Tuesday, May 3, 2016

 

Matthew 21 The Triumphal Entry

มัทธิวบทที่ 21 การเสด็จเข้ากรุงอย่างมีชัย

The Triumphal Entry is what this passage is called, where Jesus comes riding into Jerusalem on a donkey and her colt to celebrate the Passover holiday with His disciples. 

การเสด็จเข้ากรุงอย่างมีชัย เป็นเรื่องที่กล่าวถึงในพระธรรมตอนนี้  ที่ซึ่งพระเยซูทรงประทับบนหลังลา  เสด็จเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม  เพื่อทรงเฉลิมฉลองวันหยุดเทศกาลปัสกากับเหล่าสาวกของพระองค์

This event took place one week before Jesus arose from the dead. 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนเวลาที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์หนึ่งสัปดาห์

It took place on Sunday and is often called Palm Sunday the week before Easter, because the people laid down palm branches in the path where Jesus rode. 

มันเกิดขึ้นในวันอาทิตย์และมักเรียกว่าวันปาล์มซันเดย์  สัปดาห์ก่อนวันอีสเตอร์เพราะประชาชนได้วางกิ่งใบปาล์มตลอดเส้นทางที่พระเยซูเสด็จทรงลาผ่านพวกเขาไป

Many people thought that Jesus would overthrow Rome and take Israel back to the glory days of David and Solomon.

หลายคนได้คิดว่าพระเยซูจะทรงมาโค่นล้มกรุงโรม   และนำอิสราเอลกลับไปสู่สมัยรุ่งเรืองสมัยของดาวิดและโซโลมอน

The mood would turn in a matter of days, Judas and the religious leaders were already plotting against Jesus.

เราจะกลับไปสู่บรรยากาศเกี่ยวกับวันต่างๆ   ยูดาสและผู้นำทางศาสนาวางกลอุบายหมายจัดการกับพระเยซู

1 Now when they drew near to Jerusalem and came to Bethphage, to the Mount of Olives, then Jesus sent two disciples,

1  ครั้นพระองค์กับพวกสาวกมาใกล้กรุงเยรูซาเล็ม   ถึงหมู่บ้านเบธฟายี   เชิงภูเขามะกอกเทศ   แล้วพระเยซูทรงใช้สาวกสองคน

2 saying to them, “Go into the village in front of you, and immediately you will find a donkey tied, and a colt with her. Untie them and bring them to me.

2 สั่งเขาว่า   “จงเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ตรงหน้าท่าน   ท่านจะพบแม่ลาตัวหนึ่งผูกอยู่กับลูกของมัน   จงแก้จูงมาให้เรา

3 If anyone says anything to you, you shall say, ‘The Lord needs them,’ and he will send them at once.”

3 ถ้ามีผู้ใดว่าอะไรแก่ท่าน   ท่านจงว่า   'พระองค์ต้องประสงค์'   แล้วเขาจะปล่อยให้มาทันที”

4 This took place to fulfill what was spoken by the prophet, saying,

4 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น   เพื่อจะให้เป็นไปตามพระวจนะที่ตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่า  

5 “Say to the daughter of Zion,‘Behold, your king is coming to you, humble, and mounted on a donkey, and on a colt, the foal of a beast of burden.”

5 จงบอกชาวศิโยนว่า   กษัตริย์ของท่านเสด็จมาหาท่าน   โดยพระทัยอ่อนสุภาพ   

ทรงลา  ทรงลูกลา  

Zechariah เศคาริยาห์9:9 9 Rejoice greatly, O daughter of Zion!  Shout aloud, O daughter of Jerusalem! Behold, your king is coming to you; righteous and having salvation is he, humble and mounted on a donkey, on a colt, the foal of a donkey

9 ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย  จงร่าเริงอย่างยิ่งเถิด โอ บุตรีแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย  จงโห่ร้อง  ดูเถิด

กษัตริย์ของเธอเสด็จมาหาเธอ   ทรงความยุติธรรมและความรอด  พระองค์ทรงอ่อนสุภาพและทรงลา   ทรงลูกลา  

6 The disciples went and did as Jesus had directed them.

6 สาวกทั้งสองคนนั้น  ก็ไปทำตามพระเยซูตรัสสั่ง

7 They brought the donkey and the colt and put on them their cloaks, and He sat on them.

7 จึงจูงแม่ลากับลูกของมันมา   และเอาเสื้อผ้าของตนปูบนหลัง   แล้วพระองค์ได้ทรงลานั้น

8 Most of the crowd spread their cloaks on the road, and others cut branches from the trees and spread them on the road.

8 ฝูงชนเป็นอันมาก   ได้เอาเสื้อผ้าของตนปูตามถนนหนทาง   บางคนก็ตัดกิ่งไม้มาปูตามถนน

9 And the crowds that went before Him and that followed Him were shouting, “Hosanna to the Son of David! Blessed is He who comes in the name of the Lord! Hosanna in the highest!”

