Saturday, May 7, 2016

 

Matthew 24 Jesus Foretells Destruction of the Temple and His second coming

มัทธิวบทที่ 24 พระเยซูทรงทำนายพระวิหารถูกทำลายและการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์

1 Jesus left the temple and was going away, when His disciples came to point out to Him the buildings of the temple.

1  ฝ่ายพระเยซูทรงออกจากบริเวณพระวิหาร   แล้วขณะเสด็จไป   พวกสาวกของพระองค์มาชี้ตึกทั้งหลาย   ในบริเวณพระวิหารให้พระองค์ทอดพระเนตร

2 But He answered them, “You see all these, do you not? Truly, I say to you, there will not be left here one stone upon another that will not be thrown down.”

2 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   “สิ่งสารพัดเหล่านี้พวกท่านเห็นแล้วมิใช่หรือ   ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านว่า   ศิลาที่ซ้อนทับกันอยู่ที่นี่   ซึ่งจะไม่ถูกทำลายลงก็ไม่มี”

Pastor Chuck Smith explains that this prophecy of Jesus was literally fulfilled some forty years later, when Titus came into Jerusalem with the Roman troops set fire to the temple, which was the last place in which the inhabitants of Jerusalem were holding out.

บาทหลวงชัค สมิธ อธิบายว่า    คำทำนายของพระเยซูแท้จริงได้สำเร็จเมื่อสี่สิบปีต่อมาเมื่อติตัสเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม   โดยนำกองกำลังทหารโรมันไปเผาพระวิหาร   ซึ่งเป็นแหล่งสุดท้ายที่ชาวเยรูซาเล็มยึดมั่นเป็นที่อาศัย

They set fire to the temple, actually against Titus' order.

พวกเขาเผาพระวิหาร   แท้จริงเป็นการขัดขืนคำสั่งของติตัส '

He wanted to preserve the temple, but some drunken soldier shot a flaming arrow, the temple caught fire, the people inside were cremated.

ทิตัสทรงอยากที่จะรักษาพระวิหารไว้  แต่ทหารที่เมาสุราบางคนได้ยิงลูกศรเพลิงไปที่พระวิหาร  มันจึงติดไฟไหม้   และผู้คนที่อยู่ภายในถูกเผาไหม้ตาย


The gold in the dome melted and came down in these crevasses.

ทองคำในโดมละลายและไหลลงมาตามรอยแยกเหล่านี้

So they threw down the temple stone by stone, to get the gold, until finally not one stone was left standing upon the other.

ดังนั้นพวกเขาจึงพังพระวิหารลงเป็นซากปรักหักพัง  เพื่อจะเอาทองคำ  จนในที่สุดก็ไม่มีก้อนหินเหลือทับซ้อนบนหินก้อนอื่น ๆ

Signs of the Close of the Age

หมายสำคัญแห่งวาระสิ้นยุค

3 As He sat on the Mount of Olives, the disciples came to Him privately, saying, “Tell us, when will these things be, and what will be the sign of your coming and of the close of the age?”

3  เมื่อพระเยซูประทับบนภูเขามะกอกเทศ   พวกสาวกมาเฝ้าส่วนตัวกราบทูลว่า   “ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบว่า   เหตุการณ์เหล่านี้จะบังเกิดขึ้นเมื่อไร   สิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา   และยุคเก่าจะสิ้นสุดลง”

Not the end of the world, but the end of this age, the age of man's rebellion against God, the end of the age of man's iniquity and sinfulness; before Jesus comes back and brings God's glorious kingdom.

ไม่ใช่สิ้นสุดโลก แต่เป็นการสิ้นยุคนี้    ยุคของการที่มนุษย์ขบถต่อพระเจ้า  สิ้นยุคแห่งความชั่วช้าของมนุษย์และความชั่วร้ายที่นั่น   ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาและนำราชอาณาจักรอันรุ่งโรจน์ของพระเจ้ามา

What are going to be the signs?

สิ่งใดกำลังจะเป็นหมายสำคัญหรือ

4 And Jesus answered them, “See that no one leads you astray.

4 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “ระวังให้ดี   อย่าให้ผู้ใดล่อลวงท่านให้หลง

5 For many will come in my name, saying, ‘I am the Christ,’ and they will lead many astray.

5 ด้วยว่าจะมีหลายคนมา   ต่างอ้างนามของข้าพเจ้าว่าตัวเขาเป็นพระคริสต์   เขาจะให้คนเป็นอันมากหลงไป

6 And you will hear of wars and rumors of wars. See that you are not alarmed, for this must take place, but the end is not yet.

6 ท่านทั้งหลายจะได้ยินเสียงสงคราม   และข่าวลือเรื่องสงคราม   คอยระวังอย่าตื่นตระหนกเลย   ด้วยว่าบรรดาสิ่งเหล่านี้จำต้องบังเกิดขึ้น   แต่ที่สุดปลายยุคยังไม่มาถึง

7 For nation will rise against nation, and kingdom against kingdom, and there will be famines and earthquakes in various places.

