Tuesday, May 10, 2016

 

Matthew 25 Be Ready for the Lord’s Return

มัทธิวบทที่ 25 จงเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระเจ้า

In the last chapter the Lord was using parables to teach that He is coming back and that  He expects us to be aware of the times and the seasons, expecting His soon return, even though, we do not know the day, or the hour.

ในบทที่แล้วนั้น พระเจ้าทรงใช้คำอุปมาเพื่อจะสอนว่า  พระองค์จะเสด็จกลับมาและทรงคาด

หวังให้เราตระหนักถึงวันและเวลา    ให้เราคาดหวังว่าจะเสด็จมาในเร็ว ๆ นี้   แม้ว่าเราไม่ทราบวันนั้นหรือโมงนั้น

So Jesus tells us to us to be watching, and to be ready.

ดังนั้นพระเยซูตรัสสั่งให้เราเฝ้ารอดูและจงเตรียมพร้อม

We are continuing then, as we get into chapter twenty-five, these series of parables.

เราจะเรียนต่อจากนั้น   ขณะนี้เราเริ่มเรียนบทที่ยี่สิบห้า  เรื่องคำอุปต่างๆ ลำดับเป็นชุด

The Parable of the Ten Virgins

คำอุปมาเรื่องหญิงพรหมจารีสิบคน

1 “Then the kingdom of heaven will be like ten virgins who took their lamps and went to meet the bridegroom.

1 “เมื่อถึงวันนั้น   แผ่นดินสวรรค์จะเปรียบเหมือน   หญิงพรหมจารีสิบคนถือตะเกียงของตน   ออกไปรับเจ้าบ่าว

2 Five of them were foolish, and five were wise.

2 เป็นคนโง่ห้าคน   เป็นหญิงมีปัญญาห้าคน

3 For when the foolish took their lamps, they took no oil with them,

3 ฝ่ายคนโง่นั้นเอาตะเกียงของตนไป   แต่หาได้เอาน้ำมันไปด้วยไม่

4 but the wise took flasks of oil with their lamps.

4 คนที่มีปัญญานั้นได้เอาน้ำมันใส่กาไปกับตะเกียงของตนด้วย

5 As the bridegroom was delayed, they all became drowsy and slept.

5 เมื่อเจ้าบ่าวยังช้าอยู่   ก็พากันง่วงเหงาและหลับไป

6But at midnight there was a cry, ‘Here is the bridegroom! Come out to meet him.’

6 ครั้นเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้องมาว่า   'เจ้าบ่าวมาแล้ว   จงออกมารับท่านเถิด'

7 Then all those virgins rose and trimmed their lamps.

7 พวกหญิงพรหมจารีเหล่านั้นก็ลุกขึ้นตกแต่งตะเกียงของตน

8 And the foolish said to the wise, ‘Give us some of your oil, for our lamps are going out.’

8 พวกที่โง่นั้นก็พูดกับพวกที่มีปัญญาว่า   'ขอแบ่งน้ำมันของท่านให้เราบ้าง   ตะเกียงของเราจวนจะดับอยู่แล้ว'

9 But the wise answered, saying, ‘Since there will not be enough for us and for you, go rather to the dealers and buy for yourselves.’

9 พวกที่มีปัญญาจึงตอบว่า   'น่ากลัวน้ำมันจะไม่พอสำหรับเราและเจ้า   จงไปหาคนขาย   ซื้อสำหรับตัวเองจะดีกว่า'

10 And while they were going to buy, the bridegroom came, and those who were ready went in with him to the marriage feast, and the door was shut.