9 ฝ่ายฝูงชนซึ่งเดินไปข้างหน้า   กับผู้ที่ตามมาข้างหลัง   ก็พร้อมกันโห่ร้องว่า   “โฮซันนา   แก่ราชโอรสของดาวิด   ขอให้ท่านผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ทรงพระเจริญโฮซันนาในที่สูงสุด”

Hosanna means save now, recognizing Jesus as the Messiah the promised Savior and worshipping Him as King. 

โฮซันนาหมายความว่ารอดตอนนี้  ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์   พระผู้ช่วยให้รอดตามพระสัญญา   และนมัสการพระองค์ผู้ทรงเป็นกษัตริย์

Psalm เพลงสดุดี118:24-26 24 This is the day that the LORD has made; let us rejoice and be glad in it.

24 นี่เป็นวันซึ่งพระเจ้า  ได้ทรงสร้าง    ให้เราเปรมปรีดิ์และยินดีในวันนั้น  

25 Save us, we pray, O LORD!  O LORD, we pray, give us success!

25 ข้าแต่พระเจ้า  ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดเถิด  ข้าแต่พระเจ้า  ขอประทานความ

สำเร็จแก่ข้าพระองค์ ทั้งหลายเถิด  

26 Blessed is he who comes in the name of the LORD!  We bless you from the house of the LORD.

26 ขอท่านผู้เข้ามาในพระนามของพระเจ้า  จงได้รับพระพร  ข้าพเจ้าทั้งหลายอวยพรท่านทั้งหลายจากพระนิเวศของพระเจ้า  

This is the time when Jesus showed Himself publicly as their King and the Jewish rulers, of course, rejected Him.

นี่คือเวลาเมื่อพระเยซูทรงสำแดงพระองค์ต่อสาธารณชนว่าทรงเป็นกษัตริย์   และแน่นอนพวกผู้ปกครองชาวยิวได้ปฏิเสธพระองค์

Jesus was no longer mixing among the people and teaching them. 

พระเยซูก็ไม่ได้ทรงประทับร่วมกับคนเหล่านั้นและสั่งสอนพวกเขาอีกต่อไป

Now He is fulfilling prophecy. 

ตอนนี้พระองค์ทรงกำลังทำให้คำทำนายสำเร็จสมบูรณ์

God had planned the exact timing when Jesus would die for us on the cross. 

พระเจ้าทรงวางแผนกำหนดเวลาที่แน่นอนไว้   เวลาที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์บนกางเขน

The Lamb of God had to give His life when the Passover lambs were being sacrificed. 

พระเมษโปดกของพระเจ้าทรงต้องสละพระชนม์ของพระองค์  เมื่อลูกแกะปัสกาถูกถวายเป็นเครื่องสักการบูชา

He had to go to the Cross to save you and me. 

พระองค์ทรงต้องไปที่กางเขนเพื่อช่วยให้คุณและฉันรอดได้

This was a brief moment of triumph before His death.

นี้เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แห่งชัยชนะที่สำเร็จก่อนพระองค์สิ้นพระชนม์

Here He rides in as a King, and those who are with Him recognize Him as a King.

ที่นี่พระองค์ทรงลาเข้ามาในฐานะกษัตริย์  และบรรดาผู้ที่อยู่กับพระองค์ต่างยอมรับว่าทรงเป็นกษัตริย์

It is their opportunity to accept Him or reject Him.  

มันเป็นโอกาสที่พวกเขาจะยอมรับพระองค์หรือปฏิเสธพระองค์

People today have the same choice to accept Him or reject Him.

ทุกวันนี้ผู้คนมีทางเลือกเหมือนกันคือ  ที่จะยอมรับหรือปฏิเสธพระองค์

This is the only time that Jesus permitted a public demonstration on His behalf, and He did so for at least two reasons.

นี่คือครั้งเดียวที่พระเยซูทรงยอมสำแดงพระองค์เปิดเผยต่อที่สาธารณชน   และพระองค์ทรงทำเช่นนั้นโดยมีเหตุผลอย่างน้อยสองอย่าง

First, He was fulfilling prophecy and presenting Himself as Israel’s king.

