Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, May 21, 2014

 

Question: "If Jesus was God, how could He pray to God?

คำถาม: "ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าแล้ว   พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าได้อย่างไร

Was Jesus praying to Himself?"
ทำไมพระเยซูทรงอธิษฐานต่อพระองค์เอง "

If Jesus was God, why would He even need to pray?

ถ้า พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า  ทำไมจำเป็นต้อง อธิษฐานด้วยหรือ 
Answer: To understand Jesus as God on earth praying to His Father in heaven, we need to realize that the eternal Father and the eternal Son had an eternal relationship before Jesus took upon Himself the form of a man.

คำตอบ: เพื่อให้เข้าใจพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าในแผ่นดินโลก ที่ทรงอธิษฐานต่อพระบิดา ของพระองค์ในสวรรค์ เราจำเป็นต้องรู้ว่าพระบิดาองค์นิรันดร์ และพระบุตรองค์นิรันดร์ มีความสัมพันธ์นิรันดรก่อนที่พระเยซูทรงปรากฏในแบบของชายคนหนึ่ง

Please listen to John 5:19-27, particularly verse 23 where Jesus teaches that the Father sent the Son (also see John 15:10).

โปรดฟัง ยอห์น 5:19-27 โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 23 ที่ พระเยซูทรงสอน ว่าพระบิดาได้ทรง ส่งพระบุตรมา (ดู ยอห์น 15:10)

John ยอห์น 5:19-27 19 So Jesus said to them, “Truly, truly, I say to you, the Son can do nothing of his own accord, but only what He sees the Father doing. For whatever the Father does, that the Son does likewise.

19 พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจไม่ได้   นอกจากที่ได้เห็นพระบิดาทรงกระทำ   เพราะสิ่งใดที่พระบิดาทรงกระทำ   สิ่งนั้นพระบุตรจึงทรงกระทำด้วย

20 For the Father loves the Son and shows Him all that He himself is doing. And greater works than these will He show Him, so that you may marvel.

20 เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตร   และทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ   และพระองค์จะทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก   ซึ่งท่านทั้งหลายจะประหลาดใจ

21 For as the Father raises the dead and gives them life, so also the Son gives life to whom He will.

21 เพราะพระบิดาทรงทำให้คนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมามีชีวิตฉันใด   ถ้าพระบุตรปรารถนาจะกระทำให้ผู้ใดมีชีวิตก็จะกระทำเหมือนกันฉันนั้น

22 The Father judges no one, but has given all judgment to the Son,

22 เพราะว่าพระบิดามิได้ทรงพิพากษาผู้ใด   แต่พระองค์ได้ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร

23 that all may honor the Son, just as they honor the Father. Whoever does not honor the Son does not honor the Father who sent Him.

23 เพื่อคนทั้งปวงจะได้ถวายเกียรติแด่พระบุตร   เหมือนที่เขาถวายเกียรติแด่พระบิดา  ผู้ใดไม่ถวายเกียรติแด่พระบุตร  ผู้นั้นก็ไม่ถวายเกียรติแด่พระบิดาผู้ทรงใช้พระบุตรมา

24 Truly, truly, I say to you, whoever hears my word and believes him who sent Me has eternal life. He does not come into judgment, but has passed from death to life.

24 ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ถ้าผู้ใดฟังคำของข้าพเจ้าและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา   ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์   และไม่ถูกพิพากษา   แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว  

25 “Truly, truly, I say to you, an hour is coming, and is now here, when the dead will hear the voice of the Son of God, and those who hear will live.

25 “ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   เวลาที่กำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว   และบัดนี้ก็ถึงแล้ว   คือเมื่อผู้ที่ตายแล้วจะได้ยินพระสุรเสียงแห่งพระบุตรของพระเจ้า   และบรรดาผู้ที่ได้ยินจะมีชีวิต

26 For as the Father has life in Himself, so He has granted the Son also to have life in Himself.

26 เพราะว่าพระบิดาทรงมีชีวิตในพระองค์เองฉันใด   พระองค์ก็ได้ทรงประทานให้พระบุตรมีชีวิตในพระองค์ฉันนั้น

27 And He has given Him authority to execute judgment, because He is the Son of Man.

27 และได้ทรงประทานให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะพิพากษา   เพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์

John ยอห์น 15:10 10 If you keep My commandments, you will abide in My love, just as I have kept My Father's commandments and abide in His love.

10 ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของข้าพเจ้า   ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักขอข้าพเจ้า   เหมือนดังที่ข้าพเจ้าประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา   และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์

Jesus did not become the Son of God when He was born in Bethlehem.

พระเยซูไม่ได้ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าเมื่อทรงประสูติในเบธเลเฮม

He has always been the Son of God from eternity past, still is the Son of God, and always will be.
พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าเสมอตั้งแต่นิรันดร์กาล   ยังทรงเป็นพระบุตรของ พระเจ้าปัจจุบันและคลอดไป
Isaiah 9:6 tells us that the Son was given and the Child was born.

