Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, April 6, 2014

 

Revelation 14 B


7 And he said with a loud voice, “Fear God and give Him glory, because the hour of His judgment has come, and worship Him who made heaven and earth, the sea and the springs of water.”

7 ท่านประกาศด้วยเสียงอันดังว่า   “จงยำเกรงพระเจ้า   และถวายพระเกียรติแด่พระองค์   เพราะถึงเวลาที่พระองค์จะทรงพิพากษาแล้ว   และจงนมัสการพระองค์   ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์  แผ่นดินโลก  ทะเล     และบ่อน้ำพุทั้งหลาย”  

Now, men foolishly are worshipping themselves and the creation, rather than the creator. They are worshipping the earth.

ตอนนี้ คนโง่จะบูชาตัวเอง  และสรรพสิ่งที่ทรงสร้างมากกว่าพระผู้สร้าง พวกเขาจะบูชาโลก

Romans โรม 1:24-25 24 Therefore God gave them up in the lusts of their hearts to impurity, to the dishonoring of their bodies among themselves,

24 เหตุฉะนั้น   พระเจ้าจึงทรงปล่อยเขาให้ประพฤติอุลามกตามราคะตัณหาในใจของเขาให้เขากระทำสิ่งซึ่งน่าอัปยศทางกายต่อกัน

25 because they exchanged the truth about God for a lie and worshiped and served the creature rather than the Creator, who is blessed forever! Amen.

25 เพราะว่าเขาได้เอาความจริงเรื่องพระเจ้ามาแลกกับความเท็จ   และได้นมัสการและปรนนิบัติสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้   แทนพระองค์ผู้ทรงสร้าง   ผู้ซึ่งควรจะได้รับความสรรเสริญเป็นนิตย์   อาเมน  



  Worship the God who made the heavens. That is the rational thing to do.

จงนมัสการพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ นั่นคือสิ่งที่สมเหตุสมผลที่จะทำ

It is irrational to worship creation. Creation testifies of a creator.

ไม่มีเหตุผลที่จะบูชาสิ่งที่ทรงสร้าง สรรพสิ่งที่สร้างเป็นพยานถึงพระผู้สร้าง

The evolutionist worships creation because they do not want to obey God. God gives them over to reprobate minds.5

นักวิวัฒนาการบูชาสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง เพราะพวกเขาไม่ต้องการเชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้าทรงปล่อยให้พวกเขาจมอยู่ในจิตใจเลวทราม

Romans 1:21-22 21 For although they knew God, they did not honor him as God or give thanks to him, but they became futile in their thinking, and their foolish hearts were darkened.

21 เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว   เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า   หรือหาได้ขอบพระคุณไม่   แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ   และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป

22 Claiming to be wise, they became fools,

22 เขาอ้างตัวว่าเป็นคนมีปัญญา   เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลาไป

So, in the proclaiming of the everlasting gospel they are given another opportunity to hear words of wisdom to worship Him who has made the heaven and earth.

ดังนั้นในการประกาศพระกิตติคุณนิรันดร์  พวกเขาจะได้รับโอกาสที่จะได้ยินถ้อยแห่งปัญญาที่จะนมัสการพระองค์   ผู้ที่ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก

This is the only place in the New Testament where we see angels preaching the gospel. 

นี้เป็นที่เดียวในพันธสัญญาใหม่ที่เราเห็นว่าทูตสวรรค์ประกาศข่าวประเสริฐ

In God's wisdom, He has chosen to give that responsibility to people alone, apart from the rarest of exceptions.6

โดยพระปัญญาของพระเจ้า   พระองค์ทรงเลือกที่จะให้พวกเขารับผิดชอบเอาเอง   นอกเหนือจากข้อยกเว้นที่ไม่ค่อยมี

Revelation วิวรณ์14:88 Another angel, a second, followed, saying, “Fallen, fallen is Babylon the great, she who made all nations drink the wine of the passion of her sexual immorality.”

