Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, March 8, 2014

 

What is most amazing, or perhaps terrifying, is that the four horsemen of the Apocalypse are just “precursors” of even worse judgments that come later in the tribulation (Revelation chapters 8–9 and 16).

สิ่งที่น่าประหลาดใจหรืออาจจะน่ากลัวที่สุด  ก็คือผู้ขี่ม้าทั้งสี่ของบันทึกคัมภีร์ศาสนาคริสต์เป็นเพียง "ผู้มาก่อน" ของการพิพากษาที่ร้ายแรงยิ่งขึ้น ที่มาภายหลังยุคแห่งความทุกข์ลำเค็ญ (วิวรณ์บทที่ 8-9 และ 16)

9 When he opened the fifth seal, I saw under the altar the souls of those who had been slain for the word of God and for the witness they had borne.

9 เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่ห้านั้นแล้ว   ข้าพเจ้าก็แลเห็นดวงวิญญาณใต้แท่นบูชา   เป็นวิญญาณของคนทั้งหลายที่ถูกฆ่าเพราะพระวจนะของพระเจ้า   และเพราะคำพยานที่เขายึดถือนั้น

10 They cried out with a loud voice, “O Sovereign Lord, holy and true, how long before you will judge and avenge our blood on those who dwell on the earth?”

10 เขาเหล่านั้นร้องเสียงดังว่า   “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้บริสุทธิ์และสัตย์จริง   อีกนานเท่าใดพระองค์จึงจะทรงพิพากษา   และตอบสนองต่อคนทั้งหลายที่อยู่ในโลก”

11 Then they were each given a white robe and told to rest a little longer, until the number of their fellow servants and their brothers should be complete, who were to be killed as they themselves had been.

11 แล้วพระองค์ทรงประทานเสื้อสีขาวแก่คนเหล่านั้นทุกคน   และทรงกำชับเขาให้รอต่อไปอีกหน่อย   จนกว่าเพื่อนผู้รับใช้ของเขา   คือพวกพี่น้องของเขาจะถูกฆ่าเหมือนกับเขาครบจำนวน

So these are obviously Christian martyrs, some scholars and pastors believe they are only those who became believers during the tribulation and then were killed for their faith, while other Christians had already been raptured to heaven.  

ดังนั้นชัดเจนว่าคนเหล่านี้เป็นคริสเตียนผู้พลีชีพเพื่อศาสนา นักวิชาการบางคน และผู้สอนศาสนาเชื่อว่าพวกเขากลับกลายเป็นผู้เชื่อ ในยุคแห่งความทุกข์ลำเค็ญ และ ถูกประหารเพราะความเชื่อ ในขณะที่คริสเตียนอื่น ๆ ได้ถูกรับขึ้นไปสวรรค์ก่อนแล้ว

Others believe these are Christian martyrs of any previous time.

คนอื่นๆ เชื่อว่าคนเหล่านี้เป็นคริสเตียนผู้พลีชีพเพื่อศาสนาในเวลาก่อนหน้านี้

A Christian martyr is someone who died for his or her faith, rather than renounce Christ.

คริสเตียนผู้พลีชีพเพื่อศาสนา คือคนที่ ตายเพื่อ ความเชื่อ ของเขาหรือเธอ แทนที่จะประกาศเลิกนับถือพระคริสต์

2 Timothy  2 ทิโมธี  3:12 12 Indeed, all who desire to live a godly life in Christ Jesus will be persecuted,

12 แท้จริงบรรดาคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า   ในพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง

Ever since Stephen was stoned to death outside Jerusalem (Acts 7), Christians around the world have suffered and died for the sake of Christ.

นับตั้งแต่สเทเฟนถูกขว้างด้วยก้อนหินจนตายนอกกรุงเยรูซาเล็ม (กิจการบทที่7) คริสเตียนทั่วโลกได้ทนทุกข์และตายเพื่อพระคริสต์

There are many lessons we can learn from the testimony of the martyrs.

มีบทเรียนมากมายที่เราสามารถเรียนรู้จากคำพยานของผู้พลีชีพเพื่อศาสนา

Each person who is bold enough to give up his life for Christ has a unique lesson to teach us.

คนที่กล้าพอที่จะให้ขึ้นชีวิตของเขาเพื่อพระคริสต์แต่ละคนมีบทเรียนที่ไม่ซ้ำกันที่จะสอนเราChristian martyrs teach us that we can stand for God no matter the circumstances.