10 เมื่อกำลังไปซื้อนั้นเจ้าบ่าวก็มาถึง   ผู้ที่พร้อมอยู่แล้ว   ก็ได้ไปกับท่านในการเลี้ยงเนื่องในงานสมรสแล้วประตูก็ปิด

11 Afterward the other virgins came also, saying, ‘Lord, lord, open to us.’

11 ภายหลังหญิงพรหมจารีอีกห้าคน   ก็มาร้องว่า   'ท่านเจ้าข้าๆ ขอเปิดให้ข้าพเจ้าเข้าไปด้วย'

12 But he answered, ‘Truly, I say to you, I do not know you.’

12 ฝ่ายท่านตอบว่า   'เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   เราไม่รู้จักท่าน'

13 Watch therefore, for you know neither the day nor the hour.

13 เหตุฉะนั้น   จงเฝ้าระวังอยู่   เพราะท่านทั้งหลายไม่รู้กำหนดวันหรือโมงนั้น

So five were wise they had their oil and they were ready for the bridegroom to come. 

ดังนั้นคนที่มีปัญญาห้าคนที่พวกเขามีน้ำมันของตนเอง   และพวกเขาก็พร้อมสำหรับเจ้าบ่าวที่จะมาถึง

Five were foolish and not ready, it took them by surprise and they were left out.  

คนที่เบาปัญญาห้าคนและไม่เตรียมพร้อม   พวกเขาพบความประหลาดใจและถูกปล่อยทิ้งไว้ข้างหลัง

The oil of lamps might represent the Holy Spirit. 

ตะเกียงน้ำมันอาจแทนความหมายพระวิญญาณบริสุทธิ์


We need the Holy Spirit of God working in our lives to be effective in living the Christian life.  

เราจำเป็นต้องมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเพื่อทรงทำกิจในชีวิตของเรา   ที่จะมีผลดีในการดำรงชีวิตคริสเตียน

Therefore, be ready.

ดังนั้น จงเตรียมตัวให้พร้อม

Not only that, walk in the Spirit, be led by the Spirit, depend upon the Spirit of God, be filled with the Spirit; and be ready, and be wise expecting Jesus to return. 

ไม่เพียงแต่เท่านั้น  การเดินในพระวิญญาณ   นำโดยพระวิญญาณ     พึ่งพาพระวิญญาณของพระประกอบไปด้วยพระวิญญาณ; และเตรียมความพร้อม   และฉลาดรอคอยโดยคาดหวังว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมา

When He returns what will He find us doing? 

เมื่อพระองค์เสด็จกลับมา   ทรงพบว่าพวกเราทำอะไรกันอยู่

Will He find us studying the Bible?

พระองค์จะทรงพบว่าเราศึกษาพระคัมภีร์หรือไม่

Will He find us praying? 

พระองค์จะทรงพบว่าเรากำลังอธิษฐานหรือไม่

Will He find us telling others about Jesus? 

พระองค์จะทรงพบว่าเรากำลังบอกคนอื่นเรื่องพระเยซูหรือไม่

Will He find us trying to live holy lives that are pleasing to Him? 

พระองค์จะทรงพบว่าเราพยายามที่จะมีชีวิตที่บริสุทธิ์เป็นที่พอพระทัยพระองค์หรือไม่

The Parable of the Talents

คำอุปมาเรื่องตะลันต์

14 “For it will be like a man going on a journey, who called his servants and entrusted to them his property.

14 “และยังเปรียบเหมือน   ชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไป   จึงเรียกพวกทาสของตนมาฝากทรัพย์สมบัติไว้

15 To one he gave five talents, to another two, to another one, to each according to his ability. Then he went away.

15 คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์   คนหนึ่งสองตะลันต์   และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว   ตามความสามารถของแต่ละคน   แล้วท่านก็ไป

A Greek talent was 26 kg. at $414/kg, a talent of silver was worth $10,760 or 329,094 baht.

ตะลันต์แบบกรีกเท่ากับ 26 กิโลกรัม ราคา  414 ดอลล่าร์ต่อกิโลกรัม  ตะลันต์เงินมีมูลค่า 10.760 ดอลล่าร์ หรือ 329.094 บาท

A silver talent was enough to pay 200 rowers for a month worth of work.1 

ตะลันต์เงินมีค่าเพียงพอที่จะจ่ายค่าตอบแทนแก่ฝีพาย 200 คนต่อเดือน  สำหรับงานที่เขาทำ

A talent of gold would of course be worth much, much more.  

