Friday, May 6, 2016

 

Matthew 23

มัทธิวบทที่ 23

Seven Woes to the Scribes and Pharisees

วิบัติทั้งเจ็ดอย่างกับพวกอาลักษณ์และพวกฟาริสี

1 Then Jesus said to the crowds and to His disciples,

1  ครั้งนั้น พระเยซูตรัสกับประชาชนและพวกสาวกของพระองค์ว่า

2 “The scribes and the Pharisees sit on Moses' seat,

2 “พวกธรรมาจารย์กับพวกฟาริสีนั่งบนที่นั่งของโมเสส

3 so practice and observe whatever they tell you—but not what they do. For they preach, but do not practice.

3 เหตุฉะนั้น   ทุกสิ่งซึ่งเขาสั่งสอนพวกท่าน   จงถือประพฤติตาม   เว้นแต่การประพฤติของเขาอย่าได้ทำตามเลย   เพราะเขาเป็นแต่ผู้สั่งสอน   แต่เขาเองหาทำตามไม่

Teachers, pastors, leaders, and any who’ve known the Lord for a long time, need to do what they are teaching others to do.  

พวกอาจารย์ ศิษยาภิบาล ผู้นำและคนใดที่ได้รู้จักพระเจ้าเป็นเวลานาน   จำต้องทำในสิ่งที่พวกเขากำลังสอนให้คนอื่นทำ

Romans โรม 2:21-23 21you then who teach others, do you not teach yourself? While you preach against stealing, do you steal?

21 ฉะนั้นท่านซึ่งเป็นผู้สอนคนอื่นจะไม่สอนตัวเองหรือ   เมื่อท่านเทศนาว่าไม่ควรลักทรัพย์   ตัวท่านเองลักหรือเปล่า

22 You who say that one must not commit adultery, do you commit adultery? You who abhor idols, do you rob temples?

22 ท่านผู้ที่สอนว่าไม่ควรล่วงประเวณี   ตัวท่านเองล่วงประเวณีหรือเปล่า   ท่านผู้รังเกียจรูปเคารพ   ตัวท่านเองปล้นวิหารหรือเปล่า

23 You who boast in the law dishonor God by breaking the law.

23 ท่านผู้โอ้อวดในธรรมบัญญัติ   ตัวท่านเองยังลบหลู่พระเจ้าด้วยการประพฤติผิดธรรมบัญญัติหรือเปล่า

4 They tie up heavy burdens, hard to bear, and lay them on people's shoulders, but they themselves are not willing to move them with their finger.

4 ด้วยเขาเอาห่อของหนักวางบนบ่ามนุษย์   ส่วนเขาเองแม้แต่นิ้วเดียวก็ไม่จับต้องเลย

5 They do all their deeds to be seen by others. For they make their phylacteries broad and their fringes long,

5 การกระทำของเขาเป็นการอวดเท่านั้น  เขาใช้กลักพระธรรมอย่างใหญ่  สวมเสื้อที่มีพู่ห้อยอันยาว

Pastor Chuck Smith gives this explanation about the phylacteries.  the phylactery was the little box that they would bind on their wrist and bind on their forehead.

บาทหลวงชัค สมิธ ให้คำอธิบายเกี่ยวกับกล่องหนังอันเล็ก   คือกล่องหนังอันเล็กที่พวกเขาผูกไว้ที่ข้อมือและผูกที่หน้าผากของพวกเขา

And they were told under the law that they were to take and bind the law of God to the frontlets and their hands and so forth, and so there are these little leather boxes.

และภายใต้บทบัญญัติที่บอกว่า  พวกเขาต้องใช้และผูกบทบัญญัติของพระเจ้าไว้ที่หน้าผาก และมือของพวกเขาและอื่น ๆ  และดังนั้นจึงมีกล่องหนังอันเล็ก ๆ เหล่านี้

And every day when they go to pray, except the Sabbath day, because on the Sabbath day you are not to bear any burdens and so forth, so they don't do it on the Sabbath day; but every day as they go to prayer, they go through this ritual. First of all, binding their arm, and tying this little box on their arm.