อิสยาห์ 9:6 บอกเราว่าทรงประทานพระบุตร และพระบุตรนั้นก็ทรงมาบังเกิด

6 For to us a Child is born, to us a Son is given; and the government shall be upon His shoulder, and His name shall be called Wonderful Counselor, Mighty God, Everlasting Father, Prince of Peace.

6 ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา    มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา   และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน    และท่านจะเรียกนามของท่านว่า    “ที่ปรึกษามหัศจรรย์  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์   พระบิดานิรันดร์  องค์สันติราช”  

Jesus was always part of the tri-unity, along with the Holy Spirit.

พระเยซูทรงเป็นหนึ่งในตรีเอกานุภาพ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เช่นกัน

The tri-unity always existed, the Father God, the Son God, and the Spirit God, not three gods, but one God existing as three persons.

ตรีเอกานุภาพยังดำรงอยู่เสมอ พระเจ้าพระบิดา พระบุตร และพระเจ้าพระวิญญาณ ไม่ใช่พระเจ้าสามองค์ แต่เป็นพระเจ้าองค์เดียวที่ทรงปรากฏในสามพระภาค

Jesus taught that He and His Father are one “I and the Father are one.” (John 10:30), meaning that He and His Father are of the same substance and the same essence.

พระเยซูทรงสอนว่าพระองค์และพระบิกาของพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน  “ข้าพเจ้ากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”   (ยอห์น 10:30) หมายความว่าพระองค์และพระบิดาของพระองค์ทรงเป็นของเนื้อเดียวกันและแก่นแท้เดียวกัน

The Father, Son and Spirit are three co-equal persons existing as God. These three had, and continue to have, an eternal relationship.
พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณ เป็น สามพระภาคที่ ร่วมกันอยู่เป็นพระเจ้า   ทั้งสามพระภาคยังคง มี ความสัมพันธ์นิรันดร์
When Jesus, the eternal Son of God, took upon Himself sinless humanity He also took on the form of a servant, giving up His heavenly glory (Philippians 2:5-11).

เมื่อพระเยซูพระบุตรนิรันดร์ของพระเจ้าทรงรับสภาพเป็นมนุษย์ที่ปราศจากบาป พระองค์ก็.ทรงรับสภาพผู้รับใช้ ทรงยอมสละพระสิริในสวรรค์สถานของพระองค์เอง( ฟิลิปปี 2:5-11 )

As the God-man, He had to learn obedience, “Although He was a Son, he learned obedience through what he suffered” (Hebrews 5:8), to His Father as He was tempted by Satan, accused falsely by men, rejected by His people, and eventually crucified.

ในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้าในสภาพมนุษย์  พระองค์ต้องทรงเรียนรู้จักเชื่อฟังคำสั่ง “ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตร   พระองค์ก็ทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมยอมเชื่อฟังโดยความทุกข์ลำบาก   ที่พระองค์ได้ทรงทน” (ฮีบรู 5:8)   ต่อพระบิดาของพระองค์ ขณะที่ทรงถูกล่อลวง โดยซาตาน ถูกมนุษย์กล่าวหา คนของพระองค์ได้ปฏิเสธพระองค์ และในที่สุดก็ทรงถูกตรึงกางเขน

His praying to His heavenly Father was to ask for power, and to be an example for us. “So they took away the stone. And Jesus lifted up his eyes and said, “Father, I thank you that you have heard Me.   I knew that You always hear Me, but I said this on account of the people standing around, that they may believe that you sent Me” (John 11:41-42) and wisdom “And rising very early in the morning, while it was still dark, He departed and went out to a desolate place, and there He prayed.”   “And after he had taken leave of them, he went up on the mountain to pray.” (Mark 1:35, 6:46).

ทรงกำลังอธิษฐานต่อ พระบิดาในสวรรค์ เพื่อขอฤทธิ์อำนาจและเพื่อให้เป็นตัวอย่างสำหรับเรา “พวกเขาจึงเอาหินออก   พระเยซูทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นตรัสว่า   “ข้าแต่พระบิดา   ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์   ที่พระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ   แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่   เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา” (ยอห์น 11:41-42 ) และพระปัญญา

“ครั้นเวลาเช้ามืดพระองค์ได้ทรงลุกขึ้นเสด็จออกไปยังที่เปลี่ยว   และทรงอธิษฐานที่นั่น”  “เมื่อพระองค์ทรงลาเขาทั้งหลายแล้ว   ก็เสด็จขึ้นภูเขาเพื่ออธิษฐานที่นั่น” (มาระโก 1:35 6:46)

His praying showed His dependence upon His Father in His humanity to carry out His Father's plan of redemption, as evidenced in Christ's high priestly prayer in John 17.

