Thursday, April 21, 2016

 

Matthew 15 Traditions and Commandments

มัทธิวบทที่ 15 ประเพณีและพระบัญญัติ

1 Then Pharisees and scribes came to Jesus from Jerusalem and said,

1  ครั้งนั้นพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ออกจากกรุงเยรูซาเล็ม   มาทูลถามพระเยซูว่า

The Pharisees came a long way to challenge Him.

พวกฟาริสีติดตามมาไกลมากเพื่อไปท้าทายลองดีพระองค์

They came all the way from Jerusalem clear up to Galilee, which was about a journey of over a week from Jerusalem to Galilee.

พวกเขาติดตามมาตลอดทางจากกรุงเยรูซาเล็มจนถึงแคว้นกาลิลี   ซึ่งเป็นการเดินทางนานกว่าหนึ่งสัปดาห์จากกรุงเยรูซาเล็มถึงแคว้นกาลิลี

So they came up to the Galilee and they said,

ดังนั้นเมื่อพวกเขามาถึงกาลิลี  และพวกเขากล่าวว่า

2 “Why do your disciples break the tradition of the elders? For they do not wash their hands when they eat.”

2 “ทำไมพวกสาวกของท่านจึงละเมิดคำสอนที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ   ด้วยว่าเขามิได้ล้างมือเมื่อรับประทานอาหาร”

This wasn’t just wash the dirt off your hands before eating like we do, they may have been doing that. 

นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ล้างสิ่งสกปรกออกจากมือ ก่อนรับประทานอาหารเหมือนที่เราทำ  พวกเขาอาจได้กระทำเช่นนั้น

Pastor Chuck Smith explains: But this uncleanness was a ceremonial uncleanness, which if you were ceremonial unclean, you could not enter into the temple. And many things could make you ceremonially unclean. If you would touch anything that was unclean, you became unclean.

บาทหลวงชัค สมิธ อธิบายว่า: แต่สิ่งที่ไม่สะอาดนี้เป็นมลทินตามพิธีรีตอง  ซึ่งถ้าคุณเป็นมลทินตามพิธีรีตอง คุณจะไม่สามารถเข้าไปในพระวิหาร  และหลายสิ่งสามารถทำให้คุณเป็นมลทิน ตามพิธีรีตอง   หากคุณสัมผัสสิ่งที่เป็นมลทิน คุณก็จะกลายเป็นมลทินด้วย

Now if you touched anything that was touched by something unclean, you became unclean.

ตอนนี้ถ้าคุณได้สัมผัสสิ่งใด   ที่ถูกสัมผัสโดยบางสิ่งที่ไม่สะอาด  คุณก็จะกลายเป็นมลทิน

And to them Gentiles were unclean. And if a Gentile walked across the dusty road, and you would walk across, and the dust that his foot touched would become unclean, because he was an unclean Gentile, and thus if you walked in the same dust, you became unclean because you touched the unclean dust that was made unclean by a Gentile, who walked over it.

และสำหรับพวกเขาถือว่าคนต่างชาติมีมลทิน และถ้าคนต่างชาติเดินข้ามถนนเต็มไปด้วยฝุ่นสกปรกและคุณจะเดินข้ามถนน  ฝุ่นละอองที่เท้าของเขาสัมผัสจะกลายเป็นมลทิน  เพราะเขาเป็นคนต่างชาติที่มีมลทิน    และดังนั้นหากคุณเดินบนถนนมีฝุ่นเดียวกัน  คุณจะกลายเป็นมลทิน  เพราะคุณสัมผัสฝุ่นมลทินที่ทำให้เป็นมลทินโดยคนต่างชาติที่ได้เดินข้ามถนนนั้น

There were certain foods that if you ate them would make you unclean. And so this business of washing became quite a tradition.

มีอาหารบางชนิดที่ว่า   ถ้าคุณกินพวกมันจะทำให้คุณมีมลทิน และดังนั้นการชำระล้างกลายเป็นประเพณีเลยทีเดียว

And there were certain ways by which you had to wash in order that you might insure that you were cleansed from all of the dust or impurities, or the unclean things that you might have come in contact with.