7 เพราะประชาชาติต่อประชาชาติ   ราชอาณาจักรต่อราชอาณาจักรจะต่อสู้กัน     ทั้งจะเกิดกันดารอาหารและแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ

These all constitute signs of His return, world wars.

ทั้งหมดเหล่านี้ประกอบเป็นหมายสำคัญของการเสด็จกลับมา   สงครามโลกหลายครั้ง

We've had two of them, beginning in 1914. Famines; the earth today is plagued with famines.

เรามีเรื่องราวสองอย่าง    เริ่มต้นในปีค.ศ. 1914 การกันดารอาหาร ความอดอยากระบาดทั่วโลกทุกวันนี้

It is estimated fifteen million people annually die of causes related to malnutrition. 

คนประมาณสิบห้าล้านคนต่อปีที่เสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับภาวะขาดแคลนอาหาร

There have been numerous earthquakes.

มีการเกิดแผ่นดินไหวมากมายหลายครั้ง

8 All these are but the beginning of the birth pains.

8 เหตุการณ์ทั้งปวงนี้เป็นขั้นแรกแห่งความทุกข์ลำบาก   ซึ่งต้องมีมาก่อนกำเนิดยุคใหม่  

9 “Then they will deliver you up to tribulation and put you to death, and you will be hated by all nations for My name's sake.

9 “ในเวลานั้นเขาจะอายัดท่านทั้งหลายไว้   ให้ทนทุกข์ลำบากและฆ่าท่านเสีย   และประชาชาติต่างๆจะเกลียดชังพวกท่าน   เพราะความจงรักภักดีของท่านที่มีต่อข้าพเจ้า

10 And then many will fall away and betray one another and hate one another.

10 คราวนั้นคนเป็นอันมากจะถดถอยไป   และอายัดกันและกัน   ทั้งจะเกลียดชังซึ่งกันและกันด้วย

11 And many false prophets will arise and lead many astray.

11 ผู้เผยพระวจนะปลอมหลายคนจะเกิดมีขึ้น   และล่อลวงคนเป็นอันมากให้หลงไป

12 And because lawlessness will be increased, the love of many will grow cold.

12 ความรักของคนส่วนมากจะเยือกเย็นลง   เพราะความอธรรมแผ่กว้างออกไป

13 But the one who endures to the end will be saved.

13 แต่ผู้ใดทนได้จนถึงที่สุดผู้นั้นจะรอด

14And this gospel of the kingdom will be proclaimed throughout the whole world as a testimony to all nations, and then the end will come.

14 ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า   จะได้ประกาศไปทั่วโลก   ให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ   แล้วที่สุดปลายจะมาถึง

The Abomination of Desolation

สิ่งอันน่าสะอิดสะเอียนที่ทำให้เกิดความวิบัติ

15 “So when you see the abomination of desolation spoken of by the prophet Daniel, standing in the holy place (let the reader understand

15  “เหตุฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายเห็นสิ่งอันน่าสะอิดสะเอียน   ซึ่งกระทำให้เกิดความวิบัติ   ตามพระวจนะที่ตรัสโดยดาเนียลผู้เผยพระวจนะนั้นตั้งอยู่ในสถานบริสุทธิ์   (ให้ผู้อ่านเข้าใจเอาเถิด)

16 then let those who are in Judea flee to the mountains.

16 เวลานั้นให้ผู้ที่อยู่ในแคว้นยูเดียหนีไปยังภูเขา

17Let the one who is on the housetop not go down to take what is in his house,

17 ผู้ที่อยู่บนดาดฟ้าหลังคาตึก   อย่าให้ลงมาเก็บข้าวของออกจากตึกของตน

18 and let the one who is in the field not turn back to take his cloak.

18 ผู้ที่อยู่ตามทุ่งนา   อย่าให้กลับไปเอาเสื้อผ้าของตน

19 And alas for women who are pregnant and for those who are nursing infants in those days!

19 แต่ในวันเหล่านั้น   อนิจจาน่าสงสารหญิงที่มีครรภ์   หรือมีลูกอ่อนกินนมอยู่

Daniel ดาเนียล 9:24-27 24 “Seventy weeks are decreed about your people and your holy city, to finish the transgression, to put an end to sin, and to atone for iniquity, to bring in everlasting righteousness, to seal both vision and prophet, and to anoint a most holy place.

24 “มีเจ็ดสิบสัปตะแห่งปีกำหนดไว้สำหรับชนชาติของ ท่านและนครบริสุทธิ์ของท่าน   เพื่อให้เสร็จสิ้นการทรยศ  ให้บาปจบสิ้น  และให้ลบมลทิน   เพื่อนำความชอบธรรมนิรันดร์เข้ามา   เพื่อประทับตราทั้งนิมิตและคำของผู้เผยพระวจนะไว้   และเพื่อจะเจิมสถานศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

25 Know therefore and understand that from the going out of the word to restore and build Jerusalem to the coming of an anointed one, a prince, there shall be seven weeks. Then for sixty-two weeks it shall be built again with squares and moat, but in a troubled time.

