Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 


 
 

Wednesday, December 25, 2013

 

Question: "Does God hear and answer the prayers of a sinner and unbeliever?"
คำถาม: "พระเจ้าทรงได้ยินและตอบคำอธิษฐานของคนบาปและผู้ที่ไม่เชื่อไหม"

Answer:

คำตอบ:

John ยอห์น 9:3131 We know that God does not listen to sinners, but if anyone is a worshiper of God and does his will, God listens to him.

31 พวกเรารู้ว่าพระเจ้ามิได้ฟังคนบาป   แต่ถ้าผู้ใดยำเกรงพระเจ้า   และกระทำตามพระทัยพระองค์   พระองค์ก็ทรงฟังผู้นั้น

It has also been said that “the only prayer that God hears from a sinner is the prayer for salvation.”

เป็นที่กล่าวกันว่า "คำอธิษฐานเดียวที่พระเจ้าทรงได้ยินจากคนบาปคือการอธิษฐานเพื่อขอความรอด."

As a result, some believe that God does not hear and/or will never answer the prayers of an unbeliever.

ผลก็คือ บางคนเชื่อว่าพระเจ้าไม่ทรงได้ยินและ / หรือจะไม่ทรงตอบคำอธิษฐานของผู้ที่ไม่เชื่อ

In context, though, John 9:31 is saying that God does not perform miracles through an unbeliever.

ถึงหระนั้น ในเนื้อหาของ ยอห์น 9:31 บอกว่าพระเจ้าไม่ทรงสำแดงการอัศจรรย์ผ่านทางผู้ไม่เชื่อ

1 John 5 tells us that God answers prayers based on whether they are asked according to His will.

1 ยอห์น 5 บอกเราว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาได้ทูลขอตามพระประสงค์ของพระองค์ไหม

1 John 1 ยอห์น 5:14-15 14And this is the confidence that we have toward Him, that if we ask anything according to His will He hears us.

14 และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์   คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์   พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา

15 And if we know that He hears us in whatever we ask, we know that we have the requests that we have asked of Him.

15 และถ้าเรารู้ว่า   พระองค์ทรงโปรดฟังเรา   เมื่อเราทูลขอสิ่งใดๆ   เราก็รู้ว่าเราได้รับสิ่งที่เราทูลขอนั้นจากพระองค์

This principle, perhaps, applies to unbelievers.

บางทีหลักการนี้อาจจะนำไปใช้กับผู้ที่ไม่เชื่อได้

If an unbeliever asks a prayer of God that is according to His will, nothing prevents God from answering such a prayer—according to His will.

ถ้าผู้ไม่เชื่ออธิษฐานทูลขอพระเจ้าตามพระประสงค์ของพระองค์ ไม่มีอะไรกีดกั้นไม่ให้พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานได้  สุดแต่น้ำพระทัยของพระองค์

Some Scriptures describe God hearing and answering the prayers of unbelievers.

พระคัมภีร์บางข้ออธิบายว่าพระเจ้าทรงได้ยินและตอบคำอธิษฐานของผู้ที่ไม่เชื่อ

In most of these cases, prayer was involved.

ส่วนมากในกรณีเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับการอธิษฐาน

In one or two, God responded to the cry of the heart (it is not stated whether that cry was directed toward God).

หนึ่งหรือสองครั้ง พระเจ้าทรงตอบสนองต่อเสียงหัวใจเรียกร้อง (ยังไม่ได้ระบุว่าเสียงร้องนั้นมุ่งตรงไปที่พระเจ้าหรือไม่)

In some of these cases, the prayer seems to be combined with repentance.

ในบางกรณีเหล่านี้  การอธิษฐานดูเหมือนว่าจะกระทำร่วมกับการสำนึกบาป

But in other cases, the prayer was simply for an earthly need or blessing, and God responded either out of compassion or in response to the genuine seeking or the faith of the person.

แต่ในกรณีอื่น ๆ  การอธิษฐานเป็นเพียงทูลขอความต้องการฝ่ายโลกหรือพระพร  และพระเจ้าทรงตอบสนอง อาจเป็นเพราะความสงสารเห็นใจผู้ที่แสวงหาจริง ๆ หรือ เพราะความเชื่อของพวกเขา

Here are some passages dealing with prayer by an unbeliever:
นี่เป็นเนื้อหาบางตอนที่เกี่ยวข้องกับการอธิษฐานโดยผู้ที่ไม่เชื่อ:
The people of Nineveh prayed that Nineveh might be spared.