และมีหลายวิธีเฉพาะที่คุณต้องชำระล้าง   เพื่อคุณอาจแน่ใจว่า คุณกำลังถูกชำระให้สะอาดจากฝุ่นหรือสิ่งสกปรกทั้งหมด    หรือสิ่งสกปรกที่คุณอาจจะเข้ามาติดต่อสัมผัสด้วย

And you had to do this before you touched your food; else your food would be unclean. And when you ate it, you would become unclean because you were eating unclean food.

และคุณต้องทำแบบนี้ก่อนที่คุณจะสัมผัสอาหารของคุณ; มิฉะนั้นอาหารของคุณจะเป็นมลทิน  และเมื่อคุณได้กินมัน   คุณจะกลายเป็นมลทิน   เพราะคุณกำลังรับประทานอาหารที่มลทิน

So they had the traditional ceremony for washing, and you would have to hold out your hands in an upright manner.

ดังนั้นพวกเขาจึงมีพิธีการชำระล้างตามประเพณี และคุณจะต้องยื่นมือออกให้อยู่ในท่าทีที่ถูกต้อง

And they would pour water over your hands as you rubbed your hands back and forth, up and down, and the water had to drip off of the wrist, because the water is now unclean, because it's touching whatever was unclean on your hands.

และพวกเขาก็เทน้ำรดมือของคุณ   ในขณะที่คุณถูมือกลับไปกลับมา   ขึ้นและลง   และน้ำก็จะหยดออกจากข้อมือ   เพราะขณะนี้น้ำไม่สะอาด   เพราะมันได้สัมผัสสิ่งใดที่ไม่สะอาดในมือของคุณ

And you got to make sure the water doesn't fall on you.

และคุณต้องแน่ใจว่าน้ำไม่ได้ไหลสู่ตัวคุณ

So you hold it out and up, so that the water drips off your wrist, and doesn't hopefully run up your arm or that portion of your arm would be unclean.

ดังนั้นคุณยื่นมือออกมาและยกขึ้น   เพื่อให้น้ำหยดออกจากข้อมือของคุณ   และไม่ได้หวังว่าจะไหลขึ้นสู่แขน  มิฉะนั้นส่วนแขนนั้นจะไม่สะอาด

Having then poured the water over, and washing your hands in this upright manner, then because the dirty water from your unclean fingers has come down over your hands, you've got to get rid of that.

การที่ได้รินน้ำผ่าน และชำระล้างแขนของคุณในท่าทีที่ถูกต้อง และเพราะน้ำสกปรกไหลจากนิ้วมือที่เป็นมลทิน   และได้ไหลลงมาบนมือของคุณ คุณจะต้องกำจัดมัน

So you put your hands down next, and they pour water over the top of your hands, as you're rubbing your hands in a downward manner.

ดังนั้นต่อไปคุณจึงลดมือของคุณลง  และพวกเขาก็เทน้ำไหลบนของด้านบนฝ่ามือของคุณ  ในขณะที่คุณกำลังถูมือของคุณในท่าทีที่ลดมือต่ำลง

And then finally rubbing your fingers together, as water is poured over, to get rid of all the uncleanness.

และแล้วในที่สุดเมื่อคุณถูนิ้วมือด้วยกัน   เมื่อน้ำเทไหลรินผ่าน เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกออกทั้งหมด

3 He answered them, “And why do you break the commandment of God for the sake of your tradition?

3 พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า   “เหตุไฉนพวกท่านจึงละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้า   ด้วยเห็นแก่คำสอนที่พวกท่านรับมาจากบรรพบุรุษเล่า

4 For God commanded, ‘Honor your father and your mother,’ and, ‘Whoever reviles father or mother must surely die.’

4 เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ว่า   'จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า'   และ   'ผู้ใดประณามบิดามารดาจะต้องมีโทษถึงตาย'

5 But you say, ‘If anyone tells his father or his mother, What you would have gained from me is given to God,

5 แต่พวกท่านกลับสอนว่า   'ผู้ใดจะกล่าวแก่บิดามารดาว่า   “สิ่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่ท่าน   สิ่งนั้นเป็นของถวายแด่พระเจ้าแล้ว”   ผู้นั้นจึงไม่ต้องให้เกียรติบิดามารดาของตน'

6 he need not honor his father.’ So for the sake of your tradition you have made void the word of God.