อย่างแรก  พระองค์ทรงทำให้คำทำนายสำเร็จครบถ้วน  และพระองค์ทรงเปิดเผยพระองค์เองเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล

How much of this the crowd really understood we cannot tell, even though they responded by quoting their praises from a messianic psalm.

จริงๆเราไม่สามารถบอกได้ว่าฝูงชนมากเท่าใดที่เข้าใจ   ถึงแม้ว่าพวกเขาตอบสนองโดยการอ้างอิงคำสรรเสริญจากเพลงสดุดีพระเมสสิยาห์

Surely many of those who came to observe the Passover thought that Jesus would now get rid of the Roman invaders and establish the Jewish kingdom.

แน่นอนคนมากหลายที่ได้เข้ามาฉลองเทศกาลปัสกา    คิดว่าตอนนี้พระเยซูจะทรงกำจัดผู้รุกรานชาวโรมัน   และจะทรงสร้างอาณาจักรของชาวยิว

The second reason for this demonstration was to force the Jewish religious leaders to act.

เหตุผลที่สองสำหรับการสำแดงพระองค์เปิดเผย  คือการผลักดันให้ผู้นำทางศาสนาของชาวยิวที่จะปฏิบัติหน้าที่

They had hoped to arrest Him after the Passover, but God had ordained that His Son be slain on Passover as the “Lamb of God, who taketh away the sin of the world”.

พวกเขาได้หวังที่จะจับกุมพระองค์หลังจากเทศกาลปัสกา แต่พระเจ้าทรงกำหนดให้พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ต้องถูกฆ่าเป็นเครื่องบูชาในเทศกาลปัสกา ดังที่ "พระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ได้แบกรับเอาความผิดบาปของโลกนี้ไป"

Every previous attempt to arrest Jesus had failed because “His hour had not yet come”.

ความพยายามทุกรูปแบบที่จะจับกุมพระเยซูได้ล้มเหลวเพราะ "เวลาของพระองค์ยังมาไม่ถึงเลย"

Continuing in Matthew 21:10

ยังคงดูต่อไปในพระธรรรมมัทธิว 21:10

10 And when He entered Jerusalem, the whole city was stirred up, saying, “Who is this?”

10 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็มแล้ว   ประชาชนทั่วทั้งกรุงก็พากันแตกตื่นถามว่า   “ใครหนอ”

11 And the crowds said, “This is the prophet Jesus, from Nazareth of Galilee.”

11 ฝูงชนก็ตอบว่า   “นี่คือเยซูผู้เผยพระวจนะ   ซึ่งมาจากนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี”

Jesus cleansed the Temple from those who were making a profit selling sacrificial animals for a high price. 

พระเยซูทรงชำระพระวิหาร  ที่บรรดาผู้คนกำลังทำกำไรจาการขายสัตว์เป็นเครื่องบูชาในราคาสูงลิ่ว

The priests would only accept animals for sacrifice that were sold by people in the temple and would reject those the people already owned or bought at a lower price. 

พวกปุโรหิตจะยอมรับเฉพาะเครื่องบูชาที่เป็นสัตว์ซึ่งขายโดยคนในพระวิหารเท่านั้น   และพวกเขาจะปฏิเสธเจ้าของที่นำสัตว์มาเองหรือซื้อมาในราคาที่ต่ำกว่า

The Temple was not being used for prayer and worship but instead for making a profit.

พระวิหารไม่ได้ถูกใช้สำหรับการอธิษฐานและนมัสการ แต่สำหรับการทำกำไรแทน

12 And Jesus entered the temple and drove out all who sold and bought in the temple, and He overturned the tables of the money-changers and the seats of those who sold pigeons.

12  พระเยซูจึงเสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหารของพระเจ้า   ทรงขับไล่บรรดาผู้ซื้อขายในบริเวณพระวิหารนั้น   และคว่ำโต๊ะผู้รับแลกเงิน   กับทั้งคว่ำม้านั่งผู้ขายนกพิราบเสีย

13 He said to them, “It is written, ‘My house shall be called a house of prayer,’ but you make it a den of robbers.”

13 พระองค์ตรัสกับเขาว่า   “มีพระวจนะเขียนไว้ว่า  นิเวศของข้าพเจ้าเขาจะเรียกว่า   เป็นนิเวศอธิษฐาน  แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็น  ถ้ำของพวกโจร”  

14 And the blind and the lame came to Him in the temple, and He healed them.

14 คนตาบอดและคนง่อยพากันมาเฝ้าพระองค์ในบริเวณพระวิหาร   พระองค์ได้รักษาเขาให้หาย

Again we see Jesus power to heal and His love for people.

