God’s Word for Today
 
 
 

Saturday, April 23, 2016

 

Matthew 17 The Transfiguration

มัทธิวบทที่ 17 ทรงจำแลงพระกาย  

Then Jesus said, "verily I say unto you, there be some standing here, which shall not taste of death, until they see the Son of man coming in His kingdom"(Matthew 16:28).

แล้วพระเยซูตรัสว่า "เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า  ในพวกท่านที่ยืนอยู่ที่นี่  มีบางคนที่ยังจะไม่รู้รสความตาย  จนกว่าจะได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาด้วยราชอำนาจของพระองค์ท่าน" (มัทธิว 16:28)

Now from that, there are people who have assumed that Jesus didn’t keep that promise, because all of the disciples who were standing there did die, and the Lord has not yet come in His kingdom.

จากนั้นจนเดี๋ยวนี้  ยังมีผู้คนที่มีความคิดว่าพระเยซูไม่ได้ทรงรักษาพระสัญญา  เพราะสาวกทั้งหมดที่กำลังยืนอยู่ที่นั่นตายไป  และพระเจ้ายังไม่ได้เสด็จมาในราชอาณาจักรของพระองค์

So it's a very confusing thing.

ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่สับสนมาก

It would seem that Jesus made a false prediction of His return.

ก็จะดูเหมือนว่าพระเยซูทรงทำนายผิดพลาดเรื่องการเสด็จกลับมาของพระองค์

But, if you don't stop at the end of chapter sixteen, but you go immediately into chapter seventeen, you'll find out what Jesus was referring to. "Verily I say unto you, there be some standing here which shall not taste of death, till they see the Son of man coming in His kingdom",

แต่ถ้าคุณไม่หยุดในตอนท้ายของบทที่สิบหก  แต่คุณไปสู่บทที่สิบเจ็ดทันที   คุณจะพบสิ่งที่พระเยซูทรงหมายถึง "เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ในพวกท่านที่ยืนอยู่ที่นี่  มีบางคนที่ยังจะไม่รู้รสความตาย  จนกว่าจะได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาด้วยราชอำนาจของพระองค์ท่าน"

The Transfiguration Matthew 17:1-12

ทรงจำแลงพระกาย  มัทธิว 17: 1-12

1 And after six days Jesus took with Him Peter and James, and John his brother, and led them up a high mountain by themselves.

1  ครั้นล่วงไปได้หกวันแล้ว  พระเยซูทรงพาเปโตร  ยากอบ  และยอห์นน้องของยากอบขึ้นภูเขาสูงแต่ลำพัง

2 And He was transfigured before them, and His face shone like the sun, and his clothes became white as light.

2 แล้วพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา  พระพักตร์ของพระองค์ก็ทอแสงเหมือนแสงอาทิตย์  ฉลองพระองค์ก็ขาวผ่องดุจแสงสว่าง

3 And behold, there appeared to them Moses and Elijah, talking with Him.

3 โมเสสและเอลียาห์ก็มาปรากฏแก่พวกสาวกเหล่านั้น   กำลังเฝ้าสนทนากับพระองค์

4 And Peter said to Jesus, “Lord, it is good that we are here. If you wish, I will make three tents here, one for You and one for Moses and one for Elijah.”

4 ฝ่ายเปโตรทูลพระเยซูว่า  “พระองค์เจ้าข้า ซึ่งเราอยู่ที่นี่ก็ดี  ถ้าพระองค์ต้องพระประ

สงค์  ข้าพระองค์จะทำเพิงสามหลังที่นี่  สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง  สำหรับโมเสสหลังหนึ่ง  สำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง”

So Jesus was referring to some of His disciples, Peter, James and John, that they were actually going to see Him in the glory of His kingdom, and so He took them up into the high mountain.

ดังนั้นพระเยซูทรงเอ่ยถึงเหล่าสาวกของพระองค์บางคน  เปโตร  ยากอบและยอห์น ว่าพวกเขากำลังจะพบพระองค์ในราชอาณาจักรอันรุ่งโรจน์ของพระองค์และดังนั้นพระองค์ทรงพาพวกเขาขึ้นไปบนภูเขาสูง

Now they were at Caesarea Philippi, which is at the base of Mount Herman, which is the highest mountain in the area. 

ตอนนี้พวกเขาที่อยู่ซีซารียาฟีลิปปี  ซึ่งอยู่ที่เชิงภูเขาเฮอร์โมน  ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในพื้นที่

Jesus was referring to the fact that these disciples were going to see Him in His glory.