25 เพราะฉะนั้นจงทราบและเข้าใจว่า   นับตั้งแต่การที่ถ้อยคำนั้นออกไป   ให้สร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่จน ถึงสมัยผู้ถูกเจิมไว้   ผู้เป็นประมุขก็เป็นเวลาเจ็ดสัปตะ   และเยรูซาเล็มจะถูกสร้างขึ้นพร้อมด้วยลานเมืองและคู เป็นเวลาหกสิบสองสัปตะแต่ในยุคลำบาก

26 And after the sixty-two weeks, an anointed one shall be cut off and shall have nothing. And the people of the prince who is to come shall destroy the city and the sanctuary. Its end shall come with a flood, and to the end there shall be war. Desolations are decreed.

26 หลังจากหกสิบสองสัปตะแล้ว   ท่านผู้หนึ่งที่ถูกเจิมไว้จะต้องถูกตัดออกและจะไม่มีอะไรสำหรับท่าน   และประชาชนของประมุขผู้หนึ่งที่จะมานั้น   จะทำลายกรุง  และสถานศักดิ์สิทธิ์เสีย   ที่สุดปลายของมันจะมาถึงด้วยน้ำท่วม   จนกระทั่งที่สุดจะมีสงคราม  มีความวิบัติกำหนดไว้

27 And he shall make a strong covenant with many for one week, and for half of the week he shall put an end to sacrifice and offering. And on the wing of abominations shall come one who makes desolate, until the decreed end is poured out on the desolator.”

27  ท่านจะทำพันธสัญญาเข้มแข็งกับคนเป็นอัน มากอยู่หนึ่งสัปตะ   ท่านจะกระทำให้การถวายสัตวบูชา  และเครื่องบูชาอื่นๆ  หยุดไปครึ่งสัปตะ   ผู้ที่จะกระทำให้เกิดความวิบัตินั้น   จะมาบนปีกของสิ่งน่าสะอิดสะเอียน   จนความอวสานที่ได้กำหนดไว้จะถูก เทลงเหนือผู้กระทำให้เกิดความวิบัตินั้น”

In 167 B.C. a Greek ruler by the name of Antiochus Epiphanies set up an altar to Zeus over the altar of burnt offerings in the Jewish temple in Jerusalem.

ในปี ก.ค.ศ 167 นักปกครองชาวกรีกมีนามว่าแอนติโอคัส อิฟิฟานิ ได้สร้างแท่นบูชา เทพเจ้าซีอุส  เหนือแท่นเผาเครื่องบูชาในพระวิหารของชาวยิวในกรุงเยรูซาเล็ม

He also sacrificed a pig on the altar in the Temple in Jerusalem. This event is known as the abomination of desolation.  

นอกจากนี้เขาได้นำหมูถวายเป็นเครื่องสักการบูชา   บนแท่นบูชาในวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม  เหตุการณ์นี้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจที่ก่อให้เกิดความวิบัติ

In Matthew 24:15, Jesus was speaking some 200 years after the abomination of desolation described above had already occurred.

ในมัทธิว 24:15 พระเยซูกำลังตรัสราว 200 ปี หลังจากสิ่งอันน่ารังเกียจที่ก่อให้เกิดความวิบัติที่อธิบายข้างต้น  ได้เกิดขึ้นแล้ว

So, Jesus must have been prophesying that some time in the future another abomination of desolation would occur in a Jewish temple in Jerusalem.

ดังนั้นพระเยซูทรงต้องทำนายว่า    วันหนึ่งในอนาคตสิ่งอันน่ารังเกียจที่ก่อให้เกิดความวิบัติจะเกิดขึ้นอีกในพระวิหารของชาวยิวในกรุงเยรูซาเล็ม

Most Bible prophecy interpreters believe that Jesus was referring to the Antichrist who will do something very similar to what Antiochus Epiphanies did.

คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ส่วนใหญ่  เชื่อว่าพระเยซูทรงหมายถึงปฏิปักษ์พระคริสต์ ผู้ที่จะทำอะไรบางอย่างที่คล้ายกับสิ่งที่แอนติโอคุส  อิพิฟานีได้ทำไป

This is confirmed by the fact that some of what Daniel prophesied in Daniel 9:27 did not occur in 167 B.C. with Antiochus Epiphanies.

นี่คือคำยืนยันจากข้อเท็จจริงที่ว่าบางสิ่งที่ดาเนียลได้พยากรณ์ไว้ในดาเนียล 9:27 ไม่ได้เกิดขึ้นในปี ก.ค.ศ. 167 โดยแอนติโอคุส อิพิฟานี

Antiochus did not confirm a covenant with Israel for seven years.

