Thursday, May 5, 2016

 

Matthew 22

มัทธิวบทที่ 22

The Parable of the Wedding Feast

คำอุปมาเรื่องงานเลี้ยงสมรส

1 And again Jesus spoke to them in parables, saying,

1 พระเยซูตรัสแก่เขาเป็นคำอุปมาอีกว่า

2 “The kingdom of heaven may be compared to a king who gave a wedding feast for his son,

2 “แผ่นดินสวรรค์   อุปมาเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่ง   ได้จัดการเลี้ยงเนื่องในพิธีอภิเษกมเหสีให้ราชโอรสของท่าน

3 and sent his servants to call those who were invited to the wedding feast, but they would not come.

3 แล้วใช้ข้าราชการไปตามผู้ที่รับเชิญในการนี้  แต่เขาไม่ใคร่จะมา

4 Again he sent other servants, saying, ‘Tell those who are invited, See, I have prepared my dinner, my oxen and my fat calves have been slaughtered, and everything is ready. Come to the wedding feast.’

4 ท่านยังใช้ข้าราชการอื่นไปอีก  รับสั่งให้บอกผู้รับเชิญนั้นว่า   'ดูเถิด   ข้าพเจ้าได้จัดการเลี้ยงไว้แล้ว   ทั้งวัวและสัตว์ขุนแล้วของข้าพเจ้าก็ฆ่าไว้เสร็จ  สิ่งสารพัดก็เตรียมไว้พร้อม   จงมาในการอภิเษกนี้เถิด'

5 But they paid no attention and went off, one to his farm, another to his business,

5 แต่เขาก็เพิกเฉยและไปเสีย   บางคนไปไร่นาของตน   บางคนก็ไปทำการค้าขาย

6 while the rest seized his servants, treated them shamefully, and killed them.

6 ฝ่ายพวกนอกนั้นก็จับข้าราชการทำการอัปยศต่างๆ  แล้วฆ่าเสีย

7 The king was angry, and he sent his troops and destroyed those murderers and burned their city.

7 กษัตริย์องค์นั้นก็ทรงพระพิโรธ   จึงรับสั่งให้ยกกองทหารไปปราบปรามฆาตกรเหล่านั้น   และให้เผาเมืองเขาเสีย

8 Then he said to his servants, ‘The wedding feast is ready, but those invited were not worthy.

8 แล้วท่านจึงรับสั่งแก่ข้าราชการว่า   'งานสมรสก็พร้อมอยู่   แต่ผู้ถูกเชิญนั้นไม่สมกับงาน

9 Go therefore to the main roads and invite to the wedding feast as many as you find.’

9 เหตุฉะนั้นจงออกไปตามทางหลวงพบใครๆ   ก็ให้เชิญมาในงานนี้'

10 And those servants went out into the roads and gathered all whom they found, both bad and good. So the wedding hall was filled with guests.

10 พวกข้าราชการจึงออกไปเชิญคนทั้งปวงตามถนน   แล้วแต่จะพบให้มาทั้งดีและชั่ว   จนห้องโถงงานสมรสนั้นเต็มด้วยแขก  

11 “But when the king came in to look at the guests, he saw there a man who had no wedding garment.

11 “แต่เมื่อกษัตริย์องค์นั้นเสด็จทอดพระเนตรแขก   ก็เห็นผู้หนึ่งมิได้สวมเสื้อสำหรับงาน

12 And he said to him, ‘Friend, how did you get in here without a wedding garment?’ And he was speechless.

12 จึงรับสั่งถามว่า   'สหายเอ๋ย   เหตุไฉนจึงมาที่นี่โดยไม่สวมเสื้อสำหรับงานแต่งงาน'   ผู้นั้นก็นิ่งอั้นอยู่พูดไม่ออก

13 Then the king said to the attendants, ‘Bind him hand and foot and cast him into the outer darkness. In that place there will be weeping and gnashing of teeth.’

13 กษัตริย์จึงรับสั่งแก่พวกข้าราชการว่า   'จงมัดมือมัดเท้าคนนี้เอาไปทิ้งเสียที่มืดภายนอก   อันเป็นที่ที่มีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน'

14 For many are called, but few are chosen.”

14 ด้วยผู้รับเชิญก็มาก   แต่ผู้ที่ทรงเลือกก็น้อย”

The gospel was first brought by Jesus Christ to the Jews. They refused it. Now the wedding is all set. Everything is ready.