พระเยซูทรงหมายถึงข้อเท็จจริงที่ว่า    สาวกเหล่านี้กำลังจะไปพบพระองค์ในพระสิริของพระองค์

And as He was transfigured before them, they actually saw God's glory upon Him.

และพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าพวกเขา  พวกเขาได้เห็นพระสิริของพระเจ้าเหนือพระองค์

He was transfigured. His face did shine as the sun and His clothes were as white as the light.

พระกายพระองค์เปลี่ยนไป  พระพักตร์พระองค์ทอแสงเหมือนแสงอาทิตย์  และฉลองพระองค์ก็ขาวผ่องดุจแสงสว่าง

And there appeared unto Him, Moses, and Elijah talking with Him.

โมเสสและเอลียาห์ก็มาปรากฏแก่พระองค์   กำลังเฝ้าสนทนากับพระองค์

Matthew does not tell us what they were talking about, but Luke's gospel tells us that they were talking to Him about His death that He was soon to accomplish in Jerusalem.

มัทธิวไม่ได้บอกเราว่าพวกเขาพูดเรื่องอะไรกัน  แต่พระกิตติคุณลูกาบอกเราว่าพวกเขากำลังสนทนากับพระองค์  เกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระองค์  และว่าเร็ว ๆ นี้พระ

องค์จะประสบชัยชนะในการเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม

What tremendous persons to talk to Jesus.

ช่างเป็นบุคคลยิ่งใหญ่เหลือเกินที่ได้สนทนากับพระเยซู

Moses, who of course stood for the law, and Elijah who was the head of the prophets. 

แน่นอนโมเสสเป็นผู้ยืนหยัดตามบทบัญญัติ  และเอลียาห์ผู้เป็นหัวหน้าศาสดาพยากรณ์

Now He who was the fulfillment of all of this, Christ was there.  

ตอนนี้พระองค์ทรงกระทำงานทั้งหมดนี้สำเร็จ พระคริสต์ทรงอยู่ที่นั่น

Then answered impulsive Peter, [our good friend] and said unto Jesus, It's good for us to be here: if you will, let us make here three tents; one for you, one for Moses, and one for Elijah. Isn't it interesting what stupid things we say when we should keep our mouths shut?

จากนั้นเปโตรผู้หุนหันพลันแล่น [เพื่อนที่ดีของเรา] และเขาทูลพระเยซูว่า  เป็นเรื่องที่ดีสำหรับเราที่จะอยู่ที่นี่: ถ้าพระองค์ต้องพระประสงค์   ขอให้เราสร้างเพิงสามหลังที่นี่  สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง   สำหรับโมเสสอีกหลังหนึ่ง  และสำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง มันไม่น่าสนใจหรอกหรือในสิ่งโง่ๆที่เราพูดเวลาที่เราควรปิดปากของเรา

But sometimes we think, well, we ought to say something. 

แต่บางครั้งเราคิดว่า  เออดี   เราควรจะพูดอะไรบางอย่าง

Lord, it's good for us to be here, let's build three tents, for Moses, Elijah and you".

พระเจ้าข้า  เป็นการดีสำหรับเราที่จะอยู่ที่นี่   ขอให้เราสร้างเพิงสามหลัง เพื่อโมเสส เอลียาห์และพระองค์เถิด "

But while he spoke, he was interrupted by a bright cloud that over shadowed them.

แต่ในขณะที่เขาพูด   เขาถูกขัดจังหวะโดยมีเมฆสุกใสเคลื่อนมาปกคลุมพวกเขาไว้

5 He was still speaking when, behold, a bright cloud overshadowed them, and a voice from the cloud said, “This is My beloved Son, with whom I am well pleased; listen to him.”

5 เปโตรทูลยังไม่ทันขาดคำ   ก็บังเกิดมีเมฆสุกใสมาปกคลุมเขาไว้   แล้วมีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า   “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าชอบใจ  ท่านผู้นี้มาก   จงเชื่อฟังท่านเถิด”

You remember in the Old Testament there was a bright cloud that lead the children of Israel when they came out of the bondage of Egypt, and that cloud followed them or led them through the wilderness.

คุณจำในพันธสัญญาเดิมที่มีเมฆสดใส    ที่นำพวกลูกหลานของอิสราเอลออกจากการเป็นทาสของอียิปต์    และเมฆติดตามพวกเขาหรือนำพวกเขาผ่านถิ่นทุรกันดารไป

And it was the cloud that represented the glory of God.