อีกครั้งที่เราได้เห็นพระเยซูมีอำนาจในการรักษา  และความรักของพระองค์ที่มีต่อคน

15 But when the chief priests and the scribes saw the wonderful things that He did, and the children crying out in the temple, “Hosanna to the Son of David!” they were indignant,

15 แต่เมื่อพวกปุโรหิตกับพวกธรรมาจารย์   ได้เห็นการมหัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำ   ทั้งได้ยินหมู่เด็กร้องในบริเวณพระวิหารว่า   “โฮซันนาแก่ราชโอรสดาวิด”   เขาทั้งหลายก็พากันแค้นเคือง

16 and they said to Him, “Do you hear what these are saying?” And Jesus said to them, “Yes; have you never read,“‘Out of the mouth of infants and nursing babies you have prepared praise’?”

16 เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า   “ท่านไม่ได้ยินคำที่เขาร้องหรือ”   พระเยซูตรัสตอบว่า   “ได้ยินแล้ว   พวกท่านยังไม่เคยอ่านหรือว่า   พระองค์ทรงกระทำให้คำสรรเสริญ
อันจริงแท้   ออกมาจากปากเด็กและทารกที่ยังไม่หย่านม”  

Psalm เพลงสดุดี 8:2 2 Out of the mouth of babes and infants, you have established strength because of your foes, to still the enemy and the avenger.

2 โดยปากของเด็กอ่อนและทารก   พระองค์ทรงตั้งป้อมปราการเพราะคู่อริของพระองค์  
เพื่อระงับยับยั้งศัตรูและผู้กระทำการแก้แค้น  
17 And leaving them, He went out of the city to Bethany and lodged there.

17 พระองค์ได้ทรงละจากเขา   และเสด็จออกจากกรุงไปประทับอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี

Jesus Curses the Fig Tree

พระเยซูทรงสาปแช่งต้นมะเดื่อ

18 In the morning, as He was returning to the city, He became hungry.

18 ครั้นเวลาเช้า   ขณะเสด็จกลับไปยังกรุงอีก   ก็ทรงหิวพระกระยาหาร

19 And seeing a fig tree by the wayside, He went to it and found nothing on it but only leaves. And He said to it, “May no fruit ever come from you again!” And the fig tree withered at once.

19 และเมื่อทอดพระเนตรไป   ทรงเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งอยู่ริมทาง   ก็ทรงดำเนินเข้าไปใกล้   เห็นต้นมะเดื่อนั้นไม่มีผลมีแต่ใบเท่านั้น   จึงตรัสกับต้นมะเดื่อนั้นว่า   “เจ้าจงอย่าผลิผลอีกต่อไป”   ทันใดนั้นต้นมะเดื่อก็เหี่ยวแห้งไป

20 When the disciples saw it, they marveled, saying, “How did the fig tree wither at once?”

20 ครั้นเหล่าสาวกได้เห็นก็ประหลาดใจ   แล้วว่า   “เป็นอย่างไรหนอต้นมะเดื่อจึงเหี่ยวแห้งไปในทันใด”

21 And Jesus answered them, “Truly, I say to you, if you have faith and do not doubt, you will not only do what has been done to the fig tree, but even if you say to this mountain, ‘Be taken up and thrown into the sea,’ it will happen.

21 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   เพียงท่านจะมีความเชื่อและมิได้สงสัย   ท่านจะกระทำได้เช่นที่ข้าพเจ้าได้กระทำแก่ต้นมะเดื่อนี้   ยิ่งกว่านั้น   ถึงแม้ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า   'จงลอยไปลงทะเล'   ก็จะสำเร็จได้

22 And whatever you ask in prayer, you will receive, if you have faith.”

22 สิ่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ   ท่านจะได้”

The purpose of prayer isn't to get my will done; the purpose of prayer is to get God's will done.

จุดประสงค์ของการอธิษฐานไม่ใช่เพื่อตามใจของฉัน; จุดประสงค์ของการอธิษฐานคือเพื่อให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จ

And that person who is a disciple, the person who has denied himself to take up his cross to follow Jesus Christ, is more concerned in God's will, than he is his own will.

