรษะโดยเฮโรด

And He felt the need to just get alone for awhile.

และทรงรู้สึกว่าจำเป็นต้องหาเวลาประทับลำพังสักครู่

So He got into the boat with the disciples, and they headed over to the other side.

ดังนั้นได้ทรงลงเรือไปกับเหล่าสาวก   และพวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังอีกชายฝั่งหนึ่ง

But the people seeing the direction that they were going, ran around the upper part of the Galilee, and met Him when the ship landed.

แต่ผู้คนมองเห็นทิศทางที่พวกเขากำลังมุ่งไป   พวกเขากำลังพากันไปรอบตอนบนของทะเลกาลิลีและไปพบกับพระองค์เมื่อเรือจอดที่ฝั่ง

And here was the multitude.

และที่นี่มีฝูงชนมากมายมารอ

Jesus spent the day ministering to them.

พระเยซูทรงใช้เวลาทั้งวันทรงทำพันธกิจกับพวกเขา

He is weary emotionally, because of what had happen to John.

ทรงเหนื่อยล้าอารมณ์เพราะสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับยอห์น

Weary physically by ministering to these people, being pressed by them all the day long up until the evening.

ทรงเหนื่อยล้าพระวรกายโดยทรงทำพันธกิจกับคนเหล่านี้    ถูกกดดันโดยพวกเขาตลอดวันยาวไป  จนกระทั่งถึงเวลาเย็น


He fed them and then He sent them away, as the disciples are heading back.

ทรงบำรุงเลี้ยงพวกเขาและแล้วได้ทรงส่งพวกเขาไป  เมื่อเหล่าสาวกมุ่งหน้ากลับ

Hard day, troubling news, physically exhausted, time to really rest, but instead He went up into a mountain apart to pray.

วันที่ทรงงานหนัก  ข่าวที่น่าหนักใจ   เหนื่อยพระวรกาย   เวลาที่น่าจะพักผ่อนจริงๆ แต่แทนที่ทรงได้พัก  กลับทรงดำเนินขึ้นไปบนภูเขาโดยลำพังเพื่อจะอธิษฐาน

Oh, the importance that prayer had in the life of Jesus. 

โอ  การอธิษฐานนั้นมีความสำคัญมากในชีวิตของพระเยซู

If He being the Son of God felt the necessity to be strengthened through prayer on these kinds of occasions, how much more we, weak, failing disciples or followers of Him need to spend time in prayer, to be strengthened by God.

หากพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า   ทรงรู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องมีความเข้มแข็ง โดยการอธิษฐานในโอกาสเหล่านี้    ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด   ที่เวลาเราอ่อนแอ  เป็นสาวกหรือผู้ติดตามของพระองค์ที่ล้มลง จำเป็นต้องใช้เวลาในการอธิษฐาน    ขอให้พระเจ้าทรงประทานความเข้มแข็ง

24 but the boat by this time was a long way from the land, beaten by the waves, for the wind was against them.

24 ในขณะนั้นเรืออยู่กลางทะเลแล้ว   และถูกคลื่นโคลงเพราะทวนลมอยู่

25 And in the fourth watch of the night He came to them, walking on the sea.

25 ครั้นเวลาสามยามเศษ   พระองค์จึงทรงดำเนินบนน้ำทะเลไปยังเหล่าสาวก

26 But when the disciples saw Him walking on the sea, they were terrified, and said, “It is a ghost!” and they cried out in fear.