และก็เมฆนั้นแหละแทนรัศมีภาพของพระเจ้า

They had heard the law. They had heard the prophets, but now God is saying, "hear Him."

พวกเขาเคยได้ยินบทบัญญัติ  พวกเขาได้ยินผู้เผยพระวจนะ แต่ตอนนี้พระเจ้าทรงตรัสว่า " จงฟังพระองค์เถิด"

Hebrews ฮีบรู 1:1-2 1 Long ago, at many times and in many ways, God spoke to our fathers by the prophets,

1 ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัสด้วยวิธีต่างๆมากมายแก่บรรพบุรุษของเรา  ทางพวกผู้เผยพระวจนะ

2 but in these last days he has spoken to us by his Son, whom he appointed the heir of all things, through whom also he created the world.

2 แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร   ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงตั้งให้เป็นผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก   พระองค์ได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลโดยพระบุตร

And so God the Father says, "This is my beloved Son, in whom I am well pleased, hear ye Him."

และดังนั้นพระเจ้าพระบิดาตรัสว่า " ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา  เราชอบใจท่านมาก  จงเชื่อฟังท่านเถิด"

The law is represented, the prophets are represented, but now God is saying, "listen to Him," the full revelation of God, the pure revelation of God, the true revelation of God in Jesus Christ. "Hear ye Him."  

บทบัญญัติแสดงให้เห็นแล้ว   ผู้เผยพระวจนะมาเป็นตัวแทนแล้ว แต่ตอนนี้พระเจ้าตรัสว่า "จงฟังท่านเถิด"  การเปิดเผยเต็มรูปแบบของพระเจ้า   การเปิดเผยที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า   การเปิดเผยแท้จริงของพระเจ้าทางพระเยซูคริสต์ " จงเชื่อท่านฟังเถิด"

The supreme one, supreme to the law giver and to the prophets.

องค์สูงสุด   ผู้สูงสุดที่ทรงประทานบทบัญญัติและผู้พยากรณ์องค์สูงสุด

6 When the disciples heard this, they fell on their faces and were terrified.

6 ฝ่ายพวกสาวกเมื่อได้ยินก็ซบหน้ากราบลงและกลัวยิ่งนัก

7 But Jesus came and touched them, saying, “Rise, and have no fear.”

7 พระเยซูจึงเสด็จมาถูกต้องเขา   แล้วตรัสว่า   “จงลุกขึ้นเถิด   อย่ากลัวเลย”

8 And when they lifted up their eyes, they saw no one but Jesus only.

8 เมื่อเขาเงยหน้าดูก็ไม่เห็นผู้ใด   เห็นแต่พระเยซูองค์เดียว  

9 And as they were coming down the mountain, Jesus commanded them, “Tell no one the vision, until the Son of Man is raised from the dead.”

9 เมื่อลงมาจากภูเขาพระเยซูตรัสห้ามเหล่าสาวกว่า   “นิมิตซึ่งพวกท่านได้เห็นนั้น   อย่าบอกเล่าแก่ผู้ใดจนกว่าบุตรมนุษย์จะฟื้นขึ้นมาจากความตาย”

10 And the disciples asked Him, “Then why do the scribes say that first Elijah must come?”

10เหล่าสาวกก็ทูลถามพระองค์ว่า   “เหตุไฉนพวกธรรมาจารย์จึงว่า   เอลียาห์จะต้องมาก่อน”

11 He answered, “Elijah does come, and he will restore all things.

11 พระเยซูตรัสตอบว่า   “เอลียาห์ต้องมาจริง   และทำให้สิ่งทั้งปวงคืนสู่สภาพเดิม

12 But I tell you that Elijah has already come, and they did not recognize him, but did to him whatever they pleased. So also the Son of Man will certainly suffer at their hands.”

12 แต่ข้าพเจ้าบอกแก่ท่านทั้งหลายว่า   เอลียาห์นั้นได้มาแล้ว   และเขาหารู้จักท่านไม่   แต่เขาใคร่ทำแก่ท่านอย่างไร   เขาก็ได้กระทำแล้ว   ส่วนบุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์ด้วยมือของเขาเช่นเดียวกัน”

13 Then the disciples understood that he was speaking to them of John the Baptist.

13 แล้วเหล่าสาวกจึงเข้าใจว่า   พระองค์ได้ตรัสแก่เขาเล็งถึงยอห์นผู้ให้รับบัพติสมา

Again the question of Elijah and this question is a legitimate question, because in the last of the books of the prophets in the Old Testament, the book of Malachi, and in the last chapter, in fact one of very last promises of the old testament,

อีกครั้งคำถามของเอลียาห์   และคำถามนี้เป็นคำถามที่ถูกต้องตามบทบัญญัติ    เพราะพระธรรมสุดท้ายของหมวดผู้พยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิม   พระธรรมมาลาคี   และในบทสุดท้าย  แท้จริงเป็นหนึ่งในพระสัญญาสุดท้ายของพันธสัญญาเดิม

Malachi มาลาคี 4:4-5 “Remember the law of my servant Moses, the statutes and rules that I commanded him at Horeb for all Israel.

