Thursday, January 12, 2017

 

Exodus 10

อพยพบทที่ 10

The Lord's been bringing these plagues to let Pharaoh know who He is and to show their gods are false. 

พระเจ้าได้ทรงนำภัยพิบัติเหล่านี้มาอีก   เพื่อให้ฟาโรห์ทรงทราบว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด   และเพื่อแสดงว่าพระของพวกเขานั้นทียมเท็จ

Now God says, "I'm doing these also for the purpose that you might tell your sons, and they might tell their sons, and they might tell their sons, that they may know that I am the Lord.

ตอนนี้พระเจ้าตรัสว่า "เรากำลังทำสิ่งเหล่านี้เพื่อจุดประสงค์   ที่พวกเจ้าอาจจะบอกบุตรชายของเจ้าและพวกเขาอาจจะบอกบุตรชายของพวกเขา    และพวกเขาอาจจะบอกบุตรชายของพวกเขา   เพื่อพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือพระเจ้า

You tell them the things that I did to the Egyptians. 

เจ้าจงบอกพวกเขาสิ่งทั้งหลายที่เราได้ทำกับชาวอียิปต์

This part of the history of Israel is told to Hebrew children still today.  

ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลตอนนี้ยังคงถูกเล่าต่อสู่ลูกหลานชาวฮิบรูทุกวันนี้

Sadly though, some Jews take these stories as pretend, rather than actual history.

แม้ว่าน่าเศร้าใจ  พวกยิวบางคนถือว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องเสแสร้ง  มากกว่าเป็นประวัติศาสตร์จริง

Like the Greeks and the Romans had mythology of many gods, which people did believe in at one time but now nobody does.

เหมือนที่ชาวกรีกและชาวโรมันมีตำนานเรื่องเหล่าทวยเทพมากมาย   ซึ่งประชาชนพากันหลงเชื่อครั้งหนึ่ง   แต่ตอนนี้ไม่มีใครเชื่อ

Many Jews look upon the stories of the Ten Plagues as mythology.

ชาวยิวมากมายมองว่าเรื่องราวของภัยพิบัติทั้งสิบอย่างนั้นเป็นตำนาน


God wanted them to know that He was Lord that they might teach these things to their children. 

พระเจ้าทรงประสงค์ให้พวกเขารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า    ที่พวกเขาอาจจะสอนเรื่องเหล่านี้ให้กับลูกหลานของพวกเขา

As Christians, we have the same responsibility to teach our children about the Lord. 

ในฐานะคริสเตียน  เรามีความรับผิดชอบเช่นเดียวกัน   ที่จะสอนลูกๆ ของเราเรื่ององค์พระผู้เป็นเจ้า

If we don’t then in just one generation, there are no Christians, or we have to start all over again in sharing the Gospel to people who have never heard. 

แล้วถ้าเราไม่ทำในคนรุ่นหนึ่ง   ก็จะไม่มีพวกคริสเตียน   มิฉะนั้นเราจะต้องเริ่มต้นทั้งหมดอีกครั้งในการแบ่งปันพระกิตติคุณแก่ผู้คนที่ไม่เคยได้ยิน

It becomes much better and much easier if our Christian faith can be passed from generation to generation.

มันจะดียิ่งขึ้นและง่ายขึ้น   หากความเชื่อแบบคริสเตียนของเราสามารถถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นได้


The Eighth Plague: Locusts verses 1-20

ภัยพิบัติที่แปด   ภัยจากฝูงตั๊กแตน  ข้อ 1-20

1Then the LORD said to Moses, “Go in to Pharaoh, for I have hardened his heart and the heart of his servants, that I may show these signs of mine among them,

1พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “จงเข้าไปหาฟาโรห์   เพราะเราทำให้ใจของ ฟาโรห์และใจของข้าราชการแข็งกระด้าง   เพื่อเราจะได้แสดงหมายสำคัญเหล่านี้ของ เราท่ามกลางพวกเขา

2and that you may tell in the hearing of your son and of your grandson how I have dealt harshly with the Egyptians and what signs I have done among them, that you may know that I am the LORD.”

2เพื่อเจ้าจะได้เล่าเหตุการณ์ ที่เราได้กระทำแก่ชาวอียิปต์ให้ลูกหลานฟังรวมทั้งหมายสำคัญ   ซึ่งเราได้สำแดงแก่เขานั้น   เพื่อพวกเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือพระเจ้า”  

3So Moses and Aaron went in to Pharaoh and said to him, “Thus says the LORD, the God of the Hebrews, ‘How long will you refuse to humble yourself before me? Let my people go, that they may serve me.