และคนนั้นผู้ที่เป็นสาวก  ผู้ที่ได้ปฏิเสธตัวเองเพื่อรับกางเขนของตนที่จะติดตามพระเยซูคริสต์  สาละวนอยู่กับพระประสงค์ของพระเจ้า   มากกว่าที่จะทำตามใจตัวเอง

And that man has power in prayer and this promise is for that man.

และคนนั้นก็มีพลังในการอธิษฐานและพระสัญญานี้เพื่อคนเช่นนั้น

It's not a general promise to anybody. 

มันไม่ใช่พระสัญญาทั่วไปเพื่อคนใดคนหนึ่ง

This promise is made to those men who have denied self, the self-life, and taken up their cross to follow Jesus.

พระสัญญานี้ทรงทำกับบรรดาผู้ที่ปฏิเสธตัวเอง  และชีวิตที่ตามใจตนเอง ที่แบกรับกางเขนพื่อติดตามพระเยซู

This cursing of the fig tree; is the first time Jesus used His power in judgment.

คำสาปแช่งของต้นมะเดื่อนี้  เป็นครั้งแรกที่พระเยซูทรงใช้ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ในการพิพากษา

Up until now He's always used His power to bless, to help, to heal. 

จนถึงตอนนี้พระองค์ก็มักทรงใช้ฤทธิ์อำนาจของพระองค์เพื่ออวยพร   เพื่อที่จะช่วยและเพื่อทำการรักษา

The disciples were surprised at how quickly the curse was fulfilled.
เหล่าสาวกก็ประหลาดใจที่คำสาปสำเร็จผลอย่างรวดเร็ว

It withered so rapidly.

มันเหี่ยวเฉาไปอย่างรวดเร็ว

There were no figs, only leaves.

ไม่มีต้นมะเดื่อ  มีแต่เพียงใบเท่านั้น

It was not fulfilling the purpose for which God has created a fig tree; it wasn't bringing forth fruit, and so, it was cursed. 

มันไม่ได้ทำให้พระประสงค์จองพระเจ้าสำเร็จ  ตามที่พระเจ้าได้สร้างต้นมะเดื่อนั้น; มันไม่ได้เกิดผลเลยและดังนั้นมันจึงถูกสาป

The nation of Israel in the Bible has been typified as a fig tree.

ชนชาติอิสราเอลในพระคัมภีร์ได้เป็นแบบเดียวกับต้นมะเดื่อ

The Authority of Jesus Challenged

สิทธิอำนาจของพระเยซูถูกท้าทาย

23 And when He entered the temple, the chief priests and the elders of the people came up to Him as He was teaching, and said, “By what authority are you doing these things, and who gave you this authority?”

23มื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหาร   ในเวลาที่ทรงสั่งสอนอยู่   พวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่ของประชาชนมาหาพระองค์   ทูลถามว่า   “ท่านมีสิทธิอันใดจึงได้ทำเช่นนี้   ใครให้สิทธิแก่ท่าน”

24 Jesus answered them, “I also will ask you one question, and if you tell me the answer, then I also will tell you by what authority I do these things.

24 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า  “ข้าพเจ้าจะถามท่านทั้งหลายสักข้อหนึ่งเหมือนกัน   ถ้าท่านตอบได้   ข้าพเจ้าจะบอกท่าน  ว่าข้าพเจ้ากระทำการนี้โดยสิทธิอันใด

25 The baptism of John, from where did it come? From heaven or from man?” And they discussed it among themselves, saying, “If we say, ‘From heaven,’ he will say to us, ‘Why then did you not believe him?’

25 คือบัพติศมาของยอห์นนั้น  มาจากไหน  มาจากสวรรค์หรือจากมนุษย์”  เขาได้ปรึกษากันว่า   “ถ้าเราจะว่า   'มาจากสวรรค์'   ท่านจะถามเราว่า   'เหตุไฉนจึงไม่เชื่อยอห์นเล่า'

26 But if we say, ‘From man,’ we are afraid of the crowd, for they all hold that John was a prophet.”

26 แต่ถ้าเราจะว่า  'มาจากมนุษย์'  ก็กลัวประชาชน   เพราะประชาชนทั้งปวงถือว่ายอห์นเป็นผู้เผยพระวจนะ”

27 So they answered Jesus, “We do not know.” And He said to them, “Neither will I tell you by what authority I do these things.