4 “จงจดจำธรรมบัญญัติของโมเสสผู้รับใช้ของเรา  ทั้งกฎเกณฑ์และกฎหมายซึ่งเราได้บัญชาเขาไว้ที่ภูเขาโฮเรบสำหรับอิสราเอลทั้งสิ้น  

5“Behold, I will send you Elijah the prophet before the great and awesome day of the LORD comes.

5 “ดูเถิด  เราจะส่งเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะมายังเจ้าก่อนวันแห่งพระเจ้า  คือวันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวมาถึง




So here is a prophesy that before the Lord comes, Elijah will first come to turn the hearts of the people to their fathers, that is to the religion of their fathers, and to the God of their fathers.

ดังนั้นนี่คือคำพยากรณ์ที่มาก่อนพระองค์เสด็จมา   ผู้พยากรณ์เอลียาห์จะต้องมาก่อน เพื่อหันจิตใจของผู้คนไปหาบรรพบุรุษของพวกเขา    นั้นคือไปหาศาสนาของบรรพบุรุษ และไปหาพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพวกเขา

And thus believing that Jesus was the Messiah, the Son of the living God, Peter had just confessed this, six days earlier. "We know you're the Messiah, then where is Elijah? If Elijah has to first come, and here you are, where is Elijah?"

และดังนั้นการที่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ พระบุตรของพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่  เปโตรเพิ่งสารภาพเมื่อหกวันก่อนหน้านี้   " เรารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์  แล้วเอลียาห์อยู่ไหนหรือ    ถ้าเอลียาห์ต้องมาก่อนและพระองค์ทรงอยู่ที่นี่  เอลียาห์อยู่ที่ไหนกัน

Elijah will indeed come and restore all things.

แน่นอนเอลียาห์ต้องมาจริงและรื้อฟื้นทุกสิ่งคืนสู่สภาพเดิม

Now the confusion in the minds of the disciples arose over the fact that they were anticipating that Jesus would immediately establish God's kingdom upon the earth.

ตอนนี้ความสับสนเกิดขึ้นในจิตใจของพวกสาวก   เมื่อทราบความจริงว่าพวกเขากำลังหวังว่า   พระเยซูจะทรงสถาปนาราชอาณาจักรของพระเจ้าทันทีที่บนแผ่นดิน

They were expecting it in their lifetime.

พวกเขาคาดหวังมาตลอดชั่วชีวิต

They were waiting for Him to establish God's kingdom upon the earth.

พวกเขากำลังรอให้พระองค์มาทรงสถาปนาอาณาจักรของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก


What they didn't know is that from the time of the Ascension of Jesus Christ until His coming to establish the kingdom, would be a long period of time.

สิ่งที่พวกเขาไม่ทราบ  คือว่าจากเวลาที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ จนกระทั่งทรงเสด็จมาสถาปนาราชอาณาจักร   จะเป็นระยะเวลานาน

They did not foresee this two thousand-year interval that would exist, and thus, anticipating the immediate establishing of the kingdom.

พวกเขาไม่ได้รู้มาก่อน  ช่วงเวลาระหว่างสองพันปีที่ดำรงอยู่   และด้วยเหตุนี้ พวกเขาคาดหวังว่าจะมีการจัดตั้งราชอาณาจักรทันที

How do you fit together the fact that Elijah is going to first come?

คุณจะรวมเข้าด้วยกันข้อเท็จจริงที่ว่าเอลียาห์จะมาก่อนได้อย่างไร

And Jesus repeats the prophecy of Malachi. "Elijah shall indeed first come, and restore all things."

และพระเยซูทรงตรัสซ้ำคำพยากรณ์ของมาลาคี  "แน่นอน เอลียาห์จะมาก่อนและรื้อฟื้นทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิม"

One of the two witnesses in Revelation chapter eleven will indeed be Elijah, and that is the complete fulfillment of what the Lord has declared here.