6 อย่างนั้นแหละ  ท่านทั้งหลายทำให้ธรรมบัญญัติของพระเจ้าเป็นหมันไป  เพราะเห็นแก่คำสอนของพวกท่าน

7 You hypocrites! Well did Isaiah prophesy of you, when he said:

7 โอ คนหน้าซื่อใจคด  อิสยาห์ได้พยากรณ์ถึงพวกท่านถูกแล้วว่า  

8 “‘This people honors Me with their lips, but their heart is far from Me;

8 ประชาชนนี้ให้เกียรติข้าพเจ้าแต่ปาก ใจของเขาห่างไกลจากข้าพเจ้า 

9 in vain do they worship Me, teaching as doctrines the commandments of men.’”

9 เขานมัสการข้าพเจ้าโดยหาประโยชน์มิได้  ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่า เป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า”

What Defiles a Person

สิ่งใดทำให้คนเป็นมลทิน

10 And He called the people to Him and said to them, “Hear and understand

10  แล้วพระองค์ทรงเรียกประชาชนและตรัสกับเขาว่า  “จงฟังและเข้าใจเถิด

11 it is not what goes into the mouth that defiles a person, but what comes out of the mouth; this defiles a person.”

11 มิใช่สิ่งซึ่งเข้าไปในปากจะทำให้มนุษย์เป็นมลทิน   แต่สิ่งซึ่งออกมาจากปากนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน”

It's what comes out of your mouth that defiles you. 

สิ่งที่ออกมาจากปากของคุณนั่นแหละที่ทำให้คุณเป็นมลทิน

What comes out of your mouth? 

อะไรออกมาจากปากของคุณ

Anger, cursing, dirty jokes, gossip, insults, lies? 

ความโกรธ  การสาปแช่ง  ตลกลามก   การนินทา การดูถูก การโกหก

What comes out of our mouth often show the evil in our hearts. 

สิ่งที่ออกมาจากปากของเรามักจะแสดงให้เห็นความชั่วในจิตใจของเรา

12 Then the disciples came and said to Him, “Do you know that the Pharisees were offended when they heard this saying?”

12 ขณะนั้นพวกสาวกมาทูลพระองค์ว่า  “พระองค์ทรงทราบแล้วหรือว่า  เมื่อพวกฟาริสีได้ยินคำตรัสนั้นเขาแค้นเคืองนัก”

13 He answered, “Every plant that My heavenly Father has not planted will be rooted up.

13 พระองค์จึงตรัสตอบว่า  “ต้นไม้ใดๆทุกต้น  ซึ่งพระบิดาของข้าพเจ้าผู้ทรงสถิตในสวรรค์  มิได้

ทรงปลูกไว้จะต้องถอนเสีย

14 Let them alone; they are blind guides. And if the blind lead the blind, both will fall into a pit.”

14 ช่างเขาเถิด  เขาเป็นคนนำทางตาบอด  ถ้าคนตาบอดนำทางคนตาบอด  ทั้งสองจะตกลงไปในบ่อ”

15 But Peter said to Him, “Explain the parable to us.”

15 ฝ่ายเปโตรทูลพระองค์ว่า “ขอพระองค์ทรงโปรดอธิบายคำเปรียบเทียบนั้น ให้พวกข้าพระองค์ทราบ”

16 And He said, “Are you also still without understanding?

16 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบว่า  “ท่านทั้งหลายยังไม่เข้าใจด้วยหรือ

17 Do you not see that whatever goes into the mouth passes into the stomach and is expelled?

17 ท่านยังไม่เห็นหรือว่า สิ่งใดๆซึ่งเข้าไปในปากก็ลงไปในท้อง แล้วก็ถ่ายออกลงส้วมไป

