Wednesday, May 11, 2016

 

Matthew 26 The Last Supper and the Garden of Gethsemane 

มัทธิวบทที่ 26 อาหารค่ำมื้อสุดท้ายและสวนแห่งเกธเสมะนี

The Plot to Kill Jesus

อุบายเพื่อกำจัดพระเยซู

1 When Jesus had finished all these sayings, He said to His disciples,

1 เมื่อพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้เสร็จแล้ว   จึงรับสั่งแก่พวกสาวกของพระองค์ว่า

2 “You know that after two days the Passover is coming, and the Son of Man will be delivered up to be crucified.”

2 “ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่าอีกสองวันจะถึงเทศกาลปัสกา   และบุตรมนุษย์จะต้องถูกอายัดไว้ให้เขาตรึงที่กางเขน”  

It is through the cross of Christ alone that the Lord has provided the way for sinners to be saved and united with Him, the holy God.

โดยทางกางเขนของพระคริสต์เท่านั้น   ที่พระเจ้าได้ทรงเตรียมทางสำหรับคนบาปให้รอดได้และเข้าสนิทในพระองค์  พระเจ้าผู้บริสุทธิ์

There is no salvation, no gospel, no biblical Christianity apart from the cross of Christ.

ไม่มีความรอด   ไม่มีพระกิตติคุณ   ไม่มีพระคัมภีร์ศาสนาคริสต์   นอกเหนือจากกางเขนของพระคริสต์

Jesus knew it was the Father's time for Him to die, and He not only declared again that He must suffer and be crucified but specified that His death was only two days away at the beginning of the Passover.

พระเยซูทรงทราบว่ามันเป็นเวลาที่พระบิดาทรงกำหนดให้พระองค์ต้องพบความตาย  และไม่เพียงแต่พระองค์ทรงประกาศอีกครั้ง    ว่าทรงต้องทนทุกข์ทรมานและถูกตรึงกางเขน แต่ความตายของพระองค์อยู่ในเวลาเพียงสองวันก่อนการเริ่มต้นเทศกาลปัสกา


At that time appointed by God the Son of Man would be delivered up for crucifixion.

ในเวลานั้น   บุตรมนุษย์ทรงได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้า   ให้ถูกจับขึ้นรับการตรึงบนกางเขน

The feast of Passover, closely associated with the feast of Unleavened Bread, was the central feast of the Jewish year.

งานฉลองเทศกาลปัสกาเกี่ยวเนื่องกับงานฉลองกินขนมปังไร้เชื้อ   เป็นการฉลองทั่วไปประจำปีของชาวยิว

These two feasts combined to make an eight-day celebration that began with the Passover.

งานเลี้ยงทั้งสองนี้รวมกันเป็นการฉลองปัสกาเป็นเวลาแปดวัน

3 Then the chief priests and the elders of the people gathered in the palace of the high priest, whose name was Caiaphas,

3 ครั้งนั้นพวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่ของประชาชน   ได้ประชุมกันที่สำนักของมหาปุโรหิตประจำการชื่อคายาฟาส

4 and plotted together in order to arrest Jesus by stealth and kill him.

4 ปรึกษากันเพื่อจะจับพระเยซูด้วยอุบายเอาไปฆ่าเสีย

5 But they said, “Not during the feast, lest there be an uproar among the people.”

5แต่เขาตกลงกันว่า   “ในช่วงเทศกาลอย่าเพิ่งทำเลย   เดี๋ยวประชาชนจะเกิดวุ่นวาย”

Jesus Anointed at Bethany

พระเยซูทรงรับการชโลมที่เบธานี

6 Now when Jesus was at Bethany in the house of Simon the leper,

6 ในเวลาที่พระเยซูทรงประทับอยู่หมู่บ้านเบธานี   ในเรือนของซีโมนคนโรคเรื้อน

7 a woman came up to him with an alabaster flask of very expensive ointment, and she poured it on his head as he reclined at table.

