Thursday, May 12, 2016

 

Matthew 26 Betrayal and Arrest of Jesus

มัทธิวบทที่ 26 การทรยศและการจับกุมพระเยซู

47  While He was still speaking, Judas came, one of the twelve, and with Him a great crowd with swords and clubs, from the chief priests and the elders of the people.

47  พระองค์ตรัสยังไม่ทันขาดคำ   ยูดาสคนหนึ่งในเหล่าสาวกสิบสองคนนั้นได้เข้ามา   และมีประชาชนเป็นอันมากถือดาบ   ถือไม้ตะบอง   มาจากพวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่แห่งประชาชน

48  Now the betrayer had given them a sign, saying, “The one I will kiss is the man; seize Him.”

48  ผู้ที่จะอายัดพระองค์นั้นได้ให้อาณัติสัญญาณแก่เขาว่า   “เราจะจุบคำนับผู้ใดก็เป็นผู้นั้นแหละ   จงจับกุมเขาไว้”  

49  And he came up to Jesus at once and said, “Greetings, Rabbi!” And he kissed Him.

49  ขณะนั้นยูดาสตรงมาหาพระเยซูทูลว่า   “สวัสดี พระอาจารย์”   แล้วจุบคำนับพระองค์

50  Jesus said to him, “Friend, do what you came to do.” Then they came up and laid hands on Jesus and seized Him.

50  พระเยซูได้ตรัสกับเขาว่า   “สหายเอ๋ย   มาที่นี่ทำไม”   คนเหล่านั้นก็เข้ามาจับพระเยซูและคุมไป

51  And behold, one of those who were with Jesus stretched out his hand and drew his sword and struck the servant of the high priest and cut off his ear.

51  ขณะนั้น   มีคนหนึ่งที่อยู่กับพระเยซูยื่นมือชักดาบออกฟันหูทาสคนหนึ่งของมหาปุโรหิตประจำการขาด

52  Then Jesus said to him, “Put your sword back into its place. For all who take the sword will perish by the sword.    

52  พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า   “จงเอาดาบของท่านใส่ฝักเสีย   ด้วยว่าบรรดาผู้ถือดาบจะต้องพินาศเพราะดาบ

53  Do you think that I cannot appeal to My Father, and He will at once send me more than twelve legions of angels?

53  ท่านคิดว่าเราจะขอพระบิดาของเราไม่ได้หรือ   และในครู่เดียวพระองค์จะประทานทูตสวรรค์แก่เรากว่าสิบสองกอง

54  But how then should the Scriptures be fulfilled, that it must be so?”

54  แต่ถ้าเช่นนั้นพระคัมภีร์ที่ว่า   จำจะต้องเป็นอย่างนี้   จะสำเร็จได้อย่างไร”

55  At that hour Jesus said to the crowds, “Have you come out as against a robber, with swords and clubs to capture me? Day after day I sat in the temple teaching, and you did not seize Me.

55  ขณะนั้น  พระเยซูได้ตรัสกับหมู่ชนว่า   “ท่านทั้งหลายเห็นเราเป็นโจรหรือ   จึงถือดาบถือตะบองออกมาจับเรา   เราได้นั่งสั่งสอนในบริเวณพระวิหารทุกวัน   ท่านก็หาได้จับเราไม่

56  But all this has taken place that the Scriptures of the prophets might be fulfilled.” Then all the disciples left him and fled.

56  แต่เหตุการณ์ที่ได้บังเกิดขึ้นครั้งนี้   เพื่อจะสำเร็จตามที่ผู้เผยพระวจนะได้เขียนไว้”   แล้วสาวกทั้งหมดก็ได้ละทิ้งพระองค์ไว้   และพากันหนีไป

Jesus was not afraid. 

พระเยซูไม่ทรงกลัวเลย

Jesus did not want His disciples to fight to defend Him. 

พระเยซูไม่ทรงต้องการให้เหล่าสาวกต่อสู้เพื่อปกป้องพระองค์

Jesus knew that this was the way He would soon die on the cross so that whoever would believe in Him, could have their sins forgiven and have eternal life.  

พระเยซูทรงทราบว่านี่เป็นทางนั้น  ไม่ช้าพระองค์ก็จะสิ้นพระชนม์บนกางเขน  เพื่อว่าใครก็ตามที่เชื่อในพระองค์   จะได้รับการอภัยบาปและมีชีวิตนิรันดร์

John ยอห์น18:4-6 4Then Jesus, knowing all that would happen to Him, came forward and said to them, “Whom do you seek?”

4พระเยซูทรงทราบทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์   พระองค์จึงเสด็จออกไปถามเขาว่า   “ท่านทั้งหลายมาหาใคร”

5They answered Him, “Jesus of Nazareth.” Jesus said to them, “I am He.” Judas, who betrayed Him, was standing with them.

5เขาทูลตอบพระองค์ว่า “มาหาเยซูชาวนาซาเร็ธ” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราคือผู้นั้นแหละ” ยูดาสผู้อายัดพระองค์ก็ยืนอยู่กับคนเหล่านั้น

6When Jesus said to them, “I am He,” they drew back and fell to the ground.

6เมื่อพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เราคือผู้นั้นแหละ” เขาทั้งหลายได้ถอยหลังและล้มลงที่ดิน

I love that verse.  When Jesus said, I am, they fell down powerless. 

ผมรักพระคัมภีร์ข้อนั้น   เมื่อพระเยซูตรัสว่า  เราคือผู้นั้นแหละ  เขาทั้งหลายได้ถอยหลังและล้มลงที่ดิน

Jesus was not only saying I am the one you are looking for to arrest, but identifying Himself as God, using the name God used for Himself in Exodus. 

พระเยซูไม่เพียงตรัสว่าเราเป็นบุคคลนั้นที่พวกท่านกำลังตามหาเพื่อที่จะจับกุม แต่ทรงระบุว่าพระองค์เองเป็นพระเจ้า    ใช้พระนามพระเจ้าสำหรับพระองค์เองในพระธรรมอพยพ

Exodus อพยพ 3:14 14God said to Moses, “I AM WHO I AM.” And He said, “Say this to the people of Israel, ‘IAM has sent me to you.’”

14พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” แล้วพระองค์ตรัสว่า “ไปบอกชนชาติอิสราเอลว่า 'พระองค์ผู้ทรงพระนามว่า เราเป็น ทรงใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้ง

หลาย'”

John ยอห์น 8:58 58Jesus said to them, “Truly, truly, I say to you, before Abraham was, I am.”

58พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   เราดำรงอยู่ก่อนอับราฮัมเกิด”

Revelation วิวรณ์ 1:7-8 7Behold, He is coming with the clouds, and every eye will see Him, even those who pierced Him, and all tribes of the earth will wail on account of Him. Even so. Amen.

7ดูเถิด พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ   และนัยน์ตาทุกดวง   และคนเหล่านั้นที่ได้แทงพระองค์จะเห็นพระองค์   และมนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะร่ำไห้เพราะพระองค์   จะเป็นไปอย่างนั้น   อาเมน  

8“I am the Alpha and the Omega,” says the Lord God, “who is and who was and who is to come, the Almighty.”

8 พระเจ้าผู้ทรงอยู่เดี๋ยวนี้ ผู้ได้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อน   ผู้จะเสด็จมานั้น   และผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ได้ตรัสว่า “เราเป็นอัลฟา และโอเมกา”

John ยอห์น18:7-137So He asked them again, “Whom do you seek?” And they said, “Jesus of Nazareth.”

7พระองค์ตรัสถามเขาอีกว่า “ท่านมาหาใคร” เขาทูลตอบว่า “มาหาเยซู   ชาวนาซาเร็ธ”

8Jesus answered, “I told you that I am He. So, if you seek Me, let these men go.”

8พระเยซูตรัสตอบว่า “เราบอกท่านแล้วว่า   เราคือผู้นั้น   ถ้าท่านแสวงหาเรา   ก็จงปล่อยคนเหล่านี้ไปเถิด”

9This was to fulfill the word that He had spoken: “Of those whom you gave Me I have lost not one.”

9ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นจริงตามพระดำรัสซึ่งพระองค์ตรัสว่า   “คนเหล่านั้นซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์   ไม่ได้เสียไปสักคนเดียว”

10Then Simon Peter, having a sword, drew it and struck the high priest's servant and cut off his right ear. (The servant's name was Malchus.)

10ซีโมนเปโตรมีดาบจึงชักออก   ฟันทาสคนหนึ่งของมหาปุโรหิตผู้ประจำการถูกหูข้างขวาขาดไป ทาสคนนั้นชื่อมัลคัส

11So Jesus said to Peter, “Put your sword into its sheath; shall I not drink the cup that the Father has given Me?”