และทุกวันเมื่อพวกเขาไปอธิษฐาน  ยกเว้นวันสะบาโต  เพราะในวันสะบาโตคุณไม่ต้องแบกภาระใด ๆ และอื่น ๆ   ดังนั้นพวกเขาไม่ได้ทำมันในวันสะบาโต; แต่ทุกวันที่พวกเขาไปอธิษฐานพวกเขาทำตามพิธีกรรมนี้   ประการแรก ผูกแขนของพวกเขา  และผูกกล่องเล็ก ๆ นี้บนแขนของพวกเขา

Now in this little box on the hand there is one chamber in the little box and it has four passages of scripture from the Old Testament, in little scrolls in this little leather box on their hand.

ทีนี้ในกล่องเล็ก ๆ นี้บนมือ  มีห้องเล็กในกล่องอันเล็กนี้  และมันมีข้อพระคัมภีร์สี่ตอนจากพันธสัญญาเดิม  อยู่ในม้วนกระดาษเล็กๆ นี้ ภายในกล่องหนังอันเล็กในมือของพวกเขา

The one on their forehead, and they bind another leather thong around their forehead in this little leather box on their forehead, and in that there are four compartments, and these same four passages on little scrolls, only one little scroll in each four compartments.  , they would get big boxes, broaden their phylacteries, so everybody can see, "I am really heavy-duty prayer, because, look the big box that I got here".

อันหนึ่งอยู่บนหน้าผากของพวกเขา  โดยพวกเขาผูกสายหนังอีกอันรอบหน้าผากมีกล่องหนังอันเล็กบนหน้าผากของพวกเขา  และในนั้นมีช่องเล็กสี่ช่องและมีข้อพระธรรมสี่ตอนบนกระดาษม้วนเล็กๆ  เพียงหนึ่งม้วนต่อหนึ่งช่องในแต่ช่องทั้งสี่นั้น  ตอนนี้พวกเขาจะได้รับกล่องอันเล็กที่ขยายกว้างขึ้น  เพื่อให้ทุกคนสามารถมองเห็น "จริงๆ ผมเป็นนักอธิษฐานอย่างหนัก  จงดูกล่องใหญ่ที่ผมได้ที่นี่."

And they would broaden their phylacteries, and of course the whole idea was people might observe them and see them.

และพวกเขาจะขยายกล่องหนังเล็กให้กว้าง  และแน่นอนความคิดทั้งหมดคือคนจะได้สังเกตและดูที่พวกเขา

6 and they love the place of honor at feasts and the best seats in the synagogues

6 เขาชอบที่อันมีเกียรติในการเลี้ยงและในธรรมศาลา

7 and greetings in the marketplaces and being called rabbi by others

7 กับชอบรับการคำนับที่กลางตลาด   และชอบให้เขาเรียกว่า   'ท่านอาจารย์'

8 But you are not to be called rabbi, for you have one teacher, and you are all brothers.

8 ท่านทั้งหลายอย่าให้ใครเรียกท่านว่า   'ท่านอาจารย์'   ด้วยท่านมีพระอาจารย์แต่ผู้เดียว   และท่านทั้งหลายเป็นพี่น้องกันทั้งหมด

9 And call no man your father on earth, for you have one Father, who is in heaven.

9 และอย่าเรียกผู้ใดในโลกว่าเป็นบิดา   เพราะท่านมีพระบิดาแต่ผู้เดียว   คือผู้ที่ทรงสถิตในสวรรค์

In the Catholic and Episcopal churches the pastors are often called Father, but here Jesus says not to do that. 

ในโบสถ์คาทอลิกที่มีอาร์ชบิชอป บาทหลวงมักถูกเรียกว่าพ่อ แต่ที่นี่พระเยซูบอกว่าไม่ต้องทำเช่นนั้น

Jesus is really coming against this idea of the elevating of one man over another by some kind of a title. 

ที่จริงพระเยซูทรงต้านความคิดของการยกคนหนึ่งเหนืออีกคน  โดยการให้ตำแหน่งบางอย่าง

We are brothers in Christ. 

เราเป็นพี่น้องกันในพระคริสต์

Sometimes a separation can occur and a hierarchy, this should be avoided.  Humble yourself and God will exalt you.