8 ทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเป็นองค์ที่สองตามไปประกาศว่า   “บาบิโลนมหานครนั้นล่มจมแล้ว   ล่มจมแล้ว   นครนั้นที่ทำให้ประชาชาติทั้งปวง   ดื่มเหล้าองุ่นแห่งความกำหนัดของเธอ   ในการล่วงประเวณี”  

We will get in chapter seventeen complete details on this fallen Babylon of the fall of this great religious system of Babylon, tied in with the world’s commerce system and a group organized in opposition to God’s rulership. 

เราจะมาศึกษาบทที่สิบเจ็ดรายละเอียดทั้งหมดเรื่องบาบิโลนล่มสลาย  การล่มสลายของระบบทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของบาบิโลน    เกี่ยวโยงกับระบบการค้าโลก   และกลุ่มที่จัดตั้งเพื่อต่อต้านระบอบการปกครองของพระเจ้า

9 And another angel, a third, followed them, saying with a loud voice, “If anyone worships the beast and its image and receives a mark on his forehead or on his hand,

9 และทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเป็นองค์ที่สามตามไป   ประกาศด้วยเสียงอันดังว่า   “ถ้าผู้ใดบูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน   และมีเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือ

10 he also will drink the wine of God's wrath, poured full strength into the cup of his anger, and he will be tormented with fire and sulfur in the presence of the holy angels and in the presence of the Lamb.

10 ผู้นั้นจักต้องดื่มเหล้าองุ่นแห่งพระพิโรธของพระเจ้า   ซึ่งไม่ได้ระคนกับสิ่งใด   ที่ได้เทลงในถ้วยพระพิโรธของพระองค์   และเขาจะต้องถูกทรมานด้วยไฟและกำมะถัน   ต่อหน้าทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายและต่อพระพักตร์พระเมษโปดก

11 And the smoke of their torment goes up forever and ever, and they have no rest, day or night, these worshipers of the beast and its image, and whoever receives the mark of its name.”

11 และควันแห่งการทรมานของเขาพลุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์   และคนทั้งหลายที่บูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน   และที่รับเครื่องหมายชื่อของมัน   จะไม่มีการพักผ่อนเลยทั้งกลางวันและกลางคืน”  

This means that God is going to give every man a chance. The first angel proclaims the everlasting gospel.

ซึ่งหมายความว่าพระเจ้าทรงให้ทุกคนมีโอกาส     ทูตสวรรค์องค์แรกประกาศพระกิตติคุณชีวิตนิรันดร์

This angel warns man against worshipping the beast or taking his mark, so that if a man does take the mark and does worship the beast or his image, he is doing it knowingly.

ทูตสวรรค์องค์นี้เตือนมนุษย์มิให้บูชาสัตว์ร้ายหรือเครื่องหมายของมัน  เพื่อว่าถ้าผู้ใดจะใช้เครื่องหมาย   และบูชาสัตว์ร้ายหรือภาพเหมือนของมัน   เขาจะทำมันอย่างรู้เท่าทัน

He is doing it willfully in willful rebellion against God, because he has been deceived into thinking that in the final conflict that will soon be taking place, that Satan and the forces of darkness will be able to overcome the forces of light. 

เขาจะทำมันอย่างจงใจในการก่อจลาจลโดยเจตนากับพระเจ้า    เพราะเขาถูกหลอกให้คิดว่าในสงครามครั้งสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นว่าซาตานและกองกำลังแห่งความมืดจะสามารถเอาชนะกองกำลังฝ่ายแสงสว่างได้

That is why at this final opportunity the gospel will be proclaimed. God would not proclaim it unless there were the opportunity of being saved.