18 But what comes out of the mouth proceeds from the heart, and this defiles a person.

18 แต่สิ่งที่ออกจากปากก็ออกมาจากใจ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน

19 For out of the heart come evil thoughts, murder, adultery, sexual immorality, theft, false witness, slander.

19 ความคิดชั่วร้าย  การฆ่าคน  การผิดผัวผิดเมีย  การล่วงประเวณี  การลักขโมย  การเป็นพยานเท็จ  การใส่ร้าย  ก็ออกมาจากใจ

20 These are what defile a person. But to eat with unwashed hands does not defile anyone.”

20 สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน   แต่ซึ่งจะรับประทานอาหารโดยไม่ล้างมือก่อน   ไม่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน”

The Faith of a Canaanite Woman

ความเชื่อของผู้หญิงชาวคะนาอัน

21 And Jesus went away from there and withdrew to the district of Tyre and Sidon.

21  แล้วพระเยซูเสด็จจากที่นั่น  เข้าไปในเขตเมืองไทระและเมืองไซดอน

Going into the coasts of Tyre and Sidon He is actually moving into the territory that is Phoenician, and thus moving out from the totally Jewish community.

พระองค์กำลังเสด็จเข้าสู่ชายฝั่งของเมืองไทระและเมืองไซดอน   ที่จริงทรงเข้าไปในดินแดนของชาวฟินิเซียน  และได้เดินทางออกจากชุมชนชาวยิวทั้งหมด

22 And behold, a Canaanite woman from that region came out and was crying, “Have mercy on me, O Lord, Son of David; my daughter is severely oppressed by a demon.”

22 มีหญิงชาวคานาอันคนหนึ่งมาจากเขตแดนนั้นร้องทูลพระองค์ว่า  “พระองค์ผู้ทรงเป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า  ขอทรงโปรดเมตตาข้าพระองค์เถิด  ลูกสาวของข้าพระองค์มีผีสิงอยู่  เป็นทุกข์ลำบากยิ่งนัก”

23 But he did not answer her a word. And his disciples came and begged him, saying, “Send her away, for she is crying out after us.”

23 ฝ่ายพระองค์ไม่ทรงตอบเขาสักคำเดียว  และพวกสาวกของพระองค์มาทูลพระองค์ว่า  “ไล่เขาไปเสียเถิด  เพราะเขาร้องตามเรามา”

24 He answered, “I was sent only to the lost sheep of the house of Israel.”

24 พระองค์ตรัสตอบว่า  “ข้าพเจ้ามิได้รับใช้มาหาผู้ใด  เว้นแต่แกะหลงของวงศ์วานอิสราเอล”

25 But she came and knelt before Him, saying, “Lord, help me.”

25 ฝ่ายหญิงนั้นก็มากราบทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า  ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์เถิด”

26 And He answered, “It is not right to take the children's bread and throw it to the dogs.”

26 พระองค์จึงตรัสตอบว่า  “ซึ่งจะเอาอาหารของลูกโยนให้แก่สุนัขก็ไม่ควร”

27 She said, “Yes, Lord, yet even the dogs eat the crumbs that fall from their masters' table.”

27 ผู้หญิงนั้นทูลว่า  “จริงเจ้าข้า  แต่สุนัขนั้นย่อมกินเดนที่ตกจากโต๊ะนายของมัน”

28 Then Jesus answered her, “O woman, great is your faith! Be it done for you as you desire.” And her daughter was healed instantly.

28 แล้วพระเยซูตรัสตอบเขาว่า  “หญิงเอ๋ย  ความเชื่อของเจ้าก็มาก ให้เป็นไปตามความปรารถนาของเจ้าเถิด”  และลูกสาวของเขาก็หายเป็นปกติตั้งแต่ขณะนั้น

Jesus Heals Many

พระเยซูทรงรักษาคนมากมาย

29 Jesus went on from there and walked beside the Sea of Galilee. And he went up on the mountain and sat down there.

29 พระเยซูจึงเสด็จจากที่นั่นมายังทะเลสาบกาลิลี   แล้วเสด็จขึ้นไปบนภูเขาทรงประทับที่นั่น

