Wednesday, April 27, 2016

 

Matthew 18 Children, Discipline and Forgiveness

มัทธิวบทที่ 18 เด็กๆ การลงวินัยและการให้อภัย

Jesus loves children. 

พระเยซูทรงรักเด็กๆ

We sing in America, “Jesus loves the little children, all the children of the world, red and yellow, black and white, they are precious in His sight, Jesus loves the little children of the world” 

เราร้องเพลงในอเมริกา "พระเยซูทรงรักเด็กเล็กๆ    เด็กๆ ทุกคนทั่วโลกา  ผิวจะแดง เหลือง ดำและขาว  พวกเขามีค่าในสายพระเนตรพระองค์  พระเยซูทรงรักเด็กเล็กๆ ทั่วทั้งโลกา"

Another song “Jesus loves me, this I know, for the Bible tells me so, little ones to Him belong, they are weak, but He is strong. 

อีกเพลงคือ "พระเยซูรักฉันรู้แน่ พระคัมภีร์มีสอนฉันไว้แท้   เด็กเล็กๆ  เป็นของพระองค์  ตัวพวกเขานั้นอ่อนหย่อนแรง แต่พระองค์ทรงฤทธิ์เข้มแข็ง

Yes, Jesus loves me, Yes, Jesus loves me. Yes, Jesus loves me, the Bible tells me so.”

ใช่ พระเยซูทรงรักฉัน ใช่  พระเยซูทรงรักฉัน ใช่  พระเยซูทรงรักฉัน พระคัมภีร์บอกฉันดังนั้น"

Discipline later in the chapter is not the rod for the child discipline but speaks of another Christian living in some type of sin. 

ต่อมาเรื่องระเบียบวินัยในบทนี้ไม่ใช่เป็นไม้เรียวสำหรับเด็ก แต่พูดถึงการมีชีวิตคริสเตียนในแบบการทำบาปบางประเภท

Do we just ignore it?  Or do we say something?  If we say something do we do it as gossip or directly with the person? 

เราแค่ไม่สนใจมันได้ไหม  หรือเราพูดอะไรบ้าง  ถ้าเราพูดอะไรบางอย่างเราจะทำในรูปการนินทาหรือพูดตรงๆ กับคนนั้น

Then forgiveness, how many times should we forgive?  

แล้วก็มีการให้อภัย  กี่ครั้งที่เราควรให้อภัย

God has forgiven a huge mountain of sins for most of us. 

พระเจ้าได้ทรงให้อภัยบาปขนาดภูเขาใหญ่แก่พวกเราส่วนใหญ่

How should that affect my forgiving someone who does something against me?   We begin the chapter with a question the disciples had for Jesus.

สิ่งนั้นส่งผลต่อการที่ฉันให้อภัยได้อย่างไร  เมื่อบางคนได้ทำบางสิ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อฉัน เราเริ่มต้นบทนี้กับคำถามที่เหล่าสาวกทูลถามพระเยซู

Who Is the Greatest?

ผู้ใดเป็นใหญ่ที่สุด

1 At that time the disciples came to Jesus, saying, “Who is the greatest in the kingdom of heaven?”

1 ในเวลานั้นเหล่าสาวกมาเฝ้าพระเยซูทูลว่า   “ใครเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์”

2 And calling to him a child, he put him in the midst of them

2 พระเยซูจึงทรงเรียกเด็กเล็กๆคนหนึ่งมา ให้ยืนท่ามกลางเขา

3 and said, “Truly, I say to you, unless you turn and become like children, you will never enter the kingdom of heaven.

3 แล้วตรัสว่า  “เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า  ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ   ท่านจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย

4 Whoever humbles himself like this child is the greatest in the kingdom of heaven.

4 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดถ่อมจิตใจลง  เหมือนเด็กเล็กคนนี้  ผู้นั้นจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์  

The Bible speaks against pride and selfishness. 

พระคัมภีร์สอนไม่ให้เรื่องความหยิ่งยโสและความเห็นแก่ตัว

But the natural human tendency is to be both proud and selfish. 

แต่ตามธรรมชาติคนเรามีแนวโน้มที่หยิ่งยโสและเห็นแก่ตัวทั้งสองอย่าง

Often people think the more proud and selfish I become and the more important, the more power over others, the greater I will be. 

บ่อยครั้งผู้คนมักจะคิดว่ายิ่งฉันหยิ่งยโสและเห็นแก่ตัวมากขึ้น และสำคัญมากขึ้น  และยิ่งมีอำนาจมากขึ้นกว่าคนอื่น ๆ  ฉันก็จะเป็นใหญ่มากเท่านั้น



But the Bible teaches the true path to greatness is always the path of humility.  The greater the age, the greater the knowledge, the wealth, the experience, the popularity – the greater the person according to the world’s standards but that’s upside down from what Jesus describes as greatness in the Kingdom of God. 

แต่พระคัมภีร์สอนว่าแท้จริงคนที่จะเป็นใหญ่ได้คือโดยมีความอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ  ยิ่งมีอายุมากขึ้น  ความรู้มากขึ้น  ความร่ำรวยมากขึ้น ประสบการณ์และความนิยมมากขึ้น - คนก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นตามมาตรฐานของโลก แต่นั่นตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระเยซูทรงอธิบายเรื่องการเป็นใหญ่ในแผ่นดินของพระเจ้า

Luke ลูกา14:11 11 For everyone who exalts himself will be humbled, and he who humbles himself will be exalted.”