คำอธิษฐานของพระองค์แสดงให้เห็นพระองค์ในสภาพมนุษย์ที่ต้องพึ่งพาพระบิดา เพื่อทรงดำเนินการตามแผนการทรงไถ่ของพระบิดา  เหมือนที่พระ เยซูคริสต์ทรงอธิษฐานในฐานะทรงเป็นมหาปุโรหิต ในยอห์น 17

His praying demonstrated that He ultimately submitted to His Father's will, which was to go to the cross and pay the penalty (death) for our breaking God's law (Matthew 26:31-46).

การทรงอธิษฐาน แสดงให้เห็นว่าทรงเชื่อฟังทำตามพระทัยพระบิดาโดยสิ้นเชิง  ซึ่งต้องทรงถูกตรึงที่กางเขน เพื่อไถ่โทษความผิดบาป ( ความตาย) ที่พวกเราละเมิดพระบัญญัติพระเจ้า  (มัทธิว 26:31-46)

Of course, He rose bodily from the grave, winning forgiveness and eternal life for those who repent of sin and believe in Him as the Savior.
แน่นอน พระองค์ทรงฟื้นขึ้นจากความตาย  ทรงชัยชนะยกโทษให้ และประทานชีวิตนิรันดร์แก่ผู้ที่กลับใจจากความบาป และเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด
There is no problem with God the Son praying or talking to God the Father.

ไม่มีปัญหากับพระบุตรพระเจ้าที่กำลังทรงอธิษฐานหรือสนทนากับพระเจ้าพระบิดา

As mentioned, they had an eternal relationship before Christ became a man.

ดังที่กล่าวแล้ว พระองค์ทรงมีความสัมพันธ์ที่ถาวรก่อนที่จะพระคริสต์จะทรงรับสภาพมนุษย์

This relationship is depicted in the Gospels so we can see how the Son of God in His humanity carried out His Father's will, and in doing so, purchased redemption for His children, “For I have come down from heaven, not to do my own will but the will of him who sent Me.” (John 6:38).

ในพระกิตติคุณบรรยายให้เห็นภาพความสัมพันธ์นี้ เพื่อเราสามารถเห็นว่าพระบุตรของพระเจ้าในสภาพมนุษย์ทรงกระทำพระราชกิจของพระบิดา และ ในการทำเช่นนั้น พระองค์ได้ทรงจ่ายค่าไถ่สำหรับบุตรของพระองค์  “เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์   มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง   แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา” (ยอห์น 6:38)


Christ’s continual submission to His heavenly Father was empowered and kept focused through His prayer life.

พระคริสต์ทรงเชื่อฟังกระทำตามพระทัยพระบิดาในสวรรค์  ทรงรับฤทธานุภาพ และ ยึดมั่นในชีวิตที่ติดสนิทในการอธิษฐาน

Christ’s example of prayer is ours to follow.
ตัวอย่างของพระคริสต์เรื่องการอธิษฐานคือสิ่งที่เราควรปฏิบัติตาม
Jesus Christ was no less God on earth when praying to His Father in heaven.

พระเยซูคริสต์ไม่ลดสภาพความเป็น พระเจ้าลง เมื่อทรงอธิษฐานต่อพระบิดาของพระองค์ใน สวรรค์

He was depicting how even in sinless humanity it is necessary to have a vital prayer life in order to do His Father’s will.

พระองค์ได้แสดงให้เราเห็นภาพว่า แม้ใน ความเป็นมนุษย์ที่ปราศจากบาป มันเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะมี ชีวิตติดสนิทในการอธิษฐานเพื่อที่จะทำตามพระทัยพระบิดาของพระองค์



Jesus' praying to the Father was a demonstration of His relationship within the Trinity and an example for us that we must rely on God through prayer for the strength and wisdom we need.

การที่ทรงอธิษฐานต่อพระบิดาสำแดงให้เราเห็นภาพความสัมพันธ์ของพระองค์ภายในตรีเอกานุภาพ และเป็นตัวอย่างสำหรับเราว่า เราต้อง พึ่งพา พระเจ้าโดยการอธิษฐาน เพื่อขอกำลังและสติปัญญาที่เราจำเป็นต้องมี


Since Christ, as the God-man, needed to have a vibrant prayer life, so should the follower of Christ today.

เพราะพระคริสต์ทรง เป็นพระเจ้าในสภาพมนุษย์  จำเป็นต้องมีชีวิตที่ติดสนิทในการอธิษฐาน ดังนั้นเราควรทำตามแบบพระเยซูคริสต์ในวันนี้

For answers to more Bible questions see www.gotquestions.org/Thai  

คำตอบสำหรับคำถามเพิ่มเติมพระคัมภีร์ดู www.gotquestions.org/Thai

Jesus praying

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top