Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 


 
 

Wednesday, February 5, 2014

 

Question:  What is the Apocalypse?

คำถาม: บันทึกทางศาสนาของยิวหรือคริสเตียนสมัยเก่าคืออะไร

Answer:  The word “apocalypse” comes from the Greek word apocalupsis which means “revealing, disclosure, to take off the cover.”

คำตอบ : คำว่า " บันทึกศาสนาของยิวหรือคริสเตียนสมัยเก่า " มาจาก คำกรีกว่า  อะพอลคะลุพซิส ซึ่งหมายความว่า " การเปิดเผยให้เห็น การเปิดเผยข้อมูล การเปิดฝาครอบออก"

The book of Revelation is sometimes referred to as the “Apocalypse of John” because it is God’s revealing of the end times to the apostle John.

หนังสือวิวรณ์บางครั้งจะเรียกว่าเป็น " บันทึกศาสนาของยิวหรือคริสเตียนสมัยเก่าของยอห์น" เพราะมันเป็นการทรงเปิดเผยของพระเจ้าในเวลาสิ้นสุดยุคแก่อัครสาวกยอห์น

Further, the Greek word for “apocalypse” is the very first word in the Greek text of the book of Revelation.

นอกจากนี้ คำภาษากรีกว่า "บันทึกศาสนาของยิวหรือคริสเตียนสมัยเก่า" เป็นคำแรกเริ่มในเนื้อหาของ หนังสือวิวรณ์ฉบับภาษากรีก

The phrase “apocalyptic literature” is used to describe the use of symbols, images, and numbers to depict future events.

วลี " วรรณกรรมทางศาสนาของยิวหรือคริสเตียนสมัยเก่า " ถูกนำมาใช้บรรยายถึงการใช้สัญลักษณ์ รูปภาพและตัวเลขที่จะพรรณนาเหตุการณ์ในอนาคต

Outside of Revelation, examples of apocalyptic literature in the Bible are Daniel chapters 7–12, Isaiah chapters 24–27, Ezekiel chapters 37–41, and Zechariah chapters 9–12.
นอกเหนือจากวิวรณ์    มีตัวอย่างมากมายของวรรณกรรมทางศาสนาของยิวหรือคริสเตียนสมัยเก่าในพระคัมภีร์ ได้แก่ ดาเนียล บทที่ 7-12  อิสยาห์ บทที่ 24-27 , เอเสเคียล  บทที่ 37-41  และ เศคาริยาห์ บทที่ 9-12
Why was apocalyptic literature written with such symbolism and imagery?

ทำไมวรรณกรรมทางศาสนาของยิวหรือคริสเตียนสมัยเก่าเขียนในรูปสัญลักษณ์และเป็นมโนภาพ

The apocalyptic books were written when it was more prudent to disguise the message in images and symbolism than to give the message in plain language. Further, the symbolism created an element of mystery about details of time and place.

หนังสือทางศาสนาของยิวหรือคริสเตียนสมัยเก่า  ถูกเขียนขึ้นเมื่อมันระมัดระวังในการปลอมแปลง เนื้อหาเป็นภาพ และสัญลักษณ์ มากกว่าที่จะให้เขียนเนื้อความเป็นภาษาธรรมดา นอกจากนี้ สัญลักษณ์ถูกสร้างเป็นองค์ประกอบของความลึกลับเกี่ยวกับรายละเอียดของเวลาและสถานที่

The purpose of such symbolism, however, was not to cause confusion, but rather to instruct and encourage followers of God in difficult times.
อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์ของการใช้สัญลักษณ์  ต้องไม่ก่อให้เกิดความสับสน แต่กลับสั่งสอนและหนุนใจสาวกของพระเจ้าในยามยากลำบาก
Beyond the specifically biblical meaning, the term “apocalypse” is often used to refer to the end times in general, or to the last end times events specifically.