11 เพราะว่าทุกคนที่ได้ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง   และผู้ที่ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับการยกขึ้น”  

So Jesus takes a child and says, "you've got to become like a little child to enter the kingdom of heaven.

ดังนั้นพระเยซูทรงนำเด็กคนหนึ่งมา และกล่าวว่า "ท่านต้องกลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กคนหนึ่ง จึงจะเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ได้

And so if you humble yourself as a little child, that person will be the greatest". The path to greatness is the path of serving others.  

และดังนั้นหากท่านใดถ่อมใจลงเหมือนเด็กเล็กคนหนึ่ง ท่านนั้นจะเป็นใหญ่ที่สุด " ทางที่จะเป็นใหญ่คือโดย

การรับใช้ผู้อื่น

How important that we learn to serve, that we not be looking for ourselves, but we only be looking to please the Lord and to exalt Him.

ช่างสำคัญแค่ไหนที่เราเรียนรู้ที่จะรับใช้  ว่าเราไม่ได้มองหาเพื่อตัวเราเอง แต่เราเพียงหาทางที่จะทำให้พระเจ้าทรงโปรดและจะยกย่องเทิดทูนพระองค์

Matthew มัทธิว 18:5 5 “Whoever receives one such child in My name receives Me,

5 “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กเช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา   ผู้นั้นก็รับเราด้วย

Jesus loves the little children. 

พระเยซูทรงรักเด็กเล็ก

How He loves that simple faith and trust that is in the heart of a child.  They are very important to Him.

พระองค์ช่างทรงรักเด็กที่มีจิตใจถ่อมยอมรับเชื่อและไว้วางใจ พวกเขามีความสำคัญมากต่อพระองค์ 

Yet for many people they are so unimportant. 

แต่สำหรับคนมากมายนั้น  พวกเด็กๆ จะไม่สำคัญเลย

They may have no money, no power, no strength, and little knowledge or experience.   So many adults think they are to be ignored, tolerated as a nuisance, not to be treated with respect and love, they may be abandoned, taken advantage of and neglected.  Many find them cute and know they need to learn so are interested in teaching them but often without love and respect.   

พวกเด็กอาจไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง  และมีความรู้หรือประสบการณ์เล็กน้อย ดังนั้นผู้ใหญ่หลายคนคิดว่าต้องมองข้ามพวกเด็ก  ต้องทนต่อความน่ารำคาญ และไม่ต้องปฏิบัติด้วยความรักและเคารพ  พวกเด็กอาจถูกทอดทิ้ง ถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกละเลย  แต่คนมากมายพบว่าพวกเด็ก ๆ น่ารัก  และรู้ว่าพวกเขาจำต้องเรียนรู้   ดังนั้นจึงสนใจที่จะสอนพวกเขา แต่บ่อยครั้งปราศจากความรักและความเคารพ

Sometimes Christian adults, even their own parents think that children cannot or don’t need to become Christians at an early age.  

บางครั้งผู้ใหญ่คริสเตียน  แม้แต่พ่อแม่ของเขาเอง  คิดว่าเด็กๆไม่สามารถหรือไม่จำเป็นต้องเป็นคริสเตียนในตอนวัยเยาว์

Charles Spurgeon a famous pastor from England years ago said, “a child of five if properly instructed can as truly be saved and regenerated as an adult can.”

ชาร์ลส์  สเปอร์เจียน นักเทศน์ที่มีชื่อเสียงจากประเทศอังกฤษหลายปีที่แล้วกล่าวว่า "เด็กคนหนึ่งในห้าคน  ถ้าได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องสามารถได้รับความรอดและบังเกิดใหม่เป็นผู้ใหญ่ที่สามารถ"

So those who don’t know about Jesus love for the children teach some Bible stories to them but don’t give them an opportunity to respond to Jesus by faith and begin to follow Him. 

ดังนั้นบรรดาผู้ที่ไม่รู้จักว่าพระเยซูทรงรักเด็กๆ   สอนบางเรื่องราวในพระคัมภีร์ให้กับพวกเด็กแต่ไม่ให้พวกเด็กมีโอกาสที่จะตอบสนองต่อพระเยซูโดยรับเชื่อและเริ่มที่จะติดตามพระองค์

They might forbid them from being baptized or taking the Lord’s Supper which then causes them to stumble in their faith.  

พวกเขาอาจจะห้ามพวกเด็กไม่ให้รับบัพติศมา  หรือร่วมพิธีศีลมหาสนิทซึ่งทำให้พวกเด็กสะดุดในความเชื่อได้

Some adults mock the faith of children.

ผู้ใหญ่บางคนเยาะเย้ยความเชื่อของเด็กๆ

Matthew มัทธิว 18:6 6 but whoever causes one of these little ones who believe in Me to sin, it would be better for him to have a great millstone fastened around his neck and to be drowned in the depth of the sea.

