Saturday, April 9, 2016

 

Matthew 9

มัทธิวบทที่ 9

Last time we saw Jesus has authority over sickness, over the sea – the wind and the waves, and over the demons. 

ครั้งที่แล้วเราเห็นพระเยซูทรงมีอำนาจเหนือความเจ็บป่วย เหนือทะเล – เหนือลมและคลื่นและเหนือมารร้าย

Are you allowing Him to have authority over you?  

คุณจะยอมให้พระองค์ทรงมีอำนาจเหนือคุณไหม

The one you call Lord. 

บุคคลผู้หนึ่งที่คุณเรียกว่าพระเจ้า

The challenge to us also, are you willing to go to the other side? 

ยังมีสิ่งที่ท้าทายเราด้วย    คุณยินดีที่จะข้ามไปยังฟากโน้นไหม

Whether it be the other side of the world or the other side of the village or island or country, in obedience to the Lord and to share the Gospel? 

ไม่ว่าจะเป็นฟากใดในโลก   หรือด้านอื่น ๆ ของหมู่บ้านหรือเกาะหรือประเทศ  ในการเชื่อฟังพระเจ้าและบอกข่าวพระกิตติคุณ

Now in chapter 9 Jesus and his disciples returned across the sea to Capernaum. 

ตอนนี้ในบทที่ 9 พระเยซูและสาวกของพระองค์ได้ข้ามฝั่งทะเลไปยังเมืองคาเปอนาอูม

Soon Jesus is brought a man who is paralyzed for healing.

เร็ว ๆ นี้มีชายคนหนึ่งที่เป็นอัมพาต  มาหาพระเยซูเพื่อขอให้ทรงรักษา

1 And getting into a boat He crossed over and came to His own city.

1  ฝ่ายพระเยซูก็เสด็จลงเรือข้ามฟากไปยังเมืองที่พระองค์ประทับอยู่

2 And behold, some people brought to him a paralytic, lying on a bed. And when Jesus saw their faith, He said to the paralytic, “Take heart, my son; your sins are forgiven.”

2 ดูเถิด  เขาหามคนง่อยคนหนึ่งซึ่งนอนอยู่บนที่นอนมาหาพระองค์   เมื่อพระเยซูทรงเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย   จึงตรัสกับคนง่อยว่า   “ลูกเอ๋ย   จงชื่นใจเถิด   บาปของเจ้าได้รับอภัยแล้ว”

3 And behold, some of the scribes said to themselves, “This man is blaspheming.”

3 เมื่อได้ยินตรัสดังนั้น   พวกธรรมาจารย์บางคนคิดในใจว่า   “คนนี้พูดหมิ่นประมาทพระเจ้า”

4 But Jesus, knowing their thoughts, said, “Why do you think evil in your hearts?

4 ฝ่ายพระเยซูทรงทราบความคิดของเขา   จึงตรัสว่า   “เหตุไฉนท่านทั้งหลายคิดชั่วอยู่ในใจเล่า

5 For which is easier, to say, ‘Your sins are forgiven,’ or to say, ‘Rise and walk’?

5 ที่จะว่า  'เจ้าได้รับอภัยเรื่องบาปของเจ้าแล้ว'  และจะว่า  'จงลุกขึ้นเดินไปเถิด'  นั้นข้างไหนจะง่ายกว่ากัน

6 But that you may know that the Son of Man has authority on earth to forgive sins”—He then said to the paralytic—“Rise, pick up your bed and go home.”

6 แต่เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่า  บุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้”  พระองค์จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า  “จงลุกขึ้นยกที่นอนกลับไปบ้านเถิด”

Jesus wanted the scribes and everyone there to know His identity, as the One who can both forgive sin and heal the body. 

พระเยซูทรงต้องการให้อาลักษณ์และทุกคนที่นั่นรู้ว่าทรงเป็นผู้ใด  เป็นผู้ซึ่งทรงสามารถยกโทษบาปและรักษาร่างกายได้ทั้งสองอย่าง

7 And he rose and went home.

7 เขาจึงลุกขึ้นไปบ้าน

8 When the crowds saw it, they were afraid, and they glorified God, who had given such authority to men.

8 เมื่อประชาชนเห็นดังนั้นเขาก็ตระหนกตกใจ   แล้วพากันสรรเสริญพระเจ้า   ผู้ได้ทรงประทานสิทธิอำนาจเช่นนั้นแก่มนุษย์

Sometimes when you look at other people and their lives, perhaps you think I don’t think he will ever become a Christian.  