27 เขาจึงทูลตอบพระเยซูว่า   “พวกข้าพเจ้าไม่ทราบ”   พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   “เราจะไม่บอกท่านทั้งหลายเหมือนกันว่า   ข้าพเจ้ากระทำการนี้โดยสิทธิอันใด

The Parable of the Two Sons

คำอุปมาเรื่องบุตรชายสองคน

28 “What do you think? A man had two sons. And he went to the first and said, ‘Son, go and work in the vineyard today.’

28 “แต่ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร   คนหนึ่งมีบุตรชายสองคน   บิดาไปหาบุตรคนแรกว่า  'ลูกเอ๋ย  วันนี้จงไปทำงานในสวนองุ่นเถิด'

29 And he answered, ‘I will not,’ but afterward he changed his mind and went.

29 บุตรคนนั้นตอบว่า   'ไม่ไป'   แต่ภายหลังกลับใจแล้วไปทำ

30 And he went to the other son and said the same. And he answered, ‘I go, sir,’ but did not go.

30 บิดาจึงไปหาบุตรคนที่สองพูดเช่นเดียวกัน   บุตรนั้นกล่าวว่า   'ไปขอรับ'   แต่ไม่ไป

31 Which of the two did the will of his father?” They said, “The first.” Jesus said to them, “Truly, I say to you, the tax collectors and the prostitutes go into the kingdom of God before you.

31 ก็บุตรสองคนนี้คนไหนเป็นผู้ทำตามใจของบิดาเล่า”   เขาทูลตอบว่า   “คือบุตรคนแรก”   พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   พวกเก็บภาษีและหญิงแพศยาก็เข้าในแผ่นดินของพระเจ้าก่อนท่านทั้งหลาย

32 For John came to you in the way of righteousness, and you did not believe him, but the tax collectors and the prostitutes believed him. And even when you saw it, you did not afterward change your minds and believe him.

32 ด้วยยอห์นได้มาหาพวกท่านสอนทางชอบธรรม   ท่านหาเชื่อไม่   แต่พวกเก็บภาษีและพวกหญิงแพศยาได้เชื่อ   ฝ่ายท่านทั้งหลาย   ถึงแม้ได้เห็นแล้วภายหลังก็มิได้กลับใจเชื่อยอห์น

The parable, of course, is directed against them.

แน่นอน คำอุปมาเป็นการสั่งสอนพวกเขาโดยตรง

The tax collectors and the harlots were the son who said, "no" to the kingdom of God.

คนเก็บภาษีและหญิงโสเภณีเป็นบุตรผู้ที่กล่าวว่า "ไม่" ต่อแผ่นดินของพระเจ้า

They were The ones who were living in sin and turned their backs upon God, but they were the ones who later repented, and went out, and served. 

พวกเขาเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในความบาปและหันหลังให้กับพระเจ้า   แต่พวกเขาเป็นคนที่ต่อมากลับใจสารภาพผิด  และเดินออกไปและรับใช้พระองค์

The Pharisees were those who rendered to God lip service, but did not really serve God, only empty talking.

พวกฟาริสีเป็นบรรดาคนที่ใช้ริมฝีปากรับใช้พระเจ้า แต่จริงๆไม่ได้รับใช้พระเจ้า   เพียงแค่พูดแต่ปาก

So which one really does the will of God, the one that repents and goes, or the one who just says he will go, but doesn't?

ดังนั้นคนไหนแท้จริงทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า   คนหนึ่งที่สำนึกผิดและออกไป     หรืออีกคนหนึ่งที่บอกว่าจะไป แต่ไม่ได้ไป

God doesn't really count empty talking.

แท้จริงพระเจ้าไม่ทรงนับคนที่พูดคุยแต่ปาก

The Bible says to rend your heart, not your garments unto the Lord.

พระคัมภีร์กล่าวว่าจงมอบถวายจิตใจของคุณ   ไม่ใช่ถวายเสื้อผ้าแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า

There is a lot of outward religion.

มีคนที่นับถือศาสนาภายนอกเป็นจำนวนมาก

God is interested in your heart. 

พระเจ้าทรงสนพระทัยที่ในจิตใจของคุณ

A lot of people go through outward motions of religion. 

ผู้คนจำนวนมากขับเคลื่อนด้านศาสนกิจเพียงแต่ภายนอก

But they are not obeying God.

แต่พวกเขาไม่เชื่อฟังพระเจ้า

The Parable of the Tenants

คำอุปมาของผู้เช่าสวน

33 “Hear another parable. There was a master of a house who planted a vineyard and put a fence around it and dug a winepress in it and built a tower and leased it to tenants, and went into another country.