แน่นอนตะลันต์ทองจะมีมูลค่ามากยิ่งขึ้นกว่านั้น

The word talent has come into the English language not just as a weight measure of money but meaning a natural ability, or God given ability or gift, especially in the area of the arts – to sing, to play a musical instrument, to paint, to draw. 

คำว่าตะลันต์ได้เข้ามาในภาษาอังกฤษ  ไม่เพียงแต่เป็นมาตรวัดน้ำหนักของเงิน แต่มีความหมาย ความสามารถตามธรรมชาติ   หรือความสามารถหรือของประทานจากพระเจ้า    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศิลปะ – การร้องเพลง    การเล่นเครื่องดนตรี    ในการระบายสีภาพ ในการวาดภาพ

With that in mind, some people have special God given abilities to do things, that would be a real blessing to other people but they don’t use those talents to glorify God or to bless other and so then the talent becomes such a waste. 

โดยมีสิ่งนี้ในใจ    บางคนได้ใช้ของประทานความสามารถพิเศษจากพระเจ้า  เพื่อทำสิ่งต่างๆ   ที่จะเป็นพระพรแท้จริงแก่คนอื่น   แต่พวกเขาไม่ได้ใช้ตะลันต์ของพวกเขาที่จะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า    หรืออวยพรคนเหล่านั้น   ดังนั้นตะลันต์ดังกล่าวจะสูญเปล่าประโยชน์

God expects us to make wise use of the talents He trusts us with.

พระเจ้าทรงคาดหวังให้เรามีปัญญาในการใช้ตะลันต์ที่ทรงไว้ใจมอบให้แก่เราด้วย

16 He who had received the five talents went at once and traded with them, and he made five talents more.

16 คนที่ได้รับห้าตะลันต์นั้นก็เอาเงินนั้นไปค้าขายทันที   ได้กำไรเท่าตัว

17 So also he who had the two talents made two talents more.

17คนที่ได้รับสองตะลันต์นั้นก็ได้กำไรเท่าตัวเหมือนกัน

18 But he who had received the one talent went and dug in the ground and hid his master's money.

18 แต่คนที่ได้รับตะลันต์เดียวได้ขุดหลุมซ่อนเงินของนายไว้

19 Now after a long time the master of those servants came and settled accounts with them.

19 ครั้นอยู่มาช้านานนายจึงมาคิดบัญชีกับทาสเหล่านั้น

20 And he who had received the five talents came forward, bringing five talents more, saying, ‘Master, you delivered to me five talents; here I have made five talents more.’

20 คนที่ได้รับห้าตะลันต์ก็เอาเงินกำไรอีกห้าตะลันต์มาชี้แจงว่า   'นายเจ้าข้า   ท่านได้มอบเงินห้าตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า   ดูเถิด   ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์'

21 His master said to him, ‘Well done, good and faithful servant. You have been faithful over a little; I will set you over much. Enter into the joy of your master.’

21 นายจึงตอบว่า   'ดีแล้ว   เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ   เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย   เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก   เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด'

22 And he also who had the two talents came forward, saying, ‘Master, you delivered to me two talents; here I have made two talents more.’

22 คนที่ได้รับสองตะลันต์มาชี้แจงด้วยว่า   'นายเจ้าข้า   ท่านได้มอบเงินสองตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า   ดูเถิด   ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกสองตะลันต์'

23 His master said to him, ‘Well done, good and faithful servant. You have been faithful over a little; I will set you over much. Enter into the joy of your master.’

23 นายจึงตอบว่า   'ดีแล้ว   เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ   เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย   เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก   เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด'

24 He also who had received the one talent came forward, saying, ‘Master, I knew you to be a hard man, reaping where you did not sow, and gathering where you scattered no seed,

24 ฝ่ายคนที่ได้รับตะลันต์เดียวมาชี้แจงด้วยว่า   'นายเจ้าข้า   ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าท่านเป็นคนใจแข็ง   เกี่ยวผลที่ท่านมิได้หว่าน   เก็บส่ำสมที่ท่านมิได้โปรย

25 so I was afraid, and I went and hid your talent in the ground. Here you have what is yours.’