ครั้งแรกพระเยซูคริสต์ทรงประกาศพระกิตติคุณกับชาวยิวก่อน แต่พวกเขาปฏิเสธไม่ยอมรับ ตอนนี้งานสมรสถูกจัดขึ้นเรียบร้อย  ทุกอย่างพร้อมแล้ว

The sacrifice has been made.

การถวายเครื่องสักการบูชาเสร็จแล้ว

Now the servants are to go out and to bid them, come, but they begin to go to their farm and to merchandise.

ตอนนี้คนรับใช้ต้องออกไปเพื่อจะเชื้อเชิญคนทั้งหลายมากิน แต่พวกเขาเริ่มต้นไปที่ฟาร์มของชาวสวนและตลาดซื้อขายสินค้า

And this is the preaching by the apostles to the Jews, after the death of Jesus, but still their refusal to come.

และนี่คือสิ่งที่อัครสาวกเทศนาแก่ชาวยิว  หลังการการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู แต่พวกคนทั้งหลายยังคงปฏิเสธที่จะมางาน

Then the Lord commanded that they go.

จากนั้นพระเจ้าทรงบัญชาว่าพวกคนใช้ต้องออกไป

And first of all, the king was angry at those invited guests.

และเป็นครั้งแรก  กษัตริย์ทรงพระพิโรธต่อบรรดาคนที่ถูกเชิญเหล่านั้น

And he sent his armies, and they destroyed them, and burned the city.

และพระองค์ทรงส่งกองทหารออกไป   พวกเขาทำลายกองทหารนั้นและเผาเมือง

This of course is what happened when Titus came and burned the city of Jerusalem, and destroyed the people because they refused to come; thus, the judgement of God through Titus.

แน่นอนนี้คือสิ่งที่ได้เกิดขึ้น   เมื่อติตัสมาและเผาเมืองเยรูซาเล็ม   และทำลายผู้คน เพราะพวกเขาปฏิเสธที่จะมางาน  ดังนั้นพระเจ้าทรงพิพากษาผ่านทางทิตัส

And Jesus is predicting that particular event, the burning of the city of Jerusalem which occurred in 70 A. D. by Titus the Roman Caesar. 

และพระเยซูกำลังทรงทำนายเหตุการณ์พิเศษนั้น  การเผากรุงเยรูซาเล็มที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 70 โดยติตัส  จักรพรรดิโรมัน

Jesus predicted that, the burning of the city and then sent them out to the highways and byways, out unto the Gentiles, bid them all, whoever to come in. And so the gospel coming to us.

พระเยซูทรงทำนายว่า  การเผาเมือง  แล้วส่งพวกเขาออกไปตามทางหลวง  และตามข้างทาง  ออกไปหาคนต่างชาติ    เชื้อเชิญพวกคนทั้งหลายทั้งหมดมา   ใครก็ได้ที่จะเข้ามา และดังนั้นพระกิตติคุณจึงตกมาถึงเรา

Now even though we are bid on to come to the feast, it is required that we have on the wedding garments.

ตอนนี้ถึงแม้ว่าเราได้รับเชิญมายังงานเลี้ยง   แต่มีข้อกำหนดว่าเราต้องสวมเสื้อผ้าสำหรับงานสมรส

It's required that we'll be clothed in the righteousness, which is of Christ, through faith.

จำเป็นที่เราจะต้องสวมเสื้อแห่งความชอบธรรม  ซึ่งเป็นของพระคริสต์ โดยความเชื่อ

There are some who are trying to come without the proper clothing.

บางคนมีความพยายามที่จะเข้ามา   โดยไม่ได้สวมเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม

There are some who have not put on that righteousness through faith of Christ, but are trying to come in their own righteousness, or by their own efforts, or by their own good works.

มีบางคนที่ยังไม่ได้สวมเสื้อความชอบธรรมโดยความเชื่อของพระคริสต์  แต่กำลังพยายามที่จะมาโดยความชอบธรรมของตัวเอง    หรือโดยความพยายามของตัวเอง   หรือจากความประพฤติดีของตัวเอง

They'll never make it, when the king makes the examinations of the guest. If you are not clothed in that robe of righteousness, through the faith of Christ, you will be cast out. That's just a plain, straight warning from the Lord.

พวกเขาจะไม่มีวันได้เข้างาน     เมื่อกษัตริย์ทรงรับสั่งให้ทำการตรวจสอบแขกที่มา  ถ้าคุณไม่ได้สวมเสื้อคลุมแห่งความชอบธรรมนั้นโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์   คุณจะถูกโยนออกไป นั่นเป็นเพียงคำเตือนตรงๆ ง่ายๆ จากพระเจ้า

Paying Taxes to Caesar

การเสียภาษีแก่ซีซาร์

15 Then the Pharisees went and plotted how to entangle Him in his talk.

15 ขณะนั้นพวกฟาริสีไปปรึกษากันวางแผนว่า   จะจับผิดในถ้อยคำของพระองค์ให้ได้

16 And they sent their disciples to Him, along with the Herodians, saying, “Teacher, we know that you are true and teach the way of God truthfully, and you do not care about anyone's opinion, for you are not swayed by appearances.