6 แต่ผู้ใดจะทำผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งที่วางใจในเราให้หลงผิด   ถ้าเอาหินโม่ก้อนใหญ่ผูกคอผู้นั้นถ่วงเสียที่ทะเลลึกก็ดีกว่า

To seek to destroy the faith of a child in God, is one of the worst sins that anyone could ever commit.  

ความพยายามที่จะทำลายความเชื่อในพระเจ้าของเด็กสักคน  เป็นความผิดบาปหนึ่งที่เลวร้ายที่สุดที่ใครเคยกระทำ

Jesus said, "look, it'd be better for a man if he just took a millstone", and these millstones weigh about three to four hundred pounds, "tie it around his neck, and toss him into the sea.

พระเยซูตรัสว่า " จงดูสิ  จะเป็นการดีกว่าสำหรับคนนั้น  ถ้าเพียงเขารับเอาหินโม่" และหินโม่เหล่านี้มีน้ำหนักประมาณ 300-400 ปอนด์ " ผูกรอบคอของเขาและโยนทิ้งลงไปในทะเล

Better that would happen to him than he offend, destroy the faith of one of these little ones who believe in Me".

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับเขาดีกว่าที่เขาทำให้คนหลงผิด ทำลายความเชื่อของคนเล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่งที่เชื่อในเรา "

Be careful, offenses are going to come. But be careful that you're not the cause of the offenses.

จงระวังให้ดี  การกระทำให้หลงผิดกำลังจะมา แต่ต้องระวังว่าคุณไม่ได้เป็นสาเหตุของการทำให้หลงผิด

7 “Woe to the world for temptations to sin! For it is necessary that temptations come, but woe to the one by whom the temptation comes!

7 “วิบัติแก่โลกนี้ด้วยเหตุให้หลงผิด   ถึงจำเป็นต้องมีเหตุให้หลงผิด   แต่วิบัติแก่ผู้ที่ก่อเหตุให้หลงผิดนั้น

8 And if your hand or your foot causes you to sin, cut it off and throw it away. It is better for you to enter life crippled or lame than with two hands or two feet to be thrown into the eternal fire.

8 ถ้ามือหรือเท้าของท่านทำให้ท่านหลงผิด   จงตัดทิ้งเสีย   ซึ่งจะเข้าในชีวิตนิรันดร์ด้วยมือและเท้าด้วน   หรือพิการยังดีกว่ามีสองมือสองเท้า   และต้องถูกทิ้งในไฟซึ่งไหม้อยู่เป็นนิตย์

9 And if your eye causes you to sin, tear it out and throw it away. It is better for you to enter life with one eye than with two eyes to be thrown into the hell of fire.

9 ถ้าตาของท่านทำให้ท่านหลงผิด   จงควักออกทิ้งเสีย   ซึ่งจะเข้าในชีวิตด้วยตาข้างเดียว   ยังดีกว่ามีสองตาและต้องถูกทิ้งไปในไฟนรก

I do not think that Jesus literally means that we are to cut off our hand or to pluck out our eye, but He is illustrating how vital it is that we enter the kingdom of heaven. It is worth more than having a whole body. 

ฉันไม่คิดว่าพระเยซูทรงหมายความตามนั้นจริงๆ ว่าเราจะถูกตัดมือของเราหรือจะถูกควักนัยน์ตาของเรา แต่พระองค์ทรงแสดงให้เห็นภาพว่า   สำคัญสำหรับชีวิตแค่ไหนที่เราเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ มันมีค่ามากกว่าทุกส่วนของร่างกาย

If there is something in your life that is causing you to stumble, if there is something in your life that is creating an offense, cut it out, get rid of it.

หากมีบางสิ่งในชีวิตของคุณที่ทำให้คุณสะดุด  ถ้ามีบางสิ่งในชีวิตของคุณที่ก่อให้เกิดการหลงผิด   ก็จงตัดมันออกไป  กำจัดมันออกไป

10 “See that you do not despise one of these little ones. For I tell you that in heaven their angels always see the face of my Father who is in heaven.

10 จงระวังให้ดี  อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่ง  ด้วยเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า  ทูตสวรรค์ประจำของเขาเฝ้าอยู่เสมอ  ต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์

11For the Son of man is come to save that which was lost.

11 ว่า   “เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้เสด็จมา   เพื่อช่วยผู้ซึ่งหลงหายไปนั้นให้รอด”

So the natural condition of children and all people is lost. 

ดังนั้นสภาพธรรมชาติของเด็กๆ และทุกคนคือหลงหาย

Jesus came to save that which was lost.

พระเยซูเสด็จมาเพื่อช่วยผู้ที่หลงหายไป

12 What do you think? If a man has a hundred sheep and one of them has gone astray, does he not leave the ninety-nine on the mountains and go in search of the one that went astray?

12 ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร   ถ้าผู้หนึ่งมีแกะอยู่ร้อยตัว   ตัวหนึ่งหลงหายไปจากฝูง   ผู้นั้นจะไม่ละแกะเก้าสิบเก้าตัวไว้บนภูเขา   แล้วไปเที่ยวหาตัวที่หายนั้นหรือ

13 And if he finds it, truly, I say to you, he rejoices over it more than over the ninety-nine that never went astray.

13 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า  ถ้าผู้นั้นพบแกะตัวที่หาย  เขาจะมีความเปรมปรีดิ์ยิ่งกว่าที่มีแกะเก้าสิบเก้าตัว  ที่มิได้หลงหายนั้น

14 So it is not the will of my Father who is in heaven that one of these little ones should perish.

14 อย่างนั้นแหละ  พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์  ไม่ทรงปรารถนาให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่งพินาศไปเลย

This shows us a couple of things. 

