Sunday, May 1, 2016

 

Matthew 20 Called to be Servants

มัทธิวบทที่ 20 ทรงเรียกให้เป็นผู้รับใช้

Some of the people I visited in the hospital as a chaplain, were in the last phase of their lives. 

ตอนที่ผมเข้าเยี่ยมในโรงพยาบาลเมื่อผมเป็นอนุศาสกโรงพยาบาล   บางคนได้ตกอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของชีวิตแล้ว

They were elderly, or injured or ill and death was coming for them soon. 

พวกเขาอายุมากแล้ว   หรือได้รับบาดเจ็บ  หรือเจ็บป่วยและความตายกำลังจะถึงพวกเขาในเร็ว ๆ นี้

Some of them were not believers and yet at this time in their life they were open to hear the gospel. 

บางคนไม่ใช่ผู้เชื่อ  แต่กระนั้นในเวลานี้พวกเขาใช้ชีวิตที่เปิดใจฟังพระกิตติคุณ

But some of them would tell me, “no chaplain, I can’t believe now, it wouldn’t be fair”  they would say, “others have lived their life for Jesus, but I haven’t and now it is too late.”

แต่พวกเขาบางคนจะบอกผมว่า "ไม่นะ อาจารย์ ฉันไม่สามารถรับเชื่อตอนนี้  มันจะไม่เป็นธรรม" พวกเขาจะพูดว่า "คนอื่นๆ ได้ใช้ชีวิตของเขาเพื่อพระเยซู แต่ฉันไม่ได้และตอนนี้มันจะสายเกินไป”

I would tell them, that as long as they have breath it is not too late to believe, and those who have believed a long time already will not complain, but instead rejoice that you are now believing.  

ผมก็จะบอกพวกเขาว่า  ตราบใดที่เขายังมีลมหายใจ  มันยังไม่สายเกินไปที่จะเชื่อ  และบรรดาผู้ที่เชื่อมานานแล้วจะไม่บ่นว่า  แต่ชื่นชมยินดีที่ตอนนี้คุณกำลังจะเชื่อ

I would then share this passage with them. 

จากนั้นผมจะแบ่งปันข้อพระธรรมตอนนี้กับพวกเขา

God wants to give eternal life to anyone who will believe in Him, who is willing to be a laborer, to be a servant. 

พระเจ้าทรงต้องการประทานชีวิตนิรันดร์แก่ทุกคน  ผู้ที่จะรับเชื่อในพระองค์   คือผู้ที่ยินดีที่จะเป็นคนงาน  เป็นผู้รับใช้

1 “For the kingdom of heaven is like a master of a house who went out early in the morning to hire laborers for his vineyard.

1 “ด้วยแผ่นดินสวรรค์อุปมา  เหมือนเจ้าของสวนคนหนึ่ง  ออกไปจ้างคนทำงานในสวนองุ่นของตนแต่เวลาเช้าตรู่

2 After agreeing with the laborers for a denarius a day, he sent them into his vineyard.

2 ครั้นตกลงกับลูกจ้างวันละเดนาริอันแล้ว   จึงใช้ให้ไปทำงานในสวนองุ่น

3 And going out about the third hour he saw others standing idle in the marketplace,

3 พอเวลาประมาณสามโมงเช้า   เจ้าของสวนก็ออกไปอีก   เห็นคนอื่นยืนอยู่เปล่าๆกลางตลาด

4 and to them he said, ‘You go into the vineyard too, and whatever is right I will give you.’

4 จึงพูดกับเขาว่า   'ท่านทั้งหลายจงไปทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิด   เราจะให้ค่าจ้างแก่พวกท่านตามสมควร'   แล้วเขาก็พากันไป

5 So they went. Going out again about the sixth hour and the ninth hour, he did the same.

5 พอเวลาเที่ยงวัน   และเวลาบ่ายสามโมง   เจ้าของสวนก็ออกไปอีก   ทำเหมือนก่อน

6 And about the eleventh hour he went out and found others standing. And he said to them, ‘Why do you stand here idle all day?’