30 And great crowds came to Him, bringing with them the lame, the blind, the crippled, the mute, and many others, and they put them at His feet, and He healed them,

30 และประชาชนเป็นอันมากมาเฝ้าพระองค์   พาคนง่อย   คนแขนขาพิการ   คนตาบอด   คนใบ้   และคนเจ็บอื่นๆหลายคน   มาวางแทบพระบาทของพระเยซู   แล้วพระองค์ทรงรักษาเขาให้หาย

31 so that the crowd wondered, when they saw the mute speaking, the crippled healthy, the lame walking, and the blind seeing. And they glorified the God of Israel.

31 คนเหล่านั้นจึงอัศจรรย์ใจนัก   เมื่อเห็นคนใบ้พูดได้   คนแขนขาพิการหายเป็นปกติ   คนง่อยเดินได้   คนตาบอดกลับเห็น   แล้วเขาก็สรรเสริญพระเจ้าของชนชาติอิสราเอล

Jesus Feeds the Four Thousand

พระเยซูทรงเลี้ยงคนสี่พันคน

32 Then Jesus called His disciples to Him and said, “I have compassion on the crowd because they have been with Me now three days and have nothing to eat. And I am unwilling to send them away hungry, lest they faint on the way.”

32 ฝ่ายพระเยซูทรงเรียกพวกสาวกของพระองค์มา   ตรัสว่า   “ข้าพเจ้าสงสารคนเหล่านี้   เพราะเขาค้างอยู่กับข้าพเจ้าได้สามวันแล้ว   และไม่มีอาหารจะกิน   ข้าพเจ้าไม่อยากให้เขาไปเมื่อยังอดอาหารอยู่   กลัวว่าเขาจะหิวโหยสิ้นแรงลงตามทาง”

33 And the disciples said to Him, “Where are we to get enough bread in such a desolate place to feed so great a crowd?”

33 พวกสาวกทูลพระองค์ว่า   “ในถิ่นทุรกันดารนี้   เราจะหาอาหารที่ไหนพอเลี้ยงคนมากเท่านี้ให้อิ่มได้”

34 And Jesus said to them, “How many loaves do you have?” They said, “Seven, and a few small fish.”

34 พระเยซูจึงตรัสถามเขาว่า   “ท่านมีขนมปังกี่ก้อน”   เขาทูลว่า   “มีเจ็ดก้อนกับปลาเล็กๆสองสามตัว”

35 And directing the crowd to sit down on the ground,

35 พระองค์จึงสั่งประชาชนให้นั่งลงที่พื้นดิน

36 He took the seven loaves and the fish, and having given thanks He broke them and gave them to the disciples, and the disciples gave them to the crowds.

36 แล้วทรงรับขนมปังเจ็ดก้อน   และปลาเหล่านั้นมาโมทนาพระคุณแล้ว   จึงทรงหักส่งให้เหล่าสาวกของพระองค์   เหล่าสาวกก็แจกให้ประชาชน

37 And they all ate and were satisfied. And they took up seven baskets full of the broken pieces left over.

37 และคนทั้งปวงได้รับประทานอิ่มทุกคน   อาหารที่เหลือนั้น   เขาเก็บได้เจ็ดตะกร้า

38 Those who ate were four thousand men, besides women and children.

38 ผู้ที่ได้รับประทานอาหารนั้น   มีผู้ชายสี่พันคนมิได้นับผู้หญิงและเด็ก

39 And after sending away the crowds, He got into the boat and went to the region of Magdala.

39 พระองค์ตรัสสั่งให้ประชาชนไปแล้ว   ก็เสด็จลงเรือมาถึงเขตเมืองมากาดาน

Jesus departed from there, and He came near to the sea of Galilee; and he went up into a mountain, and he sat down there.

