Friday, April 29, 2016

 

Matthew 19 Teaching About Marriage and Divorce

มัทธิวบทที่ 19 คำสอนเรื่องการแต่งงานและการหย่าร้าง

The latest survey has shown that around 1 one every 3 married couples in Thailand ended their marriage with divorce in recent years. 

ผลสำรวจล่าสุดพบว่าประมาณ 1 ในทุกคู่แต่งงาน 3 คู่ในประเทศไทย  การแต่งงานของพวกเขาลงเอยด้วยการหย่าร้างกันเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

The Office of Women’s Affairs and Family Development Director Chansiri Sukhonthachaya said that the latest study shows that more than 285,000 couples got married in 2010, 30% of which, or about 108,000, divorced in the same year.

ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว คุณชาญศิริ สุคนธฉายา กล่าวว่า การศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่า คู่สมรสมากกว่า 285,000 คู่ที่แต่งงานกันในปี 2010, 30% ของคู่สมรสหรือประมาณ  108,000 คู่สมรส  ได้หย่าร้างกันในปีเดียวกัน

The report stated that the divorce among Thai couples was caused by current economic and social factors.

รายงานระบุว่าการหย่าร้างในหมู่คู่สมรสคนไทย    เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน

Mrs. Chansiri said that the couples with rocky marriages should try to work things out and understand each other more, while avoiding getting involved in such home-wrecking factors as narcotics and gambling, as well as polygamy.

นางชาญศิริ  กล่าวว่ามีคู่สมรส ที่แต่งงานแบบไม่มั่นคง  ควรพยายามที่จะหาทางแก้ปัญหา

หลายสิ่ง และเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น    ขณะที่หลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในปัจจัยบ้านแตกดัง  อย่างเรื่องยาเสพติดและการพนัน  เช่นเดียวกับการมีภรรยาหลายคน

Meanwhile, the report has shown that more Thai women have opted to stay single as they believe that they can be financially independent, while more Thai men have enjoyed the single life or chosen to marry when they were older.

ขณะเดียวกัน  รายงานได้แสดงให้เห็นว่า  ผู้หญิงไทยมากขึ้นได้เลือกที่จะอยู่เป็นโสดคนเดียว  เพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถเป็นอิสระทางการเงินมากขึ้น   ในขณะที่ชายไทยมากขึ้นชอบใช้ชีวิตโสดหรือเลือกแต่งงานเมื่อพวกเขาอายุมากขึ้น

In western countries such as the USA divorce rates are reported as high as 60%   Couples who regularly practice any combination of serious religious behaviors and attitudes---attend church nearly every week, read their bibles and spiritual materials regularly; pray privately and together; generally take their faith seriously, living not as perfect disciples, but serious disciples---enjoy significantly lower divorce rates than mere church members, the general public, and unbelievers.

ในประเทศตะวันตก เช่น  มีรายงานว่าอัตราการหย่าร้างคู่สมรสในสหรัฐอเมริกาสูงราว 60% คู่สมรสที่ร่วมปฏิบัติอย่างจริงจังในพฤติกรรมทางศาสนาใด และทัศนคติ --- เข้าโบสถ์เกือบทุกสัปดาห์    อ่านพระคัมภีร์  และพวกเขาใส่ใจความคิดเห็นฝ่ายวิญญาณอย่างสม่ำเสมอ อธิษฐานส่วนตัวและอธิษฐานร่วมกัน โดยทั่วไปมีความเชื่อจริงจัง   ไม่ได้อยู่เหมือนสาวกที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นสาวกจริงจัง --- ที่สำคัญคือมีอัตราการหย่าร้างต่ำกว่าคู่ที่เป็นเพียงสมาชิกโบสถ์ ประชาชนทั่วไปและผู้ที่ไม่เชื่อ

Professor Bradley Wright, a sociologist at the University of Connecticut, explains from his analysis of people who identify as Christians but rarely attend church, that 60 percent of these have been divorced. Of those who attend church regularly, 38 percent have been divorced.1

ศาสตราจารย์บรัดเลย์ ไร้ท์  นักสังคมวิทยามหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต   อธิบายากการวิเคราะห์ประชาชน  ที่แสดงตัวเป็นคริสเตียน  แต่แทบจะไม่มาโบสถ์ ว่า 60 % ของคนเหล่านี้ได้หย่าร้างกัน  ในบรรดาคนที่มาโบสถ์สม่ำเสมอ เพียง 38 %เท่านั้นที่หย่าร้าง

What does Jesus say about divorce?