3โมเสสและอาโรนจึงเข้าไปเฝ้าฟาโรห์ทูลว่า “พระเจ้าของคนฮีบรูตรัสดังนี้ว่า   'เจ้าจะขัดขืนไม่ยอมอ่อนน้อมต่อเรานานสักเท่าใด   จงปล่อยประชากรของเราให้ไปนมัสการเรา

4For if you refuse to let my people go, behold, tomorrow I will bring locusts into your country,

4ถ้าเจ้าไม่ยอมปล่อยประชากรของเราไป   พรุ่งนี้เราจะให้ตั๊กแตนเข้ามาในเขตแดนของเจ้า

5and they shall cover the face of the land, so that no one can see the land. And they shall eat what is left to you after the hail, and they shall eat every tree of yours that grows in the field,

5ฝูงตั๊กแตนนั้นจะมาลงเต็มไปหมดจนแลไม่เห็นพื้นดิน   และสิ่งที่เหลือจากลูกเห็บทำลาย มันจะกิน และต้นไม้ทุกต้นซึ่งงอกขึ้นให้เจ้าในทุ่งนานั้น   มันจะกินเสียหมด

6and they shall fill your houses and the houses of all your servants and of all the Egyptians, as neither your fathers nor your grandfathers have seen, from the day they came on earth to this day.’” Then he turned and went out from Pharaoh. 

6มันจะเข้าไปในราชสำนัก ในบ้านเรือนของข้าราชการ   และในบ้านเรือนของชาวอียิปต์จนเต็มหมด   อย่างที่บิดาและปู่ทวด ตั้งแต่เกิดมาจนทุกวันนี้ ไม่เคยเห็นเช่นนี้เลย' ”   แล้วโมเสสก็ออกไปจากวังฟาโรห์  

7Then Pharaoh's servants said to him, “How long shall this man be a snare to us? Let the men go, that they may serve the LORD their God. Do you not yet understand that Egypt is ruined?”

7บรรดาข้าราชการทูลฟาโรห์ว่า   “คนนี้จะเป็นบ่วงแร้วดักเราไปนานสักเท่าใด   ขอทรงพระกรุณาปลดปล่อยคนเหล่านั้นให้ไป นมัสการพระเจ้าของเขาเถิด พระองค์ยังไม่ทราบหรือว่า อียิปต์กำลังพินาศแล้ว”  

8So Moses and Aaron were brought back to Pharaoh. And he said to them, “Go, serve the LORD your God. But which ones are to go?”

8โมเสสและอาโรนถูกนำตัวเข้ามาเฝ้าฟาโรห์อีก   พระองค์จึงตรัสว่า “ไปนมัสการพระเจ้าของเจ้า   แต่ใครจะไปบ้าง”

9Moses said, “We will go with our young and our old. We will go with our sons and daughters and with our flocks and herds, for we must hold a feast to the LORD.”

9โมเสสทูลว่า “ข้าพระบาทจะต้องพากันไปทั้งคนหนุ่มและคนแก่   ข้าพระบาทจะต้องพากันไปทั้งบุตรชายและบุตรหญิง   และฝูงแพะแกะและฝูงโค   เพราะข้าพระบาททั้งหลายต้องมีพิธีเลี้ยงถวายพระเจ้า”  

10But he said to them, “The LORD be with you, if ever I let you and your little ones go! Look, you have some evil purpose in mind.

10ฟาโรห์ตรัสกับเขาทั้งสองว่า “ถ้าเรายอมให้เจ้าไปกับบุตรด้วย ก็ให้พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับพวกเจ้าเถิด เจ้าคิดทุจริตเสียแล้ว

11No! Go, the men among you, and serve the LORD, for that is what you are asking.” And they were driven out from Pharaoh's presence.

11อนุญาตไม่ได้ จงพาเฉพาะแต่ผู้ชายไปนมัสการพระเจ้า   เพราะเจ้าปรารถนาเช่นนี้เท่านั้น” แล้วโมเสสกับอาโรนก็ถูกขับไล่ออกไปเสียจากพระพักตร์ของฟาโรห์  

12Then the LORD said to Moses, “Stretch out your hand over the land of Egypt for the locusts, so that they may come upon the land of Egypt and eat every plant in the land, all that the hail has left.”

12พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “จงเหยียดมือออกเหนือประเทศอียิปต์ให้ฝูงตั๊กแตน ลงบนผืนแผ่นดินอียิปต์ ให้กินผักทั่วไปทั้งทุ่ง ซึ่งเหลือจากลูกเห็บทำลาย”  

13So Moses stretched out his staff over the land of Egypt, and the LORD brought an east wind upon the land all that day and all that night. When it was morning, the east wind had brought the locusts.

13โมเสสจึงยื่นไม้เท้าออกเหนือแผ่นดินอียิปต์   พระเจ้าก็บันดาลให้ลมตะวันออกพัดมาเหนือพื้น แผ่นดินทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดวันนั้น   ครั้นเวลารุ่งเช้า   ลมตะวันออกก็พัดหอบฝูงตั๊กแตนมา

14The locusts came up over all the land of Egypt and settled on the whole country of Egypt, such a dense swarm of locusts as had never been before, nor ever will be again.

14ฝูงตั๊กแตนลงทั่วแผ่นดินอียิปต์ และจับอยู่ทั่วเขตแดนอียิปต์ทั้งหมด   แต่ก่อนไม่เคยมีตั๊กแตนฝูงใหญ่อย่างนี้เลย   และต่อไปข้างหน้าจะหามีอย่างนั้นอีกไม่

15They covered the face of the whole land, so that the land was darkened, and they ate all the plants in the land and all the fruit of the trees that the hail had left. Not a green thing remained, neither tree nor plant of the field, through all the land of Egypt.

15มันปกคลุมพื้นแผ่นดินจนแลมืดไป   มันกินผักในทุ่ง   และผลไม้ทุกอย่างซึ่งเหลือจากลูกเห็บ ทำลาย ไม่มีพืชใบเขียวเหลือเลย   ไม่ว่าต้นไม้หรือผักในทุ่ง  ทั่วแผ่นดินอียิปต์  

16Then Pharaoh hastily called Moses and Aaron and said, “I have sinned against the LORD your God, and against you.

16ฟาโรห์รีบให้คนไปตามตัวโมเสสและอาโรนเข้าเฝ้าแล้วตรัสว่า   “เราได้ทำบาปต่อพระเจ้าของเจ้า   และต่อเจ้าทั้งสองด้วย

17Now therefore, forgive my sin, please, only this once, and plead with the LORD your God only to remove this death from me.”

17ขอเจ้ายกโทษบาปให้เราครั้งนี้สักครั้งเถิด   จงวิงวอนขอพระเจ้าของเจ้า   เพื่อพระองค์จะได้ทรงโปรดให้ความตายนี้พ้นไปจากเรา”  

18So he went out from Pharaoh and pleaded with the LORD.

18โมเสสก็ไปจากฟาโรห์ และทูลวิงวอนพระเจ้า

19And the LORD turned the wind into a very strong west wind, which lifted the locusts and drove them into the Red Sea. Not a single locust was left in all the country of Egypt.

19พระเจ้าจึงทรงบันดาลให้ลมพายุพัดกลับมาจากทิศตะวันตก   หอบฝูงตั๊กแตนไปตกในทะเลแดง   จนไม่เหลือเลยสักตัวเดียว ตลอดเขตแดนอียิปต์

20But the LORD hardened Pharaoh's heart, and he did not let the people of Israel go.

20แต่พระเจ้าทรงบันดาลให้พระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้าง   ท่านจึงไม่ยอมปล่อยคนอิสราเอลไป


Moses and Aaron came in unto Pharaoh, and said unto him, how long will you refuse to humble yourself before God? 

โมเสสและอาโรนมาเข้าเฝ้าฟาโรห์และทูลต่อพระองค์   พระองค์จะทรงปฏิเสธที่จะถ่อมพระทัยต่อพระเจ้าไปอีกนานแค่ไหน

Let my people go, that they may serve Me. Or else, if you refuse to let my people go, behold, tomorrow I will bring locusts into thy coast. 

ขอทรงปล่อยให้ประชากรของเราไป    เพื่อพวกเขาจะได้ปรนนิบัติเรา   หรือมิฉะนั้น  ถ้าเจ้าปฏิเสธที่จะปล่อยประชากรของเราไป    ดูเถิด  พรุ่งนี้เราจะนำฝูงตั๊กแตนมาสู่ฝั่งทะเลของเจ้า

Pharaoh didn’t listen and so the locusts came.  These locusts ate eat every tree and every plant. 