16 จึงใช้พวกศิษย์ของตนกับพวกเฮโรดให้ไปทูลพระองค์ว่า   “อาจารย์เจ้าข้า   ข้าพเจ้าทั้งหลายทราบอยู่ว่าท่านเป็นคนสัตย์ซื่อ   ได้สั่งสอนทางของพระเจ้าจริงๆ   โดยมิได้เอาใจผู้ใด   เพราะท่านมิได้เห็นแก่หน้าผู้ใด

17 \Tell us, then, what you think. Is it lawful to pay taxes to Caesar, or not?”

17 เหตุฉะนั้นขอโปรดให้พวกข้าพเจ้าทราบว่าท่านคิดเห็นอย่างไร   การที่จะส่งส่วยให้แก่จักรพรรดิซีซาร์นั้น   ควรหรือไม่”

18 But Jesus, aware of their malice, said, “Why put me to the test, you hypocrites?

18 พระเยซูทรงทราบเจตนาร้ายของเขาจึงตรัสว่า  “โอ  คนหน้าซื่อใจคด  มาจับผิดข้าพเจ้าทำไม

This was a very sharp and shrewd question, if Jesus said "yes, it is lawful to pay tribute to Caesar", then all of the Jews would have hated Him.

นี่เป็นคำถามที่คมมากและฉลาดมาก  ถ้าพระเยซูตรัสว่า "ใช่  มันเป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมายที่จะจ่ายภาษีแก่ซีซาร์" แล้วชาวยิวทั้งหมดคงได้เกลียดพระองค์

They would have turned from Him.

พวกเขาคงจะต้องหันกลับจากพระองค์

They would have said, "He is a traitor.”

พวกเขาคงจะได้กล่าวว่า "พระองค์ทรงเป็นผู้ทรยศ”

He is a collaborator with the Romans and they would have turned against Him.

ทรงเป็นผู้สมคบกับชาวโรมัน  และพวกเขาจะต้องหันหลังให้กับพระองค์

You remember they had said to Jesus earlier, "We are not under bondage to any men." I mean they really didn't consider themselves the slaves of Rome.

คุณจำได้นะ  เมื่อพวกเขากล่าวกับพระเยซูก่อนหน้านี้ "เราไม่ได้อยู่ภายใต้พันธนาการใด ๆ กับคนใดเลย" ผมหมายความว่าพวกเขาจริงๆ ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นทาสของกรุงโรม

Even though they were subject to Rome, they didn't consider it and they hated paying those taxes.

ถึงแม้ว่าพวกเขาอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของกรุงโรม  พวกเขาไม่ได้คิดเรื่องนี้  และพวกเขาเกลียดการจ่ายภาษีเหล่านั้น

If Jesus said, "No, it is not lawful," then they would have reported Him to the Roman officials and had Him arrested, and imprisoned for advocating a tax revolt.

ถ้าพระเยซูตรัสว่า "ไม่ได้  ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย" จากนั้นพวกเขาก็จะได้รายงานพระองค์ให้เจ้าหน้าที่โรมันทราบ   และพระองค์จะทรงถูกจับและถูกคุมขังเพราะให้การสนับสนุนการประท้วงภาษี

So Jesus recognized that they were trying to trap Him, that it is a trick.

ดังนั้นพระเยซูทรงทราบดีว่าพวกเขากำลังพยายามที่จะวางกับดักพระองค์ นั่นมันเป็นกลอุบาย

19 Show me the coin for the tax.” And they brought him a denarius.

19 จงเอาเงินที่จะเสียส่วยนั้นมาให้ข้าพเจ้าดูก่อน”   เขาจึงเอาเดนาริอันเหรียญหนึ่งถวายพระองค์

20 And Jesus said to them, “Whose likeness and inscription is this?”

20 พระองค์ตรัสถามเขาว่า   “รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร”

21 They said, “Caesar's.” Then He said to them, “Therefore render to Caesar the things that are Caesar's, and to God the things that are God's.”

