Sunday, April 3, 2016

 

Matthew มัทธิวบทที่ 7

How shall we judge ourselves and others who profess Christ as Savior?

เราจะกล่าวโทษตัวเองและคนอื่น ๆ ผู้ที่ยืนยันความเชื่อว่าพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดได้อย่างไร

We learned last week about not practicing our righteousness before other people in order to be seen by them.  

เราได้เรียนรู้สัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าอย่าประพฤติความชอบธรรมของเราต่อหน้าคนอื่น ๆ เพื่อจะให้พวกเขาเห็น

We learned about the Lord’s Prayer, the model prayer.  

เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับคำอธิษฐานตามแบบของพระเยซู ที่ถือเป็นแบบอย่าง

We learned about laying up treasures in Heaven.  

เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการส่ำสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์

So our priority is not wealth but the kingdom of God.   

ดังนั้นความสำคัญอันดับแรกของเราไม่ใช่ความมั่งคั่ง  แต่เป็นแผ่นดินของพระเจ้า

This seems to me where worry can really come in, when you start thinking way out into the future. 

สำหรับฉัน นี่ดูเหมือนได้นำความหนักใจเข้ามาจริงๆ  เมื่อคุณเริ่มคิดหาทางออกในอนาคต

We need to take one day at a time and focus on God, on righteousness, on holy living.    Jesus taught us not worry but to seek first His kingdom. 

เราจำเป็นต้องใช้เวลาหนึ่งต่อวันและมุ่งเน้นที่พระเจ้า   ความชอบธรรม   ชีวิตที่บริสุทธิ์ พระเยซูทรงสอนเราไม่ให้กังวลใจ แต่สิ่งแรกคือให้แสวงหาแผ่นดินของพระองค์

He will supply our needs.

พระองค์จะทรงเป็นผู้จัดหาให้ตามความต้องการของเรา

Jesus is the Master Teacher and it is interesting to study his teaching methods. 

พระเยซูทรงเป็นบรมครูอาจารย์  และน่าสนใจที่จะศึกษาวิธีการสอนของพระองค์

He used the method of declaring a principle, amplifying it and then illustrating it.

ทรงใช้วิธีการประกาศหลักข้อเชื่อ  ขยายความ แล้วก็แสดงให้เห็นภาพ

He declares a truth.

ทรงประกาศความจริง

It's important that we have certain principles established within our life by which we live.

เป็นสิ่งสำคัญคือเราจะมีหลักข้อเชื่อที่แน่นอน  ที่ก่อรากขึ้นภายในชีวิตของเราซึ่งเรามีชีวิตอยู่

We need to know why we live by these principles and that's understood by having them illustrated for us.

เราจำเป็นต้องรู้ว่าทำไมเรามีชีวิตอยู่ตามหลักข้อเชื่อเหล่านี้   และนั่นก็เป็นที่เข้าใจโดยภาพที่แสดงให้เห็น

And so He follows this method consistently in the Sermon on the Mount, declaring the principle and then amplifying the principle by illustration. 

และดังนั้น  ทรงทำตามวิธีนี้้เสมอในคำเทศนาบนภูเขา   ประกาศหลักความเชื่อและจากนั้นขยายความโดยแสดงให้เห็นภาพ

So as we begin chapter seven we begin with a new principle, regarding judging others.

ดังนั้น  เมื่อเราจะเริ่มต้นศึกษาบทที่เจ็ด   เราเริ่มด้วยหลักความเชื่อใหม่ เรื่องการกล่าวโทษผู้อื่น

1 “Judge not, that you be not judged.

1 “อย่ากล่าวโทษเขา   เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน

2 For with the judgment you pronounce you will be judged, and with the measure you use it will be measured to you.

2 เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร   พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น   และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด   พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น

That's the principle just judge not that you be not judged. And then He goes on to amplify it.

นั่นคือหลักข้อเชื่อว่า   จงอย่ากล่าวโทษใครเพื่อว่าคุณจะไม่ถูกกล่าวโทษ และจากนั้นพระองค์ทรงขยายความข้อนี้

3 Why do you see the speck that is in your brother's eye, but do not notice the log that is in your own eye?

3 เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน   แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน   ท่านก็ไม่รู้สึก

4 Or how can you say to your brother, ‘Let me take the speck out of your eye,’ when there is the log in your own eye?

4 เหตุไฉนท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่า   'ให้ข้าพเจ้าเขี่ยผงออกจากตาของเธอ'   แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเอง

5 You hypocrite, first take the log out of your own eye, and then you will see clearly to take the speck out of your brother's eye. 