แอนติโอคุสไม่ได้ยืนยันพันธสัญญากับอิสราเอลเป็นเวลาเจ็ดปี

It is the Antichrist who, in the end times, will establish a covenant with Israel for seven years and then break it by doing something similar to the abomination of desolation in the Jewish temple in Jerusalem.

มันเป็นปฏิปักษ์พระคริสต์  ที่ในเวลาสิ้นยุค  จะสร้างพันธสัญญากับอิสราเอลเป็นเวลาเจ็ดปี   แล้วยกเลิกสัญญาด้วยการทำสิ่งที่คล้ายกับสิ่งอันน่ารังเกียจที่ก่อให้เกิดความวิบัติในวิหารของชาวยิวในกรุงเยรูซาเล็ม

Revelation 13:14 describes him making some kind of image which all are forced to worship.

วิวรณ์ 13:14 บอกว่าเขาทำชนิดของภาพบางอย่างที่ทุกคนถูกบังคับให้การเคารพบูชา



Turning the temple of the living God into a place of worship for the Antichrist is truly an “abomination.”

การปรับเปลี่ยนพระวิหารของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ไปเป็นสถานที่สำหรับบูชาปฏิปักษ์พระคริสต์  แท้จริงเป็น "สิ่งอันน่ารังเกียจ"

Those who are alive and remain during the tribulation should be watchful and recognize that this event is the beginning of 3 1/2 years of the worst of the tribulation period and that the return of the Lord Jesus is imminent.1

บรรดาผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และยังคงอยู่ในช่วงความทุกข์ยากลำบาก   ควรจะคอยเฝ้าระวัง และรับรู้เหตุการณ์   นั่นคือจุดเริ่มต้นของสามปีครึ่งที่เลวร้ายที่สุดของช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบาก  และว่าการกลับมาของพระเยซูเจ้าใกล้เข้ามาแล้ว

Jesus makes reference to the abomination of desolation that Daniel spoke about. Daniel spoke about how many saying, "Look, when you see this abomination of desolation, for three and a half years into this final seven-year period, when you see this abomination of desolation that Daniel spoke about standing in the holy place, that's the sign for you to get out of there, and get out of there fast.

พระเยซูทรงพาดพิงถึงสิ่งอันน่ารังเกียจที่ก่อให้เกิดความวิบัติที่ดาเนียลได้พูดถึง  ดาเนียลได้พูดว่ากี่ครั้งว่า   "ดูนั่นสิ เมื่อคุณเห็นสิ่งอันน่ารังเกียจที่ก่อให้เกิดความวิบัติ  เป็นเวลาสามปีครึ่งไปจนระยะเวลาเจ็ดปีสุดท้าย    เมื่อคุณเห็นสิ่งอันน่ารังเกียจก่อให้เกิดความวิบัติ  ที่ดาเนียลพูดถึง   กำลังยืนอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์    นั่นเป็นหมายสำคัญให้คุณออกจากที่นั่นและรีบออกจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว

Don't bother going to your house to get anything, just get out.

อย่าห่วงว่าต้องกลับไปที่บ้านของคุณเพื่อไปเอาอะไร   เพียงแค่รีบออกไป


The elect are God's people the Jews.

ชาวยิวเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้เป็นคนของพระเจ้า

So the tribulation will be so horrible, the war and all that will break out.

ดังนั้นความยากลำบากจะน่ากลัวมาก   สงครามและสิ่งทั้งหลายจะเกิดขึ้น

The great battle of Armageddon, so fierce, so great, that unless God would shorten those days, no flesh would remain.

การสงครามครั้งใหญ่ที่อาร์มาเกโดนดุเดือด  รุนแรง   ถ้าพระเจ้าไม่ทรงร่นเวลาในสมัยนั้น   ก็จะไม่มีมนุษย์คนใดหลงเหลืออยู่

And so for the elect's sake, God will shorten those days.

และดังนั้น เพื่อเห็นแก่ผู้คนที่ทรงเลือกสรร  พระเจ้าได้ทรงร่นวันเวลาเหล่านั้น

Jesus is warning over and over, don't be deceived.

พระเยซูทรงเตือนสอนซ้ำแล้วซ้ำอีก  ว่าอย่าถูกหลอกลวง

If possible, the signs and wonders are so great; if possible, even the very elect would be deceived and then Jesus spoke about a seven-year period that hasn’t happened yet we call the Tribulation. 

ถ้าเป็นไปได้  หมายสำคัญและการอัศจรรย์นั้นสำคัญมาก; ถ้าเป็นไปได้  แม้ผู้คนที่ทรงเลือกไว้ก็จะถูกหลอก     และแล้วพระเยซูตรัสเกี่ยวกับระยะเวลาเจ็ดปี    ที่ยังไม่เกิดขึ้นที่เราเรียกว่าความทุกข์ยากลำเค็ญ

It will be marked by a world leader who will make a peace treaty with Israel but then in the middle of those seven years he will announce that he is God when of course he isn’t. 