33 “จงฟังคำอุปมาอีกเรื่องหนึ่งว่า   ยังมีเจ้าของสวนผู้หนึ่งได้ทำสวนองุ่นแล้วล้อมรั้วไว้รอบ   เขาได้สกัดบ่อย่ำองุ่นในสวน   และสร้างหอเฝ้า   ให้ชาวสวนเช่า   แล้วก็ไปต่างประเทศเสีย

34 When the season for fruit drew near, he sent his servants to the tenants to get his fruit.

34 ครั้นถึงฤดูผลองุ่น  จึงใช้พวกบ่าวไปหาคนเช่าสวน   เพื่อจะรับผลของเขา

35 And the tenants took his servants and beat one, killed another, and stoned another.

35 แต่คนเช่าสวนนั้นจับคนของเขาเฆี่ยนตีเสียคนหนึ่ง   ฆ่าเสียคนหนึ่ง   เอาหินขว้างเสียให้ตายคนหนึ่ง

36 Again he sent other servants, more than the first. And they did the same to them.

36 อีกครั้งหนึ่งเขาก็ใช้บ่าวอื่นๆไปมากกว่าครั้งก่อน   แต่คนเช่าสวนก็ได้ทำแก่เขาอย่างนั้นอีก

37 Finally he sent his son to them, saying, ‘They will respect my son.’

37 ครั้งที่สุดเขาก็ใช้บุตรของเขาไปหา   พูดว่า   'เขาคงจะเคารพบุตรของข้าพเจ้า'

38 But when the tenants saw the son, they said to themselves, ‘This is the heir. Come, let us kill him and have his inheritance.’

38 แต่เมื่อคนเช่าสวนเห็นบุตรเจ้าของสวนมาก็พูดกันว่า   'คนนี้แหละเป็นทายาท   ฆ่าเสียเถิด   แล้วก็ยึดมรดกของเขา'

39 And they took him and threw him out of the vineyard and killed him.

39 เขาจึงพากันจับบุตรนั้นผลักออกไปนอกสวนแล้วฆ่าเสีย

40 When therefore the owner of the vineyard comes, what will he do to those tenants?”

40 เหตุฉะนั้นเมื่อเจ้าของสวนมา   ท่านจะทำอย่างไรแก่คนเช่าสวนเหล่านั้น”

41 They said to him, “He will put those wretches to a miserable death and let out the vineyard to other tenants who will give him the fruits in their season.

41 เขาทั้งหลายทูลตอบว่า   “ท่านจะฆ่าคนร้ายเหล่านั้นให้ตายร้าย   และจะให้สวนนั้นแก่คนเช่าอื่นที่จะแบ่งผลให้โดยถูกต้องตามฤดูกาลต่อไป”  

42 Jesus said to them, “Have you never read in the Scriptures:  “‘The stone that the builders rejected has become the cornerstone; this was the Lord's doing, and it is marvelous in our eyes’?

42 พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ท่านทั้งหลายยังไม่ได้อ่านในพระคัมภีร์หรือ   ซึ่งว่า   ศิลาซึ่งช่างก่อได้ทอดทิ้งเสีย   ยังได้เป็นศิลามุมเอกแล้ว   การนี้เป็นมาจากพระเจ้า   เป็นการมหัศจรรย์ประจักษ์ตาข้าพเจ้า  

43 Therefore I tell you, the kingdom of God will be taken away from you and given to a people producing its fruits.

43 เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าบอกท่านว่า   แผ่นดินของพระเจ้าจะต้องเอาไปจากท่าน   ยกให้แก่ชนชาติหนึ่งซึ่งจะกระทำให้ผลเจริญสมกับแผ่นดินนั้น”

44 And the one who falls on this stone will be broken to pieces; and when it falls on anyone, it will crush him.”

44 ว่า  “ผู้ใดล้มทับศิลานี้   ผู้นั้นจะต้องแตกหักไป   แต่ศิลานั้นจะตกทับผู้ใด   ผู้นั้นจะแหลกละเอียดไป”  

45 When the chief priests and the Pharisees heard His parables, they perceived that He was speaking about them

45 ครั้นพวกมหาปุโรหิต   กับพวกฟาริสีได้ยินคำเปรียบเหล่านั้น   ก็หยั่งรู้ว่าพระองค์ตรัสเล็งถึงพวกเขา

46 And although they were seeking to arrest him, they feared the crowds, because they held him to be a prophet.

46 เขาอยากจะจับพระองค์   แต่กลัวประชาชน   เพราะประชาชนนับถือพระองค์ว่า   เป็นผู้เผยพระวจนะไป

So Jesus is predicting to them that the kingdom will be taken from them, and so quickly it was.