25 ข้าพเจ้ากลัวจึงเอาเงินตะลันต์ของท่านไปซ่อนไว้ใต้ดิน   ดูเถิด   นี่แหละเงินของท่าน'

26 But his master answered him, ‘You wicked and slothful servant! You knew that I reap where I have not sowed and gather where I scattered no seed?

26 นายจึงตอบว่า   'อ้ายข้าชั่วช้าและเกียจคร้าน   เจ้าก็รู้หรือว่าเราเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน   เก็บส่ำสมที่เรามิได้โปรย

27Then you ought to have invested my money with the bankers, and at my coming I should have received what was my own with interest.

27 เหตุฉะนั้นเจ้าควรเอาเงินของเราไปฝากไว้ที่ธนาคาร   เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเราทั้งดอกเบี้ยด้วย

28 So take the talent from him and give it to him who has the ten talents.

28 เพราะฉะนั้น   จงเอาเงินตะลันต์เดียวนั้นจากเขาไปให้คนที่มีสิบตะลันต์

29 For to everyone who has will more be given, and he will have an abundance. But from the one who has not, even what he has will be taken away.

29 ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้ผู้นั้นจนมีเหลือเฟือ   แต่ผู้ที่ไม่มี  แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่ก็จะต้องเอาไปจากเขา

30 And cast the worthless servant into the outer darkness. In that place there will be weeping and gnashing of teeth.’

30 เอาอ้ายข้าชาติชั่วช้าไปทิ้งเสียที่มืดภายนอก   ซึ่งที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน'

1 Peter 1 เปโตร 4:10-11 10 As each has received a gift, use it to serve one another, as good stewards of God's varied grace:

10 ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว   ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน   เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี   ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า

11 whoever speaks, as one who speaks oracles of God; whoever serves, as one who serves by the strength that God supplies—in order that in everything God may be glorified through Jesus Christ. To Him belong glory and dominion forever and ever. Amen.

11 ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดจะพูด   ก็ให้กล่าวเหมือนหนึ่งกล่าวพระภาษิตของพระเจ้า   ถ้าคนใดกระทำบริการ   ก็จงให้บริการตามกำลังซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทาน   เพื่อว่าพระเจ้าจะทรงได้เกียรติในการทั้งปวง   โดยทางพระเยซูคริสต์   พระสิริและไอศวรรยานุภาพจงมีแด่พระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์   อาเมน

There’s no higher purpose than to take your time, your treasure and your talents and use them to glorify God. 

ไม่มีวัตถุประสงค์อื่นใดยิ่งกว่านี้    ที่จะใช้เวลาของคุณ   ทรัพย์สมบัติและความสามารถของคุณ    และใช้มันเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

When you live for the glory of God, you’re doing what you were created to do. And you become who you were created to be. 

เมื่อคุณมีชีวิตอยู่เพื่อพระสิริของพระเจ้า    คุณกำลังทำสิ่งที่คุณถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ทำ และคุณจะกลายเป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่องานนั้น

You have been created for the glory of God, to take all that you are and all that you have and use it to magnify God.

คุณได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายพระสิริแด่พระเจ้า   ที่จะใช้ทุกสิ่งที่คุณเป็น    และทุกสิ่งที่คุณมี  และใช้ในการส่งเสริมพระเกียรติพระเจ้า

There’s nothing worse than finding something laying around the house that’s broken or no longer serves the purpose for which it was created.

ไม่มีอะไรที่เลวร้ายยิ่งกว่าการพบว่าบางสิ่งบางอย่างวางอยู่รอบทั่วบ้าน    ซึ่งมันได้แตกหักหรือไม่ได้ใช้เพื่อจุดประสงค์ใดตามที่มันถูกสร้างขึ้นมา

A pen with no ink to write with; or a razor that’s become too dull to shave with; or a banana that’s gone all brown and mushy.

