Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 


 
 

Wednesday, September 25, 2013

 

Question: "What is true religion?"
คำถาม:ศาสนาที่แท้จริงคืออะไร
Answer: Religion can be defined as “belief in God or gods to be worshipped, usually expressed in conduct and ritual” or “any specific system of belief, worship, etc., often involving a code of ethics.”

คำตอบ: เราให้นิยามคำว่า "ความเชื่อในพระเจ้าหรือเทพเจ้าที่มนุษย์บูชา   มักจะแสดงในรูปการประพฤติและพิธีกรรม" หรือ "ระบอบความเชื่อเฉพาะ  การนมัสการ  ฯลฯ มักเกี่ยวข้องกับหลักจริยธรรม"

Well over 90% of the world’s population adheres to some form of religion.

ประชากรโลกกว่า 90% ที่ยึดมั่นในรูปแบบของศาสนา

The problem is that there are so many different religions. What is the right religion? What is true religion?
ปัญหาคือว่ามีศาสนาที่แตกต่างกันมากมาย  ศาสนาที่ถูกต้องคืออะไร ศาสนาที่แท้จริงคืออะไร
The two most common ingredients in religions are rules and rituals.

องค์ประกอบสองอย่างที่พบมากที่สุดในศาสนาคือกฎข้อบังคับและพิธีกรรม

Some religions are essentially nothing more than a list of rules, do’s and don’t's, that a person must observe in order to be considered a faithful adherent of that religion, and thereby, right with the God of that religion.                                                                           บางศาสนาไม่มีอะไรเป็นแก่นสารมากกว่ากฎข้อบังคับเป็นข้อ ๆ  จงทำและอย่าทำ  ซึ่งบุคคลนั้นต้องปฏิบัติตามเพื่อที่จะได้รับการพิจารณาเป็นสาวกที่ซื่อสัตย์  ยึดติดกับศาสนาและเป็นคนชอบธรรมต่อพระเจ้าของศาสนานั้น

Two examples of rules-based religions are Islam and Judaism.

ตัวอย่างของทั้งสองศาสนาที่ยึดติดกฎข้อบังคับ คือศาสนาอิสลามและศาสนายูดาย

Islam has its five pillars that must be observed.

ศาสนาอิสลามมีหลัก 5 ประการที่จะต้องปฏิบัติตาม

Judaism has hundreds of commands and traditions that are to be observed.

ศาสนายูดายมีคำสั่งหลายร้อยข้อและประเพณีที่จะต้องปฏิบัติตาม

Both religions, to a certain degree, claim that by obeying the rules of the religion, a person will be considered right with God.
ในระดับหนึ่ง   ทั้งสองศาสนาอ้างว่าคนที่เชื่อฟังกฎข้อบังคับของศาสนาจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นคนชอบธรรมต่อพระเจ้า
Other religions focus more on observing rituals instead of obeying a list of rules.

ศาสนาอื่นมุ่งเน้นที่การปฏิบัติพิธีกรรมแทนการเชื่อฟังกฎข้อบังคับทั้งหลาย

By offering this sacrifice, performing this task, participating in this service, consuming this meal, etc., a person is made right with God.

โดยการถวายเครื่องบูชา     การปฏิบัติภารกิจนี้    การเข้ามีส่วนร่วมในการรับใช้  ้การบริโภคอาหารนี้ ฯลฯ   เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลนั้นชอบธรรมต่อพระเจ้า

The most prominent example of a ritual-based religion is Roman Catholicism.

ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของศาสนาที่ยึดพิธีกรรมคือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

Roman Catholicism holds that by being water baptized as an infant, by partaking in the Mass, by confessing sin to a priest, by offering prayers to saints in Heaven, by being anointed by a priest before death, etc., etc., God will accept such a person into Heaven after death.

ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกยึดถือว่าโดยใช้น้ำล้างบาปตอนเป็นทารก โดยการเข้าร่วมพิธีมิซซาโดยการสารภาพบาปต่อพระสงฆ์    โดยสวดอธิษฐานต่อธรรมิกชนในสวรรค์    โดยรับการเจิมโดยพระสงฆ์ก่อนตาย ฯลฯ  พระเจ้าจะทรง ยอมรับบุคคลดังกล่าวเข้าไปในสวรรค์หลังจากเขาตาย

Buddhism and Hinduism are also primarily ritual-based religions, but can also to a lesser degree be considered rules-based.
พุทธศาสนาและศาสนาฮินดูนอกจากเป็นศาสนายึดหลักพิธีกรรม  แต่ยังเป็นยึดติดกับกฎข้อบังคับในระดับรองลงมาด้วย

Buddhism has the Four Noble Truths and the Eight Fold Path.

ศาสนาพุทธมีอริยสัจสี่และมรรคแปด

Asceticism comes from the Greek word askesis, meaning "exercise, training, practice."

การบำเพ็ญตบะมาจาก คำกรีก อัสเคสิส หมายถึง "การฝึกฝนทางกาย การฝึกอบรม การปฏิบัติ"

Ascetics renounce worldly pleasures that distract from spiritual growth and enlightenment and live a life of abstinence, austerity and extreme self-denial.

พวกเคร่งแบบฤาษีสละความสุขทางโลก  ที่พาให้หันเหความสนใจจากการเติบโตทางจิตวิญญาณและการตรัสรู้  และการใช้ชีวิตโดยการละเว้นอย่างเคร่งครัด และการปฏิเสธตัวตนเอง

Asceticism is common in Hinduism, Jainism, Buddhism, Judaism, and Islam.

การบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเรื่องธรรมดาในศาสนาฮินดู  ศาสนาเชน  พุทธศาสนา  ศาสนายูดายและศาสนาอิสลาม
True religion is neither rules-based nor ritual-based.