พระเยซูตรัสอะไรเกี่ยวกับการหย่าร้าง

1 Now when Jesus had finished these sayings, he went away from Galilee and entered the region of Judea beyond the Jordan.

1 เมื่อพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้เสร็จแล้ว  ได้เสด็จจากแคว้นกาลิลีเข้าไปในเขตแดนแคว้นยูเดีย   ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออก

2 And large crowds followed Him, and He healed them there.

2 ฝูงชนเป็นอันมากได้ตามพระองค์ไป   แล้วพระองค์ทรงรักษาโรคของเขาให้หายที่นั่น  

3 And Pharisees came up to Him and tested him by asking, “Is it lawful to divorce one's wife for any cause?”

3 พวกฟาริสีมาทดลองพระองค์ทูลถามว่า   “ผู้ชายจะหย่าภรรยาของตนเพราะเหตุใดๆก็ตาม   เป็นการถูกต้องตามธรรมบัญญัติหรือไม่”

4 He answered, “Have you not read that He who created them from the beginning made them male and female,

4 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า   “พวกท่านไม่ได้อ่านหรือว่า   พระผู้ทรงสร้างมนุษย์แต่เดิม   ได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง

5 and said, ‘Therefore a man shall leave his father and his mother and hold fast to his wife, and they shall become one flesh’?

5 และตรัสว่า   เพราะเหตุนั้น  บุรุษจึงต้องละบิดามารดาของตน   ไปผูกพันอยู่กับภรรยา  และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน

6 So they are no longer two but one flesh. What therefore God has joined together, let not man separate.”

6 เขาจึงไม่เป็นสองต่อไป   แต่เป็นเนื้ออันเดียวกัน   เหตุฉะนั้นซึ่งพระเจ้าได้ทรงผูกพันกันแล้ว   อย่าให้มนุษย์ทำให้พรากจากกันเลย”

Often couples speak of falling in love.  A man will say, “I have fallen in love with the most beautiful and perfect woman in the world”.  

ทั้งคู่มักจะพูดถึงการตกหลุมรักบ่อยๆ  ผู้ชายจะพูดว่า "ผมได้ตกหลุมรักกับผู้หญิงที่สวยที่สุดและสมบูรณ์แบบในโลก"

But then a few years later, he says, I can’t stand this person who won’t respect me, won’t listen to me, doesn’t ever want to have sex, doesn’t cook and clean.” 

แต่แล้วไม่กี่ปีต่อมา   เมื่อเขาพูดว่าผมไม่สามารถทนคนนี้ได้  ผู้ที่จะไม่เคารพผม  จะไม่ฟังผม   ไม่เคยต้องการจะมีเพศสัมพันธ์ด้วย   ไม่ได้ปรุงอาหารและทำความสะอาด. "

So marriage cannot be just based on feelings.  Love is not just a feeling, an emotion, but love must be a choice. 

ดังนั้นการสมรสไม่สามารถขึ้นอยู่กับความรู้สึก  ความรักไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึก  อารมณ์ แต่ความรักเป็นสิ่งที่เลือกได้

The woman says, “He is so lazy, he won’t do anything for himself, he expects me to do everything for him.  Before we were married he was so romantic, but not now.” 

ผู้หญิงกล่าวว่า "เขาเป็นคนขี้เกียจ เขาจะไม่ทำอะไรให้ตัวเอง  เขาหวังว่าฉันจะทำทุกอย่างให้แก่เขา   ก่อนที่เราจะแต่งงานกัน  เขาแสนจะโรแมนติกมาก แต่ไม่ใช่ตอนนี้."

So this wife must choose to continue to love her husband, to honor him, and to respect him with God’s help. 

ดังนั้นภรรยาคนนี้ต้องเลือกที่จะยังคงรักสามีของเธอต่อไป   เพื่อให้เกียรติแก่เขา  และให้ความเคารพเขา    ด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า

Some of the common reasons for divorce include:

บางเหตุผลที่พบบ่อยสำหรับการหย่าร้างรวมถึงเรื่องต่อไปนี้:

Lack of commitment to the marriage

การขาดความมุ่งมั่นที่อยากจะแต่งงาน

Lack of communication between spouses

การขาดการสื่อสารระหว่างคู่สมรส

Infidelity

ความไม่ซื่อสัตย์

Addictions to drugs, alcohol, or pornography

การติดยาเสพติด   แอลกอฮอล์  หรือภาพลามกอนาจาร

Physical Abuse

การทำร้ายร่างกาย

Inability to manage or resolve conflict

การไม่สามารถที่จะจัดการหรือแก้ปัญหาความขัดแย้ง

Personality Differences

ความแตกต่างด้านบุคคล

Differences in personal and career goals

ความแตกต่างในเป้าหมายส่วนตัวและอาชีพ

Financial problems

ปัญหาทางการเงิน

Different expectations about household tasks

ความคาดหวังที่แตกต่างกันในงานครัวเรือน

Different expectations about having or rearing children

ความคาดหวังที่แตกต่างกันเรื่องการมีบุตรหรือเลี้ยงดูบุตร

Interference from parents or in-laws

การแทรกแซงจากพ่อแม่ของตนหรือของสามีภรรยา

Sexual expectations not met

ความไม่สมหวังทางเพศกัน

Falling out of love, love should be a choice not just a feeling.

การเลิกรัก ความรักควรจะเป็นสิ่งที่เลือกได้  ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้สึก

Cultural and lifestyle and religious differences

ความแตกต่างด้านศาสนา  วัฒนธรรมและวิถีชีวิต

Research done on the causes of divorce reveals that lack of communication is one of the leading causes of divorce.

งานวิจัยที่ทำเกี่ยวกับสาเหตุของการหย่าร้างเผยว่า  การขาดการสื่อสารกันก็เป็นหนึ่งในสาเหตุของการหย่าร้าง

A marriage is in trouble when the lines of communication fail.

การแต่งงานมีปัญหาเมื่อการติดต่อสื่อสารล้มเหลว

You can't have an effective relationship if either one of you won't discuss your feelings, can't talk about your mutual or personal issues, will keep your resentments hidden, and expect your partner to guess what the whole problem is about.

คุณไม่สามารถมีความสัมพันธ์แบบมีประสิทธิภาพ   ถ้าคนใดในพวกคุณจะไม่ได้ปรึกษา

หารือเกี่ยวกับอารมณ์  เรื่องราวส่วนตัวหรือของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน   จะเก็บความไม่พอใจของคุณที่ซ่อนอยู่   และคาดหวังให้คู่สมรสของคุณคาดเดาว่าปัญหาทั้งหมดเป็นเรื่องอะไร

Divorces often happen because people rarely discuss their expectations in detail prior to marriage, are less willing to work on their marriages afterwards, and would like quick solutions rather than having to resolve issues.

การหย่าร้างเกิดขึ้นบ่อย  เพราะผู้คนไม่ค่อยปรึกษาหารือความคาดหวังในรายละเอียดของพวกเขาก่อนที่จะแต่งงาน ไม่ค่อยเต็มใจที่จะพยายามรักษาการสมรสของพวกเขาหลังจากนั้น  และต้องการคำตอบอย่างรวดเร็วมากกว่าที่จะแก้ไขปัญหาทั้งหลาย

People have gotten divorced for trivial reasons like snoring.2

ผู้คนได้ทำการหย่าร้างด้วยเหตุผลจิ๊บจ๊อย เช่นเรื่องนอนกรน

7 They said to him, “Why then did Moses command one to give a certificate of divorce and to send her away?”

7 เขาจึงย้อนถามพระองค์ว่า   “ถ้าอย่างนั้นทำไมโมเสสได้สั่งให้ทำหนังสือหย่าให้ภรรยา   แล้วก็หย่าได้”

8 He said to them, “Because of your hardness of heart Moses allowed you to divorce your wives, but from the beginning it was not so.

8 พระองค์ตรัสแก่เขาว่า   “โมเสสได้ยอมให้ท่านทั้งหลายหย่าภรรยาของตน   เพราะใจท่านทั้งหลายแข็งกระด้าง   แต่เมื่อเดิมมิได้เป็นอย่างนั้น

9 And I say to you: whoever divorces his wife, except for sexual immorality, and marries another, commits adultery.”

9 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า  ผู้ใดหย่าภรรยาของตนเพราะเหตุต่างๆ  เว้นแต่เป็นชู้กับชายอื่น  แล้วไปมีภรรยาใหม่ก็ผิดประเวณี  [และผู้ใดรับหญิงที่หย่าแล้วนั้นมาเป็นภรรยา  ก็ผิดประเวณีด้วย]”  

10 The disciples said to Him, “If such is the case of a man with his wife, it is better not to marry.”

10 พวกสาวกทูลพระองค์ว่า  “ถ้าลักษณะสามีภรรยาเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นสามีภรรยากันเลยก็ดีกว่า”

11 But He said to them, “Not everyone can receive this saying, but only those to whom it is given.

11 พระองค์ทรงตอบเขาว่า  “มิใช่ทุกคนจะรับประพฤติตามข้อนี้ได้  เว้นแต่ผู้ที่ทรงให้ประพฤติได้

12 For there are eunuchs who have been so from birth, and there are eunuchs who have been made eunuchs by men, and there are eunuchs who have made themselves eunuchs for the sake of the kingdom of heaven. Let the one who is able to receive this receive it.”