นั่นคือเหตุที่เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่จะต้องประกาศข่าวประเสริฐ   พระเจ้าจะไม่ทรงประกาศสงคราม ถ้าไม่มีโอกาสให้คนได้รับความรอด

And there is that final rejection that identifying themselves against God, and thus the wrath of God is to be poured out, the cup of His indignation.7

และมีการกบฎครั้งสุดท้ายที่พวกเขาแสดงตัวเองต่อต้านพระเจ้า   และดังนั้นพระพิโรธของพระเจ้าจะสำแดงออกมา   ขันแห่งพระพิโรธของพระองค์

Revelation วิวรณ์14:12-13

12 Here is a call for the endurance of the saints, those who keep the commandments of God and their faith in Jesus.

12 นี่แหละความอดทนซึ่งพวกธรรมิกชนคือผู้ที่ประพฤติตามพระบัญญัติของพระเจ้า   และดำเนินตามความเชื่อของพระเยซูจะต้องมี  

13 And I heard a voice from heaven saying, “Write this: Blessed are the dead who die in the Lord from now on.” “Blessed indeed,” says the Spirit, “that they may rest from their labors, for their deeds follow them!”

13 และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงจากสวรรค์สั่งว่า   “จงเขียนไว้เถิดว่า   ตั้งแต่นี้ต่อไป   คน

ทั้งหลายที่ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข”   และพระวิญญาณตรัสว่า   “จริงอย่างนั้น   เขาได้หยุดพักจากการงานของเขา   เพราะการงานที่เขาได้กระทำนั้นจะติดตามเขาไป”

So people are becoming believers but many are being martyred for that faith.

ดังนั้นผู้คนกำลังหันมารับเชื่อ แต่หลายคนกำลังถูกประหารเพราะความเชื่อนั้น

We can only imagine what courage and comfort this passage will give embattled, persecuted saints during the Great Tribulation. 

เราสามารถนึกภาพออกว่า พระคัมภีร์ตอนนี้จะให้ทำให้ผู้ชอบธรรมซึ่งเตรียมพร้อมรบ ทนการข่มเหง มีความกล้าหาญและเป็นสุข ในช่วงมหากลียุค

Clearly, God wants to encourage His people to be steadfast in times of trial, focused on what blessed rest and reward awaits them in eternity.8

เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าทรงประสงค์ที่จะหนุนใจคนของพระองค์ให้ตั้งมั่นคงในช่วงเวลาของการทดลอง   โดยมุ่งให้ความสำคัญไปที่การหยุดพักอย่างเป็นสุข  และรางวัลตอบแทนที่รอพวกเขาในนิรันดรกาล

The Harvest of the Earth

การเกี่ยวเก็บของแผ่นดินโลก

14 Then I looked, and behold, a white cloud, and seated on the cloud one like a Son of Man, with a golden crown on His head, and a sharp sickle in His hand.

14 ข้าพเจ้าได้แลเห็น   และดูเถิด  มีเมฆขาว   และมีผู้หนึ่งประทับบนเมฆนั้นเหมือนกับบุตรมนุษย์   สวมมงกุฎทองคำบนพระเศียร   และพระหัตถ์ถือเคียวอันคม

"How different it will be to see Him (Jesus) with a crown of gold upon His head from what it was to see Him wearing that terrible crown of thorns which the cruel soldiers plaited, and thrust upon His brow! 

"มันจะแตกต่างกันแค่ไหน   ที่เห็นพระองค์ (พระเยซู) ทรงสวมมงกุฎสีทองบนพระเศียร และที่ที่จะเห็นพระองค์ทรงสวมใส่มงกุฎหนามที่น่าหวาดเสียว  ที่ทหารโหดร้ายมัดพันให้และทิ่มแทงที่พระนลาฎของพระองค์

The word used here does not usually refer to the diadem of power, but to the crown won in conflict; and it is very remarkable that it should be said that, when Christ comes to judge the world, he will wear the garland of victory, the crown which he has won in the great battle which He has fought. 