นี่แสดงให้เราเห็นสองสิ่ง

The first is, that even one sheep is very precious. 

สิ่งแรกก็คือแม้แต่แกะหนึ่งตัวก็มีค่ามาก

Each of us as individuals are loved by God. 

พระเจ้าทรงรักเราแต่ละคน

The shepherd is willing to leave the 99 to go searching for the one.  You can compare this parable to those told in Luke chapter 15. 

ผู้เลี้ยงแกะก็เต็มใจที่จะละทิ้งแกะเก้าสิบเก้าตัวเพื่อไปตามหาแกะหนึ่งตัว คุณสามารถเปรียบ

เทียบอุปมานี้กับคำอุปมาอื่นที่สอนในพระธรรมลูกาบทที่ 15

There we have the same story but Jesus also tells us that there is rejoicing in heaven when one sinner repents and believes. 

ที่นั่นเรามีเรื่องราวดียวกัน แต่พระเยซูตรัสว่า มีความชื่นชมยินดีในสวรรค์ที่คนบาปคนหนึ่งสำนึกผิดและกลับใจมาเชื่อ

He also tells there the story of the woman with a lost coin and the story of the prodigal son.  A second thing we see is how precious children are to the Lord.

นอกจากนี้ยังทรงเล่าเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เงินเหรียญหนึ่งอันได้หายไป และเรื่องราวของบุตรน้อยหลงหาย   สิ่งที่สองที่เราเห็นคือชีวิตเด็กๆ ที่มีค่าเพียงไรต่อพระเจ้า

God the Father is watching over them. God isn't willing that any perish. Be careful that you do not offend one of those little ones, who believes and trusts in Him.

พระเจ้าพระบิดาทรงเฝ้าดูพวกเขาอยู่ พระเจ้าทรงไม่ปรารถนาให้ผู้ใดพินาศ   จงระวังว่าคุณไม่ทำให้คนเล็กน้อยในบรรดาคนเหล่านั้นหลงผิด   ผู้ที่เชื่อและวางใจในพระองค์

If you are a teenager or an adult many children will look up to you, they will respect you, they will want to be like you and do what you do. 

หากคุณเป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่เด็กหลายคนจะมองดูคุณ   ที่พวกเขาจะเคารพคุณ   พวกเขาต้อง

การที่จะเป็นเหมือนคุณและทำอย่างที่คุณทำ

Will you be a good example? 

คุณจะเป็นตัวอย่างที่ดีไหม

Will you live before them a godly life that they can follow?  Will you share the gospel with children so that they can be saved?

คุณจะมีชีวิตที่ยำเกรงพระเจ้าต่อหน้าพวกเขา ที่พวกเขาสามารถทำตามได้ไหม  คุณจะแบ่งปันพระกิตติคุณกับเด็กๆ เพื่อให้พวกเขาสามารถรอดได้ไหม

We must be careful how we treat children. 

เราจะต้องระมัดระวังว่าเราจะปฏิบัติต่อเด็กๆ อย่างไร

They should be treated with love and respect. 

พวกเขาควรจะได้รับการปฏิบัติด้วยความรักและความเคารพ

If they are so important to Jesus, they should be important to us. 

หากพวกเด็กมีความสำคัญต่อพระเยซู   พวกเขาควรจะมีความสำคัญต่อเรา

We are humble ourselves and be like them, rather than try to make them like us adults. 

เราควรถ่อมใจลงและเป็นเหมือนพวกเด็ก มากกว่าพยายามที่จะทำให้พวกเด็กเหมือนผู้ใหญ่แบบเรา

The first fourteen verses are often used to show the need for child evangelism and in fact was the favorite passage of the founder of Child Evangelism Fellowship (CEF) Pastor Jesse Overholtzer, an international organization founded 75 years ago and still very strong today. 

ข้อพระคัมภีร์สิบสี่ข้อแรกถูกใช้เพื่อแสดงว่าจำเป็นต้องมีการประกาศแก่เด็กๆ   และที่จริงเป็นคำกล่าวที่น่าชื่นชอบของผู้ก่อตั้งสมาคมเผยแพร่ศาสนาคริสต์แก่เด็กๆ(ซีอีเอฟ) บาทหลวงเจสสี โอเวอร์โฮลเซอร์ ได้ก่อตั้งองค์กรระหว่างประเทศเมื่อ75 ปีที่ผ่านมา  และยังคงเข้มแข็งมากทุกวันนี้

CEF were the ones who came to our church and did training four our children’s workers four years ago

กลุ่มคนจากซีอีเอฟได้มาโบสถ์ของเราและทำการฝึกฝนเด็กสี่คนให้เป็นผู้รับใช้เมื่อสี่ปีที่แล้วๆ

In the following verses Jesus broadens his discussion to talk about dealing with offenses from another Christian. 