12 ด้วยว่าผู้ที่เป็นขันทีตั้งแต่กำเนิดก็มี  ผู้ที่มนุษย์กระทำให้เป็นขันทีก็มี  ผู้ที่กระทำตัวเองให้เป็นขันทีเพราะเห็นแก่แผ่นดินสวรรค์ก็มี  ใครถือได้ก็ให้ถือเอาเถิด”

Jesus says because of hard hearts divorce was allowed for in the Laws of Moses but that it not God’s best. 

พระเยซูตรัสว่า  เพราะจิตใจแข็งกระด้าง การหย่าร้างได้รับอนุญาตให้ทำได้ตามบท

บัญญัติของโมเสส  แต่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพระเจ้า

Some have the gift of celibacy or being single for a lifetime. 

บางคนมีของประทานในการเป็นโสด   หรือเป็นอยู่คนเดียวตลอดชีวิต

But most of us will get married and then we should stay married. 

แต่พวกเราส่วนใหญ่จะแต่งงานกัน  แล้วเราควรจะรักษาชีวิตสมรส

1 Corinthians 1โครินธ์ 7:1-6 1Now concerning the matters about which you wrote: “It is good for a man not to have sexual relations with a woman.”

1เรื่องที่พวกท่านเขียนมานั้นขอตอบว่า   การที่ผู้ชายไม่ข้องแวะกับผู้หญิงเลยก็ดีแล้ว

2But because of the temptation to sexual immorality, each man should have his own wife and each woman her own husband.

2แต่เพื่อป้องกันการล่วงประเวณี   ผู้ชายทุกคนควรมีภรรยาเป็นของตน   และผู้หญิงทุกคนมีสามีเป็นของตน

3The husband should give to his wife her conjugal rights, and likewise the wife to her husband.

3สามีพึงประพฤติต่อภรรยาตามควร   และภรรยาก็พึงประพฤติต่อสามีตามควรเช่น

เดียวกัน

4For the wife does not have authority over her own body, but the husband does. Likewise the husband does not have authority over his own body, but the wife does.

4ภรรยาไม่มีอำนาจเหนือร่างกายของตน  แต่สามีมีอำนาจเหนือร่างกายของภรรยา ทำนอง

เดียวกันสามีไม่มีอำนาจเหนือร่างกายของตน   แต่ภรรยามีอำนาจเหนือร่างกายของสามี

5Do not deprive one another, except perhaps by agreement for a limited time, that you may devote yourselves to prayer; but then come together again, so that Satan may not tempt you because of your lack of self-control.

5อย่าปฏิเสธการอยู่ร่วมกันเว้นแต่ได้ตกลงกันเป็นการชั่วคราว   เพื่ออุทิศตัวในการอธิษฐาน   แล้วจึงค่อยมาอยู่ร่วมกันอีก   เพื่อมิให้ซาตานชักจูงให้ทำผิดเพราะตัวอดไม่ได้

6Now as a concession, not a command, I say this.

6ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้เป็นการอนุญาต  ไม่ใช่เป็นการสั่ง

Paul states that the sexual relationships within marriage are proper, and that the wife should seek to satisfy the husband and the husband should seek to satisfy the wife.

เปาโลระบุว่าความสัมพันธ์ทางเพศในชีวิตสมรสเป็นเรื่องเหมาะสม  และว่าภรรยาควรหาทางเพื่อตอบสนองต่อสามี   และสามีควรหาทางเพื่อตอบสนองต่อภรรยา

And that you should not withhold from each other unless it is by mutual consent, and then only in a specified period of time as you're giving yourselves to fasting and praying, because the temptations are too great.

และสอนว่าคุณไม่ควรแยกกันอยู่ เว้นแต่จะเป็นโดยความยินยอมร่วมกัน  และเพียงช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น  เมื่อคุณทำการอดอาหารและอธิษฐาน เพราะการทดลองนั้นสำคัญมาก

The pressure is too great on each other. 