ฟาโรห์ไม่ทรงรับฟังและดังนั้นฝูงตั๊กแตนก็พากันมา    ฝูงตั๊กแตนเหล่านี้ได้กัดกินต้นไม้และพืชทุกต้นเลย
The servants of Pharaoh were beginning to try to encourage him to listen to Moses and Aaron and let the people of Israel go. 

ข้าราชการของฟาโรห์ก็เริ่มสนับสนุนให้พระองค์ทรงฟังโมเสสและอาโรน   และปล่อยให้คนอิสราเอลไปเสีย

Moses and Aaron were called in by the Pharaoh: and he said unto them, and he offered another compromise. 

โมเสสและอาโรนถูกฟาโรห์เรียกตัวให้เข้าเฝ้า  และพระองค์ตรัสแก่พวกเขา  และทรงขอประนี ประนอมอีกครั้ง

Go, and serve the Lord your God: but who are they that shall go?

จงออกไปและปรนนิบัติพระเจ้าของพวกเจ้า    แต่พวกเขาเป็นใครที่จะไปได้

And Moses said, We will go with our young with our old, with our sons and with our daughters, with our flocks and our herds we will go; for we must hold a feast unto the Lord.  

และโมเสสได้กล่าวว่า    เราจะไปกับคนหนุ่มพร้อมกับคนชราของเรา   กับบุตรชายและบุตรสาวของเรา   เราจะไปพร้อมกับฝูงแกะและฝูงโคทั้งหลาย   เพราะเราต้องจัดงานเลี้ยงฉลองถวายแด่พระเจ้า

But Pharaoh was only willing the men go, know that would soon come back to their women and children.

แต่ฟาโรห์ทรงเต็มพระทัยที่จะให้ไปแต่ผู้ชายเท่านั้น   ทรงรู้ว่าอีกไม่นานพวกเขาจะกลับมาหาพวกผู้หญิงและลูกๆ ของพวกเขา

Sometimes I think Satan says, "Hey you know you don't want to rob your kids from fun.

บางครั้งผมคิดว่าซาตานพูดว่า  "เฮ้  เจ้าก็รู้ว่าเจ้าไม่อยากแย่งความสนุกสนานไปจากเด็กๆ ของเจ้า

Now if you want to make your commitment to the Lord and you want to live a life of dedication to God, that's all right for you. 

ตอนนี้ถ้าเจ้าต้องการที่จะยอมมอบถวายตัวต่อพระเจ้า     และเจ้าต้องการที่จะมีชีวิตที่อุทิศถวายแด่พระเจ้า  นั่นก็เหมาะสมแล้วสำหรับเจ้า

But don't make your kids pray, and read the Bible and attend church, don’t try to lead them to accept Christ.

แต่อย่าให้เด็กๆ ของเจ้าอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์   และร่วมนมัสการในคริสตจักร  อย่าพยายามที่จะนำพวกเขาให้ต้อนรับพระเยซูคริสต์

You don't want them to be thought of as weird or take away their fun. 

เจ้าไม่อยากให้พวกเขาถูกมองว่าประหลาด   หรือพรากความสนุกสนานของเขาไป

So let them go ahead and do the things with the other kids so that they're not thought of as different." 

ดังนั้น  จงปล่อยให้พวกเขาเดินหน้าไป   และทำสิ่งต่างๆ ร่วมกับเด็กอื่น ๆ  เพื่อว่าพวกเขาจะไม่ถูกมองว่าแตกต่าง "

Pharaoh suggests go, but don't take your children with you."

ฟาโรห์ทรงแนะนำให้ไป   แต่อย่าพาเด็กๆ ของเจ้าไปกับเจ้า"

No way, the children must go with us. 

ไม่มีทาง    เด็กๆ ต้องไปกับเราด้วย


After the locust came then Pharaoh called for Moses and Aaron in haste; and he said, I have sinned against the Lord your God, and against you.

หลังจากฝูงตั๊กแตนมาทำลายแล้ว   ฟาโรห์จึงตรัสเรียกโมเสสและอาโรนให้รีบไปเข้าเฝ้า; และพระองค์ตรัสว่า  เราได้ทำบาปต่อพระเจ้าของพวกเจ้าและกับพวกเจ้า

Now therefore forgive, I pray thee, my sin only this once, and entreat the Lord your God, that he may take away from me this death.  (Exodus 10:12-17). 

ดังนั้นตอนนี้  เราขอวิงวอนเจ้า     จงให้อภัยความบาปของเราครั้งนี้สักครั้ง  และขอวิงวอนพระเจ้าของเจ้า   ขอให้ความตายนี้พ้นไปจากเราเถิด  (อพยพ 10: 12-17)

So again the Pharaoh confesses his sin, and again the asking of them to pray for him.