ศาสนาที่แท้จริงไม่ยึดติดกับกฎข้อบังคับหรือพิธีกรรม

True religion is a relationship with God.

ศาสนาที่แท้จริงคือความสัมพันธ์กับพระเจ้า

Two things that all religions hold are that humanity is somehow separated from God or evil and needs to be reconciled to Him or made righteous.                                                    สองสิ่งที่ทุกศาสนายึดถือ คือการที่มนุษย์ถูกแยกออกจากพระเจ้าหรือความชั่วร้ายและความจำเป็นต้องกลับไปคืนดีกับพระองค์หรือทำให้เป็นคนชอบธรรม

False religion seeks to solve this problem by observing rules and rituals.

ศาสนาเทียมเท็จพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับและพิธีกรรม

True religion solves the problem by recognizing that only God could rectify the separation, and that He has done so.

ศาสนาที่แท้จริงแก้ปัญหาโดยการตระหนักว่าพระเจ้าเท่านั้นสามารถจัดการคืนดีกันและว่าพระองค์ได้ทรงทำอย่างนั้น

True religion recognizes the following:

ศาสนาที่แท้จริงมีข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้:

We have all sinned and are therefore separated from God (Romans 3:23).

เราทุกคนได้กระทำบาปและดังนั้นจึงถูกแยกออกจากพระเจ้า (โรม 3:23)                 If not rectified, the just penalty for sin is death and eternal separation from God after death (Romans 6:23)                                                                                     หากไม่ได้รับการคืนดีกัน   การลงโทษที่ยุติธรรมเพราะความบาปคือความตายและการแยกจากพระเจ้านิรันดร์หลังความตาย (โรม 6:23)                                           God came to us in the Person of Jesus Christ and died in our place, taking the punishment that we deserve, and rose from the dead to demonstrate that His death was a sufficient sacrifice (Romans 5:8; 1 Corinthians 15:3-4; 2 Corinthians 5:21)พระเจ้าเสด็จมาหาเราในสภาพของพระเยซูคริสต์และทรงสิ้นพระชนม์แทนทีเรา แบกรับการลงโทษที่เราสมควรได้รับ  และทรงฟื้นจากความตายเพื่อแสดงให้เห็นว่าการพลีพระชนม์ของพระองค์คือการเสียสละเพียงพอแล้ว (โรม 5:8; 1 โครินธ์ 15:3 - 4; 2 โครินธ์ 5:21)                                                                                                           If we receive Jesus as the Savior, trusting His death as the full payment for our sins, we are forgiven, saved, redeemed, reconciled, and justified with God (John 3:16; Romans 10:9-10; Ephesians 2:8-9).

หากเราต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด   เชื่อวางใจว่าการพลีพระชนม์ของพระองค์เป็นการชำระหนี้ความผิดบาปของเราโดยสิ้นเชิง  เราได้รับการอภัย  ได้รับความรอด ได้รับการไถ่  ได้รับการคืนดี และถูกนับว่าเป็นคนชอบธรรมต่อพระเจ้า (ยอห์น 3:16; โรม 10:9-10; เอเฟซัส 2: 8-9)                                                                 

True religion does have rules and rituals, but there is a crucial difference.

ศาสนาที่แท้จริงจะมีกฎข้อบังคับและพิธีกรรมต่าง ๆ แต่มีความแตกต่างที่มีนัยยะสำคัญ

In true religion, the rules and rituals are observed out of gratitude for the salvation God has provided – NOT in an effort to obtain that salvation.

ในศาสนาที่แท้จริง  กฎข้อบังคับและพิธีกรรม จะปฏิบัติด้วยความกตัญญูที่ได้รับความรอดซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้ - ไม่ใช่ความพยายามที่จะได้รับความรอด

True religion, which is Biblical Christianity, has rules to obey (do not murder, do not commit adultery, do not lie, etc.) and rituals to observe (water baptism by immersion and the Lord’s Supper / Communion).

ศาสนาที่แท้จริง  ซึ่งเป็นพระคัมภีร์คริสตศาสนา   มีกฎข้อบังคับที่ต้องเชื่อฟัง (อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี  อย่าพูดเท็จ ฯลฯ ) และพิธีกรรมที่จะต้องปฏิบัติ (พิธีล้างบาปโดยการจุ่มลงในน้ำให้มิด   และพิธีอาหารมื้อสุดท้าย / ศีลมหาสนิท)

Observance of these rules and rituals is not what makes a person right with God.

การปฏิบัติตามกฎเหล่านี้และพิธีกรรมไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลนั้นชอบธรรมต่อพระเจ้า

Rather, these rules and rituals are the RESULT of the relationship with God, by grace through faith in Jesus Christ alone as the Savior.

แต่กฎข้อบังคับและพิธีกรรมเป็นผลมาจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า โดยพระคุณ โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ผู้ช่วยให้รอดองค์เดียว

False religion is doing things (rules and rituals) in order to try to earn God’s favor or self righteous merit.

ศาสนาเทียมเท็จจะทำสิ่งต่างๆ  (กฎข้อบังคับและพิธีกรรม) เพื่อพยายามที่จะได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าหรือเพื่อแสวงหาความชอบธรรมของตนเอง

True religion is receiving Jesus Christ as Savior and thereby having a right relationship with God – and then doing things (rules and rituals) out of love for God and desire to grow closer to Him.

ศาสนาที่แท้จริงคือการรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  และด้วยเหตุนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า - แล้วทำสิ่งต่างๆ (กฎข้อบังคับและพิธีกรรม) ด้วยความรักที่มีต่อพระเจ้าและความปรารถนาที่จะเติบโตใกล้ชิดกับพระองค์

www.gotquestions.org/Thai

True Religion

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top