Friday, April 22, 2016

 

Matthew 16 The Pharisees and Sadducees Demand Signs

มัทธิวบทที่ 16 พวกฟาริสีและพวกสะดูสีต้องการหมายสำคัญ

Some people say they won’t believe in God unless they see some miracle. 

บางคนบอกว่าพวกเขาจะไม่เชื่อในพระเจ้า   จนกว่าพวกเขาจะเห็นการอัศจรรย์บางอย่าง

That’s what the Pharisees and Sadducees wanted, for Jesus to someway prove Himself to the Son of God.  

นั่นคือสิ่งที่พวกฟาริสีและพวกสะดูสีต้องการ    บางทีพระเยซูจะทรงพิสูจน์ว่าพระองค์เองทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า

Most people, who say they don’t believe in God, don’t because if they did, they would then have to obey Him.

คนส่วนใหญ่  ผู้ที่บอกว่าพวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้า   ที่ไม่เชื่อเพราะถ้าพวกเขาเชื่อ พวกเขาจะต้องเชื่อฟังพระองค์

1 And the Pharisees and Sadducees came, and to test him they asked him to show them a sign from heaven.

1  พวกฟาริสีกับพวกสะดูสีได้มาทดลองพระองค์   โดยขอแสดงหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ให้เขาเห็น

2 He answered them, “When it is evening, you say, ‘It will be fair weather, for the sky is red.’

2 พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า   [“พอตกเย็นท่านทั้งหลายพูดว่า   'รุ่งขึ้นอากาศจะโปร่งดีเพราะฟ้าสีแดง'

3 And in the morning, ‘It will be stormy today, for the sky is red and threatening.’ You know how to interpret the appearance of the sky, but you cannot interpret the signs of the times.

3 ในเวลาเช้าท่านพูดว่า   'วันนี้จะเกิดพายุฝนเพราะฟ้าแดงและมัว'   ท้องฟ้านั้นท่านทั้งหลายยังอาจสังเกตรู้และเข้าใจได้   แต่หมายสำคัญแห่งกาละนี้ท่านกลับไม่เข้าใจ]

They should have known, had they been studying their scriptures.

พวกเขาควรจะได้รู้  ถ้าพวกเขาได้ศึกษาพระคัมภีร์

They would have known that this was the time for the coming of their Messiah.

พวกเขาจะได้รู้ว่านี่เป็นเวลาสำหรับการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ของพวกเขา

For in the book of Daniel, he promised that 483 years after the commandment had gone forth, to restore and rebuild Jerusalem, the Messiah, the prince would be coming.

เพราะในพระธรรมดาเนียล  ท่านได้ทำนายว่า หลังจากที่ได้ออกพระราชบัญญัติ

ไป 483 ปีกรุงเยรูซาเล็มจะถูกรื้อฟื้นและสร้างขึ้นใหม่   พระเมสสิยาห์ องค์เจ้าชายจะเสด็จมา

And they did not know the signs and the times because they weren't studying the scriptures.

และพวกเขาก็ไม่รู้จักหมายสำคัญและกำหนดเวลา   เพราะพวกเขาไม่ได้ศึกษาพระคัมภีร์


I wonder how many times Jesus might say to people today who are so blind to the fact that He is returning soon.

ผมสงสัยว่ากี่ครั้งแล้วที่พระเยซูอาจจะบอกกับผู้คนทุกวันนี้  ผู้ที่ตาบอดไม่ทราบความจริงว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาเร็ว ๆ นี้




They know how to give weather reports by studying the atmosphere, the atmospheric pressures, the direction of the wind, but they don't know the time of the coming through so many prophecies being fulfilled, such as Israel back in the land.

พวกเขารู้วิธีที่จะรายงานสภาพอากาศโดยการศึกษาบรรยากาศ    ความกดของอากาศทิศทางของลม แต่พวกเขาไม่ทราบเวลาที่จะทรงเสด็จมาตามที่คำทำนายหลายครั้งกำ

ลังจะสำเร็จ: เช่นอิสราเอลกลับมายังแผ่นดินของตน

4 An evil and adulterous generation seeks for a sign, but no sign will be given to it except the sign of Jonah.” So he left them and departed.