นอกเหนือจากความหมายทางพระคัมภีร์เฉพาะแล้ว  คำว่า " บันทึกศาสนาของยิวหรือคริสเตียนสมัยเก่า " มักจะถูกใช้เพื่อหมายถึงยุคสิ้นสุดโดยทั่วไป  หรือไปจนถึงยุคสิ้นสุดเหตุการณ์เฉพาะ

End-times events such as the second coming of Christ and the battle of Armageddon are sometimes referred to as the Apocalypse.

เหตุการณ์สิ้นสุดยุค ดังเช่นการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์    และสงครามอาร์มาเกดโดน           บางครั้งหมายถึงเป็นบันทึกศาสนาของยิวหรือคริสเตียนสมัยเก่าสมัยเก่า

The Apocalypse will be the ultimate revealing of God, His wrath, His justice, and, ultimately, His love. Jesus Christ is the supreme “apocalypse” of God, as He revealed God to us.

บันทึกทางศาสนาของยิวหรือคริสเตียนสมัยเก่าสมัยเก่าจะเป็นการเปิดเผยสุดยอดของพระเจ้า  

พระพิโรธของพระองค์   ความยุติธรรมของพระองค์    และที่สุดเหนืออื่นใด ความรักของพระองค์

พระเยซูคริสต์ทรงเป็น "บันทึกทางศาสนาของยิวหรือคริสเตียนสมัยเก่า"  ที่สูงสุดของพระเจ้า   เพราะพระองค์ทรงเปิดเผยองค์พระเจ้าแก่เรา

John ยอห์น 14:9 9 Jesus said to him, “Have I been with you so long, and you still do not know me, Philip? Whoever has seen me has seen the Father. How can you say, ‘Show us the Father’?

9 พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ฟีลิปเอ๋ย   เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ   ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา   ท่านจะพูดได้อย่างไรอีกว่า   'ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็น'

Hebrews ฮีบรู1:2 2 but in these last days He has spoken to us by His Son, whom He appointed the heir of all things, through whom also He created the world.

2 แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร   ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงตั้งให้เป็นผู้รับสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นมรดก   พระองค์ได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลโดยพระบุตร


www.gotquestions.org/Thai


      Question:  How are we to live our lives in light of Christ's return?

คำถาม : เราต้องมีชีวิตโดยคำนึงถึงการเสด็จกลับมาของพระคริสต์อย่างไร     


Answer:  We believe that the return of Jesus Christ is imminent, that is, His return could occur at any moment.

คำตอบ: เราเชื่อว่าการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว นั่นคือ การเสด็จกลับมาของพระองค์อาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้

We, with the apostle Paul, look for “the blessed hope—the glorious appearing of our great God and Savior, Jesus Christ” (Titus 2:13).

เราพร้อมด้วยอัครทูตเปาโลมองหา " ความหวังอันเปี่ยมด้วยพระพร  คือการปรากฏพระองค์อย่างทรงพระเกียรติสิริของพระเจ้า องค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้ยิ่งใหญ่ของเราคือพระเยซูคริสต์"(ทิตัส 2:13)

Knowing that the Lord could come back today, some are tempted to stop what they are doing and just “wait” for Him.

เมื่อรู้ว่าพระเจ้าจะเสด็จกลับมาในวันนี้   บางคนอยากจะหยุดสิ่งที่พวกเขากำลังทำ และเพียงแค่ " รอคอย " พระองค์

However, there is a big difference between knowing that Jesus could return today and knowing that He will return today.

อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างกันมากระหว่าง การรู้ว่าพระเยซูจะทรงสามารถเสด็จกลับมาในวันนี้และการรู้ว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาวันนี้

Jesus said, “No one knows about that day or hour” (Matthew 24:36).

พระเยซูตรัสว่า "ไม่มีใคร รู้เกี่ยวกับวันนั้นโมงนั้น" (มัทธิว 24:36 )

The time of His coming is something God has not revealed to anyone, and so, until He calls us to Himself, we should continue serving Him.