คริสเตียนผู้พลีชีพเพราะศาสนาสอนเราว่าเราสามารถยืนหยัดฝ่ายพระเจ้าไม่ว่าเกิดสถานการณ์ใดๆ

Millions of people throughout history have willingly died for their faith.

คนหลายล้านคนตลอดประวัติศาสตร์ได้ตายเพราะความเชื่อด้วยความเต็มใจ

If they can do it, so can we.

หากพวกเขายอมตายเพื่อศาสนาได้  เราก็ยอมตายได้

That does not mean we should seek out suffering or death for Christ, but it does mean that, if we are presented with the choice of “die or deny Christ,” we should be bold and cling to Christ.

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราควรแสวงหาความทุกข์ทรมานหรือการเสียชีวิตเพื่อพระคริสต์ แต่มันได้หมายความว่าถ้าเราจะถูกเสนอทางเลือกว่าจะ "ตายหรือปฏิเสธพระคริสต์" เราก็ควรจะกล้าหาญและยึดมั่นในพระคริสต์

Our love for God should take us as far as God’s love for us took Him—to death.

Jesus prepared His disciples for persecution:

ความรักของเราที่มีต่อพระเจ้าก็ควรเท่ากับความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา--คือยอมตาย

พระเยซูทรงสร้างและเตรียมสาวกของพระองค์เพื่อรับการกดขี่ข่มเหง:

Matthew มัทธิว 10:32–33 32 So everyone who acknowledges me before men, I also will acknowledge before my Father who is in heaven,

32 “เหตุดังนั้นทุกคนที่จะรับเราต่อหน้ามนุษย์   เราจะรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์

33 but whoever denies me before men, I also will deny before my Father who is in heaven.

33 แต่ผู้ใดจะไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์   เราจะไม่ยอมรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ด้วย

Martyrs show us what it looks like to stand firm in not denying Jesus.

ผู้พลีชีพเพื่อศาสนาแสดงให้เราเห็นเป็นอย่างไรที่จะตั้งมั่นคงไม่ปฏิเสธพระเยซู

Another lesson Christian martyrs teach us is that we will receive a reward for standing for our faith.

อีกบทเรียนที่คริสเตียนผู้พลีชีพเพื่อศาสนาสอนเรา  ก็คือว่าเราจะได้รับรางวัลสำหรับการยืนหยัดในความเชื่อของเรา

Revelation 20:4–6 paints a picture of the reward awaiting the Christian martyrs who die during the future Tribulation:

วิวรณ์ 20:4-6 วาดภาพของรางวัลรอคริสเตียนผู้พลีชีพเพื่อศาสนาที่ตายในช่วงกลียุคในอนาคต:

4 Then I saw thrones, and seated on them were those to whom the authority to judge was committed. Also I saw the souls of those who had been beheaded for the testimony of Jesus and for the word of God, and who had not worshiped the beast or its image and had not received its mark on their foreheads or their hands. They came to life and reigned with Christ for a thousand years._

4 ข้าพเจ้าได้เห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์   และผู้ที่นั่งบนบัลลังก์นั้น   เป็นผู้ที่จะพิพากษา   และข้าพเจ้ายังได้เห็นดวงวิญญาณของคนทั้งปวงที่ถูกตัดศีรษะ   เพราะเป็นพยานของพระเยซูและเพราะพระวจนะของพระเจ้า   และผู้ที่ไม่ได้บูชาสัตว์ร้ายนั้นหรือรูปของมัน   และไม่ได้ติดเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา   คนเหล่านั้นกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่   และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี

5 The rest of the dead did not come to life until the thousand years were ended. This is the first resurrection.

5 นอกจากคนเหล่านี้คนอื่นๆ   ที่ตายแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตอีกจนกว่าจะครบกำหนดพันปี   นี่แหละคือการฟื้นจากความตายครั้งแรก

6 Blessed and holy is the one who shares in the first resurrection! Over such the second death has no power, but they will be priests of God and of Christ, and they will reign with him for a thousand years.

6 ผู้ใดที่ได้มีส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์   ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น   แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์   และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี  

Jesus spoke a blessing to the suffering Christians face in this world:

พระเยซูทรงอวยพรให้แก่คริสเตียนที่ทนทุกข์ลำบากให้กล้าเผชิญกับโลกนี้

Luke ลูกา 6:22 22  “Blessed are you when people hate you and when they exclude you and revile you and spurn your name as evil, on account of the Son of Man!