ปากกาที่ไร้น้ำหมึกเพื่อเขียน; หรือมีดโกนที่ทู่เกินไปที่จะใช้โกนได้; หรือกล้วยที่กลายเป็นสีน้ำตาลและเหลวเละ

Yet that’s what we’re like when we fail to glorify God.

แต่  นั่นคือสิ่งที่เราเป็น   เมื่อเราไม่ได้ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า


We’re not doing what we were made to do; we’re not being who we were created to be. the Lord is telling us that He is wanting us to be productive with His things.

เราไม่ได้กำลังทำสิ่งที่เราถูกสร้างมาเพื่อทำบางอย่าง   เราไม่ได้เป็นอย่างที่เราถูกสร้างขึ้นให้เป็น องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสแก่เราว่า    พระองค์ทรงประสงค์ให้เราเกิดผลกับสิ่งต่างๆที่ทรงสร้างมา

Whatever God has entrusted into our care or keeping, God expects us to use it and to be productive with it.

ไม่ว่าสิ่งใดที่พระเจ้าทรงไว้วางใจเราให้ดูแลหรือรักษาไว้   พระเจ้าทรงคาดหวังให้เราใช้มันและเกิดผลกับมัน

Not to bury, or to hide, not to try to just to preserve, but the Lord wants us to increase that which He has entrusted into our keeping.

อย่านำไปฝังไว้หรือซ่อนไว้    อย่าพยายามที่จะทำเพียงเพื่อรักษา แต่พระเจ้าทรงต้องการให้เราเพิ่มพูนสิ่งที่ทรงมอบความไว้วางใจให้เราจัดการดูแล

The Final Judgment

การพิพากษาครั้งสุดท้าย

31 “When the Son of Man comes in His glory, and all the angels with Him, then He will sit on His glorious throne.

31 “เมื่อบุตรมนุษย์ทรงพระสิริเสด็จมากับทั้งหมู่ทูตสวรรค์   เมื่อนั้นพระองค์จะประทับบนพระที่นั่งอันรุ่งเรืองของพระองค์

32 Before Him will be gathered all the nations, and He will separate people one from another as a shepherd separates the sheep from the goats.

32บรรดาประชาชาติต่างๆ   จะประชุมพร้อมกันต่อพระพักตร์พระองค์   และพระองค์จะทรงแยกมนุษย์ทั้งหลายออกเป็นสองพวก   เหมือนอย่างผู้เลี้ยงแกะจะแยกแกะออกจากแพะ

33 And He will place the sheep on his right, but the goats on the left.

33 ส่วนฝูงแกะนั้นจะทรงจัดให้อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์   แต่ฝูงแพะนั้นจะทรงจัดให้อยู่เบื้องซ้าย

34 Then the King will say to those on His right, ‘Come, you who are blessed by My Father, inherit the kingdom prepared for you from the foundation of the world.

34 ขณะนั้น   พระมหากษัตริย์จะตรัสแก่บรรดาผู้ที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ว่า   'ท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของ ข้าพเจ้า    จงมารับเอาราชอาณาจักร   ซึ่งได้ตระเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลก

35 For I was hungry and you gave Me food, I was thirsty and you gave Me drink, I was a stranger and you welcomed Me,

35 เพราะว่าเมื่อเราหิว   ท่านทั้งหลายก็ได้จัดหาให้เรากิน   ข้าพเจ้า กระหายน้ำ   ท่านก็ให้ ข้าพเจ้า ดื่ม   ข้าพเจ้า เป็นแขกแปลกหน้า   ท่านก็ได้ต้อนรับข้าพเจ้าไว้

36 I was naked and you clothed Me, I was sick and you visited Me, I was in prison and you came to Me.’

36 ข้าพเจ้าเปลือยกายท่านก็ได้ให้เสื้อผ้า ข้าพเจ้า นุ่งห่ม   เมื่อเราเจ็บป่วยท่านก็ได้มาเยี่ยมเอาใจใส่ ข้าพเจ้า    เมื่อเราต้องจำอยู่ในพันธนาคาร   ท่านก็ได้มาเยี่ยมข้าพเจ้า '

37 Then the righteous will answer him, saying, ‘Lord, when did we see You hungry and feed you, or thirsty and give You drink?