7 ขณะเมื่อทรงนั่งเสวยพระกระยาหารอยู่   มีหญิงผู้หนึ่งถือผอบน้ำมันหอมราคาแพงมากมาเฝ้าพระองค์   แล้วเทน้ำมันนั้นบนพระเศียรของพระองค์

8 And when the disciples saw it, they were indignant, saying, “Why this waste?

8 พวกสาวกของพระองค์เมื่อเห็นก็ไม่พอใจ   จึงว่า   “เหตุใดจึงทำให้ของนี้เสียเปล่า

9 For this could have been sold for a large sum and given to the poor.”

9 น้ำมันนั้นถ้าขายก็ได้เงินมาก   แล้วจะแจกให้คนจนก็ได้”

10 But Jesus, aware of this, said to them, “Why do you trouble the woman? For she has done a beautiful thing to Me.

10 พระเยซูทรงทราบจึงตรัสแก่เขาว่า   “กวนใจหญิงนี้ทำไม   เขาได้กระทำการดีแก่เรา

11 For you always have the poor with you, but you will not always have me.

11 ด้วยว่าคนยากจนมีอยู่กับท่านเสมอแต่เราไม่อยู่กับท่านเสมอไป

12In pouring this ointment on my body, she has done it to prepare me for burial.

12 ซึ่งหญิงนี้ได้เทน้ำมันหอมบนกายเรา   เขากระทำเพื่อการศพของเรา

13 Truly, I say to you, wherever this gospel is proclaimed in the whole world, what she has done will also be told in memory of her.”

13 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   การซึ่งหญิงนี้ได้กระทำจะเลื่องลือไปเป็นที่ระลึกถึงเขาที่ไหนๆที่ข่าวประเสริฐนี้จะประกาศไปทั่วพิภพ”

Judas’ plot to Betray Jesus

อุบายของยูดาสที่จะทรยศพระเยซู

14 Then one of the twelve, whose name was Judas Iscariot, went to the chief priests

14  ครั้งนั้นคนหนึ่งในพวกสาวกสิบสองคนชื่อยูดาสอิสคาริโอท   ได้ไปหาพวกมหาปุโรหิต

15 and said, “What will you give me if I deliver Him over to you?” And they paid him thirty pieces of silver.

15 ถามว่า   “ถ้าข้าพเจ้าจะชี้พระองค์ให้ท่านจับ   ท่านทั้งหลายจะให้ข้าพเจ้าเท่าไร”   ฝ่ายเขาก็ให้เงินแก่ยูดาสสามสิบเหรียญเงิน

16 And from that moment he sought an opportunity to betray him

16 ตั้งแต่นั้นมา   ยูดาสคอยหาช่องที่จะชี้พระองค์ให้แก่เขา

As we will see in Matthew 26:17, the two holidays were so closely connected in the minds of Jews that the feast of Unleavened Bread and the Passover were combined to include an eight-day celebration.

ดังที่เราจะเห็นในมัทธิว 26:17 วันหยุดทั้งสองเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดในจิตใจของชาวยิวคืองานเลี้ยงกินขนมปังไร้เชื้อและเทศกาลปัสกามารวมกันเพื่อทำการเฉลิมฉลองแปดวัน

The holiday celebrated and remembered the deliverance of Israel from Egyptian slavery.

วันหยุดที่ได้ทำการฉลองและระลึกถึงการปลดปล่อยชนชาติอิสราเอลพ้นจากการเป็นทาสของอียิปต์

The feast of Unleavened Bread was named after the type of bread the Israelites were to take with them as they left Egypt in haste.

งานเลี้ยงกินขนมปังไร้เชื้อได้รับการตั้งชื่อตามแบบที่กระทำ   จะมีชาวอิสราเอลกินขนมปังแบบนี้ตอนที่พวกเขาเดินทางออกจากประเทศอียิปต์อย่างรีบเร่ง

Ordinary bread of that day, like our own, used leaven, or yeast, to make it rise and become soft.

เพียงแค่ขนมปังธรรมดาในวันนั้น    เหมือนขนมปังแบบของเรา    ใช้เชื้อหรือยีสต์ที่จะทำให้มันฟูขึ้นและนุ่ม

Before a batch of bread was baked, a piece was pulled off and saved as a starter for the next batch.

ก่อนที่จะอบขนมปังพร้อมกันทั้งก้อน  เราดึงออกชิ้นหนึ่งและเก็บไว้ทำเชื้อเริ่มต้นสำหรับก้อนขนมปังต่อไป


When it was later placed in fresh dough it would cause it to ferment and rise, and in every household that process was continually repeated. 

ต่อมาเมื่อมันถูกวางไว้ในแป้งทำขนมปัง  มันจะเกิดการหมักและฟูขึ้น    และในทุกครัวเรือนว่ากระบวนการแบบนี้ทำซ้ำๆ กันเสมอ

Throughout Scripture leaven is used to represent influence, usually evil influence.