6 ประมาณบ่ายห้าโมงก็ออกไปอีกครั้งหนึ่ง   พบอีกพวกหนึ่งยืนอยู่   จึงพูดกับเขาว่า   'พวกท่านยืนอยู่ที่นี่เปล่าๆวันยังค่ำทำไม'

7 They said to him, ‘Because no one has hired us.’ He said to them, ‘You go into the vineyard too.’

7 เขาตอบว่า   'เพราะไม่มีใครจ้างพวกข้าพเจ้า'   เจ้าของสวนบอกว่า   'ท่านทั้งหลาย   จงไปทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิด'

8 And when evening came, the owner of the vineyard said to his foreman, ‘Call the laborers and pay them their wages, beginning with the last, up to the fir

8 ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ   เจ้าของสวนจึงสั่งเจ้าพนักงานว่า   'จงเรียกคนทำงานมา   และให้ค่าจ้างแก่เขา   ตั้งแต่คนมาทำงานสุดท้าย   จนถึงคนที่มาแรก'

9 And when those hired about the eleventh hour came, each of them received a denarius.

9 คนที่มาทำงานเวลาประมาณบ่ายห้าโมงนั้น   ได้ค่าจ้างคนละหนึ่งเดนาริอัน

10 Now when those hired first came, they thought they would receive more, but each of them also received a denarius.

10 ส่วนคนที่มาแรกนึกว่าเขาคงจะได้มากกว่านั้น   แต่ก็ได้คนละหนึ่งเดนาริอันเหมือนกัน

11 And on receiving it they grumbled at the master of the house,

11 เมื่อเขารับเงินไปแล้วก็บ่นต่อว่าเจ้าของสวน

12 saying, ‘These last worked only one hour, and you have made them equal to us who have borne the burden of the day and the scorching heat.’

12 ว่า   'พวกที่มาสุดท้ายได้ทำงานชั่วโมงเดียว   และท่านได้ให้ค่าจ้างแก่เขาเท่ากันกับพวกเราที่ทำงานตรากตรำกลางแดดตลอดวัน'

13 But he replied to one of them, ‘Friend, I am doing you no wrong. Did you not agree with me for a denarius?

13 ฝ่ายเจ้าของสวนก็ตอบแก่คนหนึ่งในพวกนั้นว่า   'สหายเอ๋ย   เรามิได้โกงท่านเลย   ท่านได้ตกลงกันแล้ววันละหนึ่งเดนาริอัน   มิใช่หรือ

14 Take what belongs to you and go. I choose to give to this last worker as I give to you.

14 รับค่าจ้างของท่านไปเถิด   เราพอใจจะให้คนที่มาทำงานหลังที่สุดนั้นเท่ากันกับท่าน

15 Am I not allowed to do what I choose with what belongs to me? Or do you begrudge my generosity?’

15 เราจะใช้เงินทองของเราตามใจของเราเองไม่ได้หรือ   ทำไมท่านอิจฉาเมื่อเห็นเราใจดี'

16 So the last will be first, and the first last.”

16 อย่างนั้นแหละ   คนที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น   และคนที่เป็นคนต้นจะกลับเป็นคนสุดท้าย”

So the land owner hired people at 6:00 a.m., 9:00 a.m., 12:00 p.m., 3:00 p.m. and 5:00 p.m.  and quitting time was 6:00 p.m. 

ดังนั้นเจ้าของที่ดินได้จ้างคนทำงานเวลา 6:00 น. 09:00 น. 12:00 น. 15:00 น. และ 17:00 น. และเลิกงานในเวลา 18:00 น.

Those hired earlier in the day thought that they would be paid more, but each was paid the same. 

ผู้ที่ถูกว่าจ้างให้ทำงานเช้ากว่าคนอื่นๆวันนั้น   จะคิดว่าพวกเขาน่าจะได้รับเงินมากกว่าแต่ว่าทุกคนได้รับค่าจ้างเท่ากัน

There are those who believe in Jesus just before they die. 

มีบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเยซูก่อนที่พวกเขาจะตาย

They miss out on living their whole life with Jesus but they do still have eternal life.

พวกเขาพลาดโอกาสในการใช้ชีวิตอยู่กับพระเยซูตลอด แต่พวกเขาก็ยังได้รับชีวิตนิรันดร์

Jesus is all knowing, He knows what is going to happen to Him soon in Jerusalem and wants to prepare His disciples. 

พระเยซูทรงรอบรู้ทุกอย่าง   ทรงรู้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นกับพระองค์ในเร็ว ๆ นี้ในกรุงเยรูซาเล็ม   และทรงต้องการที่จะเตรียมเหล่าสาวกของพระองค์ไว้พร้อม

17 And as Jesus was going up to Jerusalem, He took the twelve disciples aside, and on the way He said,

17 เมื่อพระเยซูจะเสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม   ก็พาเหล่าสาวกสิบสองคนไปแต่ลำพัง   และตรัสกับเขาตามทางว่า

18 “See, we are going up to Jerusalem. And the Son of Man will be delivered over to the chief priests and scribes, and they will condemn him to death

18 “เราทั้งหลายจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม   และเขาจะมอบบุตรมนุษย์ไว้กับพวกมหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์   และเขาเหล่านั้นจะปรับโทษท่านถึงตาย

19 and deliver Him over to the Gentiles to be mocked and flogged and crucified, and He will be raised on the third day.”

19 และจะมอบท่านไว้กับคนต่างชาติให้เยาะเย้ยเฆี่ยนตี   และให้ตรึงไว้ที่กางเขน   และวันที่สาม   ท่านจึงจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่”

Jesus gave details of what would happen. He knows that He soon is going to be betrayed, arrested, mocked, scourged, and crucified. 

พระเยซูทรงได้เล่ารายละเอียดของสิ่งที่จะเกิดขึ้น ทรงรู้ดีว่าในเร็ว ๆ นี้ จะทรงถูกทรยศ  หักหลัง  ถูกจับกุม  ถูกเยาะเย้ย  ถูกโบยตีและถูกตรึงกางเขน

To be scourged means to be whipped with a whip that has metal and glass in the leather designed to tear the skin and make the prisoner admit his crimes. 

การถูกโบยตีหมายถึงการถูกโบยด้วยแส้ที่มีเศษโลหะและเศษแก้วติดในแส้หนังที่ออกแบบมาเพื่อครูดผิวหนังให้ฉีกขาด  และทำให้นักโทษยอมรับสารภาพว่าเขาก่ออาชญากรรม

Jesus had no crimes to confess. 

พระเยซูไม่ได้ทรงก่ออาชญากรรมที่จะต้องทรงสารภาพ

So He was silent before His accusers. 

ดังนั้นทรงนิ่งเงียบต่อหน้าพวกโจทก์ที่กล่าวหาพระองค์

Isaiah อิสยาห์ 53:5-7 5 But he was wounded for our transgressions; he was crushed for our iniquities; upon him was the chastisement that brought us peace, and with his stripes we are healed.

5 แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย  ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา   การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้นตกแก่ท่าน  ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี  

6 All we like sheep have gone astray; we have turned everyone to his own way; and the LORD has laid on him the iniquity of us all.

6 เราทุกคนได้เจิ่นไปเหมือนแกะ  เราทุกคนต่างได้หันไปตามทางของตนเอง  และพระเจ้าทรงวางลงบนท่าน  ซึ่งความบาปผิดของเราทุกคน  

7 He was oppressed, and he was afflicted, yet he opened not his mouth; like a lamb that is led to the slaughter, and like a sheep that before its shearers is silent, so he opened not his mouth.