37 เวลานั้นบรรดาผู้ชอบธรรมจะกราบทูลว่า   'พระองค์เจ้าข้า   ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิวหรือทรงกระหายน้ำ   และได้จัดมาถวายแด่พระองค์แต่เมื่อไร

38 And when did we see You a stranger and welcome You, or naked and clothe You?

38 ที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้า   และได้ต้อนรับไว้   หรือเปลือยพระกาย   และได้สวมฉลองพระองค์ให้แต่เมื่อไร

39 And when did we see You sick or in prison and visit You?’

39 ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ประชวรหรือต้องจำอยู่ในพันธนาคาร   และได้มาเฝ้าพระองค์นั้นแต่เมื่อไร'

40 And the King will answer them, ‘Truly, I say to you, as you did it to one of the least of these my brothers, you did it to me.’

40 แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสกับเขาว่า   ' ข้าพเจ้า บอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้   ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร   ก็เหมือนได้กระทำแก่ ข้าพเจ้า ด้วย'

41 “Then He will say to those on His left, ‘Depart from Me, you cursed, into the eternal fire prepared for the devil and his angels.

41 พระองค์จะตรัสกับบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องซ้ายพระหัตถ์ของพระองค์ว่า   'ท่านทั้งหลายผู้ต้องแช่งสาปจงถอยไปจากเรา   เข้าไปอยู่ในไฟซึ่งไหม้อยู่เป็นนิตย์   ซึ่งเตรียมไว้สำหรับมารร้ายและสมุนของมันนั้น

42 For I was hungry and you gave Me no food, I was thirsty and you gave Me no drink,

42เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าหิว  ท่านก็มิได้ให้เรากิน   ข้าพเจ้ากระหายน้ำ  ท่านก็มิได้ให้ข้าพเจ้าดื่ม

43 I was a stranger and you did not welcome me, naked and you did not clothe me, sick and in prison and you did not visit me.’

43 ข้าพเจ้าเป็นแขกแปลกหน้า  ท่านก็ไม่ได้ต้อนรับข้าพเจ้าไว้   เราเปลือยกาย   ท่านก็ไม่ได้ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม   ข้าพเจ้าเจ็บป่วยและต้องจำอยู่ในพันธนาคาร   ท่านไม่ได้เยี่ยมข้าพเจ้า '

44 Then they also will answer, saying, ‘Lord, when did we see You hungry or thirsty or a stranger or naked or sick or in prison, and did not minister to You?’

44 เขาทั้งหลายจะทูลว่า   'พระองค์เจ้าข้า   ที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ทรงหิวหรือทรงกระหายน้ำ   หรือทรงเป็นแขกแปลกหน้า  หรือเปลือยพระกาย  หรือประชวร  หรือต้องจำอยู่ในพันธนาคาร   และข้าพระองค์มิได้ปรนนิบัติพระองค์นั้นแต่เมื่อไร'

45 Then He will answer them, saying, ‘Truly, I say to you, as you did not do it to one of the least of these, you did not do it to me.’

45 เมื่อนั้นพระองค์จะตรัสกับเขาว่า   ' ข้าพเจ้า บอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ซึ่งท่านมิได้กระทำแก่ผู้ต่ำต้อยที่สุดสักคนหนึ่งในพวกนี้   ก็เหมือนท่านมิได้กระทำแก่ ข้าพเจ้า ด้วย'

46 And these will go away into eternal punishment, but the righteous into eternal life.”

46 และพวกเหล่านี้จะต้องออกไปรับโทษอยู่เป็นนิตย์   แต่ผู้ชอบธรรมจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์”

Whatever we do we should do as unto the Lord.

ไม่ว่าเราทำสิ่งใด   เราควรทำเพื่อถวายแด่พระเจ้า

And whatever we do as unto the Lord, the Lord will reward us for it.   It is so important that we be interested in the people around us, and in their needs.