5 ท่านคนหน้าซื่อใจคด   จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน   แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด   จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้  

Often it is quite easy to see the sin in other people while overlooking the sin in your own life. 

บ่อยครั้งที่มันง่ายมากที่จะมองเห็นความบาปของคนอื่น ๆ ในขณะที่เรามองข้ามความบาปในชีวิตของตนเอง

Sometime we are very critical of sin’s that we don’t have a problem with. 

บางครั้งเราวิจารณ์เรื่องของบาปโดยที่เราไม่ได้มีปัญหากับมัน

For example many Christians are extremely critical of homosexuality and yet overlook the sins of gluttony and gossip or worse in their own life. 

ยกตัวอย่างเช่น  คริสเตียนจำนวนมากที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องรักร่วมเพศ    แต่กลับมองข้ามความบาปของนิสัยตะกละและการนินทาหรือที่แย่กว่านั้นในชีวิตของตัวเอง

2 Samuel 11 tells the story of King David’s adultery with Bathsheba.  

2 ซามูเอลบทที่ 11 บอกเล่าเรื่องราวของกษัตริย์ดาวิดที่ทรงเป็นชู้กับนางบัทเชบา

David had seen her bathing from his roof top, he invited her to his home and had sex with her. 

ดาวิดทรงเห็นเธออาบน้ำจากด้านบนหลังคาสถานที่ประทับ   พระองค์ได้ทรงเชิญเธอไปที่ประทับของพระองค์และมีเพศสัมพันธ์กับเธอ

Then to cover his sin, he had her husband come from the war so it would be thought that he was the father. 

จากนั้นเพื่อทรงปกปิดความผิดบาปของพระองค์เสีย    พระองค์ทรงรับสั่งให้สามีของเธอกลับมาจากสงครามเพื่อให้ใครคิดว่าเขาเป็นพ่อของเด็ก

Uriah refused to sleep with his wife while his comrades were still on the battle field.  David then arranged that Uriah would be killed in battle. 

อุรีอาห์ปฏิเสธที่จะหลับนอนกับภรรยาของเขาในขณะที่สหายพรรคพวกของเขายังคงอยู่ในสนามรบ ดาวิดจึงทรงวางแผนให้อุรีอาห์ถูกฆ่าตายในสงครามเลย

So David was guilty of both adultery and pre-meditated murder.  Nathan the prophet rebuked David for his sin using a story. 

ดังนั้นดาวิดจึงทรงมีความผิดที่เป็นชู้และวางแผนการสังหารไว้ก่อน  นาธาน ผู้เผยพระวจนะก็ใช้เรื่องนี้ประณามดาวิดเรื่องบาปของพระองค์

2 Samuel 2 ซามูเอล12:1-10 1 And the LORD sent Nathan to David. He came to him and said to him, “There were two men in a certain city, the one rich and the other poor.

1 พระเจ้าทรงใช้ให้นาธันไปหาดาวิด   นาธันก็ไปเข้าเฝ้าและกราบทูลพระองค์ว่า   “ในเมืองหนึ่งมีชายสองคน   คนหนึ่งมั่งมี  อีกคนหนึ่งยากจน

2 The rich man had very many flocks and herds,

2 คนมั่งมีนั้นมีแพะแกะและโคเป็นอันมาก

3 but the poor man had nothing but one little ewe lamb, which he had bought. And he brought it up, and it grew up with him and with his children. It used to eat of his morsel and drink from his cup and lie in his arms, and it was like a daughter to him.

3 แต่คนจนนั้นไม่มีอะไรเลย   เว้นแต่แกะตัวเมียตัวเดียวที่ซื้อเขามา  ซึ่งเขาเลี้ยงไว้   และอยู่กับเขา   มันได้เติบโตขึ้นพร้อมกับบุตรของเขา   กินอาหารร่วมและดื่มน้ำถ้วยเดียวกับเขา   นอนในอกของเขา   และเป็นเหมือนบุตรสาวของเขา

4 Now there came a traveler to the rich man, and he was unwilling to take one of his own flock or herd to prepare for the guest who had come to him, but he took the poor man's lamb and prepared it for the man who had come to him.”