บางครั้งการแบ่งแยกและลำดับชั้นสามารถเกิดขึ้นได้  สิ่งนี้ควรหลีกเลี่ยง   ท่านจงอ่อนน้อมถ่อมตนและพระเจ้าจะทรงยกท่าน

But exalt yourself and God will abase you.

แต่ถ้าท่านยกตัวเองแล้วพระเจ้าจะทรงลดเกียรติท่านลง

The scribes mentioned in the gospels were the professional scholars of their day in the interpretation of the Old Testament.

พวกอาลักษณ์ที่กล่าวถึงในพระกิตติคุณเป็นนักวิชาการมืออาชีพของสมัยนั้น  ในการตีความของพันธสัญญาเดิม

They took upon themselves the responsibility of interpreting.

พวกเขารับผิดชอบเองเรื่องการตีความ

Since the priests from the tribe of Levi were God's ordained teachers of Israel these were just self-appointed leaders of a superficial religion that emphasized only the external show of religion.

เพราะปุโรหิตจากตระกูลเลวีเป็นครูผู้สอนที่พระเจ้าแห่งอิสราเอลแต่งตั้ง  คนเหล่านี้เป็นเพียงผู้นำที่ยกแต่งตั้งตัวเองของศาสนาผิวเผิน  ที่เน้นเพียงแสดงออกภายนอกของศาสนานั้น

10 Neither be called instructors, for you have one instructor, the Christ.

10 อย่าให้ผู้ใดเรียกท่านว่า   'พระครู'   ด้วยว่าพระครูของท่านมีแต่ผู้เดียวคือพระคริสต์

11 The greatest among you shall be your servant.

11 ผู้ใดที่เป็นนายใหญ่ในพวกท่าน   ผู้นั้นย่อมต้องรับใช้ท่านทั้งหลาย

12 Whoever exalts himself will be humbled, and whoever humbles himself will be exalted.

12 ผู้ใดจะยกตัวขึ้น   ผู้นั้นจะต้องถูกเหยียดลง   ผู้ใดถ่อมตัวลง   ผู้นั้นจะได้รับการยกขึ้น  

13 “But woe to you, scribes and Pharisees, hypocrites! For you shut the kingdom of heaven in people's faces. For you neither enter yourselves nor allow those who would enter to go in.

13 “วิบัติแก่เจ้า   พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด   เพราะพวกเจ้าปิดประตูแผ่นดินสวรรค์ไว้จากมนุษย์   พวกเจ้าเองก็ไม่เข้าไป   และเมื่อคนอื่นจะเข้าไป   พวกเจ้าก็ขัดขวางไว้

14  Woe unto you, scribes and Pharisees, hypocrites! for ye devour widows' houses, and for a pretence make long prayer: therefore ye shall receive the greater damnation

14 ไว้ว่า  “วิบัติแก่เจ้าพวกธรรมาจารย์   และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด   ด้วยพวกเจ้าริบเอาเรือนของหญิงม่าย   และแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาว   เพราะฉะนั้นพวกเจ้าจะต้องมีโทษมากยิ่งขึ้น”  

Sometimes people in Christian leadership, such as TV evangelists, have taken advantage of widows causing them to send in their money to support ministries by playing on their emotions or making them feel guilty or giving while in a confused state of mind. 

บางครั้งผู้นำคริสเตียนทั้งหลาย เช่น นักประกาศพระกิตติคุณทางโทรทัศน์    ได้เอาประโยชน์จากหญิงม่าย  ทำให้คนเหล่านั้นต้องส่งเงินเพื่อสนับสนุนในพันธกิจของพวกเขา    โดยการใช้ประโยชน์จากอารมณ์ของคนเหล่านั้น   หรือทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีความผิด   หรือการให้ในขณะที่จิตใจยังอยู่ในสภาพสับสน

Widows should be cared for by the church, and never taken advantage of.

แม่ม่ายควรได้รับการดูแลโดยคริสตจักร   และไม่เคยได้ประโยชน์จากคริสตจักร

15 Woe to you, scribes and Pharisees, hypocrites! For you travel across sea and land to make a single proselyte, and when he becomes a proselyte, you make him twice as much a child of hell as yourselves.