ตลอดพระคัมภีร์จะใช้เชื้อเป็นตัวแทนของอิทธิพล    ปกติเป็นอิทธิพลความชั่วร้าย

Therefore, as a symbol of leaving behind all evil influence of the cruel Egyptians, the Israelites were not to take with them any remnants of leavened bread they had prepared in Egypt.

ดังนั้น  เป็นสัญลักษณ์ของการละทิ้งอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดของชาวอียิปต์ที่โหดร้าย  ชาวอิสราเอลต้องไม่พาติดตัวไปโดยใช้ขนมปังมีเชื้อใดๆที่เหลือ   เพราะพวกเขาต้องเตรียมตัวอพยพออกจากอียิปต์

As part of the memorial they celebrate each year, they were to remove all leaven from their houses and eat only unleavened bread for seven days.  

เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่พวกเขาเฉลิมฉลองในแต่ละปี  พวกเขาต้องขจัดเชื้อจากบ้านของพวกเขา   และกินขนมปังไร้เชื้อเพียงเจ็ดวัน

The Passover celebrated the angel of death seeing the lamb’s blood on the door of each home and passing over those homes in Egypt. 

เทศกาลปัสกาทำการฉลองที่เมื่อทูตมรณะเห็นเลือดของลูกแกะติดที่ขอบประตูของแต่ละบ้าน    ก็จะเลยผ่านบ้านคนเหล่านั้นตอนอยู่ในอียิปต์

The first born son in each home died who did not have the blood on the door.  

บุตรหัวปีที่เกิดในแต่ละบ้านเสียชีวิตหากไม่ได้มีเลือดลูกแกะทาบนขอบประตูบ้าน

The disciples wanted to know from Jesus where they should celebrate the Passover, probably early on a Thursday morning.

เหล่าสาวกอยากจะรู้จากพระเยซู     ที่ซึ่งพวกเขาควรเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกา   อาจจะเป็นช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดี

They would have to have the lamb slaughtered by a priest at the Temple, which could be done only between the hours of three and five in the afternoon.

พวกเขาจะต้องนำลูกแกะไปให้ปุโรหิตที่พระวิหารฆ่า    ซึ่งสามารถทำได้เฉพาะระหว่างเวลาสามโมงถึงห้าโมงในช่วงบ่าย

If they had not already done so, they would have to buy unleavened bread, wine, bitter herbs, and the dip for the Passover meal. 

หากพวกเขาไม่ทำแบบนั้นให้เสร็จแล้ว     ดังนั้นพวกเขาจะต้องซื้อขนมปังไร้เชื้อ  เหล้าไวน์  ผักรสขม   และถ้วยจุ่มสำหรับอาหารเทศกาลปัสกา

Each part of the meal was symbolic of some aspect of the deliverance from Egypt. 

ทุกส่วนของอาหารเป็นสัญลักษณ์ของทุกแง่มุมของการปลดปล่อยให้พ้นจากอียิปต์

In the same way that lambs had been slaughtered that long-ago night in Egypt and their blood sprinkled on the door posts to protect the firstborn from the death angel, so lambs were now slaughtered and their blood sprinkled on the altar.

ในทำนองเดียวกันที่ลูกแกะถูกฆ่าในคืนหนึ่งในอดีตนานแล้วที่อียิปต์    และเลือดของพวกมันถูกพ่นทาบนเสาประตูเพื่อป้องกันบุตรหัวปีจากทูตมรณะ   ดังนั้นลูกแกะตอน

นี้ถูกฆ่าแล้ว   และเลือดของพวกมันถูกปะพรมบนแท่นบูชา

Likewise, the lamb was cooked and fully eaten the same evening, just as in Egypt.

ในทำนองเดียวกัน   เนื้อแกะที่ถูกปรุงสุกและกินหมดเย็นวันเดียวกัน   เช่นเดียวกับในอียิปต์

The four cups of wine served during the meal symbolized God's four promises to His ancient people just before their deliverance from Egypt: 

ถ้วยไวน์สี่ถ้วยที่เสิร์ฟในระหว่างมื้ออาหาร   เป็นสัญลักษณ์ของพันธสัญญาของพระเจ้าสี่อย่างแก่บรรพบุรุษพวกเขาก่อนการปลดปล่อยพวกเขาจากอียิปต์:

Exodus อพยพ 6:6-76"I will bring you out from under the burdens of the Egyptians, and I will deliver you from their bondage.