22 “ท่านทั้งหลายจะเป็นสุข   เมื่อคนทั้งหลายจะเกลียดชังท่าน   และจะไล่ท่านออกจากพวกเขา   และจะประณามท่าน   และจะเหยียดชื่อของท่านว่าเป็นคนชั่วช้า   เพราะท่านเห็นแก่บุตรมนุษย์

  As he died Stephen caught a glimpse of the glory awaiting him:

ในขณะที่สเทเฟนเสียชีวิต แสงแห่งรัศมีรุ่งโรจน์ชั่วแวบหนึ่งรอคอยเขา:

Acts 7:56 56 And he said, “Behold, I see the heavens opened, and the Son of Man standing at the right hand of God.”

56 แล้วท่านได้กล่าวว่า   “ดูเถิด   ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าแหวกเป็นช่อง   และบุตรมนุษย์ยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า”

Interestingly, the Greek word translated “crown” in the New Testament is stephanos (the source of Stephen’s name).

น่าสนใจ    คำภาษากรีกแปลว่า "มงกุฎ" ในพันธสัญญาใหม่เป็น สเตฟานอส (มีที่มาจากชื่อของสเทเฟน)

Christian martyrs are a model of grace under pressure. They teach us how to handle persecution of any kind.

คริสเตียนผู้พลีชีพเพื่อศาสนาเป็นตัวอย่างของพระคุณภายใต้แรงกดดัน พวกเขาสอนเราถึงวิธีการอดทนต่อการกดขี่ข่มเหงทุกรูปแบบ

Stephen died with grace on his lips:

สเทเฟนเสียชีวิตโดยปากล่าวคำขอบพระคุณ

Acts กิจการ7:60 60 And falling to his knees he cried out with a loud voice, “Lord, do not hold this sin against them.” And when he had said this, he fell asleep.

60 สเทเฟนก็คุกเข่าลงร้องเสียงดังว่า   “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า   ขอโปรดอย่าทรงถือโทษเขาเพราะบาปนี้”   เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้วก็ล่วงหลับไป

  He forgave his murderers, and his forgiveness echoed that of Christ Himself.

เขายกโทษให้ผู้คนที่รุมฆ่าเขา  และการยกโทษของเขาสะท้อนแบบการยกโทษของพระคริสต์

Luke ลูกา 23:34 34 And Jesus said, “Father, forgive them, for they know not what they do.” And they cast lots to divide His garments.

34 ฝ่ายพระเยซูจึงทรงอธิษฐานว่า   “โอพระบิดาเจ้าข้า   ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่า   เขาไม่รู้ว่า   เขาทำอะไร”   เขาก็เอาฉลองพระองค์   จับฉลากแบ่งปันกัน

Those who persecute Christians often have a goal of humiliating them and making them believe the hatred toward them is justified.

บรรดาผู้ที่ข่มเหงคริสเตียนมักจะตั้งเป้าดูหมิ่นเหยียดหยามพวกเขา   และทำให้พวกเขาเชื่อว่าความเกลียดชังต่อพวกเขาถูกนับว่าชอบธรรมแล้ว

But Jesus told us ahead of time of their true motivation: 

แต่พระเยซูทรงสอนเราก่อนแล้วเรื่องการแรงบันดาลใจที่แท้จริง

John ยอห์น 15:18–19 18 “If the world hates you, know that it has hated me before it hated you.

18 “ถ้าโลกนี้เกลียดชังท่านทั้งหลาย   ก็จงรู้ว่าโลกได้เกลียดชังเราก่อน

19 If you were of the world, the world would love you as its own; but because you are not of the world, but I chose you out of the world, therefore the world hates you.

19 ถ้าท่านทั้งหลายเป็นของโลก   โลกก็จะรักท่านซึ่งเป็นของโลก   แต่เพราะท่านไม่ใช่ของโลก   เพราะเราได้เลือกท่านออกจากโลก   เหตุฉะนั้นโลกจึงเกลียดชังท่าน

  The numerous Christian martyrs throughout history were killed because they were chosen by Christ and do not belong to the world.

คริสเตียนผู้พลีชีพเพื่อศาสนาจำนวนมากตลอดประวัติศาสตร์ที่ถูกฆ่าตายเพราะพวกเขาเลือกข้างพระคริสต์และไม่ได้เป็นฝ่ายโลก

Christian martyrs also provide evidence that the Bible is true.