ชาวเมืองนีนะเวห์อธิษฐานทูลขอให้ทรงช่วยชีวิตพวกเขาให้รอด

Jonah โยนาห์ 3:5-10 5And the people of Nineveh believed God. They called for a fast and put on sackcloth, from the greatest of them to the least of them.

5 ฝ่ายประชาชนนครนีนะเวห์ได้เชื่อฟังพระเจ้า   เขาประกาศให้อดอาหาร  และสวมผ้ากระสอบ   ตั้งแต่ผู้ใหญ่ที่สุดถึงผู้น้อยที่สุด  

6 The word reached the king of Nineveh, and he arose from his throne, removed his robe, covered himself with sackcloth, and sat in ashes.

6 กิตติศัพท์นี้ลือไปถึงกษัตริย์นครนีนะเวห์   พระองค์ทรงลุกขึ้นจากพระที่นั่ง  ทรงเปลื้องฉลองพระองค์ออกเสีย   ทรงสวมผ้ากระสอบแทน  และประทับบนกองขี้เถ้า

7 And he issued a proclamation and published through Nineveh, “By the decree of the king and his nobles: Let neither man nor beast, herd nor flock, taste anything. Let them not feed or drink water,

7 พระองค์ทรงออกพระราชกฤษฎีกา   ประกาศไปทั่วนครนีนะเวห์ว่า   “โดยอำนาจกษัตริย์และบรรดาขุนนางทั้งหลาย   คนหรือสัตว์   ไม่ว่าฝูงสัตว์ใหญ่หรือฝูงสัตว์เล็ก   ห้ามลิ้มรสสิ่งใดๆ   อย่าให้กินอาหาร   อย่าให้ดื่มน้ำ

8 but let man and beast be covered with sackcloth, and let them call out mightily to God. Let everyone turn from his evil way and from the violence that is in his hands.

8 ให้ทั้งคนและสัตว์นุ่งห่มผ้ากระสอบ   ให้ตั้งจิตตั้งใจร้องทูลต่อพระเจ้า   เออ   ให้ทุกคนหันกลับเสียจากการประพฤติชั่ว   และเลิกการทารุณซึ่งมือเขากระทำ

9 Who knows? God may turn and relent and turn from his fierce anger, so that we may not perish.”

9 ใครจะรู้ได้   พระเจ้าอาจจะทรงกลับและเปลี่ยนพระทัย   คลายจากพระพิโรธอันรุนแรงเพื่อว่าเราจะมิได้พินาศ”  

10 When God saw what they did, how they turned from their evil way, God relented of the disaster that he had said he would do to them, and he did not do it.

10 เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของเขาแล้วว่า   เขากลับไม่ประพฤติชั่วต่อไป   พระเจ้าก็ทรงกลับพระทัย   ไม่ลงโทษตามที่พระองค์ตรัสไว้   และพระองค์ก็มิได้ทรงลงโทษเขา

God answered this prayer and did not destroy the city of Nineveh as He had threatened.
พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานนี้และไม่ทรงทำลายเมืองนีนะเวห์ตามที่ทรงตั้งคาดคั้นไว้
Hagar asked God to protect her son Ishmael.

ฮาการ์ทูลขอพระเจ้าให้ทรงปกป้องอิชมาเอลูกชายของเธอ

Genesis ปฐมกาล 21:14-19 14 So Abraham rose early in the morning and took bread and a skin of water and gave it to Hagar, putting it on her shoulder, along with the child, and sent her away. And she departed and wandered in the wilderness of Beersheba.

14 อับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด   ให้ขนมปังและน้ำหนึ่งถุงหนังแก่ฮาการ์   ใส่บ่าให้นางพร้อมกับเด็กนั้นแล้วให้ออกจากบ้านไป   นางก็จากไปและพเนจรไปในถิ่นทุรกันดารแห่งเบเออร์เชบา  

15 When the water in the skin was gone, she put the child under one of the bushes.

15 เมื่อน้ำในถุงหนังนั้นหมดแล้วนางก็วางเด็กนั้นไว้ ใต้พุ่มไม้แห่งหนึ่ง

16 Then she went and sat down opposite him a good way off, about the distance of a bowshot, for she said, “Let me not look on the death of the child.” And as she sat opposite him, she lifted up her voice and wept.

16 แล้วนางก็ไปนั่งอยู่ห่างออกไป  ประมาณเท่ากับระยะลูกธนูตก   เพราะนางพูดว่า   “อย่าให้ข้าเห็นความตายของลูกเลย”   ขณะที่นางนั่งอยู่แต่ไกล  เด็กนั้นก็ตะเบ็งเสียงร้องไห้

17 And God heard the voice of the boy, and the angel of God called to Hagar from heaven and said to her, “What troubles you, Hagar? Fear not, for God has heard the voice of the boy where he is.