คำที่ใช้ที่นี่ปกติไม่ได้หมายถึงมงกุฎแห่งอำนาจ แต่ได้รับรางวัลมงกุฎในสงคราม และเป็นที่น่าสังเกตว่า  มันควรจะกล่าวว่า   เมื่อพระคริสต์เสด็จมาพิพากษาโลก   จะทรงสวมมงกุฎแห่งชัยชนะ มงกุฎซึ่งทรงได้รับรางวัลที่ได้ทรงร่วมต่อสู้อย่างยอดเยี่ยม

How significant of His final triumph will that crown of gold be about HIs brow that was once covered with bloody sweat when He was fighting the battle for our salvation!" (Charles Spurgeon)

ชัยชนะสุดท้ายของพระองค์สำคัญแค่ไหนที่ ได้มงกุฎทองคำ ที่คิ้วของพระองค์ว่าครั้งหนึ่งเคยชุ่มไปด้วยเลือดที่ไหล เมื่อทรงชัยชนะการสงครามเพื่อความรอดของเรา "(ชาร์ลส์ สเปอร์เจี้ยน)

15 And another angel came out of the temple, calling with a loud voice to Him who sat on the cloud, “Put in your sickle, and reap, for the hour to reap has come, for the harvest of the earth is fully ripe.”

15 และมีทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่ง   ออกมาจากพระวิหาร   ร้องทูลพระองค์ผู้ประทับบนเมฆนั้นด้วยเสียงอันดังว่า   “จงใช้เคียวของพระองค์เกี่ยวไปเถิด   เพราะว่าถึงเวลาเกี่ยวแล้ว   เพราะว่าผลที่จะต้องเก็บเกี่ยวในแผ่นดินโลกนั้นสุกแล้ว”

The idea is of something that is over-ripe.  This means that God will judge the earth only when it is over-ripe for judgment.  He doesn't rush into judgment.9

ความคิดเรื่องบางสิ่งกำลังจะสุกแล้ว ซึ่งหมายความว่าพระเจ้าจะทรงพิพากษาโลกได้ก็ต่อเมื่อมันถึงเวลาสุกแล้วสำหรับการพิพากษา  พระองค์ไม่ได้รีบเร่งในการพิพากษา

16 So He who sat on the cloud swung His sickle across the earth, and the earth was reaped.

16 และพระองค์ผู้ประทับบนเมฆนั้น   ได้ทรงตวัดเคียวนั้นบนแผ่นดินโลก   และแผ่นดินโลกก็ได้ถูกเกี่ยวแล้ว  

17 Then another angel came out of the temple in heaven, and he too had a sharp sickle.

17 และทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งก็ออกมาจากพระวิหารบนสวรรค์   ถือเคียวอันคมเช่นเดียวกัน

18 And another angel came out from the altar, the angel who has authority over the fire, and he called with a loud voice to the one who had the sharp sickle, “Put in your sickle and gather the clusters from the vine of the earth, for its grapes are ripe.”

18 และทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งผู้มีฤทธิ์เหนือไฟได้ออกมาจากแท่นบูชา   และร้องบอกท่านที่ถือเคียวคมนั้นด้วยเสียงอันดังว่า   “ท่านจงใช้เคียวคมของท่านเกี่ยวเก็บพวงองุ่นแห่งแผ่นดินโลก   เพราะลูกองุ่นนั้นสุกดีแล้ว”

19 So the angel swung his sickle across the earth and gathered the grape harvest of the earth and threw it into the great winepress of the wrath of God.

19 ทูตสวรรค์นั้นก็ตวัดเคียวบนแผ่นดินโลก   และเก็บเกี่ยวผลองุ่นแห่งแผ่นดินโลก   และเทลงไปในบ่อย่ำองุ่นอันใหญ่แห่งพระพิโรธของพระเจ้า

20 And the winepress was trodden outside the city, and blood flowed from the winepress, as high as a horse's bridle, for 1,600 stadia.

20 บ่อย่ำองุ่นถูกย่ำภายนอกเมือง   และโลหิตไหลออกจากบ่อย่ำองุ่นนั้น   สูงถึงบังเหียนม้าไหลนองไปประมาณสามร้อยกิโลเมตร

Isaiah อิสยาห์ 63:1-4 1 Who is this who comes from Edom, in crimsoned garments from Bozrah, He who is splendid in His apparel, marching in the greatness of His strength?

“It is I, speaking in righteousness, mighty to save.”