6 เหตุฉะนี้จงกล่าวแก่ชนชาติอิสราเอลว่า   ข้าพเจ้า คือพระเยโฮวาห์   ข้าพเจ้า จะนำพวกเจ้าไปให้พ้นจาก งานตรากตรำที่ชาวอียิปต์เกณฑ์ให้ทำ   และจะให้พ้นจากการเป็นทาสเขา   ข้าพเจ้า จะช่วยกู้เจ้าด้วยแขนที่เงื้อง่า   และด้วยการพิพากษาอันใหญ่หลวง

7I will also redeem you with an outstretched arm and with great judgments. Then I will take you for My people, and I will be your God"

7 ข้าพเจ้า จะรับพวกเจ้าเป็นประชากรของเรา   และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเจ้า   พวกเจ้าจะรู้ว่า   เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า   ผู้นำเจ้าไปให้พ้นจากงานตรากตรำที่ชาวอียิปต์เกณฑ์ให้ทำ

The bowl into which the unleavened bread, the bitter herbs, and sometimes the bare hands were dipped contained a paste called charoseth, composed of finely ground apples, dates, pomegranates, and nuts.

ถ้วยที่ใส่ขนมปังไร้เชื้อ    ผักสมุนไพรที่มีรสขม   และบางครั้งมือเปล่า  ถูกจุ่มลงในแป้งเหนียวที่เรียกว่า คะโรเสท ประกอบด้วยแอปเปิ้ลบดละเอียด อินทผลัม  ทับทิมและถั่วต่างๆ

That thick, brownish mixture was perhaps symbolic of the mud and clay used in the making of bricks for the Egyptians.

ส่วนผสมสีน้ำตาลหนา   อาจจะเป็นสัญลักษณ์ของโคลนและดิน   ที่ใช้ในการทำอิฐสำหรับชาวอียิปต์  

Sticks of cinnamon, representing the straw used for the brick making, were also sometimes added to the charoseth.

แท่งอบเชย  แทนฟาง   ที่ใช้สำหรับการทำอิฐ  บางครั้งถูกเพิ่มไปยังคะโรเสท



Into this mixture the bitter herbs would be dipped and eaten, as reminiscent of the bitterness of slavery coupled with the sweetness of deliverance.

ผักรสขมจะถูกจุ่มลงในส่วนผสมนี้และกิน    เป็นที่ชวนให้นึกถึงความขมขื่นของการเป็นทาส    ควบคู่ไปกับความสุขแสนหวานที่ได้รับการปลดปล่อย

Matthew 26:17-46 The Passover with the Disciples

มัทธิว26: 17-46 ปัสกากับเหล่าสาวก

17 Now on the first day of Unleavened Bread the disciples came to Jesus, saying, “Where will you have us prepare for you to eat the Passover?”

17 เมื่อวันต้นเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ   พวกสาวกมาทูลถามพระองค์ว่า   “จะให้ข้าพระองค์จัดเตรียมปัสกาให้พระองค์เสวยที่ไหน”

18 He said, “Go into the city to a certain man and say to him, ‘The Teacher says, My time is at hand. I will keep the Passover at your house with my disciples.’”

18 พระองค์จึงตรัสตอบว่า   “จงเข้าไปหาผู้หนึ่งในกรุง   บอกเขาว่า   'พระอาจารย์ว่า   “กาลกำหนดของเรามาใกล้แล้ว   เราจะถือปัสกาที่บ้านของท่านพร้อมกับพวกสาวกของเรา” ' ”

From Mark and Luke we learn that the man would be carrying a pitcher of water, which would be unusual because normally women did that.

จากพระธรรมมาระโกและลูกาที่เราได้เรียนนั้น   คนที่จะแบกเหยือกน้ำ   ซึ่งจะไม่ปกติ  เพราะโดยปกติผู้หญิงทำกัน

So that would have set him apart.

ดังนั้น ต้องแยกเขาออกต่างหาก

19 And the disciples did as Jesus had directed them, and they prepared the Passover.

19 ฝ่ายสาวกเหล่านั้นก็กระทำตามรับสั่ง   แล้วได้จัดเตรียมปัสกาไว้พร้อม  

20 When it was evening, he reclined at table with the twelve.

20 ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ   พระองค์ประทับร่วมสำรับกับสาวกสิบสองคน

21 And as they were eating, he said, “Truly, I say to you, one of you will betray me.”

21 เมื่อรับประทานกันอยู่   จึงตรัสว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   คนหนึ่งในพวกท่านจะอายัดเรา”

22 And they were very sorrowful and began to say to him one after another, “Is it I, Lord?”

22 ฝ่ายพวกสาวกก็พากันเป็นทุกข์นัก   ต่างคนต่างทูลถามพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า  คือข้าพระองค์หรือ”

23 He answered, “He who has dipped his hand in the dish with me will betray me.

23 พระองค์ตรัสตอบว่า   “ผู้ที่เอาอาหารจิ้มในชามเดียวกันกับเรา   ผู้นั้นแหละที่จะอายัดเราไว้

24 The Son of Man goes as it is written of him, but woe to that man by whom the Son of Man is betrayed! It would have been better for that man if he had not been born.”