17 พระเจ้าทรงสดับเสียงร้องของเด็กนั้น   และทูตของพระเจ้าจึงเรียกฮาการ์จากฟ้า   กล่าวกับนางว่า   “ฮาการ์  เจ้าเป็นอะไรไป   อย่ากลัวเลยเพราะว่าพระเจ้าทรงสดับเสียงของเด็ก   ณ ที่ที่เขาอยู่นั้นแล้ว

18 Up! Lift up the boy, and hold him fast with your hand, for I will make him into a great nation.”

18 ลุกขึ้นอุ้มเด็กนั้น  เอามือจับเขาไว้ให้แน่น   เพราะเราจะทำให้เขาเป็นชาติใหญ่ชาติหนึ่ง”

19 Then God opened her eyes, and she saw a well of water. And she went and filled the skin with water and gave the boy a drink.

19 แล้วพระเจ้าทรงเบิกตาของนาง   นางก็เห็นบ่อน้ำแห่งหนึ่ง   จึงไปเติมน้ำเต็มถุงหนัง   และให้เด็กนั้นดื่ม

God not only protected Ishmael, God blessed him exceedingly.
พระเจ้าไม่เพียงแต่ทรงป้องกันอิชมาเอล   พระเจ้ายังทรงอวยพรเขาอย่างล้นเหลือ
In 1 Kings 21:17-29, especially verses 27-29, Ahab fasted and mourned over Elijah's prophecy concerning he and his family’s future.

1 พงศ์กษัตริย์ 21:17-29 โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อที่ 27-29 อาหับได้ทรงอดพระกระยาหารและไว้ทุกข์ต่อคำทำนายของเอลียาห์เกี่ยวกับพระองค์และอนาคตของครอบครัวของพระองค์

27 And when Ahab heard those words, he tore his clothes and put sackcloth on his flesh and fasted and lay in sackcloth and went about dejectedly.

27 และอยู่มาเมื่ออาหับทรงทราบพระวจนะเหล่านั้น   พระองค์ก็ฉีกฉลองพระองค์   และทรงสวมผ้ากระสอบและถืออด อาหารประทับในผ้ากระสอบ   และทรงดำเนินไปมาด้วยหนักพระทัย

28 And the word of the LORD came to Elijah the Tishbite, saying,

28 และพระวจนะของพระเจ้ามายังเอลียาห์ชาวทิชบีว่า

29 “Have you seen how Ahab has humbled himself before Me? Because he has humbled himself before me, I will not bring the disaster in his days; but in his son's days I will bring the disaster upon his house.”

29 “เจ้าได้เห็นอาหับถ่อมตัวลงต่อหน้าข้าพเจ้า แล้วหรือ   เพราะเขาได้ถ่อมตัวลงต่อเรา   เราจะไม่นำเหตุร้ายมาในสมัยของเขา   แต่มาในสมัยบุตรของเขา   เราจะนำเหตุร้ายมาเหนือราชวงศ์ของเขา”

God responds by not bringing about the calamity in Ahab's time.
พระเจ้าทรงตอบสนองโดยไม่ได้ทรงนำภัยพิบัติในรัชสมัยของอาหับ
The Gentile woman from the Tyre and Sidon area prayed that Jesus would deliver her daughter from a demon.

หญิงต่างชาติจากเขตเมืองไทร์และเมืองไซดอนอธิษฐานทูลต่อพระเยซู ขอให้ทรงขับไล่ผีร้ายออกจากลูกสาวของเธอ

Jesus cast the demon out of the woman’s daughter.
พระเยซูได้ทรงขับผีออกจากลูกสาวของผู้หญิงคนนั้น

Mark มาระโก 7:24-30 24 And from there he arose and went away to the region of Tyre and Sidon. And he entered a house and did not want anyone to know, yet he could not be hidden.

24 พระองค์จึงทรงลุกขึ้นจากที่นั่น   ไปยังเขตแดนเมืองไทระ   และเมืองไซดอน   แล้วเข้าไปในเรือนแห่งหนึ่งประสงค์จะมิให้ผู้ใดรู้   แต่พระองค์จะทรงซ่อนอยู่มิได้

25 But immediately a woman whose little daughter was possessed by an unclean spirit heard of him and came and fell down at his feet.