เวลาแห่งการเสด็จมาของพระองค์เป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่ได้ทรงเปิดเผยกับผู้ใด  และดังนั้น  จนกระทั่งทรงเรียกเราไปหาพระองค์    เราควรจะรับใช้พระองค์ต่อไป

In Jesus’ parable of the ten talents, the departing king instructs his servants to “occupy till I come” (Luke 19:13).

ในคำอุปมาเรื่องเงินสิบมินา   กษัตริย์ที่จะทรงไปยังแดนไกลรับสั่งแก่คนรับใช้ของพระองค์ให้ " นำเงินไปประกอบกิจการจนกว่าเรามา " (ลูกา 19:13 )

The return of Christ is always presented in Scripture as a great motivation to action, not as a reason to cease from action.

การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ที่มักกล่าวถึงในพระคัมภีร์เป็นแรงจูงใจแรงกล้าให้เกิดการประพฤติปฏิบัติ  ไม่ใช่เป็นเหตุผลที่จะหยุดการประพฤติ

In 1 Corinthians 15:58, Paul wraps up his teaching on the rapture by saying, “Always give yourselves fully to the work of the Lord.”

ใน 1 โครินธ์ 15:58 เปาโลรวบรวมคำสอนเรื่องการรับขึ้นไปสวรรค์ด้วยการพูดว่า "จงทุ่มเทอย่างเต็มที่ให้กับงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า"

In 1 Thessalonians 5:6, Paul concludes a lesson on Christ’s coming with these words: “So then, let us not be like others, who are asleep, but let us be alert and self-controlled.” To retreat and “hold the fort” was never Jesus’ intention for us. Instead, we work while we can. “Night is coming, when no one can work” (John 9:4).

1 เธสะโลนิกา 5:6  “เปาโลสรุปบทเรียนเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระคริสต์ด้วยคำเหล่านี้  เหตุฉะนั้น เราอย่าเหมือนคนอื่น ๆ ที่หลับใหล แต่จงตื่นตื่นตัวและควบคุมตนเอง"

To retreat and “hold the fort” was never Jesus’ intention for us. Instead, we work while we can. “Night is coming, when no one can work” (John 9:4).

ถอยไปอยู่สงบ และ " ยึดฐานให้มั่น " ไม่เคยเป็นพระประสงค์ของพระเยซูสำหรับเรา    แต่ให้เรา ทำงานในขณะ ที่เราสามารถทำได้ " จวนจะถึงเวลากลางคืนแล้ว เวลานั้นไม่มีใครทำงานได้ " (ยอห์น 9:4 )

The apostles lived and served with the idea that Jesus could return within their lifetime; what if they had ceased from their labors and just “waited”?

อัครสาวก ที่มีชีวิตอยู่และรับใช้โดยคิดว่าพระเยซูทรงสามารถกลับมาได้ในชั่วชีวิตของเขา นั้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาหยุดการงาน และเพียงแค่ " รอคอย "

They would have been in disobedience to Christ’s command to “go into all the world and preach the good news to all creation” (Mark 16:15), and the gospel would not have been spread.

เมื่อพวกเขาไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระคริสต์ " จงออกไปทั่วโลก  ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนทั้งปวง " (มาระโก 16:15 ) และ พระกิตติคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ออกไป

The apostles understood that Jesus’ imminent return meant they must busy themselves with God’s work.

อัครสาวกจึงเข้าใจว่าการเสด็จกลับมาของพระเยซูใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว หมายความว่าพวกเขาต้องง่วนอยู่กับพระราชกิจของพระเจ้า

They lived life to the fullest, as if every day were their last. We, too, should view every day as a gift and use it to glorify God.

พวกเขาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่   ราวกับว่าทุกวันเป็นวันสุดท้ายของพวกเขา   เช่นเดียวกัน เราก็ควรจะมองเห็นทุกวันเป็นของขวัญ และใช้เวลาทุกวันเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า


www.gotquestions.org/Thai

 

Apocalypse and Return of Christ

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top