แรงกดดันใหญ่มากที่กระทบต่อกันและกัน

It would seem to be that he is discouraging getting married, but if so, it is only because of his concept that time is so very short.

ดูเหมือนเป็นไปได้ว่า  เขาจะหมดกำลังใจในชีวิตสมรส   แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น  ก็เป็นเพียงเพราะแนวคิดของเขาในช่วงเวลาสั้น ๆ

We really don't have time to get married, because we need to be sharing the Gospel before the Lord returns. 

จริงๆ เราไม่ได้มีเวลาที่เราจะคิดแต่งงาน  เพราะเราจะต้องออกไปประกาศพระกิตติคุณก่อนพระเจ้าจะเสด็จกลับมา

But, to avoid fornication, every man should have his own wife and every woman have her own husband.

แต่ เพื่อหลีกเลี่ยงการเล่นชู้ผิดประเวณี   เราทุกคนควรมีภรรยาของตนเอง   และผู้หญิงทุกคนควรมีสามีของตนเอง

Paul prefers singleness

เปาโลชอบการเป็นโสดมากกว่า

1 Corinthians 1 โครินธ์ 7:7-107I wish that all were as I myself am. But each has his own gift from God, one of one kind and one of another.

7ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะให้ทุกคนเป็นเหมือนข้าพเจ้า   แต่ทุกคนก็ได้รับของประทานจากพระเจ้าเหมาะกับตัว   คนหนึ่งได้รับอย่างนี้   และอีกคนหนึ่งได้รับอย่างนั้น  

8To the unmarried and the widows I say that it is good for them to remain single as I am.

8ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนที่ยังเป็นโสดและพวกแม่ม่ายว่า   การที่เขาจะอยู่เหมือนข้าพเจ้าก็ดีแล้ว

9But if they cannot exercise self-control, they should marry. For it is better to marry than to be aflame with passion.

9แต่ถ้าเขายั้งใจไม่อยู่   ก็จงแต่งงานเสียเถิด   เพราะแต่งงานเสียก็ดีกว่ามีใจเร่าร้อนด้วยกามราคะ 

Don’t divorce

อย่าทำการหย่าร้าง

1 Corinthians 1โครินธ์ 7:10-1710To the married I give this charge (not I, but the Lord): the wife should not separate from her husband

10ส่วนคนที่แต่งงานแล้ว   ข้าพเจ้าขอสั่ง   มิใช่ข้าพเจ้าสั่งเอง   แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาว่า   อย่าให้ภรรยาทิ้งสามี

11(but if she does, she should remain unmarried or else be reconciled to her husband), and the husband should not divorce his wife.

11แต่ถ้านางทิ้งสามีไป  อย่าให้นางไปมีสามีใหม่  หรือไม่ก็ให้นางกลับมาคืนดีกับสามีเก่า   และขออย่าให้สามีหย่าร้างภรรยาเลย  

12To the rest I say (I, not the Lord) that if any brother has a wife who is an unbeliever, and she consents to live with him, he should not divorce her.

12ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนอื่นๆนอกจากคนพวกนี้   (องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ตรัส)   ว่า   ถ้าพี่น้องคนใดมีภรรยาที่ไม่เชื่อในพระคริสต์   และนางพอใจที่จะอยู่กับสามี   สามีก็ไม่ควรหย่านาง

13If any woman has a husband who is an unbeliever, and he consents to live with her, she should not divorce him.

13ถ้าหญิงคนใดมีสามีที่ไม่เชื่อในพระคริสต์   และสามีพอใจที่จะอยู่กับนาง   นางก็ไม่ควรหย่าสามีนั้นเลย

14For the unbelieving husband is made holy because of his wife, and the unbelieving wife is made holy because of her husband. Otherwise your children would be unclean, but as it is, they are holy.

14เพราะว่าสามีที่ไม่เชื่อในพระคริสต์นั้น ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ทางภรรยา และภรรยาที่ไม่เชื่อในพระคริสต์   ก็ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ทางสามี   มิฉะนั้นลูกของท่านก็เป็นมลทิน แต่บัดนี้เด็กเหล่านั้นก็บริสุทธิ์

15But if the unbelieving partner separates, let it be so. In such cases the brother or sister is not enslaved. God has called you*to peace.