จะเป็นที่น่าสังเกตโดยผู้นำระดับโลก    ใครจะทำสนธิสัญญาสันติภาพกับอิสราเอล   แต่แล้วในช่วงกลางของเจ็ดปีเหล่านั้น    มารจะประกาศว่าเป็นพระเจ้า   แต่แน่นอนมันไม่ได้เป็น

So he makes a covenant with the nation of Israel, but in the midst of that seven-year period, or after three and a half years, he will break the covenant, as he establishes, or sets up the abomination, which causes desolation.

ดังนั้นมันจึงทำพันธสัญญากับประเทศอิสราเอล    แต่ในท่ามกลางเวลาเจ็ดปีหรือหลังจากสามปีครึ่ง   มารจะทำลายพันธสัญญา   แล้วมันจะก่อตั้งหรือตั้งสิ่งอันน่ารังเกียจที่ก่อให้เกิดความวิบัติ

The abomination which causes desolation is when he, after three and a half years returns to Jerusalem, and comes into the holy temple, that has been rebuilt and stands in the holy place, defiling it, by declaring or showing that he himself is God. 

สิ่งอันน่าสะอิดสะเอียนที่ก่อให้เกิดความวิบัติ  คือหลังจากสามปีครึ่ง  เมื่อมันกลับไปกรุงเยรูซาเล็มและเข้ามาในวิหารศักดิ์สิทธิ์    ที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่และยืนอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์   ทำให้เสื่อมเสีย   ด้วยการประกาศหรือแสดงให้เห็นว่าตัวมันเองเป็นพระเจ้า

We call this man, the antichrist.

ที่เราเรียกว่าชายนี้ว่าปฏิปักษ์พระคริสต์

I Thessalonians 1 เธสะโลนิกา2:1-17 1 Now concerning the coming of our Lord Jesus Christ and our being gathered together to him, we ask you, brothers,

1 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   เรื่องการซึ่งพระเยซูคริสตเจ้าของเราจะเสด็จมา   และที่พระองค์จะทรงรวบรวมเราทั้งหลายไปเป็นของพระองค์นั้น   เราขอวิงวอนท่านว่า

2 not to be quickly shaken in mind or alarmed, either by a spirit or a spoken word, or a letter seeming to be from us, to the effect that the day of the Lord has come.

2 อย่าให้ใจของท่านหวั่นไหวง่าย   หรือตื่นตระหนกตกใจ   ไม่ว่าจะเป็นโดยทางวิญญาณ   หรือโดยทางคำพูด   หรือโดยทางจดหมายเป็นเชิงว่ามาจากเรา   อ้างว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาถึงแล้ว

3 Let no one deceive you in any way. For that day will not come, unless the rebellion comes first, and the man of lawlessness is revealed, the son of destruction,

3 อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดล่อลวงท่านโดยทางหนึ่งทางใดเลย   เพราะว่าวันนั้นจะไม่มาถึงจนกว่าจะมีการทรยศเสียก่อน   และคนนอกกฎหมายนั้นจะประจักษ์แจ้ง   คือลูกแห่งความพินาศ

4 who opposes and exalts himself against every so-called god or object of worship, so that he takes his seat in the temple of God, proclaiming himself to be God.

4 ผู้กีดกั้นขัดขวางและยกตัวขึ้นต่อสู้อะไรๆที่ได้ชื่อว่าเป็นพระ   หรืออะไรๆที่เขาไหว้นมัสการนั้น   แล้วมันก็นั่งในพระวิหารของพระเจ้าประกาศตัวว่าเป็นพระเจ้า

5 Do you not remember that when I was still with you I told you these things?

5 ท่านทั้งหลายจำไม่ได้หรือว่าเมื่อข้าพเจ้ายังอยู่กับท่าน   ข้าพเจ้าได้บอกเรื่องนี้ให้ท่านทราบแล้ว

6 And you know what is restraining him now so that he may be revealed in his time.

6 และท่านก็รู้จักสิ่งนั้นที่กำลังหน่วงเหนี่ยวมันไว้ในขณะนี้   เพื่อมันจะปรากฏออกมาได้ต่อเมื่อถึงเวลาของมัน

7 For the mystery of lawlessness is already at work. Only he who now restrains it will do so until he is out of the way.

7 เพราะว่าอำนาจลึกลับนอกกฎหมายนั้นก็เริ่มทำงานอยู่แล้ว   แต่ผู้ที่คอยหน่วงเหนี่ยวเดี๋ยวนี้นั้นจะยังหน่วงเหนี่ยวอยู่จนออกไปให้พ้น

8 And then the lawless one will be revealed, whom the Lord Jesus will kill with the breath of his mouth and bring to nothing by the appearance of his coming.