15 “วิบัติแก่เจ้า   พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด   ด้วยพวกเจ้าเที่ยวไปตามทางทะเลและทางบกทั่วไป   เพื่อจะได้แม้แต่คนเดียวเข้าจารีต   เมื่อได้แล้วก็ทำให้เขาถึงนรกยิ่งกว่าเจ้าเองถึงสองเท่า  

16 “Woe to you, blind guides, who say, ‘If anyone swears by the temple, it is nothing, but if anyone swears by the gold of the temple, he is bound by his oath.’

16 “วิบัติแก่เจ้า   คนนำทางตาบอด   เจ้าสอนว่า   'ผู้ใดจะสาบานอ้างพระวิหาร   คำสาบานนั้นไม่ผูกมัด   แต่ผู้ใดจะสาบานอ้างทองคำของพระวิหาร   ผู้นั้นจะต้องกระทำตามคำสาบาน'

17 You blind fools! For which is greater, the gold or the temple that has made the gold sacred?

17 โอ  คนโฉดเขลาตาบอด  สิ่งไหนจะสำคัญกว่า  ทองคำหรือพระวิหารซึ่งกระทำให้ทองคำนั้นศักดิ์สิทธิ์

18 And you say, ‘If anyone swears by the altar, it is nothing, but if anyone swears by the gift that is on the altar, he is bound by his oath.’

18 และว่า   'ผู้ใดจะสาบานอ้างแท่นบูชา   คำสาบานนั้นไม่ผูกมัด   แต่ผู้ใดจะสาบานอ้างเครื่องตั้งถวายบนแท่นบูชานั้น   ผู้นั้นต้องกระทำตามคำสาบาน'

19 You blind men! For which is greater, the gift or the altar that makes the gift sacred?

19 ช่างตาบอดกันเสียจริงหนอ   สิ่งใดจะสำคัญกว่า   เครื่องตั้งถวาย   หรือแท่นบูชาที่กระทำให้เครื่องตั้งถวายนั้นศักดิ์สิทธิ์

20 So whoever swears by the altar swears by it and by everything on it.

20 เหตุฉะนี้ผู้ใดจะสาบานอ้างแท่นบูชา   ก็สาบานอ้างแท่นบูชา   และสิ่งสารพัดซึ่งอยู่บนแท่นบูชานั้นด้วย

21 And whoever swears by the temple swears by it and by him who dwells in it.

21 ผู้ใดจะสาบานอ้างพระวิหาร   ก็สาบานอ้างพระวิหาร   และอ้างพระองค์ผู้ทรงสถิตในพระวิหารนั้นด้วย

22 And whoever swears by heaven swears by the throne of God and by him who sits upon it.

22 ผู้ใดจะสาบานอ้างสวรรค์   ก็สาบานอ้างพระที่นั่งของพระเจ้า   และอ้างพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้นด้วย  

23 “Woe to you, scribes and Pharisees, hypocrites! For you tithe mint and dill and cumin, and have neglected the weightier matters of the law: justice and mercy and faithfulness. These you ought to have done, without neglecting the others.

23 “วิบัติแก่เจ้า  พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด   ด้วยพวกเจ้าถวายทศางค์ของสะระแหน่   ลูกผักชี  และยี่หร่า   ส่วนข้อสำคัญแห่งธรรมบัญญัติคือความยุติธรรม   ความเมตตา   ความเชื่อนั้นได้ละเลยเสีย   การถวายทศางค์พวกเจ้าก็ควรปฏิบัติ   แต่ไม่ควรละเลยข้อสำคัญนั้นด้วย

24 You blind guides, straining out a gnat and swallowing a camel!

24 โอ  คนนำทางตาบอด   เจ้ากรองลูกน้ำออกแต่กลืนตัวอูฐเข้าไป  

25 “Woe to you, scribes and Pharisees, hypocrites! For you clean the outside of the cup and the plate, but inside they are full of greed and self-indulgence.

25 “วิบัติแก่เจ้า   พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด   ด้วยเจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอก   ส่วนภายในถ้วยชามนั้นเต็มด้วยโจรกรรมและการมัวเมากิเลส

26 You blind Pharisee! First clean the inside of the cup and the plate, that the outside also may be clean.

26 โอ  พวกฟาริสีตาบอด  จงชำระถ้วยชามภายในเสียก่อน   เพื่อข้างนอกจะได้สะอาดด้วย

It is more important that the inside be clean than the outside.

มันเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะชำระภายในมากกว่าภายนอก

Men will start on the outward appearance; God is looking on the heart.

ผู้คนจะเริ่มต้นดูรูปลักษณ์ภายนอก; พระเจ้าทรงทอดพระเนตรในจิตใจ

The first king of Israel was Saul, a tall handsome man but one who didn’t have a good heart or a close relationship with God. 

กษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล  คือซาอูล  ชายหนุ่มรูปหล่อสูง แต่เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้มีหัวใจที่ดีหรือความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า

Samuel, who was the last of the judges and a prophet, was told by God to anoint a new king from the family of Jesse. 

ซามูเอล  เป็นผู้วินิจฉัยและผู้เผยพระวจนะคนสุดท้าย   พระเจ้าทรงสั่งให้ท่านเจิมกษัตริย์องค์ใหม่จากครอบครัวของเจสซี

The oldest of his sons was tall and handsome like Saul.

บุตรชายคนโตที่สุดของเขานั้นรูปร่างสูงและรูปหล่อเหมือนซาอูล

1 Samuel 1ซามูเอล16:7 7 But the LORD said to Samuel, “Do not look on his appearance or on the height of his stature, because I have rejected him. For the LORD sees not as man sees: man looks on the outward appearance, but the LORD looks on the heart.”

7 แต่พระเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า   “อย่ามองดูที่รูปร่างภายนอกหรือที่ความสูงแห่งร่างกาย ของเขา   ด้วยเราไม่ยอมรับเขา   เพราะพระเจ้าทอดพระเนตรไม่เหมือนกับที่มนุษย์ดู   มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอกแต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ”

And in the New Testament Jesus, and of course through the epistles is also emphasized, that more important than the outward actions or the inner attitudes of a man's heart.

และแน่นอนในพันธสัญญาใหม่   โดยในจดหมายฝากหลายฉบับเน้นที่พระเยซู ที่สำคัญกว่าการกระทำภายนอกหรือทัศนคติภายในของจิตใจของคน

It's what's within that the Lord is really counting and looking at.

มันเป็นสิ่งภายในที่พระเจ้าทรงนับและกำลังมอง

People can have an outward observance of righteousness, of religious rituals, of worship but inwardly they are not right. 

คนสามารถมองดูที่ความประพฤติแต่ภายนอกของความชอบธรรม ของพิธีกรรมทางศาสนา   ของการนมัสการ แต่ภายในพวกเขานั้นไม่ถูกต้อง

27 “Woe to you, scribes and Pharisees, hypocrites! For you are like whitewashed tombs, which outwardly appear beautiful, but within are full of dead people's bones and all uncleanness.

27 “วิบัติแก่เจ้า  พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี  คนหน้าซื่อใจคด   เพราะว่าเจ้าเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูนขาว   ข้างนอกดูงดงาม   แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตาย   และสารพัดโสโครก

28 So you also outwardly appear righteous to others, but within you are full of hypocrisy and lawlessness.

28 เจ้าทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้นแหละ   ภายนอกแลดูเหมือนว่าเป็นคนชอบธรรม   แต่ภายในเต็มไปด้วยความเท็จเทียมและอธรรม

The word hypocrisy means to put on a mask, to pretend to be something we are not.  To say one thing but do another.    

คำว่าหน้าซื่อใจคดหมายถึงการสวมหน้ากาก    เพื่อแสร้งทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ  ที่บอกอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง

29 “Woe to you, scribes and Pharisees, hypocrites! For you build the tombs of the prophets and decorate the monuments of the righteous,

29 “วิบัติแก่เจ้า   พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี   คนหน้าซื่อใจคด   ด้วยพวกเจ้าก่อสร้างอุโมงค์ฝังศพของผู้เผยพระวจนะ   และตกแต่งอุโมงค์ฝังศพของผู้ชอบธรรมให้งดงาม

30 saying, ‘If we had lived in the days of our fathers, we would not have taken part with them in shedding the blood of the prophets.’