ในข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้  พระเยซูทรงอภิปรายกว้างขวางเรื่องเกี่ยวกับการทำให้หลงผิดจากคริสเตียนอื่น

This passage gives us instruction on how to handle church discipline.  Often an offence is taken care of at the first step described in verse 15. 

พระคัมภีร์ตอนนี้ได้สั่งสอนเราว่าจะจัดการการลงวินัยสมาชิกคริสตจักรอย่างไร  ขั้นแรกที่บ่อยครั้งการทำให้หลงผิดต้องได้รับการดูแลก่อน  ดังอธิบายในข้อ 15

15 “If your brother sins against you, go and tell him his fault, between you and him alone. If he listens to you, you have gained your brother.

15  “หากว่าพี่น้องของท่านผู้หนึ่งทำผิดบาปต่อท่าน   จงไปแจ้งความผิดบาปนั้นแก่เขา   สองต่อสองเท่านั้น   ถ้าเขาฟังท่าน   ท่านจะได้พี่น้องคืนมา

Notice it did not say, if the person does something wrong, then gossip and tell everyone about it. 

ขอให้สังเกตที่ไม่ได้พูดว่า  ถ้าคนที่ทำอะไรผิดแล้ว จงนินทาและบอกทุกคนเกี่ยวกับเรื่องนี้

No, go one on one face to face with the person.

ไม่ใช่นะ  ขอให้ไปหาคนนั้นเป็นการส่วนตัว

16 But if he does not listen, take one or two others along with you, that every charge may be established by the evidence of two or three witnesses.

16 แต่ถ้าเขาไม่ฟังท่านจงนำคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย   ให้เป็นพยานสองสามปากเพื่อทุกคำจะเป็นหลักฐานได้

So second step go with one or two others and talk about the issue together with the offending person. 

ดังนั้นขั้นตอนที่สอง  ไปกับคนอื่นหนึ่งหรือสองคน  และไปพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาร่วมกันกับบุคคลที่กระทำผิด

17 If he refuses to listen to them, tell it to the church. And if he refuses to listen even to the church, let him be to you as a Gentile and a tax collector.

17 ถ้าเขาไม่ฟังคนเหล่านั้น   จงไปแจ้งความต่อคริสตจักร   ถ้าเขายังไม่ฟังคริสตจักรอีก   ก็ให้ถือเสียว่าเขาเป็นเหมือนคนต่างชาติหรือคนเก็บภาษี

Third step, the person and the issue involved becomes more public, known in the church.  The person may be asked to leave or not come to the church until he or she has repented. 

ขั้นตอนที่สาม   นำเรื่องคนและปัญหาที่เกี่ยวข้องมาสู่พวกสมาชิกมากขึ้น  เป็นที่รับรู้กันในคริสตจักร คนนั้นอาจจะถูกขอให้ออกไปหรือไม่มาโบสถ์จนกว่าเขาหรือเธอได้กลับใจใหม่

An example of this church discipline being practiced is in 1 Corinthians

ตัวอย่างของการลงวินัยของคริสตจักรนี้ ดังที่ได้ปฏิบัติในพระธรรม 1 โครินธ์

1 Corinthians 1โครินธ์ 5:1-2 1It is actually reported that there is sexual immorality among you, and of a kind that is not tolerated even among pagans, for a man has his father's wife.

1มีข่าวเล่าลือว่า   ในพวกท่านมีการผิดประเวณี   และการผิดนั้นถึงแม้ในพวกต่างชาติก็ไม่มีเลย   คือเรื่องมีว่า   คนหนึ่งได้เอาภรรยาของบิดามาเป็นเมียของตน

2And you are arrogant! Ought you not rather to mourn? Let him who has done this be removed from among you.

2และพวกท่านยังผยองแทนที่จะเป็นทุกข์เป็นร้อน   ท่านควรที่จะตัดคนที่กระทำผิดเช่นนี้ออกเสียจากพวกท่าน  

So the church had not done the first two steps as far as we know, or the person didn’t respond. 

ดังนั้นคริสตจักรไม่ได้ทำสองขั้นตอนแรกเท่าที่เรารู้   หรือบุคคลนั้นไม่ตอบสนอง

Someone should have gone to him and said, living with your father’s new wife is not right for a Christian you need to stop doing that brother.  

บางคนควรจะได้ไปพบเขาและกล่าวว่า   การอยู่ร่วมกับภรรยาใหม่ของคุณพ่อนั้นไม่ถูกต้องเลยในการเป็นคริสเตียน  คุณจำเป็นต้องหยุดการทำของพี่น้องคนนั้น

Then if he didn’t listen the person who knew of the inappropriate relationship should go with one or two others perhaps the pastor or deacon and speak again, show him in the Scripture that practice is sinful and he needs to repent. 

แล้วถ้าเขาไม่ยอมฟัง  คนที่รู้เรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมก็ควรจะไปกับคนอื่นหนึ่งหรือสองคน  บางทีอาจจะเป็นอาจารย์หรือมัคนายก  และพูดอีกครั้ง  แสดงข้อพระคัมภีร์ให้เขาเห็นว่า   การปฏิบัตินั้นเป็นบาปและเขาจำเป็นต้องกลับใจใหม่

If still no change then it is made known to the church and he is put out of fellowship. 

ถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง   แล้วจงประกาศให้รู้กันทั่วในคริสตจักร   และเขาจะต้องออกจากการเป็นสมาชิก

Not to me mean and unloving to the person but so that they will repent and holiness is maintained in the fellowship. 

ไม่ได้หมายความว่าผมใจร้ายและไม่รักบุคคลนั้น แต่เพื่อว่าพวกเขาจะกลับใจ  และรักษาความบริสุทธิ์ในการสามัคคีธรรม

Otherwise you could have a group of people each doing whatever seems right in their own eyes not following the Bible and yet claiming to be Christian. 

มิฉะนั้นคุณอาจจะมีกลุ่มคนมากมาย   ที่แต่ละคนทำสิ่งที่ดูเหมือนว่าถูกต้องในสายตาของตัวเอง  แต่ไม่ได้ทำตามพระคัมภีร์   และยังอ้างว่าเป็นคริสเตียน

What kind of witness do we have in the community if we allow everyone to live in sin? 

เราจะมีพยานชนิดใดในชุมชน  ถ้าเรายอมให้ทุกคนมีชีวิตอยู่ในบาป

Galatians กาลาเทีย 6:1  Brothers, if anyone is caught in any transgression, you who are spiritual should restore him in a spirit of gentleness. Keep watch on yourself, lest you too be tempted.

ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย  แม้จับผู้ใดที่ละเมิดประการใดได้  ท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณ  จงช่วยผู้นั้นด้วยใจอ่อนสุภาพให้เขากลับตั้งตัวใหม่ โดยคิดถึงตัวเอง  เกรงว่าท่านจะถูกชักจูงให้หลงไปด้วย

So the first duty concerning that brother who has fallen into sin is going to him in a spirit of meekness, grieving over his situation, seeking to restore him to a proper walk with the Lord.

ดังนั้นหน้าที่แรกเกี่ยวกับพี่น้องคนนั้นที่ได้ตกอยู่ในความบาป  คือการไปพบเขาด้วยการแสดงน้ำใจที่มีความอ่อนโยน  ที่เสียใจต่อสถานการณ์ของเขา ที่กำลังมองหาที่จะรื้อฟื้นเขาให้เดินไปกับพระเจ้าอย่างถูกต้อง

They did follow Paul's instruction. They put the fellow out because of the adultery, but then the desired result came.

พวกเขาปฏิบัติตามสั่งสอนของเปาโล   พวกเขาขับชายคนนั้นออกเพราะเขาล่วงประเวณี แต่แล้วเกิดผลเป็นที่น่ายินดี

The man did repent, and he wanted now to come back into fellowship, having cleaned up his act. 

คนนั้นสำนึกผิดกลับใจใหม่   และขณะนี้เขาต้องการกลับเข้ามาสามัคคีธรรม ได้มีการชำระการกระทำของเขา

But there were those that were still going to keep him from fellowship. And Paul bring him back in now in love.

แต่มีบรรดาผู้ที่ถูกยังจะกีดกันเขาจากการร่วมสามัคคีธรรม  และขณะนี้เปาโลนำเขากลับมาด้วยความรัก

2 Corinthians 2โครินธ์ 2:5-8 5Now if anyone has caused pain, he has caused it not to me, but in some measure—not to put it too severely—to all of you.

5ถ้าผู้ใดเป็นต้นเหตุทำให้เกิดความทุกข์   ผู้นั้นก็มิได้ทำให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์แต่คนเดียว   แต่ได้ทำให้พวกท่านเป็นทุกข์บ้างด้วย  (ที่ว่าบ้าง  นั้นก็คือ  ข้าพเจ้าไม่อยากจะปรักปรำผู้นั้นจนเกินไป)

6For such a one, this punishment by the majority is enough,

6ที่คนส่วนมากได้ลงโทษคนผู้นั้นก็พอสมควรแล้ว

7so you should rather turn to forgive and comfort him, or he may be overwhelmed by excessive sorrow.

7ฉะนั้นท่านทั้งหลายควรจะยกโทษให้ผู้นั้น   และเล้าโลมใจเขาต่างหาก   กลัวว่าเขาจะจมลงในความทุกข์เหลือล้น

8So I beg you to reaffirm your love for him.

8ดังนั้นข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านให้ยืนยันความรักต่อคนนั้นใหม่

Continuing now in Matthew 18:18

ดูต่อไปในพระธรรมมัทธิว 18:18

18 Truly, I say to you, whatever you bind on earth shall be bound in heaven, and whatever you loose on earth shall be loosed in heaven.

18 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   สิ่งสารพัดซึ่งท่านจะกล่าวห้ามในโลก   ก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์   และสิ่งซึ่งท่านจะกล่าวอนุญาตในโลก   ก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์เหมือนกัน

19 Again I say to you, if two of you agree on earth about anything they ask, it will be done for them by my Father in heaven.

19ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านทั้งหลายอีกว่า  ถ้าในพวกท่านที่อยู่ในโลกสองคนจะร่วมใจกันขอสิ่งหนึ่งสิ่งใด  พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ก็จะทรงกระทำให้

20 For where two or three are gathered in my name, there am I among them.”

20 ด้วยว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนๆในนามของเรา  เราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น”

So here Jesus is speaking about loosening and binding, loosening the work of God, binding the work of Satan, and then declaring that if two of us agree, so the value of prayer together, in agreement in prayer.