บางครั้งเมื่อคุณดูคนอื่น ๆ และชีวิตของพวกเขา   บางทีคุณอาจคิดว่า  ฉันไม่คิดว่าเขาเคยเป็นคริสเตียน

Some might have thought that about Matthew. 

บางคนอาจจะมีความคิดเช่นนั้นกับมัทธิว

He was a tax collector. 

เขาเป็นคนเก็บภาษี

He was a Jew but worked for the Roman government to collect taxes from his countrymen. 

เขาเป็นชาวยิว แต่ทำงานให้กับรัฐบาลโรมัน  โดยเป็นคนเก็บภาษีจากเพื่อนร่วมชาติของเขา

Many tax collectors were dishonest and charged extra taxes to make themselves rich. 

คนเก็บภาษีหลายคนไม่สุจริต   และเรียกเก็บภาษีพิเศษเกินอัตรา  เพื่อที่จะทำให้ตัวเองร่ำรวย

Yet Jesus called Matthew to follow Him and he became one of the twelve disciples. 

แต่พระเยซูทรงเรียกมัทธิวให้ติดตามพระองค์ไป และเขากลายเป็นหนึ่งในสาวกสิบสองคน

He left his tax collecting behind to be a disciple of Jesus.  

เขาทิ้งงานเก็บภาษีของเขาไว้ข้างหลัง  เพื่อจะไปเป็นสาวกของพระเยซู

Sometimes people find they must leave their old work in order to follow Jesus.

บางครั้งผู้คนพบว่าพวกเขาต้องออกจากงานเก่า เพื่อที่จะติดตามพระเยซู

I shared the gospel with a woman in Nairobi Kenya about twelve years ago. 

 ผมได้แบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้หญิงคนหนึ่ง  ในกรุงไนโรบีประเทศเคนยาประมาณสิบสองปีที่ผ่านมา

She said she believed everything I said about the love of God, the sinfulness of men, the need to believe in Jesus and follow Him but she was a prostitute and wasn’t willing to stop doing that to follow Jesus because she said it was the only way to support her family in the slum. 

เธอบอกว่าเธอเชื่อทุกอย่างที่ผมเล่าเกี่ยวกับความรักของพระเจ้า  ความชั่วร้ายของมนุษย์    ความจำเป็นที่จะต้องเชื่อในพระเยซูและปฏิบัติตามพระองค์ แต่เธอก็เป็นโสเภณีและไม่เต็มใจที่จะเลิกทำอาชีพนี้ เพื่อติดตามพระเยซู   เพราะเธอบอกว่ามันเป็น วิธีเดียวที่จะเลี้ยงดูครอบครัวของเธอในสลัม

I told her she must trust God to provide for her needs in another way. Whether she has or not, I don’t know. 

ผมบอกเธอว่าเธอจะต้องวางใจในพระเจ้า  ให้ทรงประทานแก่เธอในสิ่งที่จำเป็นในอีกทางหนึ่ง ไม่ว่าเธอมีหรือไม่ ผมไม่ทราบ

9 As Jesus passed on from there, he saw a man called Matthew sitting at the tax booth, and He said to him, “Follow Me.” And he rose and followed Him.

9 ครั้นพระเยซูเสด็จเลยตำบลนั้นไป   ก็เห็นคนหนึ่งชื่อมัทธิวนั่งอยู่ที่ด่านภาษี   จึงตรัสกับเขาว่า   “จงตามข้าพเจ้ามาเถิด”   เขาก็ลุกขึ้นตามพระองค์ไป  

10 And as Jesus reclined at table in the house, behold, many tax collectors and sinners came and were reclining with Jesus and His disciples.

10 เมื่อพระองค์ประทับเสวยพระกระยาหารอยู่ในเรือน   มีคนเก็บภาษีและคนบาปอื่นๆหลายคน   เข้ามาร่วมสำรับกับพระเยซู   และกับพวกสาวกของพระองค์

11 And when the Pharisees saw this, they said to his disciples, “Why does your teacher eat with tax collectors and sinners?”

11 เมื่อพวกฟาริสีเห็นแล้ว   ก็กล่าวแก่สาวกของพระองค์ว่า   “ทำไมอาจารย์ของท่านจึงรับประทานอาหารด้วยกันกับคนเก็บภาษีและคนนอกรีตเล่า”

12 But when He heard it, He said, “Those who are well have no need of a physician, but those who are sick.

12 เมื่อพระเยซูทรงทราบดังนั้นแล้วก็ตรัสว่า  “คนเจ็บต้องการหมอ  แต่คนสบายไม่ต้องการ

13 Go and learn what this means, ‘I desire mercy, and not sacrifice.’ For I came not to call the righteous, but sinners.”