ดังนั้น  อีกครั้งที่ฟาโรห์ทรงสารภาพบาปของพระองค์    และอีกครั้งที่ทรงขอให้พวกเขาอธิษฐานเผื่อพระองค์

But he is not sincere. 

แต่พระองค์ไม่ทรงจริงใจ

Moses prayed and the Lord sent a strong wind that took away the locusts.

โมเสสจึงได้อธิษฐานและพระเจ้าทรงส่งลมแรงมาพัดพาเอาฝูงตั๊กแตนไปเสีย

But the Lord hardened Pharaoh's heart, so that he would not let the children of Israel go.

แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้ฟาโรห์มีพระทัยแข็งกระด้าง   เพื่อว่าพระองค์จะไม่ทรงยอมปล่อยให้ลูกหลานอิสราเอลไป

The Ninth Plague: Darkness verses 21-29

ภัยพิบัติที่เก้า  ภัยจากความมืด  ข้อ 21-29

21Then the LORD said to Moses, “Stretch out your hand toward heaven, that there may be darkness over the land of Egypt, a darkness to be felt.”

21พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงชูมือของเจ้าขึ้นสู่ท้องฟ้า   เพื่อจะให้มีความมืดทั่วแผ่นดินอียิปต์   เป็นความมืดจนจับคลำได้”

22So Moses stretched out his hand toward heaven, and there was pitch darkness in all the land of Egypt three days.

22โมเสสจึงชูมือขึ้นสู่ท้องฟ้า   แล้วก็เกิดมีความมืดทึบทั่วไป   ในแผ่นดินอียิปต์ตลอดสามวัน

23They did not see one another, nor did anyone rise from his place for three days, but all the people of Israel had light where they lived.

23เขามองกันไม่เห็น ไม่มีใครลุกไปจากที่ของเขาสามวัน   ฝ่ายบรรดาชนชาติอิสราเอลนั้น   มีแสงสว่างอยู่ในที่อาศัยของเขา  

24Then Pharaoh called Moses and said, “Go, serve the LORD; your little ones also may go with you; only let your flocks and your herds remain behind.”

24ฟาโรห์จึงให้ตามตัวโมเสสเข้าเฝ้า   ตรัสว่า “พวกเจ้าจงไปนมัสการพระเจ้าเถิด   แต่ให้ฝูงแกะและฝูงโคอยู่   ส่วนผู้หญิงกับเด็กไปกับเจ้าได้”  

25But Moses said, “You must also let us have sacrifices and burnt offerings, that we may sacrifice to the LORD our God.

25ฝ่ายโมเสสจึงทูลว่า “ต้องโปรดประทานให้มีเครื่องสัตวบูชาและเครื่องเผาบูชา ติดมือไปด้วย   เพื่อพวกข้าพระบาทจะได้บูชาต่อพระเจ้าของข้าพระบาท

26Our livestock also must go with us; not a hoof shall be left behind, for we must take of them to serve the LORD our God, and we do not know with what we must serve the LORD until we arrive there.”

26ข้าพระบาทต้องนำฝูงสัตว์ไปด้วย ขาดไม่ได้สักกีบเดียว   เพราะว่าจะต้องเอาสัตว์จากฝูงเหล่านั้นไปถวายพระเจ้าของข้าพระบาท   ข้าพระบาทยังไม่ทราบว่าจะต้องการสัตว์ตัวใดถวายพระองค์   จนกว่าจะถึงที่นั่น”  

27But the LORD hardened Pharaoh's heart, and he would not let them go.

27แต่พระเจ้าทรงกระทำให้พระทัยฟาโรห์แข็งกระด้าง   ท่านจึงไม่ยอมปล่อยเขาไป

28Then Pharaoh said to him, “Get away from me; take care never to see my face again, for on the day you see my face you shall die.”

28ฟาโรห์รับสั่งแก่โมเสสว่า “ไปให้พ้น ระวังตัวให้ดีเถอะ อย่ามาเห็นหน้าเราอีกเลย   เพราะถ้าเจ้าเห็นหน้าเราวันใด   เจ้าจะต้องตายวันนั้น”  

29Moses said, “As you say! I will not see your face again.”

29โมเสสจึงทูลว่า “ฝ่าพระบาทตรัสถูกแล้ว   ข้าพระบาทจะไม่มาเห็นพระพักตร์ของฝ่าพระบาทอีกเลย”


The Lord said unto Moses, Stretch out your hand toward heaven, that there may be a darkness over the land of Egypt, even darkness which may be felt.

