Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Friday, November 27, 2015

 

Gospel of Matthew

พระกิตติคุณมัทธิว


Can you summarize the Gospel of Matthew? What is the Gospel of Matthew all about?

คุณสามารถสรุปพระกิตติคุณมัทธิวได้ไหม   พระกิตติคุณมัทธิวทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร


Author: This gospel is known as the Gospel of Matthew because it was written by the apostle of the same name. 

ผู้ประพันธ์: พระกิตติคุณนี้เป็นที่รู้จักกันว่าคือพระกิตติคุณมัทธิว  เพราะมันถูกเขียนโดยอัครสาวกที่มีชื่อเดียวกัน

The style of the book is exactly what would be expected of a man who was once a tax collector. 

รูปแบบของพระธรรมเล่มนี้คือสิ่งที่คาดหวังจะได้จากคนที่ครั้งหนึ่งเป็นคนเก็บภาษี Matthew has a keen interest in accounting.

มัทธิวมีความฉลาดหลักแหลมในเรื่องการทำบัญชีการเงิน

Matthew มัทธิว 18:23-24 23“Therefore the kingdom of heaven may be compared to a king who wished to settle accounts with his servants. 

23“เหตุฉะนั้นแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับทาส

24When he began to settle, one was brought to him who owed him ten thousand talents.

24เมื่อตั้งต้นทำการนั้นแล้ว   เขาพาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์มาเฝ้า

Matthew มัทธิว 25:14-15 14“For it will be like a man going on a journey, who called his servants and entrusted to them his property.

14“และยังเปรียบเหมือน   ชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไป   จึงเรียกพวกทาสของตนมาฝากทรัพย์สมบัติไว้

15To one he gave five talents, to another two, to another one, to each according to his ability. Then he went away.

15คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์ คนหนึ่งสองตะลันต์   และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว   ตามความสามารถของแต่ละคน   แล้วท่านก็ไป

The book is very orderly and concise.

พระธรรมนี้จัดเป็นระเบียบเรียบร้อยและกระชับได้ใจความมาก

Rather than write in chronological order, Matthew arranges this Gospel through six discussions.
แทนที่จะบันทึกตามลำดับพงศ์พันธุ์  มัทธิวเรียบเรียงพระกิตติคุณเป็นหมวดหมู่หกตอน
As a tax collector, Matthew possessed a skill that makes his writing all the more exciting for Christians. 

ในฐานะที่เป็นคนเก็บภาษี   มัทธิวมีทักษะในการเขียนเรื่องราวทั้งหมดที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับคริสเตียน

Tax collectors were expected to be able to write in a form of shorthand, which essentially meant that Matthew could record a person’s words as they spoke, word for word. 

เป็นที่คาดว่าบรรดาคนเก็บภาษีจะสามารถเขียนในรูปแบบของชวเลข    ซึ่งมีนัยยะสำคัญว่ามัทธิวจะบันทึกคำพูดของคนเมื่อพวกเขาพูดออกมา คำต่อคำ

This ability means that the words of Matthew are not only inspired by the Holy Spirit, but should represent an actual transcript of some of Christ’s sermons. 

ความสามารถนี้หมายความว่าคำพูดของมัทธิวไม่เพียงได้รับแรงดลใจโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ยังแทนสำเนาฉบับจริงที่คัดจากพระธรรมเทศนาของพระคริสต์บางส่วน

For example, the Sermon on the Mount, as recorded in chapters 5-7, is almost certainly a perfect recording of that great message.
ยกตัวอย่างเช่น  คำเทศนาบนภูเขา  ตามที่เป็นบันทึกไว้ในบทที่ 5-7  นั้นเกือบแน่นอนว่าเป็นฉบับบันทึกที่สมบูรณ์แบบของพระธรรมที่สำคัญ


Date of Writing: As an apostle, Matthew wrote this book in the early period of the church, probably around 50 AD. 

วันที่เขียน: ในฐานะที่เป็นอัครสาวก  มัทธิวได้เขียนพระธรรมเล่มนี้ในสมัยคริสตจักร   ตอนต้น  อาจจะประมาณปี ค.ศ. 50

This was a time when most Christians were Jewish converts, so Matthew’s focus on Jewish perspective in this gospel is understandable.
นี่เป็นสมัยที่ชาวคริสต์ส่วนใหญ่เป็นชาวยิวที่กลับใจใหม่   ดังนั้นการที่มัทธิวเน้นย้ำมุมมองของชาวยิวในพระกิตติคุณนี้จึงเป็นที่เข้าใจได้


Purpose of Writing: Matthew intends to prove to the Jews that Jesus Christ is the promised Messiah. More than any other gospel, Matthew quotes the Old Testament to show how Jesus fulfilled the words of the Jewish prophets.