4 ฝ่ายคนมั่งมีคนนั้นมีแขกคนหนึ่งมาเยี่ยม   เขาเสียดายที่จะเอาแพะแกะหรือโคของตน มาทำอาหารเลี้ยงคนที่มาเยี่ยมนั้น   จึงเอาแกะตัวเมียของชายคนจนนั้นเตรียมเป็น อาหารให้แก่ชายที่มาเยี่ยมตน”

5 Then David's anger was greatly kindled against the man, and he said to Nathan, “As the LORD lives, the man who has done this deserves to die,

5 ดาวิดกริ้วชายคนนั้นมาก  และรับสั่งแก่นาธันว่า   “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด   ผู้ชายที่กระทำเช่นนั้นจะต้องตาย

6 and he shall restore the lamb fourfold, because he did this thing, and because he had no pity.”

6 และจะต้องคืนแกะให้สี่เท่าเพราะเขาได้กระทำอย่างนี้   และเพราะว่าเขาไม่มีเมตตาจิต”  

7 Nathan said to David, “You are the man! Thus says the LORD, the God of Israel, ‘I anointed you king over Israel, and I delivered you out of the hand of Saul.

7 นาธันจึงทูลดาวิดว่า   “ฝ่าพระบาทนั่นแหละคือชายคนนั้น   พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า   'ข้าพเจ้าได้เจิมตั้งเจ้าไว้ให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล   และข้าพเจ้าช่วยกู้เจ้าออกมาจากมือของซาอูล

8 And I gave you your master's house and your master's wives into your arms and gave you the house of Israel and of Judah. And if this were too little, I would add to you as much more.

8 และข้าพเจ้าได้มอบวงศ์เจ้านายของเจ้าไว้ในมือของเจ้า   และได้มอบภรรยาเจ้านายของเจ้าไว้ในอกของเจ้า   และมอบวงศ์วานอิสราเอลและวงศ์วานยูดาห์ให้แก่เจ้า   ถ้าเท่านี้ยังน้อยไป   ข้าพเจ้าจะเพิ่มให้อีกเท่านี้

9 Why have you despised the word of the LORD, to do what is evil in his sight? You have struck down Uriah the Hittite with the sword and have taken his wife to be your wife and have killed him with the sword of the Ammonites.

9 ทำไมเจ้าดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า   กระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรของพระองค์   เจ้าได้ฆ่าอุรีอาห์คนฮิตไทต์เสียด้วยดาบ   เอาภรรยาของเขามาเป็นภรรยาของตน   และได้ฆ่าเขาเสียด้วยดาบของคนอัมโมน

10 Now therefore the sword shall never depart from your house, because you have despised Me and have taken the wife of Uriah the Hittite to be your wife.’

10 เพราะฉะนั้นดาบนั้นจะไม่คลาดไปจากราชวงศ์ของ เจ้าเพราะเจ้าได้ดูหมิ่นข้าพเจ้า   เอาภรรยาของอุรีอาห์คนฮิตไทต์มาเป็นภรรยาของเจ้า'

Romans โรม 2:1 1 Therefore you have no excuse, O man, every one of you who judges. For in passing judgment on another you condemn yourself, because you, the judge, practice the very same things.

1 เหตุฉะนั้นมนุษย์เอ๋ย   ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร   เมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่นนั้น   ท่านไม่มีข้อแก้ตัวเลย   เพราะเมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่น   ท่านก็ได้กล่าวโทษตัวเองด้วย   เพราะว่าท่านที่กล่าวโทษเขา   ก็ยังประพฤติอยู่อย่างเดียวกับเขา

If you look at something that someone is doing and you say, "Oh that's terrible, that's evil."

ถ้าคุณดูบางสิ่งบางอย่างที่ใครบางคนกำลังทำ    และคุณพูดว่า "โอ ช่างร้ายนัก  นั่นเป็นความชั่วร้าย."

You are acknowledging the fact that you know that it is wrong and that it is evil.

คุณกำลังยอมรับความจริงที่ว่าคุณรู้ดีว่ามันเป็นความผิดและว่ามันเป็นสิ่งที่ชั่ว

But if you are going ahead and are doing the same thing, only in a little different way, you are really condemning yourself in that you are acknowledging that you know what is right but you are doing what is wrong.