30 แล้วกล่าวว่า   'ถ้าเราได้อยู่ในสมัยบรรพบุรุษของเรานั้น   จะได้มีส่วนกับเขา   ในการทำโลหิตของผู้เผยพระวจนะให้ตก   ก็หามิได้'

31 Thus you witness against yourselves that you are sons of those who murdered the prophets.

31 อย่างนั้นเจ้าทั้งหลายก็เป็นพยานปรักปรำตนเองว่า   เจ้าเป็นบุตรของผู้ที่ได้ฆ่าผู้เผยพระวจนะเหล่านั้น

32 Fill up, then, the measure of your fathers.

32 เจ้าทั้งหลาย   จงกระทำตามที่บรรพบุรุษได้กระทำนั้นให้ครบถ้วนเถิด

33 You serpents, you brood of vipers, how are you to escape being sentenced to hell?

33 โอ พวกงู  พันธุ์งูร้าย  เจ้าจะพ้นโทษนรกอย่างไรได้

34 Therefore I send you prophets and wise men and scribes, some of whom you will kill and crucify, and some you will flog in your synagogues and persecute from town to town,

34 เหตุฉะนั้น   นี่แหละ   ข้าพเจ้าใช้ผู้เผยพระวจนะ   นักปราชญ์   และธรรมาจารย์ต่างๆไปหาพวกเจ้า   เจ้าก็จะฆ่าเสียบ้าง   ตรึงเสียที่กางเขนบ้าง   เฆี่ยนตีในธรรมศาลาของเจ้าบ้าง   ข่มเหงไล่ออกจากเมืองนี้ไปเมืองโน้นบ้าง

35 so that on you may come all the righteous blood shed on earth, from the blood of innocent Abel to the blood of Zechariah the son of Barachiah, whom you murdered between the sanctuary and the altar.

35 ดังนั้น   บรรดาโลหิตอันชอบธรรมซึ่งตกที่แผ่นดินโลก   ตั้งแต่โลหิตของอาแบล   ผู้ชอบธรรม   จนถึงโลหิตของเศคาริยาห์บุตรบารัคยาที่พวกเจ้าได้ฆ่าเสีย   ในระหว่างพระวิหารกับแท่นบูชานั้น   คงตกบนพวกเจ้าทั้งหลาย

36 Truly, I say to you, all these things will come upon this generation.

36  ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   บรรดาผลกรรมชั่วเหล่านั้นจะตกกับคนสมัยนี้

Lament over Jerusalem

การเศร้าเสียใจต่อกรุงเยรูซาเล็ม

37 “O Jerusalem, Jerusalem, the city that kills the prophets and stones those who are sent to it! How often would I have gathered your children together as a hen gathers her brood under her wings, and you would not!

37  “โอ   เยรูซาเล็มๆที่ได้ฆ่าบรรดาผู้เผยพระวจนะ   และเอาหินขว้างผู้ที่รับใช้มาหาเจ้าถึงตาย   ข้าพเจ้าใคร่จะรวบรวมลูกของเจ้าไว้เนืองๆ   เหมือนแม่ไก่กกลูกอยู่ใต้ปีกของมัน   แต่เจ้าไม่ยอมเลยหนอ

In spite of all that they had done Jesus said, “I'd still love to gather your children together".

แม้ทุกสิ่งที่พวกเขาทำทั้งหมด   พระเยซูตรัสว่า   "เรายังคงรักที่จะรวบรวมลูกๆ ของเจ้าเข้าด้วยกัน"

The love that God had, had not diminished. He still loved them. But it was they who refused.

ความรักที่พระเจ้าทรงมี ไม่ได้ลดลง  ยังทรงรักพวกเขา แต่ก็เป็นพวกเขาเองที่ปฏิเสธ

It wasn't that the opportunity wasn't there, it wasn't that God was not merciful and forgiving, it wasn't that God wouldn't do it still for them, but they would not.