และสิ่งใดที่เราทำเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า   พระเจ้าจะทรงตอบแทนบำเหน็จแก่เราในสิ่งที่ทำนั้น จึงสำคัญมากที่เราจะสนใจประชาชนรอบตัวเรา    และความต้องการของพวกเขา



How can I say that the love of God dwells in my heart, if I close up my heart to the needs of people? 

ฉันสามารถพูดได้อย่างไรว่าความรักของพระเจ้าสถิตอยู่ในหัวใจของฉัน   ถ้าฉันปิดหัวใจของฉันไม่สนใจความต้องการของประชาชน

1 John 1 ยอห์น 4:19-21 19 We love because He first loved us.

19 เราทั้งหลายรัก   ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน

20 If anyone says, “I love God,” and hates his brother, he is a liar; for he who does not love his brother whom he has seen cannot love God whom he has not seen.

20 ถ้าผู้ใดว่า   “ข้าพเจ้ารักพระเจ้า”   และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน   ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา   เพราะว่าผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนที่แลเห็นแล้ว   จะรักพระเจ้าที่ไม่เคยเห็นไม่ได้

21 And this commandment we have from Him: whoever loves God must also love his brother.

21 พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์   คือว่าให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย

James ยากอบ 2:15-16 15 If a brother or sister is poorly clothed and lacking in daily food,

15 ถ้าพี่น้องชายหญิงคนใดขัดสนเครื่องนุ่งห่มและอาหารประจำวัน

16 and one of you says to them, “Go in peace, be warmed and filled,” without giving them the things needed for the body, what good is that? _

16 และมีคนใดในพวกท่านกล่าวแก่เขาว่า   “เชิญไปเป็นสุขเถิด   ขอให้อบอุ่นและอิ่มเถิด”   และไม่ได้ให้สิ่งที่เขาขัดสนนั้น   จะเป็นประโยชน์อะไร

Jesus said "In as much as you did it unto the least of these, you did it to me." And those who we are ignoring the needs of those around them, the goats, "in as much as you didn't do it unto them, you didn't do it to me," Jesus said.

พระเยซูตรัสว่า "สิ่งใดที่เจ้าได้ทำแก่ผู้เล็กน้อยที่สุดในคนเหล่านี้  เจ้าก็ได้ทำแก่เราด้วย" และบรรดาผู้ที่เพิกเฉยต่อความต้องการของคนรอบข้างพวกเขา  พวกแพะทั้งหลาย " สิ่งใดที่เจ้าไม่ได้ทำแก่ผู้เล็กน้อยที่สุดในคนเหล่านี้  เจ้าก็ไม่ได้ทำแก่เราด้วย" พระเยซูตรัส

God did not prepare hell for men; it was prepared by God for Satan and the demons. God has sent His only Son Jesus to save men from that fate.

พระเจ้าไม่ได้ทรงเตรียมนรกสำหรับคน พระเจ้าทรงจัดทำขึ้นสำหรับซาตานและมารร้าย พระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   คือพระเยซูที่จะช่วยคนให้รอกจากโชคชะตาชีวิต

But if a person wants to reject God's provisions, if a person is bent upon rebelling against God, and joining with Satan's rebellion against God's kingdom, then a man can by his own choice spend eternity apart from God. 

แต่ถ้าคนนั้นต้องการที่จะปฏิเสธการทรงจัดเตรียมของพระองค์   ถ้าคนนั้นยอมค้อมหัวเพื่อต่อต้านพระเจ้าและไปเข้าร่วมกับซาตานทำการขัดขืนต่อแผ่นดินของพระเจ้าแล้ว   คนนั้นเองมีทางเลือกที่จะอยู่ในชะตากรรมของเขา  อยู่ห่างไกลจากพระเจ้า

Please choose today to follow Jesus. 

โปรดตัดสินใจวันนี้เพื่อติดตามพระเยซู

Romans โรม10:9 9 because, if you confess with your mouth that Jesus is Lord and believe in your heart that God raised him from the dead, you will be saved.

9 คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า   พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   และเชื่อในจิตใจว่า   พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย   ท่านจะรอด


 

Matthew 25