จุดประสงค์ของการเขียน: มัทธิวตั้งใจที่จะพิสูจน์แก่ชาวยิวว่า  พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ตามพระสัญญา  ยิ่งกว่าพระกิตติคุณฉบับอื่น ๆ มัทธิวยกเอาพันธสัญญาเดิมเพื่อจะแสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงกระทำให้คำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะชาวยิวสำเร็จ

Matthew describes in detail the lineage of Jesus from David, and uses many forms of speech that Jews would have been comfortable with. 

มัทธิวเรียงลำดับเชื้อวงศ์ตระกูลของพระเยซูจากดาวิดอย่างละเอียด   และใช้คำพูดหลายรูปแบบว่าชาวยิวจะสุขสบายใจด้วย

Matthew’s love and concern for his people is apparent through his meticulous approach to telling the gospel story.
ความรักของมัทธิวและความผูกพันกับคนของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ผ่านวิธีการเล่าเรื่องราวพระกิตติคุณอย่างละเอียดลออของเขา

Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

Matthew มัทธิว 5:17 17“Do not think that I have come to abolish the Law or the Prophets; I have not come to abolish them but to fulfill them.

17“อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ   เรามิได้มาเลิกล้าง     แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ

Matthew มัทธิว 5:43-44 43“You have heard that it was said, ‘You shall love your neighbor and hate your enemy.’

43“ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า   จงรักคนสนิท   และเกลียดชังศัตรู

44But I say to you, Love your enemies and pray for those who persecute you,

44ฝ่ายเราบอกท่านว่า   จงรักศัตรูของท่าน   และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน

Matthew มัทธิว 6:9-13 9Pray then like this: “Our Father in heaven, hallowed be your name.

9“ท่านทั้งหลาย   จงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า    ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์   ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ  

10Your kingdom come, your will be done, on earth as it is in heaven.

10ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่   ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์  
  ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก  

11Give us this day our daily bread,

11ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวัน แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้  

12and forgive us our debts, as we also have forgiven our debtors.

12และขอทรงโปรดยกบาปผิดของ ข้าพระองค์   เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น  

13And lead us not into temptation, but deliver us from evil.

13และขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง   แต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย เหตุว่าราชอำนาจ และฤทธิ์เดช และพระสิริเป็นของพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์   อาเมน

Matthew มัทธิว 16:26 26For what will it profit a man if he gains the whole world and forfeits his life? Or what shall a man give in return for his life?

26เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของตน   ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร   หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา

Matthew มัทธิว 22:37-40 37And He said to him, “You shall love the Lord your God with all your heart and with all your soul and with all your mind.

37พระเยซูทรงตอบเขาว่า  “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า   และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า

38This is the great and first commandment.

38นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่ และข้อต้น

39And a second is like it: You shall love your neighbor as yourself.

39ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

40On these two commandments depend all the Law and the Prophets.”

40ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้น   ก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้”
Matthew มัทธิว 27:31 31And when they had mocked him, they stripped him of the robe and put his own clothes on him and led him away to crucify him.

31เมื่อเยาะเย้ยพระองค์แล้วเขาถอดเสื้อนั้นออก   แล้วเอาฉลองพระองค์สวมให้   และนำพระองค์ออกไป   เพื่อจะตรึงเสียที่กางเขน

Matthew มัทธิว 28:5-6 5But the angel said to the women, “Do not be afraid, for I know that you seek Jesus who was crucified.

5ทูตสวรรค์นั้นจึงกล่าวแก่หญิงนั้นว่า   “อย่ากลัวเลย   เรารู้แล้วว่า   พวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูซึ่งถูกตรึงไว้ที่กางเขน

6He is not here, for He has risen, as He said. Come, see the place where He lay.

6พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่ ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามซึ่งพระองค์ ได้ตรัสไว้นั้น   มาดูที่ซึ่งพระองค์ได้บรรทมอยู่นั้น

Matthew มัทธิว 28:19-20 19Go therefore and make disciples of all nations, baptizing them in the name of the Father and of the Son and of the Holy Spirit,

19เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์

20teaching them to observe all that I have commanded you. And behold, I am with you always, to the end of the age.”

20สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้   นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค”

Brief Summary: Matthew discusses the lineage, birth, and early life of Christ in the first two chapters.

บทสรุปโดยย่อ: มัทธิวบรรยายเชื้อวงศ์   กำเนิดและพระประวัติในวัยเยาว์ของพระคริสต์ในสองบทแรก

From there, the book discusses the ministry of Jesus.

จากนั้นพระธรรมเล่มนี้กล่าวถึงพระราชกิจของพระเยซู

The descriptions of Christ’s teachings are arranged around “discourses” such as the Sermon on the Mount in chapters 5 through 7.

รายละเอียดของคำสอนของพระคริสต์จะถูกเรียบเรียงเป็น "สุนทรพจน์" เช่น คำเทศนาบนภูเขาในบทที่ 5 ถึง 7

Chapter 10 involves the mission and purpose of the disciples; chapter 13 is a collection of parables; chapter 18 discusses the church; chapter 23 begins a discourse about hypocrisy and the future.

บทที่ 10 เกี่ยวกับการภารกิจรับใช้และจุดประสงค์ของเหล่าสาวก; บทที่ 13 คือการรวบรวมคำอุปมานั้น บทที่ 18 กล่าวถึงคริสตจักร; บทที่ 23 เริ่มต้นสุนทรพจน์เรื่องความหลอกลวงและอนาคต

Chapters 21 through 27 discuss the arrest, torture, and execution of Jesus.

บทที่ 21 ถึง 27 พูดเกี่ยวกับการจับกุม  การทรมาน และการประหารพระเยซู

The final chapter describes the Resurrection and the Great Commission.
บทสุดท้ายอธิบายถึงการฟื้นคืนพระชนม์และพระมหาบัญชา


Connections: Because Matthew’s purpose is to present Jesus Christ as the King and Messiah of Israel, he quotes from the Old Testament more than any of the other three gospel writers.

การเชื่อมต่อ: เนื่องจากจุดประสงค์ของมัทธิวคือเพื่อจะนำเสนอพระเยซูคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์และพระเมสสิยาห์ของอิสราเอล   เขายกคำอ้างอิงจากพันธสัญญาเดิมมากกว่าผู้เขียนพระกิตติคุณอื่นอีกสามฉบับ


Matthew quotes more than 60 times from prophetic passages of the Old Testament, demonstrating how Jesus is fulfilled them.

มัทธิวยกคำอ้างอิงจากคำทำนายในพันธสัญญาเดิมมากกว่า 60 ครั้ง   เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงกระทำให้สำเร็จได้อย่างไร

He begins his gospel with the genealogy of Jesus, tracing Him back to Abraham, the progenitor of the Jews.

เขาเริ่มต้นพระกิตติคุณของเขาเรื่องลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซู   ย้อนรอยจากพระองค์กลับไปถึงอับราฮัมบรรพบุรุษของชาวยิว

From there, Matthew quotes extensively from the prophets, frequently using the phrase “as was spoken through the prophet(s)”

จากนั้นมัทธิวอ้างอิงคำพยากรณ์อย่างกว้างขวาง  โดยมักใช้วลีที่กล่าวว่า "ซึ่งตรัสไว้โดยผู้เผยพระวจนะ”

Matthew มัทธิว 1:22-23 22All this took place to fulfill what the Lord had spoken by the prophet:

22ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเป็นเจ้า   ซึ่งตรัสไว้โดยผู้เผยพระวจนะว่า

23“Behold, the virgin shall conceive and bear a son, and they shall call his name Immanuel” (which means, God with us).

23ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง   และเขาจะเรียกนามของท่านว่า   อิมมานูเอล    (แปลว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา)

Matthew มัทธิว 2:5-6 5They told him, “In Bethlehem of Judea, for so it is written by the prophet:

5เขาทูลว่า “ที่บ้านเบธเลเฮมแคว้นยูเดีย   เพราะว่าผู้เผยพระวจนะได้เขียนไว้ดังนี้ว่า

6“‘And you, O Bethlehem, in the land of Judah, are by no means least among the rulers of Judah; for from you shall come a ruler who will shepherd my people Israel.’”