ดังนั้นพระเยซูทรงคาดการณ์ว่าแผ่นดินของพระองค์จะถูกขับเคลื่อนไปโดยพวกเขา  และมันก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว

And the gospel was preached first to the Jews, but with their rejection, the gospel came to the Gentiles.

และข่าวประเสริฐถูกประกาศเป็นครั้งแรกแก่ชาวยิว   แต่เมื่อพวกเขาปฏิเสธพระเยซูพระกิตติคุณนั้นจึงตกมาถึงคนต่างชาติ

And of course the main thing that God is seeking, is fruit.

และแน่นอนสิ่งสำคัญที่พระเจ้าทรงแสวงหา  คือ ผลที่เกิดขึ้น

John ยอห์น 15:1-7 1 “I am the true vine, and my Father is the vinedresser.

1 “ข้าพเจ้า เป็นเถาองุ่นแท้   และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา

2 Every branch of mine that does not bear fruit he takes away, and every branch that does bear fruit he prunes, that it may bear more fruit.

2 แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผล   พระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย   และแขนงทุกแขนงที่ออกผล   พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น

3 Already you are clean because of the word that I have spoken to you.

3 ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่าน

4 Abide in me, and I in you. As the branch cannot bear fruit by itself, unless it abides in the vine, neither can you, unless you abide in Me.

4 จงเข้าสนิทอยู่ในเรา   และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน   แขนงจะออกผลเองไม่ได้  นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด   ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้   นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น

5 I am the vine; you are the branches. Whoever abides in me and I in him, he it is that bears much fruit, for apart from me you can do nothing.

5 ข้าพเจ้าเป็นเถาองุ่น   ท่านทั้งหลายเป็นแขนง   ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเรา  และข้าพเจ้าเข้าสนิทอยู่ในเขา   ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก   เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย

6 If anyone does not abide in Me, he is thrown away like a branch and withers; and the branches are gathered, thrown into the fire, and burned.

6 ถ้าผู้ใดมิได้เข้าสนิทอยู่ในเรา   ผู้นั้นก็ต้องถูกตัดทิ้งเสียเหมือนแขนง   แล้วก็เหี่ยวแห้งไป   และถูกเก็บเอาไปเผาไฟ

7 If you abide in Me, and My words abide in you, ask whatever you wish, and it will be done for you.

7 ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในเรา   และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว   ท่านจะขอสิ่งใด   ซึ่งท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น

So the Lord's desire is that we bring forth fruit unto Him.

ดังนั้นความปรารถนาของพระเจ้าคือ  การที่เราเกิดผลถวายแด่พระองค์

The natural vine did not do it.

เถาองุ่นธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดผล

So those husbandmen were cast forth from the vineyard, and He gives the vineyard, the kingdom to others, who will bring forth fruit for Him.

ดังนั้นชาวนาเหล่านั้นถูกเหวี่ยงออกไปจากไร่องุ่น   และพระองค์ทรงประทานไร่องุ่นคือแผ่นดินของพระองค์ให้แก่คนอื่น ๆ   ผู้ที่จะเกิดผลถวายแด่พระองค์

Then concerning the Stone, if you fall on it, you will be broken.

ส่วนเรื่องของพระศิลา   ถ้าคุณตกทับสิลานี้  คุณจะแหลกเป็นชิ้นๆ

But if He falls on you, then He'll grind you to powder.

แต่ถ้าศิลาตกทับคุณแล้ว   พระองค์จะทำให้คุณแหลกลาญ

You're going to have one of two relationships to Jesus Christ, either as your Lord and Savior, or as your Judge.

คุณกำลังจะมีความสัมพันธ์หนึ่งในสองอย่างกับพระเยซูคริสต์    ว่าทรงเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของคุณ   หรือเป็นผู้พิพากษาของคุณ

If you fall upon Him in repentance, you will be broken, true, but you'll come into a new, full, rich life.

ถ้าคุณหันมาหาพระองค์โดยกลับใจใหม่  คุณจะแตกออกแท้จริง  แต่คุณจะมีชีวิตใหม่   ชีวิตที่เต็มล้นและอุดมสมบูรณ์

If He is your Judge, you'll be ground to powder.

ถ้าพระองค์ทรงเป็นผู้พิพากษาของคุณ   คุณก็จะแหลกลาญไป

Matthew 21