7 ท่านถูกบีบบังคับและท่านถูกข่มใจ  ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ปริปาก  เหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า  และเหมือนแกะที่เป็นใบ้อยู่หน้าผู้ตัดขนของมันฉันใด  ท่านก็ไม่ปริปากของท่านเลยฉันนั้น  

Some disciples wanted to be the big bosses but Jesus wants us to be servants.

สาวกบางคนอยากจะเป็นเจ้านายใหญ่โต แต่พระเยซูทรงต้องการให้เราเป็นผู้รับใช้

20 Then the mother of the sons of Zebedee came up to Him with her sons, and kneeling before Him she asked Him for something

20 ขณะนั้นมารดาของบุตรแห่งเศเบดี  พาบุตรทั้งสองมาเฝ้าพระองค์กราบไหว้ทูลขอสิ่งหนึ่งจากพระองค์

21 And He said to her, “What do you want?” She said to Him, “Say that these two sons of mine are to sit, one at your right hand and one at your left, in your kingdom.”

21 พระองค์จึงทรงถามนางนั้นว่า  “ท่านปรารถนาอะไร”  นางทูลว่า  “ขอพระองค์รับสั่งตั้งให้บุตรของข้าพระองค์สองคนนี้  นั่งในราชอาณาจักรของพระองค์เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง   เบื้องซ้ายคนหนึ่ง”

22 Jesus answered, “You do not know what you are asking. Are you able to drink the cup that I am to drink?” They said to him, “We are able.”

22 แต่พระเยซูตรัสตอบว่า  “ที่ท่านทั้งสองขอนั้นท่านไม่เข้าใจ  ถ้วยซึ่งเราจะดื่มนั้นท่านจะดื่มได้หรือ”  เขาทูลว่า  “ได้พระเจ้าข้า”

23 He said to them, “You will drink my cup, but to sit at my right hand and at my left is not mine to grant, but it is for those for whom it has been prepared by my Father.”

23 พระองค์ตรัสกับเขาว่า  “ท่านทั้งหลายจะดื่มถ้วยของเราเป็นแน่  แต่ซึ่งจะนั่งข้างขวาและข้างซ้ายของเรานั้น  ไม่ใช่พนักงานของเราที่จะจัดให้  แต่พระบิดาของเราได้ทรงเตรียมไว้สำหรับผู้ใดก็จะให้แก่ผู้นั้น”

So these two men, James and John were asking for a position of authority and respect, to be seated on the right and the left of the Lord Jesus. 

ดังนั้นสาวกสองคนนี้  คือยากอบและยอห์นกำลังทูลขอตำแหน่งที่มีสิทธิอำนาจและความเคารพนับถือ  เพื่อที่จะได้นั่งอยู่ด้านขวาและด้านซ้ายของพระเยซูเจ้า

Jesus asks them if they are willing to drink his cup, meaning to share in His suffering and death. 

พระเยซูตรัสถามพวกเขาว่า  พวกเขายินดีที่จะดื่มจากถ้วยของพระองค์ไหม หมายถึงการมีส่วนร่วมในความทุกข์ทรมานและความตายของพระองค์

They say they are ready.

พวกเขากล่าวว่าพวกเขาพร้อมเสมอ

We read in the book of Acts that Herod stretched forth his hands against the church and had James beheaded. That's one of the two. 

เราได้อ่านในพระธรรมกิจการ   ที่เฮโรดได้ยื่นมือออกมาต่อต้านคริสตจักร  และสั่งให้ตัดศีรษะของยากอบ  นั่นเป็นหนึ่งในสองคนที่ถูกตัดหัว

The proper attitude for these two, is not one of power over others but instead is to be a humble servant.

ทัศนคติที่ถูกต้องสำหรับสองคนนี้   ไม่ใช่เป็นคนที่ใช้พลังอำนาจเหนือคนอื่น ๆ แต่จะต้องเป็นผู้รับใช้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน

Philippians ฟีลิปปี 2:3-8 3 Do nothing from rivalry or conceit, but in humility count others more significant than yourselves.