6บ้านเบธเลเฮมในแผ่นดินยูเดีย   จะเป็นบ้านเล็กน้อยที่สุด ในสายตาของบรรดาผู้ครอง แผ่นดินยูเดียก็หามิได้   เพราะว่าเจ้านายคนหนึ่งจะออกมา จากท่าน   ผู้ซึ่งจะครอบครองอิสราเอล   ชนชาติของเรา”  

Matthew มัทธิว 2:15 15and remained there until the death of Herod. This was to fulfill what the Lord had spoken by the prophet, “Out of Egypt I called my son.”

15และได้อยู่ที่นั่นจนเฮโรดสิ้นพระชนม์   ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเป็นเจ้า   ซึ่งได้ตรัสไว้โดยผู้เผยพระวจนะว่า   เราได้เรียกบุตรของเราให้ออกมาจากอียิปต์  

Matthew มัทธิว 4:13-16 13And leaving Nazareth he went and lived in Capernaum by the sea, in the territory of Zebulun and Naphtali,

13แล้วย้ายที่ประทับจากเมืองนาซาเร็ธไปที่เมืองคาเปอรนาอุม   ซึ่งอยู่ริมทะเลสาบที่เขตเผ่าเศบูลุนและนัฟทาลี

14so that what was spoken by the prophet Isaiah might be fulfilled:

14เพื่อจะสำเร็จตามพระวจนะ   ซึ่งตรัสไว้โดยอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่า

15“The land of Zebulun and the land of Naphtali, the way of the sea, beyond the Jordan, Galilee of the Gentiles—

15แคว้นเศบูลุนและแคว้นนัฟทาลี   ทางข้างทะเลฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น   คือกาลิลี แห่งบรรดาประชาชาติ   

16the people dwelling in darkness have seen a great light, and for those dwelling in the region and shadow of death, on them a light has dawned.”

16ประชาชนผู้นั่งอยู่ในความมืด   ได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่   และผู้ที่นั่งอยู่ในแดนและเงาแห่งความตาย   ก็มีความสว่างขึ้นส่องถึงเขาแล้ว”  

Matthew มัทธิว 8:16-17 16That evening they brought to Him many who were oppressed by demons, and He cast out the spirits with a word and healed all who were sick.

16พอค่ำลง   เขาพาคนผีเข้าสิงเป็นอันมากมาหาพระองค์   พระองค์ก็ทรงขับผีออกด้วยพระดำรัส   และบรรดาคนเจ็บป่วยทั้งหลายนั้น   พระองค์ก็ได้ทรงรักษาให้หาย

17This was to fulfill what was spoken by the prophet Isaiah: “He took our illnesses and bore our diseases.”

17ทั้งนี้เพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะโดยอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะที่ว่า   ท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย   และหอบโรคของเราไป

Matthew มัทธิว 13:35 35This was to fulfill what was spoken by the prophet: “I will  

open my mouth in parables; I will utter what has been hidden since the foundation of the world.”

35ทั้งนี้เพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะ   ที่ตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่า   เราจะอ้าปากกล่าวคำอุปมา   เราจะกล่าวข้อความซึ่งปิดซ่อนไว้ตั้งแต่เดิมสร้างโลก

Matthew มัทธิว 21:4-5 4This took place to fulfill what was spoken by the prophet, saying,

4เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้เป็นไปตามพระวจนะ  ที่ตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่า  

5“Say to the daughter of Zion, ‘Behold, your king is coming to you, humble, and mounted on a donkey, and on a colt, the foal of a beast of burden.’”

5จงบอกชาวศิโยนว่า   กษัตริย์ของท่านเสด็จมาหาท่าน   โดยพระทัยอ่อนสุภาพ   ทรงลา ทรงลูกลา  


These verses refer to the Old Testament prophecies of His virgin birth in Bethlehem, His return from Egypt after the death of Herod , His ministry to the Gentiles, His miraculous healings of both body and soul, His speaking in parables , and His triumphal entry into Jerusalem.

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้อ้างถึงคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิมเรื่องการบังเกิดอย่างบริสุทธิ์ของพระองค์ในเบธเลเฮม    การกลับมาจากอียิปต์หลังจากเฮโรดสิ้นพระชนม์  พระราชกิจของพระองค์ต่อคนต่างชาติ, การรักษาที่น่าอัศจรรย์โดยพระองค์

ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณคำตรัสของพระองค์เป็นคำอุปมา   และการเสด็จของพระองค์อย่างผู้มีชัยชนะเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม

Isaiah อิสยาห์ 7:14 14Therefore the Lord himself will give you a sign. Behold, the virgin shall conceive and bear a son, and shall call his name Immanuel. 

14เพราะฉะนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง   ดูเถิด หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์   และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง   และเขาจะเรียกนามของท่านว่า   อิมมานูเอล

Micah มีคาห์ 5:2 2But you, O Bethlehem Ephrathah, who are too little to be among the clans of Judah, from you shall come forth for me one who is to be ruler in Israel, whose origin is from of old, from ancient days.

2โอ เบธเลเฮม เอฟราธาห์ แต่เจ้า   ผู้เป็นหน่วยเล็กในบรรดาตระกูลของยูดาห์   จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา   เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอลดั้ง

เดิมของท่านมาจากสมัยเก่า   จากสมัยโบราณกาล  

Hosea โฮเชยา 11:1 1When Israel was a child, I loved him, and out of Egypt I called my son.

1ครั้งเมื่ออิสราเอลยังเด็กอยู่เราก็รักเขา   เราได้เรียกบุตรชายของเราออกมาจากอียิปต์  

Isaiah อิสยาห์ 9:1-2 1But there will be no gloom for her who was in anguish. In the former time he brought into contempt the land of Zebulun and the land of Naphtali, but in the latter time he has made glorious the way of the sea, the land beyond the Jordan, Galilee of the nations.

1เมืองนั้นซึ่งอยู่ในความแสนระทมจะไม่กลัดกลุ้ม   ในกาลก่อนพระองค์ทรงนำแคว้นเศบูลุนและแคว้น นัฟทาลีมาสู่ความดูหมิ่น   แต่ในกาลภายหลังพระองค์จะทรงกระทำให้หน ทางข้างทะเล   แคว้นฟากตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน คือ   กาลิลีแห่งบรรดาประชาชาติให้รุ่งโรจน์  

2The people who walked in darkness have seen a great light; those who dwelt in a land of deep darkness, on them has light shined.

2ชนชาติที่ดำเนินในความมืด   จะได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่  บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดิน   แห่งเงามัจจุราช   สว่างจะได้ส่องมาบนเขา  

Isaiah อิสยาห์ 60:1-3 1Arise, shine, for your light has come, and the glory of the LORD has risen upon you.

1จงลุกขึ้นฉายแสง เพราะว่าความสว่างของเจ้ามาแล้ว   และพระสิริของพระเจ้าขึ้นมาเหนือเจ้า  

2For behold, darkness shall cover the earth, and thick darkness the peoples; but the LORD will arise upon you, and His glory will be seen upon you.

2เพราะว่าดูเถิด ความมืดจะคลุมแผ่นดินโลก   และความมืดทึบคลุมชนชาติทั้งหลาย  
แต่พระเจ้าจะทรงขึ้นมาเหนือเจ้า   และเขาจะเห็นพระสิริของพระองค์เหนือเจ้า  

3And nations shall come to your light, and kings to the brightness of your rising.

3และบรรดาประชาชาติจะมายังความสว่างของเจ้า   และพระราชาทั้งหลาย ยังความสุกใสแห่งการขึ้นของเจ้า  

Isaiah อิสยาห์ 53:4 4Surely He has borne our griefs and carried our sorrows; yet we esteemed Him stricken, smitten by God, and afflicted.

4แน่ทีเดียวท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบความเจ็บปวดของเราไป   กระนั้นเราทั้งหลายก็ยังถือว่าท่านถูกตี คือพระเจ้าทรงโบยตีและข่มใจ  

Psalm เพลงสดุดี 78:2 2I will open my mouth in a parable; I will utter dark sayings from of old,

2ข้าพเจ้าจะอ้าปากกล่าวคำอุปมา   ข้าพเจ้าจะกล่าวคำลับลึกของโบราณกาล  

Zechariah เศคาริยาห์ 9:9 9Rejoice greatly, O daughter of Zion! Shout aloud, O daughter of Jerusalem! behold, your king is coming to you; righteous and having salvation is he,

humble and mounted on a donkey, on a colt, the foal of a donkey.

9ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงร่าเริงอย่างยิ่งเถิด   โอ บุตรีแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย   จงโห่ร้อง   ดูเถิด กษัตริย์ของเธอเสด็จมาหาเธอ   ทรงความยุติธรรมและความรอด   พระองค์ทรงอ่อนสุภาพและทรงลา   ทรงลูกลา 

Practical Application: The Gospel of Matthew is an excellent introduction to the core teachings of Christianity.

การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ: พระกิตติคุณมัทธิวเป็นบทแนะนำที่ยอดเยี่ยมมากต่อหลักคำสอนของศาสนาคริสต์

The logical outline style makes it easy to locate discussions of various topics. Matthew is especially useful for understanding how the life of Christ was the fulfillment of the Old Testament prophecies.
รูปแบบโครงร่างที่มีเหตุผลทำให้ง่ายต่อการวางตามเนื้อหาตามหัวข้อต่างๆ  พระธรรม มัทธิวมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการทำความเข้าใจว่าชีวิตของพระคริสต์คือการทำให้คำทำนายในพันธสัญญาเดิมสำเร็จ

Matthew’s intended audience was his fellow Jews, many of whom—especially the Pharisees and Sadducees—stubbornly refused to accept Jesus as their Messiah.

ผู้อ่านตามเป้าหมายของมัทธิวเป็นเพื่อนชาวยิวของเขาหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกฟาริสีและพวกสะดูสี-พวกที่ดื้อหัวชนฝาปฏิเสธที่จะยอมรับพระเยซูเป็นพระเจ้าของพวกเขา

In spite of centuries of reading and studying the Old Testament, their eyes were blinded to the truth of who Jesus was.

ทั้งๆที่ได้อ่านและศึกษาพระคัมภีร์เดิมมานานหลายศตวรรษ  ตาของพวกเขาก็มืดบอดต่อความจริงที่ว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใด

Jesus rebuked them for their hard hearts and their refusal to recognize the One they had supposedly been waiting for.

พระเยซูทรงตำหนิพวกเขาสำหรับจิตใจแข็งของพวกเขา   และการที่พวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับบุคคลหนึ่งที่ดูเหมือนพวกเขาได้รอคอย

John ยอห์น 5:38-40 38and you do not have his word abiding in you, for you do not believe the one whom he has sent.

38และท่านทั้งหลายไม่มีพระดำรัสของพระองค์อยู่ในตัวท่าน   เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้วางใจในพระองค์ผู้ที่พระบิดาทรงใช้มานั้น

39You search the Scriptures because you think that in them you have eternal life; and it is they that bear witness about me,

39ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์   เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์   และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา

40yet you refuse to come to Me that you may have life.

40แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต

They wanted a Messiah on their own terms, one who would fulfill their own desires and do what they wanted Him to do.

พวกเขาต้องการพระเมสสิยาห์ในแบบฉบับของตัวเอง      บุคคลผู้หนึ่งที่จะตอบสนองความต้องการของพวกเขาเอง   และทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ทำ

How often do we seek God on our own terms?

เรามักจะแสวงหาพระเจ้าตามแบบของตัวเราบ่อยครั้งไหม

Don’t we reject Him by ascribing to Him only those attributes we find acceptable, the ones that make us feel good—His love, mercy, grace—while we reject those we find objectionable—His wrath, justice, and holy anger?

เราไม่ปฏิเสธพระองค์โดยพิจารณาพระองค์แต่เพียงคุณลักษณะเหล่านั้นที่เรายอมรับได้  บุคคลที่ทำให้เรารู้สึกดี   ความรัก  พระเมตตา  พระคุณ  ในขณะที่เราปฏิเสธบรรดาคนที่เราคิดว่าไม่เหมาะสม-  พระพิโรธ  ความยุติธรรมและความไม่พอพระทัยอันบริสุทธิ์งั้นหรือ

We dare not make the mistake of the Pharisees, creating God in our own image and then expecting Him to live up to our standards.

เราไม่กล้าเข้าใจผิดต่อพวกฟาริสี   สร้างพระเจ้าในภาพลักษณ์ของเราเอง  และจากนั้นคาดหวังว่าพระองค์จะได้ถึงระดับมาตรฐานของเรา

Such a god is nothing more than an idol.

พระเจ้าเช่นนั้นเป็นอะไรที่มากกว่ารูปเคารพ

The Bible gives us more than enough information about the true nature and identity of God and Jesus Christ to warrant our worship and our obedience.

พระคัมภีร์ให้เราข้อมูลที่มากเกินพอเกี่ยวกับพระลักษณะที่แท้จริงและเอกลักษณ์ของพระเจ้าและพระเยซูคริสต์   ที่จะรับประกันการนมัสการและการเชื่อฟังของเรา

Matthew

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top