8 ขณะนั้นคนนอกกฎหมายนั้นก็จะปรากฏตัวขึ้น   และพระเยซูเจ้าจะทรงประหารมันด้วยลมพระโอษฐ์ของพระองค์   และจะทรงผลาญให้สูญไปด้วยการปรากฏและการเสด็จมาของพระองค์

9 The coming of the lawless one is by the activity of Satan with all power and false signs and wonders,

9 คนนอกกฎหมายนั้นจะมาโดยการดลบันดาลของซาตาน   พร้อมกับการอิทธิฤทธิ์ต่างๆ   และหมายสำคัญ   และการอัศจรรย์แห่งความเท็จ

10 and with all wicked deception for those who are perishing, because they refused to love the truth and so be saved.

10 และอุบายอธรรมต่างๆสำหรับคนเหล่านั้นที่จะต้องพินาศ   เพราะเขาทั้งหลายไม่ได้รักความจริงเพื่อจะรอดได้

11 Therefore God sends them a strong delusion, so that they may believe what is false,

11 เพราะเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงให้ความลุ่มหลงมาครอบงำเขา   ให้เขาเชื่อสิ่งที่เท็จ

12 in order that all may be condemned who did not believe the truth but had pleasure in unrighteousness.

12 เพื่อคนที่ไม่เชื่อความจริง   แต่ยินดีในการอธรรมจะได้ถูกพิพากษาลงโทษสิ้นทุกค

13But we ought always to give thanks to God for you, brothers beloved by the Lord, because God chose you as the first fruits to be saved, through sanctification by the Spirit and belief in the truth.

13 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ผู้เป็นที่รักขององค์พระผู้เป็นเจ้า   เราจำต้องขอบพระคุณพระเจ้าเพราะท่านอยู่เสมอ   เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเลือกท่านไว้ตั้งแต่เดิมให้ถึงที่รอด   โดยพระวิญญาณทรงชำระท่านให้บริสุทธิ์   และโดยท่านได้เชื่อความจริง

14 To this he called you through our gospel, so that you may obtain the glory of our Lord Jesus Christ.

14 พระองค์ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้มาถึงที่รอดนั้น   โดยทางข่าวประเสริฐของเรา   เพื่อจะได้รับศักดิ์ศรีของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา

15 So then, brothers, stand firm and hold to the traditions that you were taught by us, either by our spoken word or by our letter.

15 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงมั่นคงไว้   และยึดถือโอวาทที่ท่านได้เรียนจากเรา   ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือด้วยจดหมาย  

16 Now may our Lord Jesus Christ himself, and God our Father, who loved us and gave us eternal comfort and good hope through grace,

16 ขอให้องค์พระเยซูคริสตเจ้าของเรา   และพระบิดาเจ้าของเรา   ผู้ทรงรักเราและประทานให้เรามีความชูใจนิรันดร์   และความหวังอันดีโดยพระคุณ

17 comfort your hearts and establish them in every good work and word.

17 ทรงชูใจและตั้งใจของท่านไว้ให้มั่นคง   ในการกระทำและในวาจาอันดีทุกอย่าง

Continuing at Matthew 24:20

เรายังคงศึกษาต่อไปในพระธรรมมัทธิว 24:20

20 Pray that your flight may not be in winter or on a Sabbath.

20 จงอธิษฐานขอ   เพื่อการที่ท่านต้องหนีนั้น   จะไม่ตกในฤดูหนาว   หรือในวันสะบาโต

21For then there will be great tribulation, such as has not been from the beginning of the world until now, no, and never will be.

21 ด้วยว่าในคราวนั้นจะเกิดความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง   อย่างที่ไม่เคยมีตั้งแต่เริ่มโลกมาจนถึงทุกวันนี้   และในเบื้องหน้าจะไม่มีต่อไปอีก

22 And if those days had not been cut short, no human being would be saved. But for the sake of the elect those days will be cut short.

22 ถ้ามิได้ทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า   จะไม่มีมนุษย์รอดได้เลย   แต่เพราะทรงเห็นแก่ผู้เลือกสรร   จึงทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า

23 Then if anyone says to you, ‘Look, here is the Christ!’ or ‘There he is!’ do not believe it.

23 ในเวลานั้นถ้าผู้ใดจะบอกพวกท่านว่า   'แน่ะ   พระคริสต์อยู่ที่นี่'   หรือ   'อยู่ที่โน่น'   อย่าได้เชื่อเลย

24 For false christs and false prophets will arise and perform great signs and wonders, so as to lead astray, if possible, even the elect.

24 ด้วยว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จ   และผู้ทำนายเทียมเท็จหลายคนเกิดขึ้น   ทำหมายสำคัญอันใหญ่และการมหัศจรรย์   ล่อลวงแม้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลง   ถ้าเป็นได้

25 See, I have told you beforehand.

25 ดูเถิด  เราได้กล่าวเตือนท่านทั้งหลายไว้ก่อนแล้ว

26 So, if they say to you, ‘Look, he is in the wilderness,’ do not go out. If they say, ‘Look, he is in the inner rooms,’ do not believe it.