11พระเยซูตรัสกับเปโตรว่า   “จงเอาดาบใส่ฝักเสีย   เราจะไม่ดื่มถ้วย   ซึ่งพระบิดาของข้าพเจ้าประทานแก่เราหรือ”

12So the band of soldiers and their captain and the officers of the Jews arrested Jesus and bound Him.

12 พวกพลทหารกับนายทหารและเจ้าหน้าที่ของพวกยิว   จึงจับพระเยซูมัดไว้

13First they led him to Annas, for he was the father-in-law of Caiaphas, who was high priest that year.

13แล้วพาพระองค์ไปหาอันนาสก่อน   เพราะอันนาสเป็นพ่อตาของคายาฟาสผู้ซึ่งเป็นมหาปุโรหิตประจำการในปีนั้น

Jesus Before Caiaphas

พระเยซูต่อหน้าคายาฟาส

57  Then those who had seized Jesus led him to Caiaphas the high priest, where the scribes and the elders had gathered.

57   ผู้ที่จับพระเยซูได้พาพระองค์ไปถึงบ้านคายาฟาส  มหาปุโรหิตประจำการ   ที่พวกธรรมาจารย์และพวกผู้ใหญ่ได้ประชุมกันอยู่ที่นั่น

58  And Peter was following Him at a distance, as far as the courtyard of the high priest, and going inside he sat with the guards to see the end.

58  แต่เปโตรได้ติดตามพระองค์ไปห่างๆ   จนถึงลานบ้านของท่านมหาปุโรหิต   แล้วเข้าไปนั่งข้างในลานบ้านกับคนใช้ของท่านมหาปุโรหิต   จะคอยดูว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร

59  Now the chief priests and the whole Council were seeking false testimony against Jesus that they might put him to death,

59  พวกมหาปุโรหิตกับบรรดาสมาชิกสภา   จึงหาพยานเท็จมาเบิกปรักปรำพระเยซู   เพื่อจะประหารพระองค์เสีย

60  but they found none, though many false witnesses came forward. At last two came forward

60  แต่ถึงแม้มีพยานเท็จหลายคนมาให้การก็หาหลักฐานไม่ได้   ในที่สุดมีสองคนมาให้การ

61  and said, “This man said, ‘I am able to destroy the temple of God, and to rebuild it in three days.’”

61  ว่า  “คนนี้ได้ว่าเขาสามารถจะทำลายพระวิหารของพระเจ้า   และจะสร้างขึ้นใหม่ในสามวัน”

62  And the high priest stood up and said, “Have you no answer to make? What is it that these men testify against you?”

62  มหาปุโรหิตประจำการจึงลุกขึ้นถามพระองค์ว่า   “ท่านจะไม่แก้ตัวในข้อหาที่พยานเขาตั้งมานี้หรือ”

63  But Jesus remained silent. And the high priest said to him, “I adjure you by the living God, tell us if you are the Christ, the Son of God.”

63  แต่พระเยซูทรงนิ่งอยู่   ท่านมหาปุโรหิตจึงว่า   “ ข้าพเจ้าให้ท่านสาบานโดยอ้างพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่   ให้บอกข้าพเจ้าว่าท่านเป็นพระคริสต์   พระบุตรของพระเจ้าหรือไม่”

64  Jesus said to him, “You have said so. But I tell you, from now on you will see the Son of Man seated at the right hand of Power and coming on the clouds of heaven.”

64  พระเยซูตรัสตอบว่า   “ท่านว่าถูกแล้ว   และยิ่งกว่านั้นอีก   เราบอกท่านทั้งหลายว่า   ในเวลาเบื้องหน้านั้น   ท่านทั้งหลายจะได้เห็นบุตรมนุษย์นั่งข้างขวาของผู้ทรงฤทธานุภาพ   และเสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์”

65  Then the high priest tore his robes and said, “He has uttered blasphemy. What further witnesses do we need? You have now heard his blasphemy.

65  ขณะนั้นท่านมหาปุโรหิตจึงฉีกเสื้อของตน   แล้วว่า   “เขาพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าแล้ว    เราต้องการพยานอะไรอีกเล่า   ท่านทั้งหลายก็ได้ยินเขาพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าแล้ว

66  What is your judgment?” They answered, “He deserves death.”

66  ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร”   คนทั้งปวงก็ตอบว่า   “ควรปรับโทษถึงตาย”

67  Then they spit in his face and struck him. And some slapped him,

67  แล้วเขาถ่มน้ำลายรดพระพักตร์และตีพระองค์   และบางคนเอามือตบพระองค์

68  saying, “Prophesy to us, you Christ! Who is it that struck you?”