แต่ถ้าคุณกำลังทำต่อไปอีก  และกำลังทำแบบเดียวกันนั้น    แม้เพียงวิธีที่แตกต่างกันเล็กน้อย  จริงๆ คุณก็กล่าวโทษตัวเอง  โดยการที่คุณยอมรับว่า  คุณรู้ว่าสิ่งใดถูกต้อง แต่คุณกำลังทำสิ่งที่ผิด

You could really be in worse shape than the other person. 

จริงๆ คุณก็อยู่ในรูปแบบที่แย่มากกว่าคนอื่น

Your judging of another shows that you know better and yet you are doing the same thing or something similar.

การที่คุณกล่าวโทษต่อผู้อื่นแสดงให้เห็นอีกว่าคุณรู้ดีกว่า   และคุณยังกำลังทำสิ่งเดียวกันหรือสิ่งที่คล้ายกันอีก

Let’s continue in Matthew 7 verse 6.

ให้เราศึกษาต่อในมัทธิวบทที่ 7 ข้อ 6

6 “Do not give dogs what is holy, and do not throw your pearls before pigs, lest they trample them underfoot and turn to attack you. 

6 “อย่าให้ของประเสริฐแก่สุนัข   อย่าโยนไข่มุกให้แก่สุกร   เกลือกว่ามันจะเหยียบย่ำเสีย   และจะหันกลับมากัดตัวท่านด้วย

So when we consider this verse with what Jesus said previously about not judging. 

ดังนั้นเมื่อเราพิจารณาข้อนี้ด้วยสิ่งที่พระเยซูได้ทรงตรัสก่อนหน้านี้  เกี่ยวกับการไม่ตัดสิน

We find that we should not condemn others, nor should we be overcritical without first looking at the sin in our own lives. 

เราพบว่าเราไม่ควรตัดสินคนอื่นว่าผิด   หรือเราไม่ควรจะวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ได้ดูบาปในชีวิตของเราเอง

God is the one who judges, but that we are to be discerning.  

พระเจ้าทรงเป็นผู้เดียวที่ตัดสิน แต่เราจะต้องมองให้เข้าใจ

We can further see that sometimes we may be wasting our time and our breath by spending vast amounts of time on someone who is not receptive to the gospel but instead should move on to someone who is receptive.   

เรายังมองเห็นอีกว่า   บางครั้งเราอาจจะเสียเวลาและลมหายใจของเรา   โดยการใช้เวลามากมายกับบางคน  ผู้ที่ไม่ได้เปิดใจกว้างรับพระกิตติคุณ   แต่ควรหันไปใช้เวลากับคนที่เปิดใจยอมรับได้

And in this we need to be discerning.

และในเรื่องนี้เราจะต้องฉลาดมองทะลุ

The reason for judgment, then, is not that we might condemn others, but that we might be able to minister to them.

แล้วเหตุผลในการกล่าวโทษ  ไม่ใช่สิ่งเราอาจจะตำหนิคนอื่นว่าผิด  แต่ว่าเราอาจจะสามารถช่วยสั่งสอนพวกเขาได้

Notice that Jesus always dealt with individuals according to their needs and their spiritual condition.   

ขอให้สังเกตว่าพระเยซูมักจัดการกับแต่ละบุคคลตามความต้องการและสภาพทางจิตวิญญาณของพวกเขา

So a wise Christian first assesses the condition of a person’s heart before sharing the precious pearls at length. 

ดังนั้นคริสเตียนที่ฉลาด   ตอนแรกประเมินสภาพของหัวใจของคน    ก่อนที่จะร่วมแบ่งปันไข่มุกอันมีค่าในที่สุด

So for example we may offer Jesus videos, tracts, and Bibles to any and all who will receive them, but then spend time and talk more with those who are receptive.

ดังนั้น ตัวอย่างเช่น  เราอาจเสนอเรื่องพระเยซู ในรูปวิดีโอ  ใบปลิวและพระคัมภีร์ใด ๆ แก่ใครๆ และทุกคนจะได้รับสิ่งเหล่านั้น   แต่แล้วไปใช้เวลาและพูดคุยกับผู้ที่มีใจอยากต้อนรับหรืออยากฟังมากกว่า

Next Jesus speaks about prayer - Ask, and It Will Be Given

ถัดไปพระเยซูทรงตรัสเกี่ยวกับการอธิษฐาน – จงขอและจะได้รับ

7 “Ask, and it will be given to you; seek, and you will find; knock, and it will be opened to you.

7  “จงขอแล้วจะได้   จงหาแล้วจะพบ   จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน

These Greek words "ask, seek and knock" are in the present perfect tense, which to be properly translated in English would be; keep on asking, keep on seeking, keep on knocking, not just a once complete action but a continuing action. 