24 บุตรมนุษย์จะเสด็จไปตามที่ได้กล่าวไว้   ในพระคัมภีร์ว่าด้วยพระองค์นั้น   แต่วิบัติแก่ผู้ที่จะอายัดบุตรมนุษย์ไว้   ถ้าคนนั้นมิได้บังเกิดมาก็จะดีกว่า”

25 Judas, who would betray him, answered, “Is it I, Rabbi?” He said to him, “You have said so.”

25 ยูดาสที่ได้อายัดพระองค์ทูลถามว่า   “อาจารย์เจ้าข้า  คือข้าพระองค์หรือ”   พระองค์ตรัสตอบเขาว่า“ท่านว่าถูกแล้ว”

Institution of the Lord's Supper

การจัดตั้งพิธีมหาสนิท

26 Now as they were eating, Jesus took bread, and after blessing it broke it and gave it to the disciples, and said, “Take, eat; this is my body.”

26 ระหว่างอาหารมื้อนั้น   พระเยซูทรงหยิบขนมปังมา   และเมื่อถวายสาธุการแล้ว   ทรงหักส่งให้แก่เหล่าสาวกตรัสว่า   “จงรับกินเถิด  นี่เป็นกายของเรา”

27 And He took a cup, and when He had given thanks He gave it to them, saying, “Drink of it, all of you,

27 แล้วพระองค์จึงทรงหยิบถ้วยโมทนาพระคุณและส่งให้เขา   ตรัสว่า   “จงรับไปดื่มทุกคนเถิด

28 for this is My blood of the covenant, which is poured out for many for the forgiveness of sins.

28 ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเรา   อันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญา   ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็นอันมาก

29 I tell you I will not drink again of this fruit of the vine until that day when I drink it new with you in my Father's kingdom.”

29  ข้าพเจ้า บอกท่านทั้งหลายว่า    ข้าพเจ้า จะไม่ดื่มน้ำผลแห่งเถาองุ่นต่อไปอีกจนวันนั้นมาถึง   คือวันที่ ข้าพเจ้า จะดื่มกันใหม่กับพวกท่านในแผ่นดินแห่งพระบิดาของ ข้าพเจ้า ”

Breaking the unleavened bread was a normal part of the traditional Passover ceremony.

การหักขนมปังไร้เชื้อเป็นส่วนหนึ่งของพิธีปัสกาแบบประเพณีดั้งเดิม

But Jesus now gave it an entirely new meaning, saying, "This is My body"

แต่พระเยซูตอนนี้ทรงให้มันมีความหมายใหม่ทั้งหมดว่า "นี่เป็นกายของเรา"

The original unleavened bread symbolized severance from the old life in Egypt, carrying nothing of its pagan and oppressive "leaven" into the Promised Land. It

represented a separation from worldliness and sin and the beginning of a new life of holiness and godliness.

ขนมปังไร้เชื้อแบบดั้งเดิมเป็นสัญลักษณ์การตัดขาดจากชีวิตเก่าในอียิปต์    ไม่ถือแบกอะไรของคนนอกรีตและ "เชื้อฟู" การกดขี่ข่มเหง เข้าไปในดินแดนแห่งพันธสัญญา  มันแทนความหมายของการแยกออกจากฝ่ายโลกและความบาป   และจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่แห่งความบริสุทธิ์และความยำเกรงพระเจ้า

By His authority, Jesus transformed that symbolism into another.

โดยสิทธิอำนาจของพระองค์   พระเยซูทรงแปรเปลี่ยนสัญลักษณ์เป็นอีกอย่าง

Now the bread would represent Christ's own body, sacrificed for the salvation of men. Luke reports that Jesus added, "given for you; do this in remembrance of Me." 