4 คนชาติชั่วและคิดคดทรยศต่อพระเจ้าแสวงหาหมายสำคัญ   และจะไม่โปรดให้หมายสำคัญแก่เขา  เว้นไว้แต่หมายสำคัญของโยนาห์เท่านั้น”  แล้วพระองค์ก็เสด็จไปจากเขา

The sign of Jonah was that Jonah was in the great fish for three days and Jesus would be buried for three days and arises from the dead. 

หมายสำคัญของโยนาห์คือการที่โยนาห์เข้าไปอยู่ในท้องปลามหึมาเป็นเวลาสามวัน  และพระเยซูทรงถูกฝังไว้เป็นเวลาสามวัน  ก่อนทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย

This would be the sign or miracle they could see soon.

นี่จะเป็นหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ที่พวกเขาจะเห็นเร็ว ๆ นี้

The Leaven of the Pharisees and Sadducees

เชื้อของพวกฟาริสีและพวกสะดูสี

5 When the disciples reached the other side, they had forgotten to bring any bread.

5  ฝ่ายพวกสาวกของพระองค์   เมื่อข้ามฟากนั้นได้ลืมเอาขนมปังไปด้วย

6 Jesus said to them, “Watch and beware of the leaven of the Pharisees and Sadducees.”

6 เมื่อพระเยซูตรัสกับเขาว่า   “จงสังเกตและระวังเชื้อแห่งพวกฟาริสี   และพวกสะดูสีให้ดี”

7 And they began discussing it among themselves, saying, “We brought no bread.”

7 เหล่าสาวกจึงพูดกันว่า   “เพราะเหตุที่เรามิได้เอาขนมปังมา”

8 But Jesus, aware of this, said, “O you of little faith, why are you discussing among yourselves the fact that you have no bread?

8 ฝ่ายพระเยซูทรงทราบจึงตรัสกับเขาว่า   “โอ  ผู้มีความเชื่อน้อย   เหตุไฉนพวกท่านจึงพูดกันและกันถึงเรื่องไม่มีขนมปัง

9 Do you not yet perceive? Do you not remember the five loaves for the five thousand, and how many baskets you gathered?

9 ท่านยังไม่หยั่งรู้และจำไม่ได้หรือ   เรื่องขนมปังห้าก้อนกับคนห้าพันคนนั้น   ท่านเก็บที่เหลือได้กี่กระบุง

10 Or the seven loaves for the four thousand, and how many baskets you gathered?

10 หรือขนมปังเจ็ดก้อนกับคนสี่พันคนนั้น   ท่านเก็บที่เหลือได้กี่ตะกร้า

11 How is it that you fail to understand that I did not speak about bread? Beware of the leaven of the Pharisees and Sadducees.”

11 เป็นไฉนพวกท่านจึงไม่หยั่งรู้ว่า  ข้าพเจ้ามิได้พูดกับท่านด้วยเรื่องขนมปัง  แต่ได้ว่าให้ระวังเชื้อแห่งพวกฟาริสีและพวกสะดูสีให้ดี”

12 Then they understood that he did not tell them to beware of the leaven of bread, but of the teaching of the Pharisees and Sadducees.

12 แล้วพวกสาวกก็เข้าใจว่า พระองค์มิได้ตรัสสั่งเขาให้ระวังเชื้อขนมปัง แต่ให้ระวังคำสอนของพวกฟาริสีและพวกสะดูสี

Leaven in the Bible almost always refers to sin or in this case to false teaching. 

เชื้อในพระคัมภีร์มักจะหมายถึงบาปหรือในกรณีนี้คือคำสอนที่เป็นเท็จ

Only a little bit of yeast or baking powder or baking soda will make bread or a cake to rise. 

ยีสต์หรือผงฟูเพียงเล็กน้อยอาจจะทำให้ขนมปังหรือเค้กฟูขึ้นได้

It only takes a small amount; the same is true of sin or false teaching it only takes a small amount to permeate the whole thing. 

เพียงใช้จำนวนเล็กน้อย; เช่นเดียวกับความจริงเรื่องบาปหรือคำสอนที่ผิด  แม้เพียงนิดเดียวก็จะแทรกซึมไปทั่วทั้งหมด


The main leaven of the Pharisees was hypocrisy.

เชื้อหลักของพวกฟาริสีก็คือการหน้าไหว้หลังหลอก

They were teaching one thing and doing another. 