คริสเตียนผู้พลีชีพเพื่อศาสนายังให้หลักฐานว่าพระคัมภีร์เป็นความจริง

The writers of the Bible, most of whom were martyred, held to the truth of Jesus’ resurrection to the very end.

ผู้เขียนพระคัมภีร์   ซึ่งส่วนใหญ่ได้พลีชีพเพื่อศาสนา    ยึดมั่นกับความจริงของการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูไปจนสุดปลายชีวิต

Some people might die for a lie they think is true, but no one dies for a lie he knows to be false.

บางคนอาจจะตายเพื่อโกหกสิ่งพวกเขาคิดว่าเป็นความจริง แต่ไม่มีใครตายเพราะโกหกสิ่งที่เขารู้อยู่ว่าเป็นเท็จ

The Christian martyrs knew what they believed was true.

คริสเตียนผู้พลีชีพเพื่อศาสนารู้ว่าสิ่งที่พวกเขาเชื่อเป็นความจริง

When we press into knowing God personally and truly begin living for God, we will become a target for those who hate God.

เมื่อเราเข้าไปรู้จักพระเจ้าเป็นส่วนตัวจริงๆ และเริ่มต้นมีชีวิตเพื่อพระเจ้า  เราจะกลายเป็นเป้าหมายสำหรับผู้ที่เกลียดชังพระเจ้า

The spiritual battle is real, and so are the rewards.

การต่อสู้ฝ่ายจิตวิญญาณเป็นจริงและมีรางวัลตอบแทนด้วย

We are serving a real God who really loves us, who was really willing to die for us, and who really rewards us for standing for Him.2

เรากำลังรับใช้พระเจ้าเที่ยงแท้ที่ทรงรักเราจริง      ผู้ทรงเต็มพระทัยยินดีที่จะบอมพลีพระชนม์เพื่อเรา  และผู้ที่ที่จริงๆ แล้วทรงประทานรางวัลแก่เราที่ยืนหยัดอยู่เพื่อพระองค์

Revelation วิวรณ์ 6:12-17 12 When he opened the sixth seal, I looked, and behold, there was a great earthquake, and the sun became black as sackcloth, the full moon became like blood,

12 เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่หกนั้นแล้ว   ข้าพเจ้าก็ได้เห็นแผ่นดินไหวใหญ่โต   ดวงอาทิตย์ก็กลับมืดดำ   ดุจผ้ากระสอบขนสัตว์   และดวงจันทร์วันเพ็ญก็กลายเป็นสีเลือด

13 and the stars of the sky fell to the earth as the fig tree sheds its winter fruit when shaken by a gale.

13 และดวงดาวทั้งหลายในท้องฟ้าก็ตกลงบนแผ่นดิน   เหมือนกับต้นมะเดื่ออันถูกลมกล้าพัดจนทำให้ผลที่ยังไม่ทันสุกหล่นลงหมด

14 The sky vanished like a scroll that is being rolled up, and every mountain and island was removed from its place.

14 ท้องฟ้าก็หายไปเหมือนกับหนังสือที่เขาม้วนขึ้นไปหมด   และภูเขาทุกลูกและเกาะทุกเกาะก็เลื่อนไปจากที่เดิม

15 Then the kings of the earth and the great ones and the generals and the rich and the powerful, and everyone, slave and free, hid themselves in the caves and among the rocks of the mountains,

15 แล้วกษัตริย์ทั้งหลายในโลก   พวกคนใหญ่คนโต   นายทหารใหญ่   เศรษฐี   ผู้มีอำนาจ   และทุกคนทั้งที่เป็นทาสและเป็นอิสระ   ก็ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำและโขดหินตามภูเขา

16 calling to the mountains and rocks, “Fall on us and hide us from the face of him who is seated on the throne, and from the wrath of the Lamb,

16 พวกเขาร้องบอกกับภูเขาและโขดหินว่า    “จงล้มทับเราเถิด  จงซ่อนเราไว้   ให้พ้นจากพระพักตร์ของพระองค์ผู้ประทับอยู่บนพระที่นั่ง   และให้พ้นจากพระพิโรธของพระเมษโปดกนั้น

17 for the great day of their wrath has come, and who can stand?”