13 ท่านทั้งหลายจงไปเรียนคัมภีร์ข้อนี้ให้เข้าใจ   ที่ว่าข้าพเจ้าประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา  ด้วยว่าข้าพเจ้ามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม   แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีต”

Sometimes Christians try to isolate themselves from those who are not Christians.  Jesus didn’t. The non believers need us. 

บางครั้งพวกคริสเตียนพยายามที่จะแยกตัวออกจากผู้ไม่เป็นคริสเตียน พระเยซูไม่ทรงทำเช่นนั้น  ผู้คนที่ไม่เชื่อยังต้องการเราอยู่
We are to be the light, we are to be the salt, we need to interact with the people different from us. 

เราต้องเป็นแสงสว่าง  เราต้องเป็นเกลือ  เราจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่แตกต่างจากเรา

We also must be careful to not be prejudice. 

นอกจากนี้เรายังต้องระมัดระวังที่จะไม่มีอคติ

Some Thai people will have nothing to do with the Burmese. 

คนไทยบางคนไม่อยากเกี่ยวข้องอะไรกับคนพม่า

Not because that one person has shown bad character but only because he or she is Burmese and not Thai. 

ไม่ใช่เพราะว่าคนหนึ่งได้แสดงให้เห็นนิสัยที่ไม่ดี แต่เพียงเพราะเขาหรือเธอเป็นชาวพม่าและไม่ใช่คนไทย

We must not be prejudice against people of other nations, against poor people, against rich people, against handicapped people. 

เราจะต้องไม่มีอคติกับผู้คนในประเทศอื่น ๆ  ต่อคนที่ขัดสน  ต่อคนรวย  หรือต่อคนพิการ

1 Corinthians 1โครินธ์1:26-2926 For consider your calling, brothers: not many of you were wise according to worldly standards, not many were powerful, not many were of noble birth.

26 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   จงพิจารณาดูว่า   พวกท่านที่พระเจ้าได้ทรงเรียกมานั้นเป็นคนพวกไหน  มีน้อยคนที่โลกนิยมว่ามีปัญญา  มีน้อยคนที่มีอำนาจ  มีน้อยคนที่มีตระกูลสูง

27 But God chose what is foolish in the world to shame the wise; God chose what is weak in the world to shame the strong;

27 แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา   เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย   และได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าอ่อนแอ   เพื่อทำให้คนที่แข็งแรงอับอาย

28 God chose what is low and despised in the world, even things that are not, to bring to nothing things that are,

28 พระเจ้าได้ทรงเลือกสิ่งที่โลกถือว่าต่ำต้อยและดูหมิ่น  และเห็นว่าไร้สาระ  เพื่อทำลายสิ่งซึ่งโลกเห็นว่าสำคัญ

29 so that no human being might boast in the presence of God.

29 เพื่อมิให้มนุษย์สักคนหนึ่งอวดต่อพระเจ้าได้

Some other Christians have suggested to me that I go somewhere else where there are Christians already, especially rich ones and then that church could have many members.  But that is not where the need is. 

คริสเตียนอื่นบางคนได้แนะนำให้ผมไปที่อื่นที่มีคริสเตียนอยู่แล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ร่ำรวย   และจากนั้นคริสตจักรอาจมีสมาชิกหลายคน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นที่นั่น


We need to be here where there are many people who are poor, who are handicapped, and for those many people who have still not believed in Jesus. 

เราจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ที่มีคนมากมายที่ยากจน  ที่พิการ  และเพื่ออีกหลายคนที่ยังไม่เชื่อในพระเยซู

I saw this very clearly when I was a hospital chaplain. 

ผมเห็นนี้อย่างชัดเจนเมื่อผมทำงานเป็นอนุศาสกที่โรงพยาบาล

For about five years I had served in a private hospital similar to Bangkok Phuket hospital. 

ประมาณห้าปีที่ผมได้ทำหน้าที่ในโรงพยาบาลเอกชนคล้ายกับโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต

Most of the patients were wealthy and had good insurance.  Many were not very receptive to the gospel. 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความมั่งคั่งและมีประกันที่ดี หลายคนไม่ได้เปิดใจกว้างมากที่จะรับพระกิตติคุณ

They owned huge homes, multiples cars and thought they had done it all on their own, so “what do I need God for?” 