1 นี่ใครหนอที่มาจากเมือง เอโดม   สวมเสื้อผ้าย้อมสีแดงจากเมืองโบสราห์  
  พระองค์ผู้ซึ่งโอ่อ่าในเครื่องทรงของพระองค์   เสด็จมาด้วยกำลังยิ่งใหญ่ของพระองค์  
  “นี่เราเองร้องประกาศการช่วยกู้   และมีอานุภาพที่จะช่วยให้รอด”  

2 Why is Your apparel red, and Your garments like His who treads in the winepress?

2 ทำไมเครื่องทรงของพระองค์จึงสีแดง   และเสื้อผ้าของพระองค์เหมือนกับ   ของคนที่ย่ำในบ่อย่ำองุ่น  

3 “I have trodden the winepress alone, and from the peoples no one was with me;

I trod them in my anger and trampled them in My wrath; their lifeblood spattered on My garments, and stained all My apparel.

3 “ข้าพระองค์ได้ย่ำบ่อองุ่นแต่ลำพัง   และไม่มีใครจากชนชาติทั้งหลายอยู่กับเราเลย  
ข้าพระองค์ย่ำมันด้วยความโกรธของข้าพระองค์   ข้าพระองค์เหยียบมันด้วยความพิโรธของ

ข้าพระองค์     โลหิตของเขาพรมอยู่บนเสื้อผ้าของข้าพระองค์   และข้าพระองค์ได้ทำให้เสื้อผ้าของข้าพระองค์เปื้อนหมด  

4 For the day of vengeance was in my heart, and my year of redemption had come.

4 เพราะวันแก้แค้นอยู่ในใจของข้าพระองค์   และปีแห่งการไถ่ของเราได้มาถึง  

Matthew มัทธิว 13:24-30 24 He put another parable before them, saying, “The kingdom of heaven may be compared to a man who sowed good seed in his field,

24 พระองค์ตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังว่า   “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือน   คนหนึ่งได้หว่านพืชดีในนาของตน

25 but while his men were sleeping, his enemy came and sowed weeds among the wheat and went away.

25 แต่เมื่อคนทั้งหลายนอนหลับอยู่   ศัตรูของคนนั้นมาหว่านข้าวละมานปนกับข้าวดีนั้นไว้แล้วก็หลบไป

26 So when the plants came up and bore grain, then the weeds appeared also.

26 ครั้นต้นข้าวนั้นงอกขึ้นออกรวงแล้ว   ข้าวละมานก็ขึ้นปรากฏด้วย

27 And the servants of the master of the house came and said to him, ‘Master, did you not sow good seed in your field? How then does it have weeds?’

27 ทาสแห่งเจ้าบ้านจึงมาแจ้งแก่นายว่า   'นายเจ้าข้า   ท่านได้หว่านพืชดีไว้ในนาของท่านมิใช่หรือ   แต่มีข้าวละมานมาจากไหน'

28 He said to them, ‘An enemy has done this.’ So the servants said to him, ‘Then do you want us to go and gather them?’

28 นายก็ตอบว่า   'นี่เป็นการกระทำของศัตรู'   พวกทาสจึงถามว่า   'ท่านปรารถนาจะให้พวกเราไปถอนและเก็บข้าวละมานหรือ'

29 But he said, ‘No, lest in gathering the weeds you root up the wheat along with them.

29 แต่นายตอบว่า   'อย่าเลยเกลือกว่า   เมื่อกำลังถอนข้าวละมานจะถอนข้าวดีด้วย

30 Let both grow together until the harvest, and at harvest time I will tell the reapers, Gather the weeds first and bind them in bundles to be burned, but gather the wheat into my barn.’”

30 ให้ทั้งสองจำเริญไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยว   และในเวลาเกี่ยวนั้นเราจะสั่งผู้เกี่ยวว่า   'จงเก็บข้าวละมานก่อน   มัดเป็นฟ่อนเผาไฟเสีย   แต่ข้าวดีนั้นจงเก็บไว้ในยุ้งฉางของเรา' ”

Revelation14b

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top