พระเยซูเสด็จจากที่นั่นและทรงเข้ามาใกล้ฝั่งทะเลกาลิลี; และเสด็จขึ้นไปบนภูเขาและทรงนั่งลงที่นั่น

And great multitudes came unto him, having with them those that were lame, and blind, and dumb, and maimed, and many others, and they cast them down at Jesus' feet; and he healed them: In so much that the multitude wondered, when they saw the dumb speaking, the maimed whole, and the lame walking, and the blind were able to see: and they glorified the God of Israel.

และประชาชนเป็นอันมากมาเฝ้าพระองค์  พวกเขาพาคนง่อย และคนตาบอด คนหูหนวกและและคนพิการ  และอื่น ๆ อีกมากมายมาด้วยกัน   และพวกเขาได้วางคนพิการลงที่พระบาทของพระเยซู และทรงรักษาคนพิการให้หาย: จนคนมากมายเกิดอัศจรรย์ใจเมื่อพวกเขาเห็นคนใบ้พูดได้ ทั้งคนพิการหายได้  และคนง่อยเดินได้  และคนตาบอดเห็นได้  พวกเขาพากันสรรเสริญพระเจ้าของอิสราเอล

Then Jesus called His disciples unto Him, and He said, “I have compassion on the multitude, because they have continued with me now for three days, and there is nothing to eat: And I will not send them away fasting, lest they faint in the way”.

จากนั้นพระเยซูทรงเรียกเหล่าสาวกของพระองค์  และทรงตรัสว่า  “เราสงสารคนเหล่านี้ เพราะพวกเขาค้างอยู่กับเราได้สามวันแล้ว  และไม่มีอาหารจะกิน เราจะไม่อยากให้เขาไปเมื่อยังอดอาหารอยู่  กลัวว่าเขาจะหิวโหยสิ้นแรงลงตามทาง”

And His disciples said unto him, “Where should we have so much bread in the wilderness, as to fill this great multitude?”

และเหล่าสาวกทูลพระองค์ว่า "ในถิ่นทุรกันดารนี้ เราจะหาอาหารที่ไหนพอเลี้ยงคนมากเท่านี้ให้อิ่มได้"

And Jesus said unto them, “How many loaves do you have?”

และพระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า "ท่านมีขนมปังกี่ก้อน"

And they said, “Seven, and a few little fishes.”

และพวกเขาทูลว่า "มีเจ็ดก้อนกับปลาเล็ก ๆ สองสามตัว"

And he commanded the multitude to sit down on the ground.

และพระองค์จึงสั่งให้ประชาชนนั่งลงที่พื้นดิน

And He took the seven loaves and the fish, and He gave thanks, and brake them, and gave to the disciples, and the disciples to the multitudes.

แล้วพระองค์ทรงรับขนมปังเจ็ดก้อนและปลาเหล่านั้นมาขอบพระคุณ  แล้วจึงทรงหักส่งให้เหล่าสาวกของพระองค์ เหล่าสาวกก็แจกให้ประชาชน

And again they did all eat and were stuffed: and they took up of the broken meat that was left seven baskets full.

และอีกครั้งที่คนทั้งปวงได้รับประทานอิ่มทุกคน ที่เหลือนั้นพวกเขาเก็บได้เจ็ดกระบุงเต็ม

And they that did eat were four thousand men, beside the woman and children. And he sent away the multitude, and they took the ship, and they came to the coast of Magdala about 3 kilometers south of Capernaum there in the Sea of Galilee.

และผู้ที่ได้รับประทานนั้นมีผู้ชายสี่พันคนมิได้นับผู้หญิงและเด็ก และพระองค์ตรัสสั่งให้ประชาชนไปแล้ว  ก็เสด็จลงเรือมาถึงเขตเมืองมักดาลา  ประมาณ 3 กิโลเมตรทางใต้ของเมืองคาเปอนาอูม  ในทะเลกาลิลี

They have discovered the ruins of the city of Magdala from which Mary Magdalene did come.

พวกเขาได้ค้นพบซากปรักหักพังของเมืองมักดาลา เมืองที่มารี มักดาลาได้มา

And you can see the ruins there of Magdala today.

และคุณสามารถชมซากปรักหักพังของเมืองมักดาลาทุกวันนี้

 

Matthew 15