15แต่ถ้าคนที่ไม่เชื่อในพระคริสต์จะแยกไป ก็จงให้เขาไปเถิด เรื่องเช่นนี้ไม่จำเป็นที่พี่น้องชายหญิงจะผูกมัดให้จำใจอยู่ด้วยกัน เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเรียกเราให้อยู่อย่างสงบ

16Wife, how do you know whether you will save your husband? Husband, how do you know whether you will save your wife?

16ดูก่อนท่านผู้เป็นภรรยา ไฉนท่านจะรู้ได้ว่าท่านจะช่วยสามีให้รอดได้หรือไม่   ดูก่อนท่านผู้เป็นสามี ไฉนท่านจะรู้ได้ว่าท่านจะช่วยภรรยาให้รอดได้หรือไม่

So Paul does permit for the unbelieving spouse to leave, they could divorce in that situation. 

ดังนั้นเปาโลอนุญาตให้คู่สมรสที่ไม่เชื่อหย่าร้างกันได้  พวกเขาสามารถหย่าขาดกันได้ในกรณีนั้น

I have seen women who were married to unsaved men and tried to win them for Christ.

ผมได้เห็นผู้หญิงที่ได้แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เชื่อ และพยายามที่จะนำพวกเขามาถึงพระคริสต์

This also should be the goal of the husband who is married to an unsaved woman. Winning them to Christ and staying married is best.   

นี้ควรเป็นเป้าหมายของสามีที่แต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่เชื่อด้วย  การนำพวกเขามาถึงพระคริสต์และการดำรงชีวิตสมรสไว้เป็นการดีที่สุด

This situation of being married to an unbeliever should only happen, if they are both unbelievers and then one later becomes a Christian. 

สถานการณ์ของการแต่งงานกับผู้ไม่เชื่อนี้   ควรเกิดขึ้นหากพวกเขาทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ไม่เชื่อ     และจากนั้นในภายหลังฝ่ายหนึ่งกลับใจมาเป็นคริสเตียน

We should never as Christians marry a non Christian.

เราเป็นคริสเตียนไม่ควรแต่งงานกับผู้ที่ไม่ใช่คริสเตียน

2 Corinthians 2โครินธ์ 6:14 Do not be unequally yoked with unbelievers. For what partnership has righteousness with lawlessness? Or what fellowship has light with darkness?

ท่านอย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ   เพราะว่าความชอบธรรมจะมีหุ้นส่วนอะไรกับความอธรรม   และความสว่างจะเข้าสนิทกับความมืดได้อย่างไร

Live As You Are Called 

จงดำรงชีวิตอยู่ตามที่ได้รับการทรงเรียก

1 Corinthians 1 โครินธ์ 7:17-2417Only let each person lead the life that the Lord has assigned to him, and to which God has called him. This is my rule in all the churches.

17อย่างไรก็ตาม   องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานฐานะแก่แต่ละคนอย่างไร   เมื่อพระเจ้าได้ทรงเรียกให้เขามาแล้ว   ก็ให้เขาดำรงอยู่ในฐานะนั้น   ข้าพเจ้าขอสั่งให้คริสตจักรทั้งหมดทำตามดังนั้น

18Was anyone at the time of his call already circumcised? Let him not seek to remove the marks of circumcision. Was anyone at the time of his call uncircumcised? Let him not seek circumcision.

18มีชายคนใดที่พระเจ้าทรงเรียกเมื่อเขาได้รับรอยเข้าสุหนัตแล้วหรือ   อย่าให้เขาลบรอยนั้นเสีย   หรือมีชายคนใด   ที่พระเจ้าทรงเรียกเมื่อเขามิได้เข้าสุหนัตหรือ   อย่าให้เขาเข้าสุหนัตเลย

19For neither circumcision counts for anything nor uncircumcision, but keeping the commandments of God.

19การที่เข้าหรือไม่เข้าสุหนัตไม่สำคัญอะไร   แต่การประพฤติตามพระบัญญัติของพระเจ้านั้นสำคัญ

20Each one should remain in the condition in which he was called.

20ให้ทุกคนอยู่ในฐานะที่เขาอยู่   เมื่อพระเจ้าทรงเรียกนั้น

21Were you a slave when called? Do not be concerned about it. But if you can gain your freedom, avail yourself of the opportunity.

21พระเจ้าทรงเรียกท่านเมื่อยังเป็นทาสอยู่หรือ   ก็ไม่เป็นไร   จริงอยู่   ถ้าท่านจะสามารถไถ่ตัวออกได้   ก็ควรไถ่ดีกว่า

22For he who was called in the Lord as a slave is a freedman of the Lord. Likewise he who was free when called is a slave of Christ.