มันไม่ได้เป็นโอกาสนั้นไม่ใช่หรือ    มันก็ไม่ใช่ว่าพระเจ้าไม่ทรงเมตตาและให้อภัย   ก็ไม่ใช่ว่าพระเจ้าจะไม่ทรงทำมันเพื่อพวกเขา แต่พวกเขาจะไม่

38 See, your house is left to you desolate.

38 ดูเถิด   นิเวศของเจ้าจะถูกทอดทิ้งและเริศร้าง

39 For I tell you, you will not see me again, until you say, ‘Blessed is he who comes in the name of the Lord.’”

39 ด้วยข้าพเจ้าว่าแก่เจ้าทั้งหลายว่า   ตั้งแต่นี้ต่อไปเจ้าจะไม่เห็นข้าพเจ้าอีก   กว่าเจ้าจะออกปากกล่าวว่า   'ขอให้ท่านผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ”'

Are you doing things just to be noticed by other people or are you living to please God? 

คุณกำลังทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้คนอื่น ๆ สังเกตเห็น  หรือคุณกำลังมีชีวิตอยู่เพื่อทำสิ่งที่พระเจ้าทรงโปรด

Peter addresses the importance of serving God

เปโตรกล่าวถึงความสำคัญของการรับใช้พระเจ้า

1 Peter 1 เปโตร 4:10-1110 As each has received a gift, use it to serve one another, as good stewards of God's varied grace:

10 ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว   ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน   เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี   ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า

11 whoever speaks, as one who speaks oracles of God; whoever serves, as one who serves by the strength that God supplies—in order that in everything God may be glorified through Jesus Christ. To Him belong glory and dominion forever and ever. Amen.

11 ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดจะพูด   ก็ให้กล่าวเหมือนหนึ่งกล่าวพระภาษิตของพระเจ้า   ถ้าคนใดกระทำบริการ   ก็จงให้บริการตามกำลังซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทาน   เพื่อว่าพระเจ้าจะทรงได้เกียรติในการทั้งปวง   โดยทางพระเยซูคริสต์   พระสิริและไอศวรรยานุภาพจงมีแด่พระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์   อาเมน

Peter makes it clear that we have received our gifts from God for two purposes— to serve others and to bring praise to God.

เปโตรกล่าวชัดเจนว่าเราได้รับของประทานจากพระเจ้าด้วยจุดประสงค์สองอย่าง ---ที่จะรับใช้คนอื่น ๆ และที่จะนำการสรรเสริญแด่พระเจ้า

Serving isn’t about us receiving attention or glory; it is for Him to receive glory.

การรับใช้ไม่ได้เกี่ยวกับเราได้รับความสนใจหรือสง่าราศี; มันเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงได้รับเกียรติ

How does God receive glory when we serve?

พระเจ้าจะทรงรับพระเกียรติอย่างไรเมื่อเรารับใช้

The transforming power of Jesus Christ is on display in the lives of those who have traded selfishness for selflessness.

การเปลี่ยนอำนาจของพระเยซูคริสต์แสดงปรากฏในชีวิตของบรรดาผู้ที่เห็นแก่ตัวหรือไม่เห็นแก่ตัว

Peter says believers should recognize that we are speaking and serving directly on behalf of God to others, while He gives the ability and strength for us to do so.

เปโตรกล่าวว่าผู้เชื่อควรตระหนักว่าเรากำลังพูดและรับใช้โดยตรงเพื่อเห็นแก่พระนามของพระเจ้าเพื่อคนอื่น ๆ     ในขณะที่ทรงประทานความสามารถและกำลังสำหรับเราที่จะทำเช่นนั้น

And when we direct glory towards Him instead of accepting it for ourselves, we stand out from the crowd of those who glorify only themselves.

และเมื่อเราถวายพระเกียรติแด่พระองค์โดยตรง   แทนที่จะรับเอาเกียรติเพื่อตัวเราเอง  เรายืนแยกจากกลุ่มคนที่ยกย่องเชิดชูตัวเองเท่านั้น

And that difference in our lives causes people to examine the life-changing nature of a relationship with Jesus Christ.

และความแตกต่างนั้นในชีวิตของเรา  เป็นเหตุให้ผู้คนสำรวจลักษณะที่เปลี่ยนแปลงชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์

It demonstrates the truth of our faith in front of others.

มันแสดงให้เห็นความจริงแห่งความเชื่อของเราต่อหน้าผู้อื่น

Matthew 23