26 เมื่อเหล่าสาวกเห็นพระองค์ทรงดำเนินมาบนทะเลเขาก็ตกใจนัก  ร้องอึงไปเพราะกลัว  คิดว่าเป็นผี

27 But immediately Jesus spoke to them, saying, “Take heart; it is I. Do not be afraid.”

27 ในทันใดนั้นพระเยซูตรัสกับเขาว่า  “ทำใจให้ดีไว้เถิด  เราเอง อย่ากลัวเลย”

28 And Peter answered him, “Lord, if it is You, command me to come to you on the water.”

28 ฝ่ายเปโตรจึงทูลตอบพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า  ถ้าเป็นพระองค์แน่แล้ว  ขอทรงโปรดบอกให้ข้าพระองค์เดินบนน้ำไปหาพระองค์”

29 He said, “Come.” So Peter got out of the boat and walked on the water and came to Jesus.

29 พระองค์ตรัสว่า “มาเถิด” เปโตรจึงลงจากเรือเดินบนน้ำไปหาพระเยซู

30 But when he saw the wind, he was afraid, and beginning to sink he cried out, “Lord, save me.”

30 แต่เมื่อเขาเห็นลมพัดแรงก็กลัว  และเมื่อกำลังจะจมก็ร้องว่า  “พระองค์เจ้าข้า  ช่วยข้าพระองค์ด้วย”

31 Jesus immediately reached out His hand and took hold of him, saying to him, “O you of little faith, why did you doubt?”

31 ในทันใดนั้นพระเยซูทรงเอื้อมพระหัตถ์จับเขาไว้  แล้วตรัสว่า  “ท่านสงสัยทำไม   ท่านช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง”

Peter was able for a time to walk on the water, and it would appear that he could walk on the water, as long as he kept his eyes on Jesus.

เปโตรก็สามารถเดินบนน้ำได้ชั่วขณะ และก็จะปรากฏว่าเขาสามารถเดินบนน้ำได้  ตราบใดที่เขาใช้สายตาเพ่งมองไปที่พระเยซู

But suddenly, maybe a wave crashed, splashing his face and he looked around, what am I doing out here? And he started to sink. "Lord, save me."

แต่จู่ๆ  ก็อาจจะมีคลื่นซัดมา  สาดใบหน้าของเขา  และเขาหันมองไปรอบ ๆ  ข้ากำลังทำอะไรเหรอนี่? และเขาก็เริ่มที่จะจมลง "พระเจ้าข้า  ขอทรงโปรดช่วยข้าพเจ้า"

When we look only at our circumstances and not at Jesus, we sink. 

เมื่อเรามองเฉพาะที่สถานการณ์ของเราและไม่ได้มองไปที่พระเยซู  เราก็อาจล้มลง

32 And when they got into the boat, the wind ceased.

32 เมื่อพระองค์กับเปโตรขึ้นเรือแล้ว  ลมก็เงียบลง

33 And those in the boat worshiped Him, saying, “Truly You are the Son of God.”

33 เขาทั้งหลายที่อยู่ในเรือ  จึงมาหมอบกราบพระองค์  ทูลว่า  “พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงแล้ว”

Jesus Heals the Sick in Gennesaret

พระเยซูทรงรักษาคนป่วยในเยนเนซาเรท

34 And when they had crossed over, they came to land at Gennesaret.

34  ครั้นข้ามฟากไปแล้วก็มาขึ้นฝั่งที่แขวงเยนเนซาเรท

35 And when the men of that place recognized Him, they sent around to all that region and brought to Him all who were sick

35 คนในตำบลนั้นจำพระองค์ได้   ก็ใช้คนไปบอกกล่าวทั่วแคว้นนั้น   ต่างก็พาบรรดาคนเจ็บป่วยมาเฝ้าพระองค์

36 and implored Him that they might only touch the fringe of His garment. And as many as touched it were made well.

36 เขาทูลขอพระองค์โปรดให้เขาได้แตะต้องแต่ชายฉลองพระองค์เท่านั้น  และผู้ใดได้แตะต้องแล้วก็หายป่วยบริบูรณ์ดีทุกคน

There was nothing magical about Jesus’ clothing.  But there are miracles from God when we have faith in Him.

ไม่มีอะไรที่มีเวทย์มนต์ที่ฉลองพระองค์ของพระเยซู  แต่มีการอัศจรรย์จากพระเจ้าเมื่อเรามีความเชื่อในพระองค์

Matthew 14