พวกเขากำลังสอนสิ่งหนึ่งและทำอีกสิ่งหนึ่ง
Peter Confesses Jesus as the Christ

เปโตรรับสารภาพว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์

13 Now when Jesus came into the district of Caesarea Philippi, he asked his disciples, “Who do people say that the Son of Man is?”

13 ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเขตเมืองซีซารียา   ฟีลิปปี   จึงตรัสถามพวกสาวกของพระองค์ว่า   “คนทั้งหลายพูดกันว่าบุตรมนุษย์เป็นผู้ใด”

14 And they said, “Some say John the Baptist, others say Elijah, and others Jeremiah or one of the prophets.”

14 เขาจึงทูลตอบว่า   “เขาว่าเป็นยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา   แต่บางคนว่าเป็นเอลียาห์   และคนอื่นว่าเป็นเยเรมีย์   หรือเป็นคนหนึ่งในพวกผู้เผยพระวจนะ”

15 He said to them, “But who do you say that I am?”

15 พระองค์ตรัสถามเขาว่า   “แล้วพวกท่านเล่า   ว่าข้าพเจ้าเป็นใคร”

16 Simon Peter replied, “You are the Christ, the Son of the living God.”

16 ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า   “พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่”

This is a very important question. 

นี่คือคำถามที่สำคัญมาก

Who is Jesus to you? 

พระเยซูทรงเป็นใครสำหรับคุณ

Is He the Son of God, is He your Lord and Savior? 

ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าหรือ    พระองค์คือพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของคุณหรือไม่

Is He the Word of God? 

พระองค์ทรงเป็นพระวจนะของพระเจ้าใช่ไหม

Is He the Creator of the world? 

พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างโลกใช่ไหม

17 And Jesus answered him, “Blessed are you, Simon Bar-Jonah! For flesh and blood has not revealed this to you, but my Father who is in heaven.

17 พระเยซูตรัสกับเขาว่า  “ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย   ท่านก็เป็นสุขเพราะว่ามนุษย์มิได้แจ้งความนี้แก่ท่าน  แต่พระบิดาของข้าพเจ้าผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงแจ้งให้ทราบ

18 And I tell you, you are Peter, and on this rock I will build my church, and the gates of hell shall not prevail against it.

18 ฝ่ายข้าพเจ้าบอกท่านว่าท่านคือเปโตร  และบนศิลานี้  ข้าพเจ้าจะสร้างคริสตจักรของข้าพเจ้าไว้  และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้

The church is built on the foundation, not of Peter, but on whom Jesus is the Christ the Son of the living God.

คริสตจักรถูกสร้างขึ้นบนรากฐาน  ที่ไม่ใช่เปโตร แต่บนพระเยซูคือพระคริสต์ที่ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์

19 I will give you the keys of the kingdom of heaven, and whatever you bind on earth shall be bound in heaven, and whatever you loose on earth shall be loosed in heaven.”

19 ข้าพเจ้าจะมอบลูกกุญแจแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน   ท่านจะกล่าวห้ามสิ่งใดในโลก  สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์  เมื่อท่านจะกล่าวอนุญาตสิ่งใดในโลก  สิ่งนั้นจะกล่าวอนุญาตในสวรรค์ด้วย”

20 Then he strictly charged the disciples to tell no one that he was the Christ.

20 แล้วพระองค์ทรงกำชับห้ามเหล่าสาวกของพระองค์มิให้บอกผู้ใดว่า   พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์

Jesus Foretells His Death and Resurrection

พระเยซูทรงทำนายถึงมรณกรรมและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์

21 From that time Jesus began to show his disciples that he must go to Jerusalem and suffer many things from the elders and chief priests and scribes, and be killed, and on the third day be raised.

21 ตั้งแต่เวลานั้นมา   พระเยซูทรงเริ่มเผยแก่เหล่าสาวกของพระองค์ว่า   พระองค์จะต้องเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม   และจะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการจากพวกผู้ใหญ่   และพวกมหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์   จนต้องถึงถูกประหารชีวิต   แต่ในวันที่สามพระองค์จะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่

22 And Peter took him aside and began to rebuke him, saying, “Far be it from you, Lord! This shall never happen to you.”

22 ฝ่ายเปโตรเอามือจับพระองค์ทูลท้วงว่า   “พระองค์เจ้าข้าให้เหตุการณ์นั้นอยู่ห่างไกลจากพระองค์เถิด   อย่าให้เป็นอย่างนั้นแก่พระองค์เลย”

23 But He turned and said to Peter, “Get behind Me, Satan! You are a hindrance to Me. For you are not setting your mind on the things of God, but on the things of man.”