ดังนั้นที่นี่พระเยซูกำลังตรัสเกี่ยวกับการปลดปล่อยและการผูกมัด   การปลดปล่อยพระราชกิจของพระเจ้า   การผูกมัดการทำงานของซาตาน  และจากนั้นประกาศว่า  ถ้าสองคนร่วมใจตกลงอธิษฐานด้วยกัน  ดังนั้นการอธิษฐานก็เกิดผล

Most of our prayer is done in private, but there are times when agreement in prayer is extremely valuable.

ส่วนใหญ่พวกเรามักอธิษฐานเป็นส่วนตัว แต่มีหลายครั้งที่การอธิษฐานร่วมกันมีผลคุ้มค่าที่สุด

And I encourage every one of you to have a prayer partner.

และผมขอแนะนำให้ท่านทุกคนที่จะมีเพื่อนร่วมอธิษฐานเป็นหมู่

This is someone that when something really is troubling you, you have someone who can pray with you, and bear that burden with you.

นี่คือบางคนที่เมื่อบางสิ่งทำให้คุณหนักใจจริงๆ คุณมีบางคนที่สามารถอธิษฐานร่วมกับคุณ   และแบกรับภาระกับคุณ

"For if two of you shall agree on earth as touching anything that they shall ask, it will be done for them by my Father which is in heaven."

"ถ้าในพวกท่านที่อยู่ในโลกสองคนจะร่วมใจกันขอสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ก็จะทรงกระทำให้"

There is power of agreement in prayer.

มีพลังอำนาจในการร่วมใจกันอธิษฐาน

21 Then Peter came up and said to him, “Lord, how often will my brother sin against me, and I forgive him? As many as seven times?”

21 ขณะนั้นเปโตรมาทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า  หากพี่น้องของข้าพระองค์จะกระทำผิดต่อข้าพระองค์เรื่อยไป  ข้าพระองค์ควรจะยกความผิดของเขาสักกี่ครั้ง  ถึงเจ็ดครั้งหรือ”

22 Jesus said to him, “I do not say to you seven times, but seventy times seven.

22 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า  “เรามิได้ว่าเพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น  แต่เจ็ดครั้งคูณด้วยเจ็ดสิบ  

Maybe Peter thought he was already being really generous suggesting forgiving someone up to seven times.  But Jesus says 70 times 7. 

บางทีเปโตรคิดว่าเขาเป็นคนใจกว้าจริงๆ  ที่แนะนำการให้อภัยคนถึงเจ็ดครั้ง แต่พระเยซูตรัสว่า 70 คูณ 7ครั้ง

You should have the spirit of forgiveness.

คุณควรจะมีน้ำใจในการให้อภัย

I think if you take the four hundred and ninety, that you'll lose count before you'll ever get there.

ผมคิดว่าถ้าคุณอภัยให้ 490 ครั้ง  คุณจะเลิกคิดบัญชีก่อนที่คุณจะเริ่มต้นทำการ

And you'll just realize, it isn't a matter of numbers, it's a matter of spirit. I am to have the spirit of forgiveness, that willingness in my heart to forgive and forgive.  

และคุณก็จะรู้ว่า  มันไม่ใช่เป็นเรื่องของจำนวนตัวเลข   มันเป็นเรื่องของการมีน้ำใจ  ผมต้องการมีน้ำใจในการให้อภัย    เป็นความเต็มใจของผมที่จะให้อภัยและยกโทษให้

So Jesus illustrates the need for us forgive others with a parable.

ดังนั้นพระเยซูทรงแสดงให้เห็นภาพความจำเป็นในการที่เราให้อภัยผู้อื่นโดยใช้คำอุปมา

The Parable of the Unforgiving Servant

คำอุปมาเรื่องทาสที่ไม่ยอมให้อภัย

23 “Therefore the kingdom of heaven may be compared to a king who wished to settle accounts with his servants.

23 “เหตุฉะนั้นแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับทาส

24 When he began to settle, one was brought to him who owed him ten thousand talents.

24 เมื่อตั้งต้นทำการนั้นแล้ว   เขาพาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์มาเฝ้า

25 And since he could not pay, his master ordered him to be sold, with his wife and children and all that he had, and payment to be made.

25 ท่านจึงสั่งให้ขายตัวกับทั้งเมีย  และลูกและบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่นั้นเอามาใช้หนี้  เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้หนี้

26 So the servant fell on his knees, imploring him, ‘Have patience with me, and I will pay you everything.’

26 ทาสลูกหนี้ผู้นั้นจึงกราบลงวิงวอนว่า 'ข้าแต่ท่าน  ขอโปรดผัดไว้ก่อน  แล้วข้าพเจ้าจะใช้หนี้ทั้งสิ้น'

27 And out of pity for him, the master of that servant released him and forgave him the debt.

27 เจ้าองค์นั้นมีพระทัยเมตตา โปรดยกหนี้ปล่อยตัวเขาไป

28 But when that same servant went out, he found one of his fellow servants who owed him a hundred denarii, and seizing him, he began to choke him, saying, ‘Pay what you owe.’