26 เหตุฉะนั้นถ้าใครจะบอกท่านทั้งหลายว่า   'ท่านผู้นั้นอยู่ในถิ่นทุรกันดาร'   ก็จงอย่าออกไป   หรือจะว่า   'อยู่ที่ห้องใน'   ก็จงอย่าเชื่อ

27 For as the lightning comes from the east and shines as far as the west, so will be the coming of the Son of Man.

27 ด้วยว่าฟ้าแลบมาจากทิศตะวันออก   ส่องไปจนถึงทิศตะวันตกฉันใด   การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นฉันนั้น

28 Wherever the corpse is, there the vultures will gather.

28 ซากศพอยู่ที่ไหนฝูงนกแร้งก็จะตอมกันอยู่ที่นั่                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                           

The Coming of the Son of Man

การเสด็จมาของบุตรมนุษย์

29 “Immediately after the tribulation of those days the sun will be darkened, and the moon will not give its light, and the stars will fall from heaven, and the powers of the heavens will be shaken.

29 “แต่พอสิ้นความทุกข์ลำบากแห่งวันเหล่านั้นแล้ว   ดวงอาทิตย์จะมืดไป   และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง   ดวงดาวทั้งปวงจะตกจากฟ้า   และบรรดาสิ่งที่มีอำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้าน

30 Then will appear in heaven the sign of the Son of Man, and then all the tribes of the earth will mourn, and they will see the Son of Man coming on the clouds of heaven with power and great glory.

30 เมื่อนั้นนิมิตแห่งบุตรมนุษย์   จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า   มนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะตีอกร้องไห้ แล้วจะเห็น บุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า   ทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก

31 And He will send out his angels with a loud trumpet call, and they will gather His elect from the four winds, from one end of heaven to the other.

31 พระองค์ทรงใช้เหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์   มาด้วยเสียงแตรอันดังยิ่งนัก   ให้รวบรวมคนทั้งปวงที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้แล้ว   ทั้งสี่ทิศนั้น   ตั้งแต่ที่สุดฟ้าข้างนี้จนถึงที่สุดฟ้าข้างโน้น

The Lesson of the Fig Tree

บทเรียนของต้นมะเดื่อ

32 “From the fig tree learn its lesson: as soon as its branch becomes tender and puts out its leaves, you know that summer is near.

32 “จงเรียนคำเปรียบเรื่องต้นมะเดื่อ   เมื่อแตกกิ่งแตกใบ   ท่านก็รู้ว่าฤดูร้อนใกล้จะถึงแล้ว

33 So also, when you see all these things, you know that He is near, at the very gates.

33 เช่นนั้นแหละ   เมื่อท่านทั้งหลายเห็นบรรดาสิ่งเหล่านั้นก็ให้รู้ว่า   พระองค์เสด็จมาใกล้จะถึงประตูแล้ว

34 Truly, I say to you, this generation will not pass away until all these things take place.

34 ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   คนในชั่วอายุนี้จะไม่ล่วงลับไปก่อนสิ่งทั้งปวงนั้นบังเกิดขึ้น

35 Heaven and earth will pass away, but my words will not pass away.

35 ฟ้าและดินจะล่วงไป   แต่ถ้อยคำของข้าพเจ้าจะสูญหายไปหามิได้เลย

No One Knows That Day and Hour

ไม่มีใครรู้วันนั้นและโมงนั้น

36 “But concerning that day and hour no one knows, not even the angels of heaven, nor the Son, but the Father only.

36 “แต่วันนั้น โมงนั้น ไม่มีใครรู้  ถึงบรรดาทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้   รู้แต่พระบิดาองค์เดียว

37 As were the days of Noah, so will be the coming of the Son of Man.

37 ด้วยสมัยของโนอาห์   ได้เป็นอย่างไร   เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมา   ก็จะเป็นอย่างนั้น

38 For as in those days before the flood they were eating and drinking, marrying and giving in marriage, until the day when Noah entered the ark,

38 เพราะว่าเมื่อก่อนวันน้ำท่วมนั้น   คนทั้งหลายได้กินและดื่มกัน   ทำการสมรสและยกให้เป็นสามีภรรยากัน   จนถึงวันที่โนอาห์เข้าในนาวา

39 and they were unaware until the flood came and swept them all away, so will be the coming of the Son of Man.

39 และน้ำท่วมมากวาดเอาเขาไปสิ้น   โดยไม่ทันรู้ตัวฉันใด   เมื่อบุตรมนุษย์จะเสด็จมาก็จะเป็นฉันนั้น

40 Then two men will be in the field; one will be taken and one left.

40 เมื่อนั้นชายสองคนอยู่ที่ทุ่งนา   จะทรงรับคนหนึ่ง   ทรงละคนหนึ่ง

41 Two women will be grinding at the mill; one will be taken and one left.

41 หญิงสองคนโม่แป้งอยู่ที่โรงโม่   จะทรงรับคนหนึ่ง   ทรงละคนหนึ่ง

42 Therefore, stay awake, for you do not know on what day your Lord is coming.

42เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังอยู่   เพราะท่านไม่รู้ว่า   องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาไหน

43 But know this, that if the master of the house had known in what part of the night the thief was coming, he could have stayed awake and would not have let his house be broken into.