21 เขาทูลว่า  “ของซีซาร์”  แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า  “เหตุฉะนั้น  ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์   และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า”

22 When they heard it, they marveled. And they left Him and went away.

22 คำตรัสตอบของพระองค์นั้น  พวกเขานึกไม่ถึง  จึงพากันกลับไป  ละพระองค์ไว้

Sadducees Ask About the Resurrection

พวกสะดูสีถามเกี่ยวกับการฟื้นจากความตาย

23 The same day Sadducees came to Him, who say that there is no resurrection, and they asked him a question,

23 ในวันนั้น   มีพวกสะดูสีมาหาพระองค์   พวกนี้เป็นผู้สอนว่า   การฟื้นขึ้นมาจากความตายไม่มี

24 saying, “Teacher, Moses said, ‘If a man dies having no children, his brother must marry the widow and raise up children for his brother.’

24 เขาจึงทูลถามพระองค์ว่า “อาจารย์เจ้าข้า โมเสสสั่งว่า  'ถ้าผู้ใดตายยังไม่มีบุตร   ก็ให้น้องชายรับพี่สะใภ้สืบตระกูลของพี่ชายไว้'

25 Now there were seven brothers among us. The first married and died, and having no children left his wife to his brother.

25 ในพวกเรามีพี่น้องผู้ชายเจ็ดคน  พี่หัวปีมีภรรยาแล้วก็ตาย  เมื่อยังไม่มีบุตรก็ละภรรยาไว้ให้แก่น้องชาย

26 So too the second and third, down to the seventh.

26 ฝ่ายคนที่สองที่สามก็เช่นเดียวกัน   จนถึงคนที่เจ็ด

27 After them all, the woman died.

27 ในที่สุดหญิงนั้นก็ตายด้วย

28 In the resurrection, therefore, of the seven, whose wife will she be? For they all had her.”

28 เพราะฉะนั้นในวันที่จะฟื้นขึ้นมาจากความตาย  หญิงนั้นจะเป็นภรรยาของผู้ใดในเจ็ดคนนั้น   ด้วยนางได้เป็นภรรยาของชายทั้งเจ็ดคนแล้ว”  

29 But Jesus answered them, “You are wrong, because you know neither the Scriptures nor the power of God.

29 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า  “พวกท่านผิดแล้ว  เพราะท่านไม่รู้พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า

30 For in the resurrection they neither marry nor are given in marriage, but are like angels in heaven.

30 เมื่อมนุษย์ฟื้นขึ้นมาจากความตายนั้น   จะไม่มีการสมรสหรือยกให้เป็นสามีภรรยากันอีก   แต่จะเป็นเหมือนทูตในฟ้าสวรรค์

31 And as for the resurrection of the dead, have you not read what was said to you by God:

31 แต่เรื่องคนตายกลับฟื้นนั้นท่านทั้งหลายยังไม่ได้อ่านหรือ  ซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้กับพวกท่านว่า

32 ‘I am the God of Abraham, and the God of Isaac, and the God of Jacob’? He is not God of the dead, but of the living.”

32 'ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าของอับราฮัม   พระเจ้าของอิสอัค   และพระเจ้าของยาโคบ'   พระองค์มิได้เป็นพระเจ้าของคนตาย   แต่ทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น”

33 And when the crowd heard it, they were astonished at His teaching.

33 ประชาชนทั้งปวงเมื่อได้ยินก็ประหลาดใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์

The Great Commandment

พระบัญญัติข้อใหญ่สุด

34 But when the Pharisees heard that He had silenced the Sadducees, they gathered together.

34 ฝ่ายพวกฟาริสี   เมื่อได้ยินว่าพระองค์ทรงกระทำให้พวกสะดูสีนิ่งอั้นอยู่   จึงประชุมกัน

35 And one of them, a lawyer, asked Him a question to test Him.

35 มีบาเรียนผู้หนึ่งในพวกเขาทดลองถามพระองค์ว่า

36 “Teacher, which is the great commandment in the Law?”

36 “อาจารย์เจ้าข้า ในธรรมบัญญัตินั้นข้อใดสำคัญที่สุด”

37 And he said to him, “You shall love the Lord your God with all your heart and with all your soul and with all your mind.

37 พระเยซูทรงตอบเขาว่า “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า   และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า

38 This is the great and first commandment.

38 นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่  และข้อต้น

39 And a second is like it: You shall love your neighbor as yourself.

39 ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

40 On these two commandments depend all the Law and the Prophets.”

40 ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้น ก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้”

The law was set forth in negatives. 

บทบัญญัติถูกจัดไว้ในเชิงคัดค้าน

You shall have no other gods. 

เจ้าจงอย่ามีเทพเจ้าอื่นใด

You shalt not, you shalt not…

เจ้าจงอย่า  เจ้าจงอย่า ...