พระเจ้าตรัสกับโมเสส   จงชูมือของเจ้าขึ้นสู่ท้องฟ้า   เพื่อจะมีความมืดทั่วแผ่นดินอียิปต์    เป็นความมืดจนอาจจับคลำได้

And Moses stretched forth his hand toward heaven; and there was a thick darkness in all the land of Egypt for three days. 

และโมเสสได้ชูมือขึ้นสู่ท้องฟ้า    และเกิดมีความมืดทึบทั่วไปในแผ่นดินอียิปต์เป็นเวลาสามวัน

But it was not dark where the people of Israel lived. 

แต่มันก็ไม่มืดมิดในที่ซึ่งชนชาติอิสราเอลอาศัยอยู่

Pharaoh called to Moses, and said, Go serve the Lord; only don’t take your animals  (verse 24). So the last compromise that he suggests, "Go, you know, serve God, but don't take your possessions, let your flocks and herds remain. Give yourself, but don't give your possessions to God. Your little ones go along with you."

ฟาโรห์ทรงให้เรียกตัวโมเสสมาเฝ้า   และตรัสว่า   จงไปรับใช้พระเจ้า; เพียงแต่อย่านำสัตว์ของพวกเจ้าไป (ข้อ 24) ดังนั้นพระองค์จึงทรงขอประนีประนอมครั้งสุดท้ายคือ "  ไปเถอะ พวกเจ้าก็รู้  ไปรับใช้พระเจ้า  แต่อย่านำเอาสมบัติของเจ้าไป  ปล่อยให้ฝูงแกะฝูงโคของเจ้ายังคงอยู่   จงให้แก่พวกเจ้าเอง  แต่อย่าถวายสมบัติของเจ้าแด่พระเจ้า  พวกลูกเล็กเด็กน้อยของเจ้าไปพร้อมกับเจ้าได้"


And Moses said, no we’ve got to take our sacrifices with us.  When we go we’re going all the way.  We’re not going to leave anything behind in Egypt.  (Exodus 10:25-26);

และโมเสสทูลว่า  ไม่ได้หรอก  พวกเราต้องนำเครื่องถวายบูชาของเราไปด้วย    เมื่อเราไปเราจะไปตลอด   เราจะไม่ทิ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้เบื้องหลังในอียิปต์ (อพยพ 10: 25-26);

We don't know what the Lord our God will ask us to give to Him.

เราไม่ทราบว่าสิ่งใดที่องค์พระเจ้าของเราจะทรงขอให้เรามอบถวายแด่พระองค์

We don't know what sacrifice the Lord is going to ask us to make until we get there, so we've got to take everything in order that we might be prepared for whatever God might call upon us to sacrifice unto Him. 

เราไม่ทราบว่าเครื่องถวายบูชาใดที่พระเจ้าจะทรงขอให้เราใช้จนกว่าเราไปถึงที่นั่น    ดังนั้นเราต้องนำทุกอย่างไป   เพื่อที่ว่าเราอาจจะเตรียมพร้อมสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าอาจทรงเรียกให้เราถวายบูชาแด่พระองค์

And Pharaoh said unto him, Get out of here, and you be careful that you don't see my face again.  Moses didn’t leave the Pharaoh on good terms. 

และฟาโรห์จึงตรัสกับเขา   จงไปให้พ้นจากที่นี่    และเจ้าจงระวังไว้  เจ้าไม่ได้เห็นหน้าของข้าอีกเลย โมเสสไม่ได้จากฟาโรห์ไปด้วยเงื่อนไขที่ดี

The Pharaoh had received many warnings, but rather than listening and letting the people go, he gives a threat to Moses, go, but don’t let me see you again or you will die.  

ฟาโรห์ได้รับการแจ้งเตือนหลายครั้ง    แต่แทนที่จะทรงรับฟังและยอมปล่อยให้ประชาชนไปนั้น  พระองค์ทรงคุกคามโมเสส   ไปเลย  แต่อย่าให้เราพบเจ้าอีกครั้ง  มิฉะนั้นเจ้าจะต้องตาย

Next time we get into the final plague, and into the people of Israel actually leaving Egypt. 

โอกาสหน้าเราจะศึกษาเรื่องภัยพิบัติสุดท้าย  และชนชาติอิสราเอลกำลังออกจากอียิปต์ได้จริง

Exodus 10