22แต่ถึงอย่างไรก็ดีผู้ใดที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียก   เมื่อยังเป็นทาสอยู่   ผู้นั้นเป็นเสรีชนขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ฝ่ายคนที่รับการทรงเรียกเมื่อเป็นเสรีชน   คนนั้นเป็นทาสของพระคริสต์

23You were bought with a price; do not become slaves of men.

23พระเจ้าทรงซื้อท่านด้วยราคาสูง   อย่าเข้าเป็นทาสของมนุษย์เลย

24So, brothers,  in whatever condition each was called, there let him remain with God.

24ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ท่านทุกคนดำรงอยู่ในฐานะอันใด   เมื่อพระเจ้าทรงเรียก   ก็ให้ผู้นั้นอยู่กับพระเจ้าในฐานะนั้น

We should be concerned, men, in how to please our wives. And you wives should be concerned in how to please your husbands. And we need to take careful consideration of these things. It is proper. It is right.

เราในฐานะผู้ชาย ควรจะเป็นห่วงว่าทำอย่างไรที่จะให้ภรรยาของเราพอใจ  และพวกคุณภรรยาควรจะเป็นห่วงว่าทำอย่างไรจะให้สามีพอใจ  และเราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเรื่องเหล่านี้ มันเป็นเรื่องเหมาะสม  มันถูกต้องแล้ว

A man has to be gifted to live a single life.

คนต้องได้รับของประทานในการมีชีวิตโสด

And that if God has not gifted you, as the scripture says, he who has found a wife has found a good thing and favor of the Lord.

และถ้าพระเจ้าไม่ให้ของประทานนี้แก่คุณ   ดังที่พระคัมภีร์กล่าวว่า  ชายใดที่ได้พบภรรยาเหมือนได้พบสิ่งมีค่าและเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า

The Bible holds up marriage as God's plan and God's purpose for man. It is the natural thing. It is unnatural not to be married.

พระคัมภีร์ถือว่าการแต่งงานเป็นแผนการของพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์สำหรับคนเรา   มันเป็นเรื่องตามธรรมชาติ  มันเป็นเรื่องผิดธรรมชาติที่ไม่คิดแต่งงาน

How has the Lord spoken to you today? 

พระเจ้าได้ตรัสกับคุณในวันนี้อย่างไร?

Are you married already and not honoring and loving your mate as you should?   Are you single but you want to get married someday? 

คุณแต่งงานแล้วใช่ไหม  คุณไม่ให้เกียรติและรักคู่ของคุณเท่าที่ควรไหม   คุณเป็นโสดแต่คุณต้องการที่จะแต่งงานสักวันหนึ่งใช่ไหม

Perhaps you want prayer in God leading you to your life partner. 

บางทีคุณอาจต้องการคำอธิษฐาน   ขอพระเจ้าทรงนำคุณให้พบคู่ชีวิต

A three stranded rope is strong and three stranded marriage represents a marriage where Christ is in the center. 

เชือกสามเกลียวมีความแข็งแรง   และการแต่งงานแบบเชือกสามเกลียวหมายถึงการแต่งงานที่ซึ่งพระคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลางการสมรส

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 4:12 12 And though a man might prevail against one who is alone, two will withstand him—a threefold cord is not quickly broken.

12 แม้คนหนึ่งสู้คนเดียวได้   สองคนคงสู้เขาได้แน่  เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้  

When a husband and wife place Christ in the center of their marriage, they will be bound strongly together.  

เมื่อสามีและภรรยายกพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์รวมจิตใจของการสมรสของพวกเขา   พวกเขาจะถูกผูกพันไว้ด้วยกันอย่างเหนียวแน่น

Far greater than two people attempting to build a marriage in their own strength.

สุดยอดกว่าที่คนสองคนพยายามที่จะสร้างการสมรสโดยใช้กำลังของตัวเอง

To have a three strand marriage, pray and invite Christ to be in the center of your marriage. 

เพื่อจะมีการสมรสแบบเชือกสามเกลียว  จงอธิษฐานและเชิญพระคริสต์มาประทับเป็นศูนย์กลางในการสมรสของคุณ

If you have not each taken the steps to faith in Christ, you must first personally accept Jesus Christ as your Lord and Savior. 

หากคุณไม่ได้จัดการขั้นตอนที่จะเชื่อในพระคริสต์   ก่อนอื่นคุณต้องยอมรับเป็นส่วนตัวว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของคุณ

Then you can invite Christ into the center of your marriage, and know that He will give you the strength you need to love one another as God intends us to love. 