3 อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี  แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว

4 Let each of you look not only to his own interests, but also to the interests of others.

4 อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว  แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย

5 Have this mind among yourselves, which is yours in Christ Jesus,

5 ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์

6 who, though he was in the form of God, did not count equality with God a thing to be grasped,

6 ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า   แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้น  เป็นสิ่งที่จะ

ต้องยึดถือ

7 but made Himself nothing, taking the form of a servant, being born in the likeness of men.

7 แต่ได้กลับทรงสละ  และทรงรับสภาพทาส  ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์

8 And being found in human form, He humbled Himself by becoming obedient to the point of death, even death on a cross.

8 และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว   พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา   กระทั่งความมรณาที่กางเขน

24 And when the ten heard it, they were indignant at the two brothers.

24 เมื่อสาวกสิบคนนั้นได้ยินแล้ว   ก็มีความขุ่นเคืองพี่น้องสองคนนั้น

25 But Jesus called them to Him and said, “You know that the rulers of the Gentiles lord it over them, and their great ones exercise authority over them.

25 พระเยซูทรงเรียกเขาทั้งหลายมาตรัสว่า  “ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่าผู้ครองของคนต่างชาติ   ย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา  และผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ใช้อำนาจบังคับ

26 It shall not be so among you. But whoever would be great among you must be your servant,

26 แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่  ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน  ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย

27 and whoever would be first among you must be your slave,

27 ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นเอกเป็นต้น  ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสสมัครของพวกท่าน

28 even as the Son of Man came not to be served but to serve, and to give His life as a ransom for many.”

28 อย่างที่บุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ  แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา  และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก”

Are you seeking a special place of honor, or are you seeking to serve others?

คุณกำลังมองหาที่นั่งพิเศษแห่งเกียรติยศ   หรือคุณกำลังแสวงหาที่จะรับใช้คนอื่น ๆ

They're on the way to Jerusalem; they've come down the Jordan Valley. They've come to Jericho.

พวกเขากำลังเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม พวกเขาได้ลงมาตามหุบเขาจอร์แดน พวกเขาได้มาถึงเมืองเยรีโคแล้ว

29 And as they went out of Jericho, a great crowd followed

29  เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกออกไปจากเมืองเยรีโค   ฝูงชนเป็นอันมากก็ตามพระองค์ไป

30 And behold, there were two blind men sitting by the roadside, and when they heard that Jesus was passing by, they cried out, “Lord, have mercy on us, Son of David!”

30 และนี่แน่ะ  มีคนตาบอดสองคนนั่งอยู่ริมหนทาง  เมื่อได้ยินว่าพระเยซูเสด็จ  จึงร้องว่า  “พระองค์ผู้เป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า  ขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์เถิด”

31 The crowd rebuked them, telling them to be silent, but they cried out all the more, “Lord, have mercy on us, Son of David!”

31 ฝ่ายประชาชนก็ห้ามเขาให้นิ่งเสีย  แต่เขายิ่งร้องขึ้นอีกว่า  “พระองค์เจ้าข้า  พระองค์ผู้ทรงเป็นบุตรดาวิด  ขอทรงเมตตาข้าพระองค์เถิด”

32 And stopping, Jesus called them and said, “What do you want me to do for you?”

32 พระเยซูจึงหยุดประทับยืนอยู่   เรียกเขามาและตรัสว่า   “ท่านทั้งสองจะใคร่ให้เราทำอะไรเพื่อท่าน”

33 They said to him, “Lord, let our eyes be opened.”

33 เขาทูลว่า  “พระองค์เจ้าข้า  ขอให้นัยน์ตาของข้าพระองค์หายบอด”

34 And Jesus in pity touched their eyes, and immediately they recovered their sight and followed Him.

34 พระเยซูมีพระทัยสงสาร  ก็ทรงถูกต้องนัยน์ตาเขา   ในทันใดนั้นตาของเขาก็เห็นได้   และเขาทั้งสองได้ติดตามพระองค์ไป

The two blind men saw this as their one opportunity for a whole new life.