25 เพราะทันใดนั้น   ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีลูกสาวที่ผีโสโครกสิง   เมื่อได้ยินข่าวถึงพระองค์   ก็มากราบที่พระบาทของพระองค์

26 Now the woman was a Gentile, a Syrophoenician by birth. And she begged Him to cast the demon out of her daughter.

26 ผู้หญิงนั้นมีเชื้อชาติซีเรียฟีนิเซีย   พูดภาษากรีก   แล้วนางทูลอ้อนวอนขอพระองค์ให้ขับผีออกจากลูกสาวของตน

27 And He said to her, “Let the children be fed first, for it is not right to take the children's bread and throw it to the dogs.”

27 ฝ่ายพระเยซูตรัสแก่นางนั้นว่า   “ให้พวกลูกกินอิ่มเสียก่อน   เพราะว่าซึ่งจะเอาอาหารของลูกโยนให้แก่สุนัขก็ไม่ควร”

28 But she answered Him, “Yes, Lord; yet even the dogs under the table eat the children's crumbs.”

28 แต่นางทูลตอบว่า   “จริงเจ้าข้า   แต่สุนัขที่อยู่ใต้โต๊ะนั้นย่อมกินเดนอาหารของลูก”

29 And He said to her, “For this statement you may go your way; the demon has left your daughter.”

29 แล้วพระองค์ตรัสแก่นางว่า   “เพราะเหตุถ้อยคำนี้จงกลับไปเถิด   ผีออกจากลูกสาวของเจ้าแล้ว”

30 And she went home and found the child lying in bed and the demon gone.

30 ฝ่ายหญิงนั้นเมื่อไปยังเรือนของตน   ได้เห็นลูกนอนอยู่บนที่นอน   และทราบว่าผีออกแล้ว
Cornelius, the Roman centurion in Acts 10, had the apostle Peter sent to him in response to Cornelius being a righteous man.

ในกิจการบทที่ 10 นายร้อยโรมันชื่อโครเนลิอัส ได้ส่งคนไปรับอัครทูตเปโตรมาพักด้วย เขาเป็นคนชอบธรรม

Acts 10:2 tells us that Cornelius “prayed to God regularly.”

กิจการ 10:2 บอกเราว่าโครนิอัส "อธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ."
God does make promises that are applicable to all (saved and unsaved alike) such as

พระเจ้าได้ทรงทำสัญญาที่เหมาะสมกับทุกคน (ที่รอดแล้วและยังไม่รอดเหมือนกัน) เช่น

Jeremiah เยเรมีย์ 29:13 13 You will seek Me and find Me. When you seek Me with all your heart,

13 (พระเจ้าตรัสว่า) เจ้าจะแสวงหาข้าพเจ้าและพบข้าพเจ้าเมื่อเจ้าแสวงหาข้าพเจ้าด้วย สิ้นสุดใจของเจ้า 

This was the case for Cornelius

นี่คือเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับโครเนลิอัส

Actsกิจการ 10:1-6.

1 At Caesarea there was a man named Cornelius, a centurion of what was known as the Italian Cohort,

1 ยังมีชายคนหนึ่งชื่อโครเนลิอัส   อาศัยอยู่ในเมืองซีซารียา   เป็นนายร้อยอยู่ในกองทหารที่เรียกว่า   กองอิตาเลีย

2 a devout man who feared God with all his household, gave alms generously to the people, and prayed continually to God.

2 ทั้งท่านและครอบครัวเป็นคนยำเกรงพระเจ้า   ท่านเคยให้ทานมากมายแก่ประชาชน   และอธิษฐานพระเจ้าเสมอ

3 About the ninth hour of the day he saw clearly in a vision an angel of God come in and say to him, “Cornelius.”

3 เวลาประมาณบ่ายสามโมง   นายร้อยนั้นเห็นนิมิตแจ่มกระจ่าง   คือเห็นทูตองค์หนึ่งของพระเจ้าเข้ามาหาตนกล่าวว่า   “โครเนลิอัสเอ๋ย”

4 And he stared at him in terror and said, “What is it, Lord?” And he said to him, “Your prayers and your alms have ascended as a memorial before God.

4 และเมื่อโครเนลิอัสเขม้นดูทูตองค์นั้น   ด้วยความตกใจกลัว   จึงถามว่า   “นี่เป็นประการใด  พระเจ้าข้า”   ทูตสวรรค์จึงตอบท่านว่า   “คำอธิษฐานและทานของท่านนั้น   ได้ขึ้นไปเป็นเหตุให้พระเจ้าระลึกถึงแล้ว

5 And now send men to Joppa and bring one Simon who is called Peter.

5 บัดนี้จงใช้คนไปยังเมืองยัฟฟา   เชิญซีโมนที่เรียกว่าเปโตรมา

6 He is lodging with one Simon, a tanner, whose house is by the seaside.”

6 เปโตรอาศัยอยู่กับคนหนึ่งชื่อซีโมนเป็นช่างฟอกหนัง   ตึกของเขาอยู่ริมฝั่งทะเล”

But there are many promises that, according to the context of the passages, are for Christians alone.