พวกเขาเป็นเจ้าของบ้านหลังใหญ่, รถยนต์หลายคัน  และคิดว่าพวกเขาหาทุกอย่างมาได้ด้วยตัวเขาเอง  ดังนั้น  "ฉันต้องการพระเจ้าเพื่ออะไร"

But then I served as a chaplain at large government run hospital like Vachira.  Many people were poor and needy. 

แต่เมื่อผมมาทำงานเป็นอนุศาสกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ภายใต้กำกับของรัฐ เหมือนโรงพยาบาลวชิระ   หลายคนยากจนและขัดสน

Many realized they were sinners and Someone was missing in their life.  

หลายคนตระหนักว่าพวกเขาเป็นคนบาป  และมีบุคคลหนึ่งหายไปจากชีวิตของพวกเขา

So when I told them about Jesus many believed in Him.   

ดังนั้นเมื่อผมบอกพวกเขาเรื่องของพระเยซู หลายคนรับเชื่อในพระองค์

Next the disciples of John came to Jesus with a question about fasting. 

ต่อไป  เหล่าสาวกของยอห์นมาเข้าเฝ้าพระเยซู โดยมีคำถามเกี่ยวกับการถืออดอาหาร

The Pharisees a part of the Jewish faith, fasted regularly. 

พวกฟาริสถืออดอาหารประจำ ถือเป็นส่วนหนึ่งความเชื่อแบบยิว

They would go a day or several days without eating, which can be a good practice to spend the time in prayer instead of eating, and a cleansing of the body. 

พวกเขาจะไม่กินอาหารหนึ่งวันหรือหลายวัน   ซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่จะใช้ เวลาในการอธิษฐานแทนการรับประทานอาหาร   และการชำระร่างกายให้สะอาด

But they were approaching it in a legalistic way. 

แต่พวกเขาก็กำลังเข้าไปสู่แนวทางที่ยึดติดบทบัญญัติ

As if, if you don’t fast then you are not spiritual. 

ราวกับว่า    ถ้าคุณไม่ถืออดอาหารแล้ว  คุณจะไม่อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ

14 Then the disciples of John came to Him, saying, “Why do we and the Pharisees fast, but your disciples do not fast?”

14  แล้วพวกศิษย์ของยอห์นมาหาพระเยซูทูลว่า   “เหตุไฉนพวกข้าพระองค์และพวกฟาริสีถืออดอาหาร   แต่พวกศิษย์ของพระองค์ไม่ถือ”

15 And Jesus said to them, “Can the wedding guests mourn as long as the bridegroom is with them? The days will come when the bridegroom is taken away from them, and then they will fast.

15 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า   “ท่านจะให้สหายของเจ้าบ่าวเป็นทุกข์โศกเศร้า   เมื่อเจ้าบ่าวยังอยู่กับเขากระนั้นหรือ   แต่วันหนึ่งเจ้าบ่าวจะต้องจากเขาไป   เมื่อนั้นจะเป็นเวลาที่เขาจะถืออดอาหาร

16 No one puts a piece of unshrunk cloth on an old garment, for the patch tears away from the garment, and a worse tear is made.

16 ไม่มีผู้ใดเอาท่อนผ้าทอใหม่มาปะเสื้อเก่า เพราะว่าผ้าที่ปะเข้านั้น   เมื่อหดจะทำให้เสื้อเก่า ขาดกว้างออกไปอีก

17 Neither is new wine put into old wineskins. If it is, the skins burst and the wine is spilled and the skins are destroyed. But new wine is put into fresh wineskins, and so both are preserved.”

17 และเขาไม่เอาน้ำองุ่นหมักใหม่   มาใส่ในถุงหนังเก่า   ถ้าทำอย่างนั้นถุงหนังจะขาด   น้ำองุ่นจะรั่ว   ทั้งถุงหนังก็จะเสียไปด้วย   แต่เขาย่อมเอาน้ำองุ่นหมักใหม่ใส่ในถุงหนังใหม่   แล้วทั้งสองอย่างก็อยู่ดีด้วยกันได้”

If you would take an old garment that had been washed many times and you would sew a new patch into that old garment, the new patch would not have yet been shrunk.

หากคุณจะเอาเสื้อผ้าเก่าที่ซักล้างหลายครั้งมา  แล้วคุณจะปะผ้าทอใหม่ลงที่เสื้อผ้าเก่า   รอยปะเย็บใหม่คงจะไม่หดตัว

And so the first time you would wash the garment that new patch you put in would shrink and rip out making the tear worse.

ดังนั้นครั้งแรกที่คุณจะซักเสื้อผ้าที่รอยปะเย็บใหม่    รอยปะใหม่ที่คุณทำไว้จะหดตัว  และทำให้มันปริกว้างออกไปอีก

And so Jesus is saying, " You don't try and patch up the old garment with new material". 