ตอนนี้ขนมปังจะเป็นตัวแทนพระกายของพระองค์เอง     ที่พระคริสต์ทรงเสียสละเพื่อความรอดของมนุษย์    ท่านลูกาเล่าว่าพระเยซูตรัสเสริมว่า  " ที่ได้ให้แก่ท่านทั้งหลาย จงทำอย่างนี้เพื่อรำลึกถึงเรา"

As the disciples drank of the cup Jesus said, "This is My blood of the covenant."

เมื่อเหล่าสาวกดื่มจากถ้วย   พระเยซูตรัสว่า "นี่เป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาของเรา”

This is a new covenant or promise. 

นี่คือพันธสัญญาใหม่หรือสัญญาใหม่

When God made covenants with Noah and Abraham, those covenants were committed to with blood.  

เมื่อพระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับโนอาห์และอับราฮัม    พันธสัญญาเหล่านั้นกระทำโดยใช้เลือด

When God brought reconciliation with Himself, the price was always blood.

เมื่อพระเจ้าทรงนำการกลับมาคืนดีกัน  เลือดเป็นสิ่งที่ประเมินค่าสูงเสมอ

Hebrews ฮีบรู 9:22 22Indeed, under the law almost everything is purified with blood, and without the shedding of blood there is no forgiveness of sins.

ความจริงนั้นตามพระบัญญัติถือว่า   เกือบทุกสิ่งจะบริสุทธิ์เพราะโลหิต   และถ้าไม่มีโลหิตไหลออกแล้ว   ก็จะไม่มีการอภัยบาปเลย

Jesus Foretells Peter's Denial

พระเยซูทรงทำนายว่าเปโตรจะปฏิเสธพระองค์

Matthew มัทธิว 26 :30-35 30 And when they had sung a hymn, they went out to the Mount of Olives.

30  เมื่อร้องเพลงสรรเสริญแล้ว   เขาก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ

31 Then Jesus said to them, “You will all fall away because of me this night. For it is written, ‘I will strike the shepherd, and the sheep of the flock will be scattered.’

31 ครั้งนั้นพระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า   “ในคืนวันนี้ท่านทุกคนจะทิ้ง ข้าพเจ้า    ด้วยมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า    ข้าพเจ้าจะประหารผู้เลี้ยงแกะ   และแกะฝูงนั้นจะกระจัดกระจายไป

32 But after I am raised up, I will go before you to Galilee.”

32 แต่เมื่อทรงให้ ข้าพเจ้า ฟื้นขึ้นมาแล้ว    ข้าพเจ้าจะไปยังแคว้นกาลิลีก่อนหน้าท่าน”

33 Peter answered him, “Though they all fall away because of you, I will never fall away.”

33 ฝ่ายเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า   “แม้คนทั้งปวงจะทิ้งพระองค์   ข้าพระองค์จะทิ้งก็หามิได้เลย”

34 Jesus said to him, “Truly, I tell you, this very night, before the rooster crows, you will deny me three times.”

34 พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ ข้าพเจ้า บอกความจริงแก่ท่านว่า   ในคืนวันนี้ก่อนไก่ขัน   ท่านจะปฏิเสธข้าพเจ้าสามครั้ง”

35 Peter said to him, “Even if I must die with you, I will not deny you!” And all the disciples said the same.

35 เปโตรทูลพระองค์ว่า   “ถึงแม้ข้าพระองค์จะต้องตายกับพระองค์   ข้าพระองค์ก็จะไม่ปฏิเสธพระองค์เลย”   เหล่าสาวกก็ทูลเช่นนั้นเหมือนกันทุกคน

Peter was very confident in himself.  We must beware of this. 

เปโตรมีความมั่นใจในตัวเองมาก   เราจะต้องระวังในเรื่องนี้

Our strength is not in ourselves but in the Lord. 

กำลังของเราไม่ได้อยู่ในตัวเราเอง แต่อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า

We are strong in Him. 

เรามีกำลังเข้มแข็งในพระองค์

Jesus Prays in Gethsemane

พระเยซูทรงอธิษฐานในสวนเกธเสมนี

36 Then Jesus went with them to a place called Gethsemane, and he said to his disciples, “Sit here, while I go over there and pray.”