คำภาษากรีกเหล่านี้ "จงขอ จงแสวงหาและจงเคาะ" อยู่ในรูปประโยคปัจจุบัน   ซึ่งได้รับการแปลอย่างถูกต้องเป็นภาษาอังกฤษ  จงขอต่อไป   จงแสวงหาต่อไป   จงเคาะต่อไป   ไม่ใช่เป็นเพียงการกระทำที่เสร็จครบถ้วนในครั้งเดียว  แต่ให้ทำการขอต่อไปอีกเรื่อยๆ

I have learned not just to pray once for a matter, but to keep on praying.  A big example of that for me and for many others is praying for someone’s salvation. 

ฉันได้เรียนรู้ไม่เพียงแต่อธิษฐานสำหรับเรื่องนั้นครั้งเดียว   แต่ให้อธิษฐานขอต่อไปเรื่อย ตัว

อย่างสำคัญของสิ่งนั้นสำหรับฉันและสำหรับคนอื่น ๆ อีกมากมาย   คือการอธิษฐานเพื่อความรอดของบางคน

I and my family prayed for a number of years for my Mom’s salvation until finally she has accepted Christ.   

ฉันและครอบครัวของฉันได้อธิษฐานเป็นเวลาหลายปีขอให้คุณแม่ของฉันได้รับความรอด   จนในที่สุดท่านได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์

So we don’t just pray once and then give up. 

ดังนั้นเราจึงไม่เพียงแค่อธิษฐานครั้งเดียวแล้วล้มเลิกไป

We also see a progression of intensity in the three verbs, from simple asking to the more aggressive seeking to the still more aggressive knocking.  

เราต้องดำเนินการต่อเนื่องอย่างแข็งขันในกริยาสามแบบ   จากง่ายๆ  คือขออย่างหนักในเชิงรุกมากขึ้น และยังคงรุกแสวงหาต่อไป  จนถึงต้องเคาะต่อไปอย่างแข็งขัน

This suggests that our sincere requests to the Lord are not to be passive. Whatever of His will we know to do we should be doing.

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าคำขอจริงใจของเราต่อพระเจ้าไม่เป็นแบบเรื่อยเฉื่อย  สิ่งใดที่เรารู้ว่าเป็นพระประสงค์ของพระองค์ เราควรทำตามนั้น

If we are asking the Lord to help us find a job, we should be looking for a job ourselves while we await His guidance and provision.

ถ้าเรากำลังทูลขอให้พระเจ้าทรงช่วยให้เราได้งานทำ   เราควรจะมองหางานด้วยตัวเองในขณะที่เรารอคอยให้พระเจ้าทรงนำและจัดเตรียมการให้

If we are out of food, we should be trying to earn money to buy it if we can. We should be trying to find out all we can about what God's Word says on the subject involved.  If we are to have spiritual discernment, we must keep on asking God, keep on seeking His will, keep on knocking at the door that leads to greater ministry.

ถ้าเราขัดสนไม่มีอาหารพอ เราควรพยายามที่จะหาเงินที่จะซื้อมัน ถ้าเราสามารถทำได้  เราควรจะพยายามที่จะค้นหาเท่าที่เราทำในพระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวในเรื่องนี้ ถ้าเราต้องมีสายตามองฝ่ายจิตวิญญาณเพื่อมองเห็น   เราจะต้องทูลขอพระเจ้าต่อไป  แสวงหาพระประสงค์ของพระองค์ต่อไป   ช่วยเคาะที่ประตูต่อไป ที่จะนำไปสู่พันธกิจที่สำคัญกว่า

8 For everyone who asks receives, and the one who seeks finds, and to the one who knocks it will be opened.

8 เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้   ทุกคนที่แสวงหาก็พบ   ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา

9 Or which one of you, if his son asks him for bread, will give him a stone?

9 ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร   เมื่อเขาขอขนมปัง

10 Or if he asks for a fish, will give him a serpent?

10 หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา

11 If you then, who are evil, know how to give good gifts to your children, how much more will your Father who is in heaven give good things to those who ask Him!

11 เหตุฉะนั้น   ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป   ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน   ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด   พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์   จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์

The often overlooked solution to our problems is prayer. 

เรามักจะมองข้ามการแก้ไขปัญหาของเราคือการอธิษฐาน

 

Matthew 7