17 เพราะว่าวันสำคัญแห่งพระพิโรธของพระองค์มาถึงแล้ว   และผู้ใดจะทนอยู่ได้เล่า” ของพระเจ้า   และเนื่องด้วยการเป็นพยานฝ่ายพระเยซู

“the sun became black. . .moon became like blood" was prophesied many times in the Old Testament and referred to in the Gospels. 

Isaiah อิสยาห์ 13:10 10 For the stars of the heavens and their constellations will not give their light; the sun will be dark at its rising, and the moon will not shed its light.

10 เพราะดวงดาวแห่งฟ้าสวรรค์  และหมู่ดาวในนั้น   จะไม่ทอแสงของมัน   ดวงอาทิตย์ก็จะมืดเมื่อเวลาขึ้น  และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสงของ มัน  

Ezekiel เอเสเคียล 32:7 7 When I blot you out, I will cover the heavens and make their stars dark; I will cover the sun with a cloud, and the moon shall not give its light.

7 เมื่อเราดับท่าน  เราจะคลุมฟ้าสวรรค์ไว้   และกระทำให้ดวงดาวมืดไป   เราจะเอาเมฆบังดวงอาทิตย์  และดวงจันทร์จะไม่ทอแสง     

Joel โยเอล 2:2 2 a day of darkness and gloom, a day of clouds and thick darkness!  Like blackness there is spread upon the mountains a great and powerful people; their like has never been before, nor will be again after them through the years of all generations.

2 เป็นวันแห่งความมืดและความมืดครึ้ม   เป็นวันที่มีเมฆและความมืดทึบ   ประชากรจำนวนมากและมีกำลังยิ่ง   ปกคลุมอยู่บนภูเขาดำทะมื่นไปหมด   ตั้งแต่สมัยโบราณก็ไม่เคยมีเหมือนอย่างนี้ และตั้งแต่นี้ไปก็จะไม่มีอีก   ตลอดปีทั้งหลายชั่วชาติพันธุ์  

Matthew มัทธิว 24:29 29 “Immediately after the tribulation of those days the sun will be darkened, and the moon will not give its light, and the stars will fall from heaven, and the powers of the heavens will be shaken.

29 “แต่พอสิ้นความทุกข์ลำบากแห่งวันเหล่านั้นแล้ว   ดวงอาทิตย์จะมืดไป   และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง   ดวงดาวทั้งปวงจะตกจากฟ้า   และบรรดาสิ่งที่มีอำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้าน 

Mark มาระโก 13:24-25 24 “But in those days, after that tribulation, the sun will be darkened, and the moon will not give its light,

24  “ภายหลังเมื่อคราวลำบากนั้นพ้นไปแล้ว    ดวงอาทิตย์จะมืดไป   และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง

25 and the stars will be falling from heaven, and the powers in the heavens will be shaken.

25 ดวงดาวทั้งปวงจะตกจากฟ้า   และบรรดาสิ่งซึ่งมีอำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้าน

Luke ลูกา 21:25-26 25“And there will be signs in sun and moon and stars, and on the earth distress of nations in perplexity because of the roaring of the sea and the waves,

25 “จะมีหมายสำคัญที่ดวงอาทิตย์ที่ดวงจันทร์   และที่ดวงดาวทั้งปวง   และบนแผ่นดินก็จะมีความทุกข์ร้อนตามชาติต่างๆ   ซึ่งมีความฉงนสนเท่ห์   เพราะเสียงกึกก้องของทะเลและคลื่น

26 people fainting with fear and with foreboding of what is coming on the world. For the powers of the heavens will be shaken.

26 มนุษย์ก็จะสลบไสลไปเพราะความกลัว   และเพราะสังหรณ์ถึงเหตุการณ์ซึ่งจะบังเกิดในโลก   ด้วยว่า   บรรดาสิ่งที่มีอำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้าน

Since in several of the New Testament passages say this happens after the Tribulation, I understand that mean that now we are half way through the seven year period and beginning the last three and a half years known as the Great Tribulation.

เนื่องจากเนื้อหาพระคัมภีร์หลายตอนในพันธสัญญาใหม่พูดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นหลังจากยุคมหาภัยพิบัติ   ผมเข้าใจว่ามันหมายถึงว่าตอนนี้เรามาครึ่งทางของระยะเวลาทั้งหมดเจ็ดปี   และเริ่มต้นสามปีครึ่งหลัง  ที่รู้จักกันว่าเป็นยุคแห่งทุกข์เวทนาครั้งใหญ่

Revelation 6b

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top