Jesus put it in a very positive way, love God with all your heart, soul, mind, strength, love your neighbor as yourself.

พระเยซูทรงวางบทบัญญัติไว้ในเชิงสร้างสรรค์     จงรักพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า   สิ้นสุดวิญญาณจิต  สิ้นสุดกำลัง   จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง

And this is the law.

และนี่คือบทบัญญัติ

This is basically what the law is declaring, that we should have a loving relationship with God first; that is shown in a loving relationship with our fellow man.

โดยทั่วไปนี้คือสิ่งที่บทบัญญัติจะประกาศ     ว่าเราควรจะมีความสามัคคีธรรมรักใคร่ต่อพระเจ้าก่อน  แล้วก็ปรากฏเป็นความสัมพันธ์รักใคร่ต่อเพื่อนบ้านของเรา

This is what the whole Old Testament was all about; the law and the prophets hang on these two.

นี่คือเรื่องที่พูดถึงในพระคัมภีร์เดิมทั้งหมด  บทบัญญัติและผู้พยากรณ์ยึดมั่นในทั้งสองข้อนี้

Whose Son Is the Christ?

พระคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของใคร

41 Now while the Pharisees were gathered together, Jesus asked them a question,

41 เมื่อพวกฟาริสี  ยังประชุมอยู่ที่นั่น  พระเยซูทรงถามว่า

42 saying, “What do you think about the Christ? Whose son is He?” They said to Him, “The son of David.”

42 “พวกท่านคิดอย่างไรด้วยเรื่องพระคริสต์พระองค์ทรงเป็นเชื้อสายของผู้ใด”   เขาตอบว่า   “เป็นเชื้อสายของดาวิด”

43 He said to them, “How is it then that David, in the Spirit, calls him Lord, saying,

43 พระองค์ตรัสถามเขาว่า  “ถ้าอย่างนั้นเป็นไฉนดาวิด โดยเดชพระวิญญาณจึงได้เรียกพระองค์ว่า   องค์พระผู้เป็นเจ้าและรับสั่งว่า  

44 “‘The Lord said to my Lord, Sit at my right hand, until I put your enemies under your feet’?

44 พระเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า  'จงนั่งที่ขวามือของข้าพเจ้า  จนกว่าข้าพเจ้าจะปราบศัตรูของท่านให้อยู่ใต้เท้าของท่าน'  

This is a quote from Psalm 110

นี่คือคำอ้างอิงจากเพลงสดุดีบทที่ 110

Psalm เพลงสดุดี110:1 1 The LORD says to my Lord: “Sit at my right hand, until I make your enemies your footstool.”

1 เพลงสดุดีของดาวิด   พระเจ้าตรัสกับพระองค์ผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า “จงนั่งที่ข้างขวาของเรา   จนกว่าเราจะกระทำให้ศัตรูของเจ้าเป็นแท่นรองเท้าของเจ้า”  

45 If then David calls Him Lord, how is He his son?”

45 ถ้าดาวิดทรงเรียกท่านว่า  องค์พระผู้เป็นเจ้า  ท่านจะเป็นเพียงเชื้อสายของดาวิด  อย่างไรได้”

46 And no one was able to answer Him a word, nor from that day did anyone dare to ask Him any more questions.

46 ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดอาจที่จะตอบพระองค์สักคำหนึ่ง  ตั้งแต่วันนั้นมา   ไม่มีใครกล้าซักถามพระองค์ต่อไป

God promised to David the Messiah from his seed.

พระเจ้าทรงสัญญากับดาวิดอัลว่า  พระเมสสิยาห์จะเสด็จมาจากพงศ์พันธุ์ของท่าน

2 Samuel 2 ซามูเอล 7:14 I will be to him a father, and he shall be to me a son. When he commits iniquity, I will discipline him with the rod of men, with the stripes of the sons of men,

14  ข้าพเจ้าจะเป็นบิดาของเขา   และเขาจะเป็นบุตรของเรา   ถ้าเขากระทำผิดข้าพเจ้าจะตีสอนเขาด้วยไม้เรียวของมนุษย์   ด้วยการเฆี่ยนแห่งบุตรมนุษย์ทั้งหลาย

Isaiah อิสยาห์7:14 14 Therefore the Lord himself will give you a sign. Behold, the virgin shall conceive and bear a son, and shall call his name Immanuel.

14 เพราะฉะนั้น  องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง   ดูเถิด  หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์   และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง   และเขาจะเรียกนามของท่านว่า   อิมมานูเอล


 

Matthew 22