28 แต่ทาสผู้นั้นออกไปพบคนหนึ่งเป็นเพื่อนทาสด้วยกัน  ซึ่งเป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเดนาริอัน   จึงจับคนนั้นบีบคอว่า  'จงใช้หนี้ให้ข้า'

29 So his fellow servant fell down and pleaded with him, ‘Have patience with me, and I will pay you.’

29 เพื่อนทาสคนนั้นได้กราบลงอ้อนวอนว่า  'ขอโปรดผัดไว้ก่อนแล้วข้าพเจ้าจะใช้ให้'

30 He refused and went and put him in prison until he should pay the debt.

30 แต่เขาไม่ยอม  จึงนำทาสลูกหนี้นั้นไปจำจองไว้จนกว่าจะใช้เงินนั้น

31 When his fellow servants saw what had taken place, they were greatly distressed, and they went and reported to their master all that had taken place.

31 ฝ่ายพวกเพื่อนทาสเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น  ก็พากันสลดใจยิ่งนัก  จึงนำเหตุการณ์ทั้งปวงไปกราบทูลเจ้าองค์นั้น

32 Then his master summoned him and said to him, ‘You wicked servant! I forgave you all that debt because you pleaded with me.

32 ท่านจึงทรงเรียกทาสนั้นมาสั่งว่า  'อ้ายข้าชาติชั่ว  เราได้โปรดยกหนี้ให้เอ็งหมด  เพราะเอ็งได้อ้อนวอนเรา

33 And should not you have had mercy on your fellow servant, as I had mercy on you?’

33 เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน  เหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ'

34  And in anger his master delivered him to the jailers, until he should pay all his debt.

34 แล้วเจ้าองค์นั้นกริ้ว  จึงมอบผู้นั้นไว้แก่เจ้าหน้าที่ให้ทรมาน จนกว่าจะใช้หนี้หมด

35 So also my heavenly Father will do to every one of you, if you do not forgive your brother from your heart.”

35 พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงกระทำแก่ท่านทุกคนอย่างนั้น  ถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้แก่พี่น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง”

In the Lord’s Prayer or model prayer,

ในคำอธิษฐานต่อพระเจ้าหรือรูปแบบคำอธิษฐาน

Matthew มัทธิว 6:12 12 and forgive us our debts, as we also have forgiven our debtors.

12 และขอทรงโปรดยกบาปผิดของ  ข้าพระองค์   เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้า

Are you forgiving others?  Some people have the tendency to refuse to forgive others, to instead have bitterness and hold a grudge. 

คุณกำลังให้อภัยคนอื่น ๆไหม   คนบางคนมีแนวโน้มปฏิเสธที่จะให้อภัยผู้อื่น  โดยมีความขมขื่นแทนที่  และยึดความเคียดแค้นฝังใจ

Then in prayer here they are saying God would you forgive me that same way.   I don’t think they want that same kind of forgiveness.  

จากนั้นในคำอธิษฐานที่นี่  พวกเขากำลังทูลว่า  ข้าแต่พระเจ้า  ขอพระองค์ทรงยกโทษให้ข้าพเจ้าแบบเดียวกัน  ผมไม่คิดว่าพวกเขาต้องการการให้อภัยแบบเดียวกัน

Matthewมัทธิว 6:14-1514 For if you forgive others their trespasses, your heavenly Father will also forgive you,

14 เพราะว่าถ้าท่านยกความผิดของเพื่อนมนุษย์   พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะทรงโปรดยกความผิดของท่านด้วย

15 but if you do not forgive others their trespasses, neither will your Father forgive your trespasses.

15 แต่ถ้าท่านไม่ยกความผิดของเพื่อนมนุษย์   พระบิดาของท่านจะไม่ทรงโปรดยกความผิดของท่านเหมือนกัน

So what did we learn today? 

ดังนั้นเราได้เรียนรู้สิ่งใดในวันนี้หรือ

Jesus loves children, so should we, humble yourself as a child. 

พระเยซูทรงรักเด็กๆ ดังนั้นเราควรถ่อมตัวลงเหมือนเป็นเด็ก

If someone sins against you or you aware of open serious sin in a person’s life go to them in private to speak to them about it, and we learned further steps of church discipline if they don’t listen. 

หากบางคนทำบาปต่อคุณ  หรือคุณทราบเรื่องบาปร้ายแรงที่โจ่งแจ้งในชีวิตของคนหนึ่ง  จงไปพบพวกเขาเป็นส่วนตัว  เพื่อพูดคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้  และเราได้เรียนรู้ขั้นตอนต่อไปของการลงวินัยของคริสตจักรหากพวกเขาไม่ยอมฟัง

Then we learned to forgive and forgive.

จากนั้นเราก็เรียนรู้ที่จะให้อภัยและยกโทษให้

What decision or commitment to the Lord do you need to make this morning?  What prayer need do you have? 

สิ่งใดที่คุณตัดสินใจหรือมีความมุ่งมั่นต่อพระเจ้า คุณจำต้องทำในเช้าวันนี้หรือไม่  คุณต้องการอธิษฐานเรื่องอะไร

Matthew 18