36  แล้วพระเยซูทรงพาสาวกมายังที่แห่งหนึ่ง   เรียกว่าเกทเสมนี   แล้วตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า   “จงนั่งอยู่ที่นี่   ขณะเมื่อข้าพเจ้าจะไปอธิษฐานที่โน่น”

37 And taking with Him Peter and the two sons of Zebedee, He began to be sorrowful and troubled.

37 พระองค์ก็พาเปโตรกับบุตรทั้งสองของเศเบดีไปด้วย   พระองค์ทรงโศกเศร้าและหนักพระทัยนัก

38 Then He said to them, “My soul is very sorrowful, even to death; remain here, and watch with Me.”

38 จึงตรัสกับเขาว่า   “ใจของ ข้าพเจ้า เป็นทุกข์แทบจะตาย   จงเฝ้าอยู่กับ ข้าพเจ้า ที่นี่เถิด”

39 And going a little farther He fell on his face and prayed, saying, “My Father, if it be possible, let this cup pass from Me; nevertheless, not as I will, but as You will.”

39 แล้วเสด็จดำเนินไปอีกหน่อยหนึ่ง   ก็ซบพระพักตร์ลงถึงดินอธิษฐานว่า   “โอพระบิดาของข้าพระองค์   ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด   แต่อย่างไรก็ดี   อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์   แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์”

40 And He came to the disciples and found them sleeping. And He said to Peter, “So, could you not watch with Me one hour?

40 จึงเสด็จกลับมายังสาวกเหล่านั้น   เห็นเขานอนหลับอยู่   และตรัสกับเปโตรว่า   “เป็นอย่างไรนะ   ท่านทั้งหลายจะคอยเฝ้าอยู่กับ ข้าพเจ้า สักทุ่มเดียวไม่ได้หรือ

41 Watch and pray that you may not enter into temptation. The spirit indeed is willing, but the flesh is weak.”

41 ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน   เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทดลอง   จิตวิญญาณพร้อมแล้วก็จริง   แต่กายยังอ่อนกำลัง”

42 Again, for the second time, He went away and prayed, “My Father, if this cannot pass unless I drink it, your will be done.”

42 พระองค์จึงเสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สองอีกว่า   “ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์   ถ้าถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ไม่ได้   และข้าพระองค์จำต้องดื่มแล้ว   ก็ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์”

Luke ลูกา 22:43-44 43And there appeared to Him an angel from heaven, strengthen

ing Him.

43ทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาปรากฏแก่พระองค์   ช่วยชูกำลังพระองค์

44And being in an agony He prayed more earnestly; and His sweat became like great drops of blood falling down to the ground.

44เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนัก   พระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน   พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่

We cannot comprehend the depth of Jesus' agony, because, as sinless and holy God incarnate, He was able to perceive the horror of sin in a way we cannot.

เราไม่สามารถเข้าใจของความทุกข์ทรมานของพระเยซูอย่างล้ำลึก  เพราะทรงปราศ

จากบาปและจุติมาจากพระเจ้าผู้บริสุทธิ์   ทรงสามารถรับรู้ความน่ากลัวของบาปในแบบที่เราไม่สามารถทำได้

Jesus was deeply grieved, to the point of death because of His having to become sin.

พระเยซูทรงเป็นทุกข์ใจอย่างสุดซึ้งเมื่อเข้าสู่ความตาย  เพราะทรงต้องกลายมารับบาป

That was the unbearably excruciating prospect that made Him sweat great drops of blood.

นั่นคือโอกาสที่แสนทุกข์ระทมเหลือทน    ที่ทำให้พระเสโทของพระองค์หยดลงเป็นเลือด

Holiness is totally repulsed by sin.

ความบริสุทธิ์ถูกขับไล่โดยสิ้นเชิงโดยความบาป  

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:2121 For our sake He made Him to be sin who knew no sin, so that in Him we might become the righteousness of God.

21 เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป   เพราะเห็นแก่ ข้าพเจ้า    เพื่อข้าพเจ้าจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์

Matthew มัทธิว 26:43-46 43And again He came and found them sleeping, for their eyes were heavy.

43 ครั้นเสด็จกลับมาก็ทรงเห็นสาวกนอนหลับอยู่   เพราะเขาลืมตาไม่ขึ้น

44 So, leaving them again, He went away and prayed for the third time, saying the same words again.

44 จึงทรงละเขาไว้เสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สาม   เหมือนคราวก่อนๆอีก

45 Then He came to the disciples and said to them, “Sleep and take your rest later on. See, the hour is at hand, and the Son of Man is betrayed into the hands of sinners.