23 พระองค์จึงหันพระพักตร์ตรัสกับเปโตรว่า   “อ้ายซาตานจงไปให้พ้น   เจ้าเป็นเครื่องกีดขวางข้าพเจ้า   เพราะเจ้าคิดอย่างคน   มิได้คิดอย่างพระเจ้า”  


Peter really loved Jesus and didn’t want anything bad to happen to him. 

เปโตรรักพระเยซูจริงๆ และไม่ต้องการให้สิ่งร้ายใดๆ เกิดขึ้นกับเขา

Not realizing for Jesus to die on the cross was the will of God, the only solution to our sin problem. 

เขาไม่ทราบว่าพระเยซูต้องสิ้นพระชนม์บนกางเขนตามพระประสงค์ของพระเจ้า   เป็นทางเดียวที่แก้ปัญหาโทษบาปของเรา

Jesus realized Peter was at that moment being used by Satan to try to discourage Jesus from going ahead with His mission. 

พระเยซูทรงตระหนักถึงเปโตรว่าเขาอยู่ในช่วงเวลาที่ถูกซาตานครอบงำ  โดยพยายามทำให้พระเยซูทรงท้อถอยที่จะมุ่งหน้ากระทำพันธกิจของพระองค์


Take Up Your Cross and Follow Jesus

จงแบกกางเขนของคุณและติดตามพระเยซู


24 Then Jesus told His disciples, “If anyone would come after Me, let him deny himself and take up his cross and follow Me.

24 ขณะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า   “ถ้าผู้ใดใคร่ตามข้าพเจ้ามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง   และรับกางเขนของตนแบกและตามข้าพเจ้ามา

25 For whoever would save his life will lose it, but whoever loses his life for My sake will find it.

25 เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด   ผู้นั้นจะเสียชีวิต   แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่ข้าพเจ้า   ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด

26 For what will it profit a man if he gains the whole world and forfeits his life? Or what shall a man give in return for his life?

26 เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของตน   ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร   หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา

27 For the Son of Man is going to come with His angels in the glory of His Father, and then He will repay each person according to what he has done.

27 เหตุว่าเมื่อบุตรมนุษย์จะเสด็จมาด้วยพระสิริแห่งพระบิดา   และพร้อมด้วยทูตสวรรค์ของพระองค์   เมื่อนั้นจะประทานบำเหน็จให้ทุกคนตามการกระทำของตน

28 Truly, I say to you, there are some standing here who will not taste death until they see the Son of Man coming in His kingdom.”

28 ข้าพเจ้ากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ในพวกท่านที่ยืนอยู่ที่นี่   มีบางคนที่ยังจะไม่รู้รสความตาย   จนกว่าจะได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาด้วยราชอำนาจของพระองค์ท่าน”

At first glance this might raise difficulties if we assume that ’seeing the kingdom of God’ means Jesus’ second coming since His audience (the disciples) are all dead, and Christ has not yet come ‘in the glory of his Father and with the holy angels’. 

มองผาดๆทีแรกสิ่งนี้อาจยุ่งยากลำบากขึ้น    ถ้าเราคิดว่า ' การมองเห็นอาณาจักรของพระเจ้า' หมายถึงการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู  เพราะผู้ชมผู้ฟังของพระองค์ (เหล่าสาวก) ทั้งหมดตายไป  และพระคริสต์ยังไม่ได้เสด็จมาในพระสิริของบิดาและพร้อมกับทูตสวรรค์ที่บริสุทธิ์ '

My interpretation of this statement is that Jesus was primarily referring to his transfiguration, which follows immediately in Mark, Matthew and Luke (John does not mention the transfiguration).

ผมตีความคำกล่าวนี้ว่า พระเยซูทรงหมายถึงการจำแลงพระกายของพระองค์  ซึ่งตามหลังมาภายหลังทันที  ในพระธรรม มาระโก มัทธิวและลูกา (ยอห์นไม่ได้พูดถึงการจำแลงพระกาย)

Matthew 16