คำพยานหนึ่งในสองอย่างในพระธรรมวิวรณ์บทที่สิบเอ็ดก็จะเป็นเอลียาห์แน่นอน   และนั่นคือการทำสิ่งที่พระเจ้าได้ประกาศที่นี่ได้สำเร็จครบถ้วน

Elijah shall first come and restore all things.

เอลียาห์จะต้องมาก่อนและรื้อฟื้นทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิม

Jesus also compared Elijah the prophet with John the Baptist.

พระเยซูทรงเปรียบเทียบศาสดาพยากรณ์เอลียาห์กับยอห์นผู้ให้รับบัพติสมา



So Elijah will come again, Jesus said that. Elijah shall indeed come first to restore all things.

ดังนั้นเอลียาห์จะมาอีกครั้ง    พระเยซูตรัสเช่นนั้น   เอลียาห์แน่นอนจะมาก่อนเพื่อรื้อฟื้นทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิม"

"But Elijah has already come", Jesus said, "And they did not know him, but have done to him whatever they wished, and they are going to do the same, so am I going to be suffering at their hands." 

" แต่เอลียาห์ได้มาถึงแล้ว" พระเยซูตรัส "และพวกเขาไม่ได้รู้จักท่าน  แต่ทำต่อท่านในสิ่งที่ใจพวกเขาปรารถนา   และพวกเขาจะทำเช่นเดียวกัน   ดังนั้นเราจะต้องทนทุกข์ทรมานภายใต้เงื้อมมือของพวกเขา"

Speaking of John the Baptist who had come preaching repentance, preparing the way for Jesus, and had now be beheaded. 

คำพูดของยอห์นผู้ให้รับบัพติสมา ผู้ที่ได้มาสั่งสอนให้กลับใจใหม่   เตรียมทางให้แก่พระเยซูและตอนนี้ได้ถูกตัดศีรษะ

Jesus Heals a Demon-Possessed Boy

พระเยซูทรงรักษาเด็กผีสิง

14 And when they came to the crowd, a man came up to him and, kneeling before him,

14  ครั้นพระเยซูกับเหล่าสาวกมาถึงฝูงชนแล้ว   มีชายคนหนึ่งมาหาพระองค์คุกเข่าลง   ทูลว่า

15 said, “Lord, have mercy on my son, for he is an epileptic and he suffers terribly. For often he falls into the fire, and often into the water.

15 “พระองค์เจ้าข้า   ขอทรงพระเมตตาแก่บุตรของข้าพระองค์   ด้วยเขาเป็นโรคลมบ้าหมู   มีความทุกข์เวทนามาก   เคยตกไฟตกน้ำบ่อยๆ

16 And I brought him to Your disciples, and they could not heal him.”

16 ข้าพระองค์ได้พาเขามาหาพวกสาวกของพระองค์   แต่พวกสาวกนั้นรักษาเขาให้หายไม่ได้”

17 And Jesus answered, “O faithless and twisted generation, how long am I to be with you? How long am I to bear with you? Bring him here to me.”

17 พระเยซูตรัสตอบว่า  “โอ  คนในยุคที่ขาดความเชื่อและมีทิฐิชั่ว  ข้าพเจ้าจะต้องอยู่กับท่านทั้งหลายนานเท่าใด  ข้าพเจ้าจะต้องอดทนเพราะท่านไปถึงไหน  จงพาเด็กนั้นมาหาข้าพเจ้าที่นี่เถิด”

18 And Jesus rebuked him, and the demon came out of him, and the boy was healed instantly.

18 พระเยซูจึงตรัสสำทับผีนั้น  มันก็ออกจากเขา  ตั้งแต่นั้นไปเด็กก็หายเป็นปกติ

19 Then the disciples came to Jesus privately and said, “Why could we not cast it out?”

19 ภายหลังเหล่าสาวกของพระเยซูมาหาพระองค์เป็นส่วนตัว  ทูลถามว่า  “ เหตุไฉนพวกข้าพระองค์ขับผีนั้นออกไม่ได้”

20 He said to them, “Because of your little faith. For truly, I say to you, if you have faith like a grain of mustard seed, you will say to this mountain, ‘Move from here to there,’ and it will move, and nothing will be impossible for you.”

20 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า  “เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อย   ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า   'จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น'  มันก็จะเลื่อน   สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งท่านทำไม่ได้จะไม่มีเลย”

Howbeit this kind goes not out but by prayer and fasting. 