45 แล้วเสด็จมายังพวกสาวกตรัสว่า   “ท่านจะนอนต่อไปให้หายเหนื่อยอีกหรือ   เวลามาใกล้แล้ว   บุตรมนุษย์จะต้องถูกอายัดไว้ในมือคนบาป

46 Rise, let us be going; see, My betrayer is at hand.”

46 ลุกขึ้นไปกันเถิด   ผู้ที่จะอายัด ข้าพเจ้า มาใกล้แล้ว”

We will take up the story from there next time. 

เราจะนำเรียนต่อเรื่องนี้อีกจากตรงนั้นในคราวหน้า

The disciples went to sleep instead of praying, how about you? 

เหล่าสาวกพากันไปหลับนอนแทนการอธิษฐาน  แล้วพวกคุณล่ะ

Peter will deny Jesus three times because he was self confident, instead of confident in God. 

เปโตรจะปฏิเสธพระเยซูสามครั้ง    เพราะเขาเป็นคนมีความเชื่อมั่นในตนเอง   แทนความมั่นใจในพระเจ้า

Jesus had a simple request for Peter, James, and John in the Garden of Gethsemane, and that was to watch and pray.

พระเยซูทรงขอร้องสิ่งเดียวสำหรับเปโตร ยากอบ และยอห์นในสวนเกธเสมนี  และนั่นก็คือขอจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน

But they were sleeping instead of praying.

แต่พวกเขาก็นอนแทนที่จะอธิษฐาน

I think the disciples' lack of prayer was the result of self-confidence.

ผมคิดว่าการที่สาวกขาดการอธิษฐานเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นในตนเอง

Think about it: When do we usually pray?

จงคิดใคร่ครวญเรื่องนี้  เมื่อไหร่ที่เราอธิษฐานตามปกติ

We pray when we are in trouble.

เราอธิษฐานเมื่อเรากำลังมีปัญหา

If things are going well, if the bills are paid, if our health is good, if there are no problems —we may not pray very much.

หากสิ่งต่างๆกำลังไปได้ดี    ถ้าบิลค่าใช้จ่ายถูกชำระแล้ว  ถ้าสุขภาพของเราดี   ถ้าไม่มีปัญหาใด ๆ ดังนั้นเราจะไม่อธิษฐานมากนัก

But when a crisis hits, when problems come, we start praying. And that is fine. But we also need to pray in the good times.

แต่เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมา   เมื่อมีปัญหา   เราจะเริ่มอธิษฐาน และนั้นเป็นเรื่องที่ดี   แต่เราจำเป็นต้องอธิษฐานในช่วงเวลาที่ดี

Jesus knew that a crisis was coming.

พระเยซูทรงทราบว่าวิกฤติกำลังจะมาถึง

Certainly the disciples could see that He was in obvious anguish, Luke told us that Jesus even sweat like drops of blood as He prayed.

แน่นอนว่าเหล่าสาวกได้เห็นว่า  พระองค์ทรงอยู่ในความปวดร้าวที่ชัดเจน  ท่านลูกาเล่าว่าพระเสโทของพระเยซูหลั่งออกเหมือนหยดเลือด  เมื่อได้ทรงอธิษฐาน

Jesus was asking from Peter, James, and John was a little companionship.

พระเยซูทรงขอจาก เปโตร ยากอบ และยอห์น เป็นมิตรภาพเล็กน้อย

In other words, "Just watch and pray. Just be here for Me, guys."

ในอีกนัยหนึ่ง  "เพียงแค่เฝ้าระวังและอธิษฐาน. เพียงแต่อยู่ที่นี่เพื่อเรา  นะสหาย"

But twice when Jesus went back to check on them, they were sleeping.  Prayer is needed to overcome temptation. 

แต่สองครั้งเมื่อพระเยซูเสด็จกลับไปตรวจดูพวกเขา   พวกเขากำลังนอนหลับอยู่  การอธิษฐานเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเอาชนะการทดลองใจ

Prayer is needed to have God’s will done.

การอธิษฐานเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จ

1 Thessalonians 1 เธสะโลนิกา 5:17 17 pray without ceasing,

17 จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ

Has your prayer life been lacking lately?

คุณได้ขาดการอธิษฐานไม่นานมานี้หรือ

Prayerlessness can be a direct result of self-confidence.

การไม่ได้อธิษฐานอาจจะเป็นผลโดยตรงจากความเชื่อมั่นในตนเอง

Psalm เพลงสดุดี 37:5 5 Commit your way to the LORD; trust in him, and he will act.

5 จงมอบทางของท่านไว้กับพระเจ้า   วางใจในพระองค์  และพระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จ  

Matthew 26