68  แล้วว่า   “เจ้าพระคริสต์   จงเผยให้ข้าพเจ้ารู้ว่าใครตบเจ้า”

Peter Denies Jesus

เปโตรปฏิเสธพระเยซู

Remember, Jesus told Peter, before the rooster crows, you will deny Me three times. 

จำได้นะ  พระเยซูตรัสกับเปโตรว่า  ก่อนไก่ขันท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง

69  Now Peter was sitting outside in the courtyard. And a servant girl came up to him and said, “You also were with Jesus the Galilean.”

69   ฝ่ายเปโตรนั่งอยู่นอกตึกที่ลานบ้าน   มีสาวใช้คนหนึ่งมาพูดกับเขาว่า   “แกได้อยู่กับเยซูชาวกาลิลีด้วยเหมือนกัน”

70  But he denied it before them all, saying, “I do not know what you mean.”

70  แต่เปโตรได้ปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งปวงว่า   “ที่เจ้าว่านั้นข้าไม่รู้เรื่อง”

71  And when he went out to the entrance, another servant girl saw him, and she said to the bystanders, “This man was with Jesus of Nazareth.”

71  เมื่อเปโตรได้ออกไปที่ประตูบ้าน   สาวใช้อีกคนหนึ่งแลเห็น  จึงบอกคนทั้งปวงที่อยู่ที่นั่นว่า   “คนนี้ได้อยู่กับเยซูชาวนาซาเร็ธด้วย”

72  And again he denied it with an oath: “I do not know the man.”

72  เปโตรจึงปฏิเสธอีกทั้งสาบานว่า   “ข้าไม่รู้จักคนนั้น”

73  After a little while the bystanders came up and said to Peter, “Certainly you too are one of them, for your accent betrays you.”

73  อีกสักครู่หนึ่งคนทั้งหลายที่ยืนอยู่ใกล้ๆนั้นก็มาว่าแก่เปโตรว่า   “เจ้าเป็นคนหนึ่งในพวกนั้นแน่แล้ว   ด้วยว่าสำเนียงของเจ้าส่อตัวเอง”

74  Then he began to invoke a curse on himself and to swear, “I do not know the man.” And immediately the rooster crowed.

74  เปโตรก็สบถสาบานใหญ่ว่า   “ข้าไม่รู้จักคนนั้น”   ในทันใดนั้นไก่ก็ขัน

75  And Peter remembered the saying of Jesus, “Before the rooster crows, you will deny me three times.” And he went out and wept bitterly.

75  เปโตรจึงระลึกถึงคำที่พระเยซูตรัสไว้ว่า   “ก่อนไก่ขันเจ้าจะปฏิเสธเราสามครั้ง”   แล้วเปโตรก็ออกไปข้างนอกร้องไห้เป็นทุกข์ยิ่งนัก

I think we should not doubt Peter's sincerity, nor should we doubt his devotion.

ผมคิดว่าเราไม่ควรสงสัยความจริงใจของเปโตร   และเราไม่ควรจะสงสัยความศรัทธาที่เขาถวายตัว

I believe that Peter was absolutely sincere when he declared before that he would go with Jesus all the way, that others might flee but not him.

ผมเชื่อว่าเปโตรจริงใจอย่างยิ่งเมื่อเขาประกาศก่อนหน้านั้นว่า  เขาจะไปกับพระเยซูตลอดทาง    ซึ่งคนอื่น ๆ อาจหลบหนีไป แต่ไม่ใช่เขา

I believe at that moment Peter believed what he was saying to be absolutely true.

ผมเชื่อว่าในขณะนั้นเปโตรเชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงอย่างแน่นอน

I believe that Peter felt that he would actually lay down his life for Jesus. "I would die with you. I would never deny you."

ผมเชื่อว่าเปโตรรู้สึกว่า แล้วเขาจะสละชีวิตของเขาจริงๆ เพื่อพระเยซู " ข้าพเจ้าจะตายกับพระองค์  ข้าพเจ้าจะไม่ปฏิเสธพระองค์"

But in the flesh he didn’t have the strength to keep his promise.