อย่างไรก็ตามผีชนิดนี้ไม่เคยถูกขับออก   เว้นไว้โดยการอธิษฐานและการอดอาหาร

Jesus Again Foretells Death, Resurrection

พระเยซูทรงทำนายถึงมรณกรรม การฟื้นคืนพระชนม์อีกครั้ง

22 As they were gathering in Galilee, Jesus said to them, “The Son of Man is about to be delivered into the hands of men,

22 ครั้นพระองค์กับเหล่าสาวกชุมนุมกันอยู่ในแคว้นกาลิลี   พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า   “บุตรมนุษย์จะต้องถูกอายัดไว้

23 and they will kill him, and he will be raised on the third day.” And they were greatly distressed.

23 และจะประหารชีวิตท่านเสีย   ในวันที่สามท่านจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่”   พวกสาวกก็พากันเป็นทุกข์ยิ่งนัก

When Jesus said, "they're going to kill me," there was what went on in their minds, "oh, no", and they never heard, "and I am going to rise again the third day."

เมื่อพระเยซูตรัสว่า "พวกเขากำลังจะประหารชีวิตเรา" มีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจพวกเขา "โอ้ ไม่นะ" และพวกเขาก็ไม่เคยได้ยิน "และเราจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในวันที่สาม."

Somehow they had blanked that out.

อย่างไรก็ตาม พวกเขาพากันเป็นทุกข์ยิ่งนัก

It wasn't until after His resurrection that they began to remember, "oh, yeah, He said He was going to rise on the third day, all right."

มันไม่ได้จนกระทั่งหลังจากทรงฟื้นคืนพระชนม์แล้ว พวกเขาเริ่มที่จะจำได้ "โอ ใช่แล้ว พระองค์เคยตรัสว่าจะทรงฟื้นขึ้นในวันที่สาม  ถูกต้อง"

But they didn't remember that part until after His resurrection.

แต่พวกเขาก็จำตอนนั้นไม่ได้จนกระทั่งภายหลังที่ได้ทรงฟื้นคืนพระชนม์

It's interesting how that so many times we hear some shocking news, and our minds just sort of blank out with shock, and we don't hear the rest of the story.

มันน่าสนใจว่าหลายครั้งที่เราได้ยินข่าวที่น่าตกใจบางอย่าง   และจิตใจของเราเป็นทุกข์หนักใจพร้อมตกใจ    และเราไม่ได้ยินเรื่องราวส่วนที่เหลือ

We don't record it; it doesn't sink in. We're so shocked by what we've heard.

เราไม่ได้บันทึกไว้   มันไม่ได้ฝังอยู่ในเรา  เราตกใจมากกับสิ่งที่เราเคยได้ยิน


The Temple Tax

ค่าบำรุงพระวิหาร

24 When they came to Capernaum, the collectors of the half-shekel tax went up to Peter and said, “Does your teacher not pay the tax?”

24 เมื่อมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมแล้ว   ผู้เก็บค่าบำรุงพระวิหารมาหาเปโตรถามว่า   “อาจารย์ของท่านไม่เสียค่าบำรุงพระวิหารหรือ”

25 He said, “Yes.” And when he came into the house, Jesus spoke to him first, saying, “What do you think, Simon? From whom do kings of the earth take toll or tax? From their sons or from others?”

25 เปโตรตอบว่า   “เสีย”   เมื่อเปโตรเข้าไปในเรือน   พระเยซูตรัสกับเขาก่อนว่า   “ซีโมนเอ๋ย   ท่านเห็นอย่างไร   กษัตริย์เคยเก็บส่วยและภาษีจากผู้ใด   จากโอรสหรือจากผู้อื่น”

26 And when he said, “From others,” Jesus said to him, “Then the sons are free.

26 เปโตรทูลตอบว่า   “เคยเก็บจากผู้อื่น”   พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า   “ถ้าเช่นนั้นโอรสก็ไม่ต้องเสีย

27 However, not to give offense to them, go to the sea and cast a hook and take the first fish that comes up, and when you open its mouth you will find a shekel. Take that and give it to them for Me and for yourself.”

27 แต่เพื่อมิให้เขาสะดุด   ท่านจงไปตกเบ็ดที่ทะเล   เมื่อได้ปลาตัวแรกขึ้นมาก็ให้เปิดปากมัน   แล้วจะพบเงินตราเชเขลหนึ่ง   จงเอาเงินนั้นไปชำระค่าบำรุงพระวิหารสำ

หรับเรากับท่านเถิด

Matthew 17