จากนั้นคุณสามารถเชิญพระคริสต์เป็นศูนย์กลางของการสมรสของคุณ   และรู้ว่าพระองค์จะทำให้คุณมีกำลัง   ที่คุณต้องรักคนอื่นเหมือนที่พระเจ้าทรงมีพระทัยรักเรา

Make a commitment to keep Him in the center by praying together daily, praying for each other, and those around you. 

จงมุ่งมั่นที่จะรักษาให้พระองค์ประทับอยู่เป็นศูนย์กลาง   โดยการอธิษฐานด้วยกันทุกวัน   อธิษฐานเผื่อกันและกัน และเผื่อคนอื่นรอบตัวคุณ

Praying together every day is important.

การอธิษฐานด้วยกันทุกวันเป็นสิ่งสำคัญ

Also ask God to bless your marriage and give you wisdom so that your love will continue to grow. 

นอกจากนี้ยังทูลขอให้พระเจ้าทรงอวยพรการสมรสของคุณ  และให้คุณมีสติปัญญาเพื่อความรักของคุณจะยังคงเติบโต

God is the author of marriage – He delights in blessing His children if you will ask. 

พระเจ้าทรงเป็นผู้จัดให้เกิดการสมรส - พระองค์ทรงพอพระทัยในการอวยพรลูก ๆ ของพระองค์ถ้าคุณจะทูลขอ

A marriage is a covenant – more than just a commitment. 

การสมรสเป็นพันธสัญญา - มากกว่าเพียงแค่ความผูกพัน

When a husband and wife come together in marriage, they become one flesh. 

เมื่อสามีและภรรยามาร่วมสมรสกัน  พวกเขากลายเป็นเนื้อเดียวกัน

The covenant is for life.  A covenant by definition is a formal, solemn, and binding agreement. 

พันธสัญญาคือเพื่อชีวิต   พันธสัญญาโดยคำจำกัดความ เป็นข้อตกลงผูกพันเป็นทางการ   เกี่ยวกับพิธีศาสนา และผูกพันกัน

Marriage is intended to be a covenant for life. 

การสมรสมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพันธสัญญาสำหรับชีวิต

The trials of this life will war against our resolve to keep this covenant, but with Christ in the center, we can overcome.

การทดลองแห่งชีวิตนี้เป็นการต่อสู้ต่อการตกลงใจรักษาพันธสัญญานี้ แต่โดยพระคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลาง  เราสามารถมีชัยชนะ

In Ecclesiastes, Solomon makes the case that man is selfish and toils in vain when he toils for himself only and does not have a partner to share it with.

ในพระธรรมปัญญาจารย์   โซโลมอนยกกรณีที่ว่า คนนั้นเห็นแก่ตัวและทำงานสูญเปล่าเมื่อเขาทำงานหนักเพื่อตัวเองเท่านั้น  และไม่ได้ทำงานโดยมีเพื่อนร่วมงานด้วย

Just as in Solomon's time, our society today is discontent, selfish, and displays a disregard of the provision God has made for us in our spouse - a friend, lover, companion and partner.

เหมือนในสมัยของโซโลมอน    สังคมของเราวันนี้คือความไม่พอใจ  เห็นแก่ตัว และ แสดงความไม่เคารพต่อการที่พระเจ้าได้ทรงเตรียมสำหรับเราในเรื่องคู่สมรส – เพื่อน  คนรัก  สหายและหุ้นส่วนชีวิต

One in whom we can share the adversity of life and care for, one who makes all the effort worth something, so we are not selfish. 

คนหนึ่งที่เราสามารถมีส่วนร่วมในความทุกข์์ยากของชีวิตและการดูแล    ผู้หนึ่งที่จะพยายามทำทุกอย่างเต็มความสามารถ   ดังนั้นอย่าให้เราเห็นแก่ตัว

We are to share life together, and the focus of "me first" is a root issue in the demise of marriage.

เราต้องใช้ชีวิตร่วมกัน    และการมุ่งเน้นความสำคัญที่ "ฉันก่อน" เป็นปัญหารากในการสิ้นสุดชีวิตสมรส

Practice the three strand principle and invite Christ into the center of your marriage.

จงปฏิบัติตามหลักการเชือกสามเกลียว และเชิญพระคริสต์เป็นศูนย์กลางของการสมรสของคุณ

 

Matthew 19b