43 จงจำไว้ว่า   ถ้าเจ้าของบ้านล่วงรู้ได้ว่าขโมยจะมายามไหน   เขาจะตื่นอยู่และระวัง   ไม่ให้ทะลวงเรือนของเขาได้

44 Therefore you also must be ready, for the Son of Man is coming at an hour you do not expect.

44 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้   เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น   บุตรมนุษย์จะเสด็จมา

45 “Who then is the faithful and wise servant, whom his master has set over his household, to give them their food at the proper time?

45  “ใครเป็นทาสสัตย์ซื่อและฉลาด   ที่นายได้ตั้งไว้เหนือพวกบ่าวทาสสำหรับแจกอาหารตามเวลา

46 Blessed is that servant whom his master will find so doing when he comes.

46 เมื่อนายมาพบเขากระทำอยู่อย่างนั้น   ทาสผู้นั้นก็จะเป็นสุข

47 Truly, I say to you, he will set him over all his possessions.

47 ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   นายจะตั้งเขาไว้ให้ดูแลบรรดาข้าวของของท่าน

48 But if that wicked servant says to himself, ‘My master is delayed,’

48 แต่ถ้าทาสนั้นชั่วและคิดในใจว่า   'นายของข้ามาช้า'

49 and begins to beat his fellow servants and eats and drinks with drunkards,

49 แล้วจะตั้งต้นโบยตีเพื่อนทาสและกินดื่มอยู่กับเพื่อนขี้เมา

50 the master of that servant will come on a day when he does not expect him and at an hour he does not know

50 นายของทาสผู้นั้น   จะมาในวันที่เขาไม่คิดในโมงที่เขาไม่รู้

51 and will cut him in pieces and put him with the hypocrites. In that place there will be weeping and gnashing of teeth.

51 และจะทำโทษเขาถึงสาหัส   ทั้งจะขับไล่ให้เขาไปอยู่ในที่ของพวกคนหน้าซื่อใจคด   ซึ่งที่นั่นจะมีแต่การร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

Dr. J. Vernon Mc Gee makes this commentary - this parable reflects the attitude of some …"Well, the Lord delays His coming -- so I'll just go on living carelessly."

ดร. เจ เวอร์นอน แมคกี วิพากษ์วิจารณ์ดังนี้ - คำอุปมานี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของบางคน ...  " คือว่า  พระเจ้าทรงเสด็จมาล่าช้า -. ดังนั้นฉันจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไม่ต้องระมัดระวัง"

When Christ returns, He will judge that man.

เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา    พระองค์จะทรงตัดสินชายคนนั้น

This is a great principle which is applicable to every age.

นี้เป็นหลักการที่สำคัญ   คือสามารถใช้ได้กับทุกชั่วอายุ

You and I ought to live our lives in the light of the fact that we are to stand in the presence of Christ.

คุณและฉันควรจะใช้ชีวิตของเราในแง่ของความจริงที่ว่า   เราต้องยืนปรากฏตัวต่อพระพักตร์พระคริสต์

Note that I didn't say in the light of the coming of Christ but in the light of the presence of Christ.

โปรดทราบว่าผมไม่ได้พูดในแง่ของการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์   แต่ในแง่ของการอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระคริสต์

Regardless of whether Christ comes a hundred years from today or a thousand years, you and I will stand in His presence.

โดยไม่คำนึงว่าพระคริสต์จะเสด็จมาหนึ่งร้อยปีนับจากวันนี้หรือพันปี    คุณและฉันจะยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์

Whether you are saved or lost, you will stand in His presence.

ไม่ว่าคุณจะรอดหรือหลงหายไป  คุณจะยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์


If you are saved, you will have to give Him an account of your life to see if you receive a reward.

หากคุณรอดแล้ว   คุณจะต้องให้การทุกเรื่องของคุณต่อพระองค์  เพื่อดูว่าคุณได้รับบำเหน็จรางวัลหรือไม่

If you are lost, you will stand there to be judged.

หากคุณได้หลงหายไป    คุณจะยืนอยู่ที่นั่นเพื่อรอรับการพิพากษา

Therefore, every person should live his life in light of the fact that he is to stand in the presence of the Lord.

ดังนั้น  ทุกคนควรใช้ชีวิตของเขาในแง่ของความเป็นจริง    ที่ว่าเขาต้องยืนเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า

This is the great emphasis in this passage.

นี่คือการเน้นความสำคัญในพระธรรมตอนนี้

Therefore, it has applications to us.

ดังนั้น จึงมีการนำมาประยุกต์ใช้กับเรา

Matthew 24