และดังนั้นพระเยซูได้ตรัสว่า "เจ้าจงอย่าลองและเย็บปะเสื้อผ้าเก่ากับวัสดุใหม่"

You don't put new wine in old skins: the new wine will burst the old skins: but you get new skins.

คุณอย่ารินเหล้าองุ่นที่หมักใหม่ใส่ในถุงหนังเก่า: ถุงหนังเก่าที่บรรจุเหล้าองุ่นที่หมักใหม่ก็จะขาด  แต่คุณควรใช้ถุงหนังใหม่
Jesus is talking against the religious systems that were established at that time and there's no reforming of them.

พระเยซูทรงตรัสคำสอนที่ต่อต้านระบบศาสนาที่ถูกจัดตั้งขึ้นในเวลานั้น    และไม่ใช่การปฏิรูปเลย

Jesus was saying, “I haven't really come to reform Judaism, to sew a new piece of cloth into this old garment or to put new wine in these old skins.”

พระเยซูทรงตรัสว่า " แท้จริงเราไม่ได้มาเพื่อจะปฏิรูปศาสนายูดาย    โดยเย็บผ้าชิ้นใหม่ในเสื้อเก่านี้   หรือที่จะรินเหล้าองุ่นหมักใหม่ลงในถุงหนังเก่าเหล่านี้”.

Jesus was bringing in the New Testament or covenant between Man and God that would bring us salvation.

พระเยซูกำลังสอนพันธสัญญาใหม่หรือพันธสัญญาระหว่างมนุษย์และพระเจ้าที่จะนำความรอดแก่เรา
A Girl Restored to Life and a Woman Healed

เด็กหญิงฟื้นคืนชีวิตและผู้หญิงได้รับการรักษา

18 While He was saying these things to them, behold, a ruler came in and knelt before him, saying, “My daughter has just died, but come and lay your hand on her, and she will live.”

18  เมื่อพระองค์กำลังตรัสคำเหล่านี้แก่เขานั้น   ก็มีนายธรรมศาลาคนหนึ่งมาถวายอภิวาทน์แด่พระองค์แล้วทูลว่า   “ลูกสาวของข้าพระองค์พึ่งตายลง   ขอพระองค์เสด็จไปวางพระหัตถ์บนตัวเขา   แล้วเขาจะฟื้นขึ้นอีก”

19 And Jesus rose and followed him, with His disciples.

19 ฝ่ายพระเยซูจึงทรงลุกขึ้นเสด็จตามเขาไป   และพวกสาวกของพระองค์ตามไปด้วย

20 And behold, a woman who had suffered from a discharge of blood for twelve years came up behind him and touched the fringe of his garment,

20 ดูเถิด   มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกโลหิตได้สิบสองปีมาแล้ว   แอบมาข้างหลังถูกต้องชายฉลองพระองค์

21 for she said to herself, “If I only touch His garment, I will be made well.”

21 เพราะนางคิดในใจว่า   “ถ้าข้าพเจ้าได้แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้น   ข้าพเจ้าก็จะหายโรค”

22 Jesus turned, and seeing her He said, “Take heart, daughter; your faith has made you well.” And instantly the woman was made well.

22 ฝ่ายพระเยซูทรงเหลียวหลังทอดพระเนตรเห็นเข้า   จึงตรัสว่า   “ลูกหญิงเอ๋ย   จงชื่นใจเถิด   ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ”   นับตั้งแต่เวลานั้น   ผู้หญิงนั้นก็หายป่วยเป็นปกติ

23 And when Jesus came to the ruler's house and saw the flute players and the crowd making a commotion,

23 ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเรือนของนายธรรมศาลานั้น   ทอดพระเนตรเห็นพวกเป่าปี่และคนเป็นอันมากชุลมุนกันอยู่

24 He said, “Go away, for the girl is not dead but sleeping.” And they laughed at Him.

24 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   “จงถอยออกไปเถิด   ด้วยว่าเด็กหญิงคนนี้ไม่ตาย   เป็นแต่นอนหลับอยู่”   เขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์

25 But when the crowd had been put outside, He went in and took her by the hand, and the girl arose.

25 แต่เมื่อขับฝูงคนออกไปแล้ว   พระองค์ได้เสด็จเข้าไปจับมือเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นก็ลุกขึ้น

26 And the report of this went through all that district.

26 แล้วกิตติศัพท์ก็ลือไปทั่วแคว้นนั้น

 

Matthew 9