ชายตาบอดทั้งสองคนเห็นว่านี่เป็นโอกาสหนึ่งของพวกเขาที่จะมีชีวิตใหม่ทั้งหมด

And so they began to cry out to Jesus. They couldn't see Him.

ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มร้องตะโกนเรียกพระเยซู พวกเขาไม่สามารถมองเห็นพระองค์

They could probably tell the direction in the flow, the crowd, which direction He was, but they began to cry out to Jesus.

พวกเขาอาจพอจับทิศทางตามการเคลื่อนตัวของฝูงชน  ซึ่งเป็นทิศทางที่พระองค์ประทับ อยู่  เขาทั้งสองก็เริ่มร้องตะโกนเรียกพระเยซู

And the multitude around them said, "Shut up, hold your peace."

และฝูงชนมากมายรอบตัวพวกเขากล่าวว่า "หุบปากเจ้านิ่งเสีย จงอยู่ในความสงบ"

Trying to discourage them from seeking Jesus.

พยายามที่ทำให้พวกเขาท้อใจในการแสวงหาพระเยซู

But they were so desperate, they weren't discouraged, they even cried louder, "Jesus, thou son of David have mercy on us."

แต่พวกเขาหมดหวังมาก   แต่ก็ไม่ได้ท้อแท้ใจ   พวกเขายังร้องเรียกดังขึ้นอีก "พระเยซูเจ้าข้า  บุตรดาวิด  ขอทรงมีพระเมตตาต่อเรา."

And Jesus heard their cry and stood still. He said, "Call those fellows to me."

และพระเยซูทรงได้ยินเสียงร้องของพวกเขา  และทรงยืนนิ่ง   ทรงตรัสว่า "จงเรียกพวกคนเหล่านั้นมาหาเรา"

Jesus asked them, "What do you want?" They said, "Lord, if we could just see."

พระเยซูตรัสถามพวกเขา "พวกเจ้าต้องการอะไร?" พวกเขาทูลตอบว่า "พระเจ้าข้า ขอเพียงแต่ให้เราสามารถมองเห็นได้"

And He had compassion upon them, and healed them. And they joined the crowd following Him on up to Jerusalem.

และพระองค์ก็ทรงเมตตาสงสารพวกเขาและรักษาพวกเขาให้หาย  และพวกเขาเข้าร่วมฝูงชนตามพระองค์ขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มด้วย

Remember at this point the heart of Jesus is very heavy, because He knows that He soon is going to be betrayed, mocked, scourged, and crucified.

จำได้ว่า ณ จุดนี้พระเยซูทรงหนักพระทัยมาก  เพราะทรงรู้ดีว่าในเร็ว ๆ นี้กำลังจะทรงถูกทรยศ  ถูกเยาะเย้ย  ถูกโบยตีและถูกตรึงกางเขน

And yet He takes time still to minister to the needs of others. He was never too busy to minister to individual needs. 

แต่ พระองค์ยังทรงใช้เวลาในการเทศนาสั่งสอนตามความต้องการของคนอื่นได้  พระองค์ไม่มีวันยุ่งมากเกินไปจนเทศนาสั่งสอนตามที่พวกเขาแต่ละคนต้องการไม่ได้

We have to do the same, never be too busy where we can’t still serve people and meet their needs.

เราต้องทำเช่นเดียวกัน  ไม่มีวันที่จะยุ่งมากเกินไปจนเราไม่สามารถรับใช้ประชาชนและตอบสนองความต้องการของพวกเขา

God wants each of us to be servants.

พระเจ้าทรงต้องการให้เราแต่ละคนเป็นผู้รับใช้

What can you do to serve God? 

คุณสามารถทำอะไรได้เพื่อรับใช้พระเจ้า

What can you do to serve other people?

คุณสามารถทำอะไรที่จะรับใช้คนอื่น

Will you be a servant? 

คุณจะเป็นผู้รับใช้หรือไม่

Matthew 20