แต่มีคำสัญญาหลายอย่างที่ใช้สำหรับคริสเตียนเท่านั้น   ตามบริบทของเนื้อหาพระคัมภีร์

Because Christians have received Jesus as the Savior, they are encouraged to come boldly to the throne of grace to find help in time of need.

เพราะคริสเตียนได้รับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด   ที่พวกเขาได้รับการหนุนใจอย่างกล้าหาญให้มาถึงพระบัลลังก์แห่งพระคุณ ที่ได้รับความช่วยในยามต้องการ

Hebrews ฮีบรู 4:14-1614 Since then we have a great high priest who has passed through the heavens, Jesus, the Son of God, let us hold fast our confession.

14 เหตุฉะนั้น   เมื่อเรามีมหาปุโรหิตผู้เป็นใหญ่ที่ผ่านฟ้าสวรรค์เข้าไปถึงพระเจ้าแล้ว   คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า   ขอให้เราทั้งหลายมั่นคงในพระศาสนาของเรา

15 For we do not have a high priest who is unable to sympathize with our weaknesses, but one who in every respect has been tempted as we are, yet without sin.

15 เพราะว่า   เรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา   แต่ได้ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ   ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป

16 Let us then with confidence draw near to the throne of grace, that we may receive mercy and find grace to help in time of need.

16 ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลาย   จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ   เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา   และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ

We are told that when we ask for anything according to God's will, He hears and gives us what we ask for.

เราได้รับการสอนว่า เมื่อเราทูลขอสิ่งใดตามน้ำพระทัยพระเจ้า พระองค์จะทรงฟังเราและจะทรงประทานให้ตามที่เราทูลขอ

1 John 1ยอห์น 5:14-15 14 And this is the confidence that we have toward him, that if we ask anything according to his will he hears us.

14 และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์   คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์   พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา

15 And if we know that He hears us in whatever we ask, we know that we have the requests that we have asked of Him.

15 และถ้าเรารู้ว่า   พระองค์ทรงโปรดฟังเรา   เมื่อเราทูลขอสิ่งใดๆ   เราก็รู้ว่าเราได้รับสิ่งที่เราทูลขอนั้นจากพระองค์

There are many other promises for Christians concerning prayer.

มีพระสัญญามากมายสำหรับคริสเตียนในเรื่องการอธิษฐาน

Matthew มัทธิว 21:22 22 And whatever you ask in prayer, you will receive, if you have faith.”

22 สิ่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ   ท่านจะได้”

John ยอห์น 14:13 13Whatever you ask in my name, this I will do, that the Father may be glorified in the Son.

13 สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายจะขอในนามของเรา   เราจะกระทำสิ่งนั้น   เพื่อว่าพระบิดาจะทรงได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ทางพระบุตร

John พระธรรมยอห์น 15:7 If you abide in Me, and My words abide in you, ask whatever you wish, and it will be done for you.

7 ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในข้าพเจ้า   และถ้อยคำของข้าพเจ้า ฝังอยู่ในท่านแล้ว   ท่านจะขอสิ่งใด   ซึ่งท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น

So, yes, there are instances in which God does not answer the prayers of an unbeliever.

ใช่แล้ว ยังมีตัวอย่างอีกมากที่พระเจ้าไม่ทรงตอบคำอธิษฐานของผู้ไม่เชื่อ

At the same time, in His grace and mercy, God can intervene in the lives of unbelievers in response to their prayers.

ในขณะเดียวกัน เพราะพระกรุณาและปรานีของพระเจ้า พระองค์ทรงเข้ามาจัดการชีวิตของผู้ไม่เชื่อเป็นการสนองตอบคำร้องทูลของพวกเขา

Keyword phrase: God unbeliever prayer

วลีสำคัญ: คำอธิษฐานของผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้า

Keyword description: Does God hear / answer the prayers of a sinner / unbeliever? Does God listen to the prayers of non-Christians?

คำอธิบายของวลีสำคัญ: พระเจ้าทรงได้ยิน / ตอบคำอธิษฐานของคนบาป / ผู้ที่ไม่เชื่อไหม  พระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของผู้ไม่ใช่คริสเตียนไหม

www.gotquestions.org/Thai



 

Prayer of an Unbeliever

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top