แต่ฝ่ายเนื้อหนัง  เขาไม่ได้มีกำลังเข้มแข็งพอที่จะรักษาสัญญาของเขา

Jesus later on will say to Peter, "Peter your spirit indeed is willing"; that's right, your spirit is right, there is no problem there, but your flesh is weak.

พระเยซูในภายหลังตรัสกับเปโตรว่า  " เปโตร แท้จริงจิตวิญญาณของท่านเต็มใจ" ; นั่นถูกต้องแล้ว   จิตวิญญาณของท่านทำถูก  ไม่มีปัญหาตรงนั้น แต่เนื้อหนังของท่านอ่อนแอ

This is a common problem that we all have.  

นี้เป็นปัญหาธรรมดาที่เราทุกคนพบเสมอ

It isn't a problem of my will, or my love, or my devotion.  

มันไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดจากความประสงค์ของผม  หรือความรักของผม  หรือความจงรักภักดีของผม

It isn't a problem of my sincerity, or of my desire.

มันไม่ได้เป็นปัญหาความจริงใจของผม   หรือของความปรารถนาของผม

The problem is the weakness of my flesh, I cannot be self confident.  

ปัญหาคือความอ่อนแอฝ่ายเนื้อหนังของผม    ที่ผมไม่สามารถเชื่อมั่นในตัวเอง

That's where the problem lies.

นั่นคือปัญหาที่เป็นอยู่

I love the Lord. I want to serve the Lord with everything I have.

ผมรักพระเจ้า  ผมต้องการที่จะรับใช้พระเจ้าด้วยทุกสิ่งที่ผมมี

My problem is that I am living in a body of flesh, and it is weak.

ปัญหาของผมคือ  ผมมีชีวิตในกายฝ่ายเนื้อหนังและมันอ่อนแอ

It is important that I know that my flesh is weak, so that I do not trust in it.

สำคัญที่ผมรู้ว่าเนื้อหนังของผมอ่อนแอ  เพื่อว่าผมจะไม่ไว้วางใจในมัน

And this is what Peter was needing to learn.

และนี่คือสิ่งที่เปโตรจำเป็นต้องเรียนรู้

Jesus knew it all the time.

พระเยซูทรงทราบเรื่องนี้ตลอดเวลา

The Bible says, "He knows our frame, He knows we're but dust."

พระคัมภีร์กล่าวว่า " ทรงรู้โครงสร้างของเรา   ทรงรู้ว่าเราเป็นแต่ผงคลี"

I don't know my frame.

ผมไม่รู้จักโครงสร้างของผม

I am often prone to think that I am stronger than I really am.

บ่อยครั้งผมมีแนวโน้มที่คิดว่าผมแข็งแรงกว่าที่ผมเป็นจริงๆ

Why is it that I think I really am more capable than I really am?

ทำไมผมจึงคิดว่าจริงๆ แล้วผมมีความสามารถมากขึ้นกว่าที่ผมมีจริงๆ

And because of my feelings of ability, the confidence that I sometimes have in my ability, God must reveal to me the weakness of my own flesh in order that I will learn not to rely upon myself, but to rely completely on Him.

และเพราะมีความรู้สึกว่าผมมีความสามารถ  ความเชื่อมั่นที่ว่าบางครั้งที่ผมมีความ

สามารถ พระเจ้าต้องทรงเปิดเผยให้ผมเห็นความอ่อนแอฝ่ายเนื้อหนังของผมเอง   เพื่อว่าผมจะได้เรียนรู้ที่จะไม่พึ่งตัวเอง  แต่จะพึ่งพระองค์ทั้งสิ้น

How my heart goes out to Peter, because I can identify with Peter.

ผมเข้าใจสภาพจิตใจของเปโตร  เพราะผมสามารถอธิบายเรื่องเปโตรได้

For I have been in the same place, where I have done that which I swore I would not do.

เพราะผมเคยอยู่ในสภาพเดียวกัน   ที่ผมได้กระทำสิ่งนั้นซึ่งผมได้สาบานว่าผมจะไม่ทำ

That which I promised God I would never do. I have failed.

สิ่งที่ผมได้สัญญากับพระเจ้าว่าผมจะไม่ทำ  ผมก็พลาดที่ได้ทำไป

My flesh has failed.

เนื้อหนังของผมอ่อนแอล้มลง

I also am guilty of denying the Lord by actions, by deeds, denying the Lordship of Jesus Christ. 

ผมยังทำผิดในการปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยการประพฤติ  โดยการกระทำ  ที่ปฏิเสธไม่ให้พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้นำทาง

The comforting thing to me is the fact that Peter was restored.

สิ่งที่ปลอบโยนผมคือความจริงที่ว่า    เปโตรได้รับการฟื้นคืนกลับสภาพดี

Not only restored, but God used him mightily.

ไม่เพียงแต่เขาได้คืนกลับสภาพดี  แต่พระเจ้าทรงใช้เขาอย่างมาก

Though Peter had many flaws, though he was impulsive, though he would swing easily with the sword, though there were many times when he was rebuked, and though he was even guilty of failing under the pressure in the crisis, yet the Lord took Peter and used him in such a great way, as an instrument in the development of the church.

แม้ว่าเปโตรมีข้อบกพร่องหลายอย่าง  แม้ว่าเขาจะหุนหันพลันแล่น  แม้ว่าเขาจะชอบแกว่งดาบ   แม้ว่าจะมีหลายครั้งที่เขาถูกตำหนิ   และแม้ว่าเขาจะทำผิดที่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันในช่วงวิกฤต   แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับเปโตร และใช้เขาในงานสำคัญๆเป็นเครื่องมือในการช่วยพัฒนาคริสตจักร

That encourages me, because I know that God can use men like Peter, and so He can use men like me.

สิ่งนี้หนุนใจผม  เพราะผมรู้ว่าพระเจ้าทรงสามารถใช้คนแบบเปโตร    และดังนั้นพระองค์ก็ทรงสามารถใช้คนอย่างผม

But it is first of all necessary that God prepare that man that He uses.

แต่สิ่งครั้งแรกที่สำคัญคือ   พระเจ้าทรงเตรียมคนที่พระองค์จะทรงใช้

“For you are His workmanship, created together in Christ Jesus unto the good works that God has before ordained that you should walk in them.”  

"สำหรับคุณเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ร่วมกันสร้างในพระเยซูคริสต์ในผลงานที่ดีที่พระเจ้าได้บวชก่อนที่คุณควรเดินในพวกเขา"

God is working in our lives to take away our confidence in our flesh, to bring us to the awareness of our need of relying totally upon Jesus Christ.

พระเจ้าทรงทำพระราชกิจในชีวิตของเรา    ที่จะไม่ให้เราวางใจในเนื้อหนังของเรา เพื่อทรงนำเราไปตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาพระเยซู คริสต์โดยสิ้นเชิง

So that as God begins to do the work in and through our lives we will not be taking the credit, or the glory for the work that God has done.

เพื่อว่าเมื่อพระเจ้าทรงเริ่มต้นกระทำกิจในเราและโดยทางชีวิตของเรา    เราจะไม่รับพระเกียรติ หรือสง่าราศีไว้สำหรับตัวเอง  ในพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงทำ

But recognizing that my flesh is weak, and in and of myself I can do nothing, as God works through me, I can only praise God, and magnify the Lord, who uses imperfect instruments to do His work as He anoints them with the power of His Holy Spirit.

แต่จำไว้ว่าเนื้อหนังของเราอ่อนแอ   และภายในตัวและของตัวเอง   ผมทำอะไรไม่ได้เลย  ตามที่พระ เจ้าทรงทำกิจผ่านทางผม    ผมเท่านั้นที่สามารถสรรเสริญพระเจ้า   และยกย่องสรรเสริญพระ เจ้าที่ทรงใช้เครื่องมือที่ไม่สมบูรณ์เพื่อพระราชกิจของพระองค์   เมื่อทรงเจิมพวกเขาด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์

God wants to work in each of us.

พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะทำกิจในเราแต่ละคน

God has given to each of us a talent.

พระเจ้าประทานตะลันต์ให้แก่เราแต่ละคน

It is important what we do with that talent.

จึงสำคัญว่าเราจะทำอย่างไรกับความสามารถที่ที่ได้มานั้น

It is very important that we do not bury it, but that we use it for His glory; that we increase that which God has entrusted to us, and give it back to Him with the increase.

มันสำคัญมากที่เราไม่ได้ฝังมันไว้    แต่ที่เราจะใช้มันเพื่อพระเกียรติของพระองค์   ที่เราเพิ่มพูนสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมายให้เรา     และให้มันเพิ่มพูนทวีกลับคืนมายังพระองค์


 

Matthew 26 part 2